วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วิมุติ-นิพพาน

                                                                                                                      
                                                                                               โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

ความจริงวิมุติ-เป็นเพียงขึ้นแรกของการหลุดพ้น เวียนว่ายตายเกิด ยังไม่ถึงพระนิพพาน ถ้าเปรียบกับวิมุต ก็เท่ากับ ฌาน ๙ หรือวิโรธสมาบัติ ก็ได้ จะเข้านิพพาน ก็ต้องเข้านิโรธสมาบัติก่อน วิมุติก็คือฌาน ๙ นี่เอง ตอนแรกเข้าใจว่า วิมุติ คือนิพพาน แต่ความจริงนั้น เป็นการหลุดพ้นของวิญญาณเท่านั้น ยังไม่เป็นการหลุดพ้นของจิต เพราะเพ่งจิตวิญญาณก็หลุด ก็ยังคงเหลือจิต พอเพ่งจิตในจิต จิตก็หลุดไป ไม่มีจิตแล้ว ไม่มีอะไรเป็นตัวเรา มันว่างเปล่าไปหมด ไม่มีอะไรเป็นที่เกาะยึดของจิต เพราะวิญญาณไม่มี สัญญาความจำอะไรก็ไม่มี มันก็พลอยดับไปสิ้น ก็รู้ว่าตัวเราก็ต้องดับไปด้วย มันดับหมด ความจำ สัญญา ไม่มีตัวตน ไม่มีจิต ก็รู้ว่าน่ากลัว จะไม่ได้กลับแล้ว แต่ก็เกิดสงสัยว่าจิตดับแล้วหรือเข้าวิมุติ ก็คงไม่ได้กลับมามีชีวิตอีกหรือต้องตายภายใน ๗ วัน จิตก็ยังเถียงจิตขึ้นมา นี่เป็นเพียงวิมุติยังไม่เข้านิพพาน จิตก็กลับมาเป็นตัวเราอีก เพราะสงสัยพระนิพพาน อยู่นี่เอง ถึงได้กลับมา 

ก็นั่งพิจารณาเรื่องจิต จิตออกจากร่างก็เข้าวิมุติ แล้วนิพพานไปได้อย่างไรล่ะ  ก็มานั่งพิจารณาเรื่องจิต นี่แสดงว่าเราหลุดไปเข้าแค่วิมุติ จิตก็ยังคงมีเชื้ออยู่อีก ยังไม่ดับแน่นอน ก็มานั่งพิจารณาเรื่องจิตให้ทะลุเข้าไปอีก สมาธิก็ยังเพ่งสมาธิถึงจะถึงจุดแท้จริงสมาธิ เมื่อเพ่งจิตก็ต้องเพ่งจิตให้ลึกถึงหัวใจหรือจุดแท้ๆ ของจิต พอเข้าใจเรื่องเพ่งจิตก็ทะลุ ที่แท้จิตยังอยู่นี่เอง ยังไม่ดับ จิตก็เป็นจุดเล็กๆ เหมือนเพชร เป็นแสงให้เห็น อ้อ จิตยังไม่ดับ ยังไม่ถึงจิตอันแท้จริง อ้อ จะเข้านิพพานได้อย่างไร  เรายังฝึกไม่ถึงแก่นแท้ของจริงนี่เอง พอเพ่งจิตเข้าไปอีก ในจิตที่เห็นเป็นจุดเล็กๆ ทีนี้ก็เกิดสว่างไสวในจิต อ้อเราปฏิบัติยังไม่ถึง จะเข้านิพพานได้อย่างไร จุดที่สว่างไสวขึ้นมาก็รู้ว่า จิตจะเข้านิพพานได้ ก็ต้องจิตทะลุจิต เข้านิโรธสมาบัตินี่เอง ที่แท้วิมุติ ก็เป็นทางเดินของนิพพาน มิน่า พระอาจารย์จึงบอกว่า มี ๙ ฌาน หรือฌาน ๙ นี่เอง เป็นพระอนาคามีก็ต้องเข้าฌาน ๙ นิโรธสมาบัติ ถึงจะเข้าเป็นพระอรหันต์ได้ ที่แท้พระนิพพานก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล หรือแค่เอื้อม ก็คงจะจริง เพียงแต่เฉียดเข้าไปก็รู้ว่าสุขแน่นอนหรือบรมสุขของพระอรหันต์ทั้งหลาย จึงเข้าใจว่าจะเข้าพระนิพพานได้ก็ต้องได้วิมุติก่อน เพ่งจิตทะลุอรูปพรหมทั้ง๔ ดับความจำทั้งหลาย เพ่งอากาศ เพ่งวิญญาณ ถึงได้รู้ว่า เพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด เพ่งวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด ดับความจำ ดับสัญญา ถึงจะเข้าฌาน ๘ อรูปพรหม ๔ ถึงจะรู้เห็นทางเดินของวิมุติ เพ่งจิตเข้าไปในวิมุติ หรือเพ่งจิตเข้าไปในจิต ให้เห็นก็จะเข้าฌาน ๙ หรือนิโรธสมาบัติ อ้อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ที่ทำกันไม่ได้เพราะปัญญามันไม่เปิด แต่พอปัญญาเปิด ก็เข้าใจ แต่การเพ่งจิต ก็ต้องทีพลังจิต พลังสมาธิ ความเพียรในสมถะและวิปัสสนา ต้องมีโพธิปักขิยธรรม ๓๗ หมวด ถึงจะมีอำนาจจิตเพียงพอ สมาธิทะลุสมาธิ จิตทะลุจิตจึงถูกต้อง ความสงสัยของผู้เขียนนี่เองถึงได้เห็นทางเข้านิพพาน เข้าวิมุติได้แล้ว เหลือที่จะเข้านิพพาน ก็ต้องเพียรทำฌาน ๙ นิโรธสมาบัติ อีกขั้น ก็ยังไม่รู้ว่าจะหลุดพ้น แค่วิมุติ หรือจะเข้านิพพานได้ไหม แต่รู้ว่า ถ้าผู้เขียนจะดับเมื่อไหร่ก็ดับได้ แค่เข้าวิมุติก็ดับการเวียนว่ายตายเกิด เดี๋ยวนี่จึงไม่สนใจ จะอยู่หรือตาย ก็เพราะเข้าใจการปฏิบัติมาถึงระดับนี้ ก็พอเข้าใจแล้ว นี่ก็เป็นความรู้จากการปฏิบัติของผู้เขียน ๔๕ ปีเต็มๆ เพิ่งมาเพ่งจิต-วิญญาณ มัวแต่ตามดูวิญญาณมันไปไหน ที่แท้มันมีทุกแห่ง มัวแต่ดูวิญญาณคนอื่น เพิ่งจะหายโง่เอา ๔๕ ปีนี่เอง พอเห็นและเข้าใจได้ก็รู้ว่า อรูปฌาน ๔ ก็สำคัญมาก ถึงจะรู้ทางเดินของวิมุติ การหลุดพ้นเวียนว่ายตายเกิด มันอยู่แค่เอื้อมนี่เอง แต่ก็นับว่ายากจริงๆ ถ้าไม่มีพลังจิต พลังสมาธิ นับว่ายากมากๆ พอเข้าใจก็ร้องอ๋อ อยู่แค่นี้เอง แต่ต้องเข้าใจนะ ต้องมีพลังจิต พลังสมาธิเข้มแข็งจริงๆ ต้องทะลุสมถะ ๔๐ และวิปัสสนากัมมัฏฐานหรือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ หมวด 

แต่ผู้เขียนโชคดีมีพลังสมาธิ พลังมหาเทพ พลังมหาพรหม และพลังบารมีหนุน ก็ยังใช้การปฏิบัติถึง ๔๕ ปีเต็มๆ ถึงได้รู้ว่าทางเดินของวิมุติและทางเดินของนิพพาน ต้องมีความเพียร ความอุตสาหะกันจริงๆ ยิ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ ยิ่งต้องหนักในการปฏิบัติมาก จึงสำเร็จเป็นพระอนาคามี และเป็นพระอรหันต์ สำเร็จอภิญญาเยอะ อนาคามีก็เยอะ แต่เป็นพระอรหันต์นับองค์ได้

          ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า

วิธีฝึกสมาธิแบบเร่งรัด

วิธีฝึกสมาธิ “พุท-โธ” อานาปานะสติ(ลมหายใจเข้าออก) แบบเร่งรัด โดย
เรืออากาศตรีประสงค์  เทพหัสดิน ณ อยุธยา

วิธีฝึกสมาธิ
อุบายฝึกจิต  ให้เข้าสมาธิมีหลายแบบ หลายหลัก หลายลัทธิ หลายวิธี ซึ่งแล้วแต่บรรดาอาจารย์ จะค้นคว้า แล้วเอามาสอนลูกศิษย์กันต่อๆ มา จนไม่รู้ว่าจะเลือกหลักวิชาหรือตำราไหน ยิ่งปัจจุบันนี้ ก็เกิดลัทธิใหม่ๆ วิชาใหม่ๆ เช่น สมาธิหมุน สมาธิเหวี่ยง อะไรต่ออะไรให้ยุ่งกันหมด ทั้งสายสัญญาณะ จุดคอหอย ทั้งสำนักสงฆ์ ตำหนักทรง อะไรจิปาถะ แต่ความจริงหลักวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเห็นมีอยู่ ๔ หลักคือ
-          พุท-โธ อานาปานะสติ คือการภาวนาด้วยวิธีกำหนดลมหายใจเข้า-ออก
-          สัมมาอรหัง หรือ “ธรรมกาย” กำหนดเพ่งลูกแก้ว ๗ จุด หรือ ๗ ตำแหน่ง
-          พองหนอ-ยุบหนอ กำหนดจิตที่ท้องตรงสะดือ หรือยกขึ้นมาสองนิ้ว
-          มโนยิทธิ ฤทธิทางใจ

หลักใหญ่ๆมี ๔ หลักที่ปฏิบัติถูกต้อง เพียงแต่เข้าใจ วิธีการสอนของแต่ละหลัก ก็จะฝึกหรือปฏิบัติได้ทั้งนั้น อย่ามัวหลงโทษไม่ถูกกับจริตหรือโทษเวรโทษกรรมหรืออ้างบุญ-วาสนากันอยู่เลย ความจริงแล้วมันขึ้นอยู่กับความเพียร ความอุตสาหะต่างหาก จะตั้งใจทำหรือไม่เป็นสำคัญ ที่ทำไม่ได้ก็เพราะ อ้างเหตุผลต่างๆ มาอ้างอิงหลายประการ อาทิเช่น ตัวขี้เกียจ ไม่มีความเพียร ไม่มีเวลา ไม่ว่าง ต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน บางรายก็โทษโน่นโทษนี่ส่งไป บ้างก็ถกเถียงจะนั่งสมาธิ ก็จะต้องไปอยู่วัดรักษาศีล ภาวนาอยู่วัด ก็ต้องบวชพระ บวชชี อะไรส่งไป บางรายก็พูดว่านั่งสมาธิดีไม่ดีก็เป็นบ้า เวลานั่งต้องมีอาจารย์คุม คนเราไม่ปฏิบัติแล้วอวดรู้ดี มักจะพูดไปว่า ไปนั่งสมาธิแล้วเสียสติ ก็เลยทำให้คนได้ฟังไม่กล้าฝึกสมาธิ หารู้ไม่ว่า คนพวกนี้เป็นมาร ตัวสำคัญและก็ตกนรก ชาติหน้าก็ไม่ได้เกิดหรอก ยังมีพวกผัดวัน ประกันพรุ่ง ชอบอ้างตอนนี้ยังหงุดหงิดไม่มีอารมณ์ จิตใจยังไม่สบาย การฝึกสมาธินั้นทำได้ทุกที่ทุกเวลาถ้าอยากจะทำ ไม่จำกัดที่ไหนก็ได้ ขอให้เข้าใจ วิธีการปฏิบัติสมาธิ ฝึกแล้วจะแก้ปัญหาได้สารพัด จะหายหงุดหงิด แล้วจะสบายใจ หารู้ไม่ว่าจิตคนนั้นขุ่นมัว เหมือนเราเขย่าขวดน้ำอบนั่นแหละ เขย่าแล้ว ก็นั่งดูน้ำอบว่าพอสักครู่ผงขุ่นในขวดน้ำอบ ก็จะตกตะกอนก้น เราเอาจิตจับดูมัน นั่งดูมันจนตกตะกอน น้ำอบก็จะใส จิตใจเราก็เช่นกัน มันขุ่นมัว ก็เอาจิตมาทำสติพิจารณาดูน้ำอบ มันจะหายขุ่นมัว เหมือนเราทำจิตให้สงบ เช่นน้ำอบตกตะกอนนั่นแหละ จึงจะทำให้จิตแจ่มใส ฝึกสมาธิพุทโธ ก็ต้องเข้าใจที่ตั้งของจิต ถ้าไม่เข้าใจกี่เดือนกี่ปีก็ไม่มีประโยชน์ หรือได้ก็ได้ช้า ยิ่งพวกที่วางเฉย ก็ได้แต่เฉยๆ พวกที่บวช ไม่ฝึกจิต รู้ธรรมแปลธรรมได้คล่อง บวชไปก็ไม่ได้อะไรดีขึ้นมา บางคนอ่านหนังสือธัมมะแล้วเข้าใจดีถึงกับลาออกจากราชการไปบวช แต่ไม่รู้จักการฝึกสมาธิ สมถะ และวิปัสสนา เข้าใจว่าปัญญาที่ตัวเองรู้ ก็ไม่แตกฉาน ก็ทำให้เกิดเบื่อหน่าย แล้วก็เลิกบวช แต่ปัญญาที่เกิดจากสมาธินั้น จะเกิดให้รู้เห็นธรรมอย่างละเอียดลึกซึ้งจนถึงวิปัสสนาญาณ หรือวิปัสสนา กัมมัฏฐาน จึงจะแตกฉานในธรรม ซึ่งหาความสิ้นสุดไม่ได้ จนกว่าจะพบนิพพาน หรือดินแดนพระอรหันต์ สมาธิจึงเป็นรากเง้า เป็นหนทางเดินของวิปัสสนา พระสงฆ์ไม่ฝึกสมาธิ สมถะ-วิปัสสนา ก็ไม่มีบุญบารมีเช่นกัน ไม่ได้เกิดในเทวโลก-พรหมโลก แต่ถ้าผู้ใดปฏิบัติสมาธิ ประโยชน์จะเกิดทั้งทางโลกและทางธรรม

“พระธรรมกาย” หรือใช้คำภาวนา “สัมมาอรหัง” ซึ่งหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญเป็นผู้ค้นพบวิชานี้ใช้การกำหนดเพ่งลูกแก้ว โตเท่าผลพุทราเม็ดใน แล้วกำหนดลูกแก้ว เลื่อนไป ๗ จุด หรือ ๗ ตำแหน่ง เหนือสะดือ ๒ นิ้ว เพ่งกลางกั๊ก กลางกาย

“พองหนอ-ยุบหนอ” กำหนดตรงจุดกลางสะดือ ศูนย์กลางสะดือ หรือบางราย บางอาจารย์ยกขึ้นมาเหนือสะดือสองนิ้ว ตำรานี้ต้องไปฝึกกับหลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ตอนนี้ดังมาก

“มโนยิทธิ” หรือฤทธิ์ทางใจ ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ความจริงหลักวิชานี้ ก็เกิดจากอานาปานะสติ หรือพุทโธนั่นแหละ ฝึกได้ระดับฌาน ๔ จตุตถฌาน หรือเอกัคคะตารมณ์ ก็มีฤทธิ์ทางใจได้แล้ว และยิ่งฝึกไปถึง ฌาน ๘ ก็ยิ่งมีฤทธิ์มาก แต่หลวงพ่อฤาษีลิงดำเอา ”นะมะพะทะ” เข้ามาปรุงแต่งเป็นวิชาฤทธิทางใจ ปัจจุบันมโนยิทธิที่แท้จริงหาคนเก่งยาก เห็นมีแต่นึกๆ เอาเป็นส่วนมาก

“พุทโธ” หรืออานาปานะสติ การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก ซึ่งพระป่า หรือพระสายอาจารย์มั่น ปฏิบัติกันมาก ฝึกสมาธิ พุท-โธ ได้แล้วก็จะง่าย สำหรับจับสมถะ ๔๐ กับเข้าวิปัสสนากัมมัฏฐาน หรือโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด ก็จะเข้าสู่หลักหัวใจ ของพระพุทธศาสนาได้ง่าย เพราะฝึกสมาธิแล้ว จิตเกิดตัวรู้ ตัวเห็น แม้แต่หนทางเดิน ของสมถะและวิปัสสนา ก็จะเห็นได้ชัดเจนกว่าพวกที่ไม่ปฏิบัติ จึงต้องเข้าใจในสมาธิก่อนว่า ฝึกแล้วมีประโยชน์มากมายจริงๆ มิใช่ดังพวกมาร หรือผู้ไม่รู้ความจริง มักจะพูดว่าฝึกสมาธิแล้วเป็นบ้า ไม่เป็นความจริงเลย เพราะคนพูดฝึกไม่เป็น เพราะไม่รู้หลักปฏิบัติ และคนผู้นั้นมีบาปมาก ไม่สามารถเข้ามาสู่พระพุทธศาสนา ยังมีผู้ไม่เข้าใจเรื่องสมาธิบอกว่า “นั่งแล้วไม่เห็นอะไร” พอๆ กับพวกที่บอกว่า ผีไม่มี วิญญาณไม่มี ตายแล้วดับหรือบ้าส่งไป แต่มีผีสุรา ผีการพนัน

เหตุผลที่พูดเช่นนี้ เพราครูบาอาจารย์สอนกันมา ผู้เป็นลูกศิษย์ก็เลยโง่ตามอาจารย์ ครูบาอาจารย์คอยคุมนั้นก็ดีไปอย่าง จะได้สอนแนะนำไป ก็จะทำให้ศิษย์เข้าใจได้ง่าย แต่สมาธินั้น อาจารย์ก็จักแนะหลัก แล้วก็จะแยกกันไปปฏิบัติ ใครขยัน ใครปฏิบัติก็ขึ้นอยู่ที่ความเพียร ความอุตสาหะเป็นสำคัญ ไม่เข้าใจก็จะกลับมาถามอาจารย์
การมีครูบาอาจารย์ก็ดีไปอย่าง เช่น คนหัดขับรถใหม่ ถ้ามีครูหรือพี่เลี้ยงคอยนุ่งคุม ก็จะขับรถเป็นเร็วกว่าไม่มีคนคุม แต่ถ้าผู้หัดขับรถมีความสนใจในเรื่องรถ ก็หัดฝึกเอง หรือเวลาขึ้นรถ นั่งรถ ก็ดูคนขับเขาขับอย่างไร สนใจก็เข้าใจเอง พอมาหัดขับรถเองก็จะเข้าใจ และขับได้ ก็ไม่ต้องมีพี่เลี้ยงหรือครูคอยกำกับ การขับรถก็เหมือนเราฝึกสมาธินั่นแหละ ถ้าขับรถเป็นเร็วหรือเป็นแล้วจะขับรถคันไหนก็ได้ เพียงแต่ว่ารถนั้นมันกี่เกียร์ เกียร์อะไร ตัวรถจะผิดแผกแตกขนาดกัน ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ยางบ้าง กว้างบ้าง ทำความเข้าใจก็จะขับรถ เช่น หลักปฏิบัติ จะพุทโธ-สัมมาอรหัง-มโนยิทธิ-พองหนอ ยุบหนอ ทำความเข้าใจกับหลักวิธีก็ทำได้หมด แล้วจะมัวหลงโทษจริตกันส่งไปทำไม

การฝึกจิต ถ้าไม่มีที่ตั้งของจิต ก็ฝึกกันไปอย่างงั้นๆ อย่าง “พุทโธ” เอาจิตตั้งไว้ตรงกลางหน้าผากบ้าง หว่างคิ้วบ้าง ในใจบ้าง ตรงท้องบ้าง ศูนย์กลางกายบ้าง ปลายจมูกบ้าง เลยไม่รู้ว่า “พุทโธ” ที่ถูกต้องอยุ่ตรงไหน บางคนเอาจิตไปจับกับพระพุทธรูป จับที่เทียน จับหรือเพ่งเลยทำไม่เป็น หลักจริงของแต่ละหลักอยู่ที่ไหน

ในที่นี้ก็จะอธิบายการฝึกสมาธิแบบอานาปานะสติ การภาวนากำหนดลมหายใจเข้ “พุท” หายใจออก “โธ” ซึ่งเป็นวิธีที่เข้าใจง่าย แบบเรียนรัดได้ผลเร็ว ฝึกเอง เพียงแต่เข้าใจหลักที่อธิบายก็จะฝึกได้ทุกคน แม้แต่ฝรั่ง หรือคนต่างชาติ สิงคโปร์ ฮ่องกง ก็เคยมาฝึกกับผู้เขียน ฝรั่งฝึกวันเดียว คืนเดียว ก็เข้าปฐมฌาน แต่สิงคโปร์กับฮ่องกงใช้เวลาอาทิตย์เดียวก็นั่งสมาธิเข้าปฐมฌานได้ เพียงแต่ฝรั่งมีความเพียร ความอุตสาหะและตั้งใจฝึกมาเป็นพิเศษ จึงฝึกได้เร็วเป็นพิเศษ

การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก หรืออานาปานะสติ จึงต้องกำหนดรู้ที่ลมหายใจเข้า-ออก จิตตั้งอยู่ตรงปลายจงอยจมูก กำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก จึงจะถูกต้อง ถ้ากำหนดรุ้ไว้ที่อื่นก็จับความรู้สึกของลมหายใจไม่ได้ ก็จะกลายเป็นเพ่งจิต ตรงจุดนั้น แต่ไม่ได้ควบคุมลมหายใจ หรือควบคุมลมไม่ได้ จึงไม่เป็นหลัก “อานาปานะสติ” เพราะจิตไม่ได้กำหนดรู้เรื่องลม ก็จะนั่งไปโดยเปล่าประโยชน์ หัวใจของการฝึกสมาธิคือ “ที่ตั้งของจิต” ถ้าไม่มีที่ตั้งของจิต หรือไม่รู้ที่ตั้งของจิต ก็ทำจิตให้สงบไม่ได้ นั่งไปก็เปล่าประโยชน์ เสียเวลา และก็เบื่อ หัวใจของที่ตั้งก็คือ จิตตั้งตรงจงอยปลายจมูก จะแบ่งรูจมูกเท่ากันกึ่งกลาง เวลาหายใจเข้า-ออก จะจับความรู้สึกของลมได้ง่าย ก็จะควบคุมลมหายใจเข้าออกได้ชัดเจน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการภาวนา เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะนั่งสมาธิ

การฝึกสมาธิเปรียบได้กับการควบคุมสติให้มีอารมณ์สงบ ไม่ให้มีอารมณ์ฟุ้งซ่านหรือความวุ่นวายเกิดขึ้น ภายในร่างกายและจิตใจ หรือทุกข์ทั้งหลายนั่นแหละ เพราะฉะนั้น พวกที่ขาดสติ หรือพวกไม่มีธัมมะอยู่ในหัวใจ หรือพวกไม่รู้คุณค่าแห่งพระพุทธศาสนา ก็จะมักประพฤติผิด อาทิ พวกโจรโรคจิตต่างๆ หรือพวกโทสะจริต แม้แต่พวกฆ่าตัวตายต่างๆ เพราะขาดสติไม่รู้จักธัมมะของพระพุทธเจ้า แค่สมถะ กัมมัฏฐาน ๔๐ หรือฝึกจิตแบบ “พุทโธ” พองหนอ-ยุบหนอ สัมมาอรหัง หรือมโนยิทธิ เอาอย่างใดอย่างหนึ่งมาฝึกปฏิบัติ ก็จะเอามาใช้แก้ไขปัญหาสารพัดอย่าง ทั้งทางโลกทางธรรมและมีสารพัดประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ แต่เราชาวพุทธกลับไม่รู้คุณค่าของธัมมะ แค่ฝึกจิตเป็นสมาธิขึ้นเอกัคคะตารมณ์ หรือจตุตถฌาน ๔ ก็เห็นเหตุที่เกิดทุกข์และสามารถดับทุกข์ได้ด้วยการปฏิบัติ

จึงแนะนำวิธีฝึกสมาธิ หลักอานาปานะสติ หรืออานาปานะสติ หรือพุท-โธ แบบเรียนลัด คือได้ผลเร็ว

วิธีนั่ง
ให้นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาวางทับเท้าซ้าย วิธีนั่งก็ให้เท้าขวาวางซ้อน หรือทับบนรอยพับเข้าซ้าย โดยให้ริมเท้าขวาด้านนอกวางลงในรอยพับตรงข้อพับเข่าซ้าย และให้เท้าซ้ายซ้อนรองอยู่ใต้รอยพับให้พอดีๆ กัน อย่าให้ปลายเท้าทั้งสอง วางเกยพับรอยพับของหัวเข่าทั้งสอง ที่นี้ก็ให้นั่งตัวตั้งตรง หลังตั้งฉากกับก้นกบ และตั้งฉากกับพื้นที่นั่ง ศีรษะ แผ่นหลัง ก้นกบตั้งฉากกับพื้น ตอนนี้ให้ใช้มือขวาวางซ้อนทับบนฝ่ามือซ้าย ให้นิ้วมือแตะกัน อย่ายันกัน เพราะเวลานั่งสมาธิจะมาพะวง หรือจับอยู่ตรงปลายนิ้ว นิ้วหัวแม่มือ(นิ้วโป้ง) ตอนวางมือทั้งสอง พร้อมตอนนั่งขัดสมาธิเวลาแผ่นหลังตั้งตรง (ตั้งฉาก) แขนทั้งสองวางแนบลำตัว ก็จะดึงมือที่ซ้อนกันมาวางบนตักพอดี จะให้ถูกต้องหลังแขนทั้งสองก็จะเป็นแนวตั้งฉากหรือแนวเดียวกับแผ่นหลัง

เวลานั่งหลังตรง (เป็นฉาก) แขนทั้งสองจะเลื่อนเข้ามาวางโดยอัตโนมัติเองและก็ต้องพิจารณาศีรษะ ต้องตั้งให้ตรง ไม่ก้ม ไม่เงย ให้ตั้งตรงพอดี การที่ให้ตั้งฉากอย่างนี้ก็เพื่อช่วยในการนั่งสมาธิได้ถูกต้อง น้ำหนักตัวผู้นั่งสมาธิก็จะได้สมดุล ได้จุดโน้มถ่วง กึ่งกลาง แต่ถ้านั่งไม่ถูกต้อง จะทำให้น้ำหนักโน้มถ่วงไปข้างหน้า หรือข้างหลัง หรือข้างๆ ก็จะทำให้น้ำหนักเอนไปทางด้านนั้นมาก เพราะเหตุนี้แหละ ก็จะทำให้เกิดเวทนาต่างๆ เช่น ปวด เมื่อย ชา ทำให้ผู้ฝึกต้องทนทุกข์เวทนาเหล่านี้ไม่ได้ จึงต้องเข้าใจวิธีนั่งให้ถูกต้องด้วย เพราะการนั่งไม่ถูกต้อง เท้าวางไม่ถูก เป็นตัวการสำคัญมาก

เมื่อเข้าใจวิธีนั่งสมาธิ ก็ต้องเข้าใจหลักวิธี กำหนดลมหายใจ ก่อนอื่นตัวสำคัญคือ ที่ตั้งของจิต

ที่ตั้งของจิตคือหัวใจในการฝึกสมาธิ ที่ตั้งของจิตคือ จงอยจมูก ปลายจมูก จิตตั้งตรงจงอยจมูกนี้ แบ่งประตูลมหรือจมูกเท่ากัน จุดนี้จิตจะรู้สึกกับลมหายใจเวลาหายใจเข้า จิตจะรู้สึก หรือสัมผัสกับลมที่เข้ารูจมูก หรือผ่านประตูลม ทำให้รู้สึกได้ชัดเจนเวลาหายใจออก ความรู้สึกของลมหายใจก็จะจับง่าย และรู้สึกกับลมหายใจเข้า-ออกได้ง่าย จิตก็จะจับอยู่กับความรู้สึกของลมหายใจ เมื่อรู้ที่ตั้งของจิต ก็ต้องรู้วิธีภาวนาให้กำหนดลมหายใจเข้า สมมุติว่าใช่ช่วงระยะการภาวนา คือระยะ ๕ นิ้ว เวลาหายใจเข้าก็ภาวนา “พุท” เข้าไปผ่านรูจมูก  ความรู้สึกว่าลมผ่านจงอยจมูก หรือริมฝีปากบนเข้ารูจมูก หรือประตูจมูก ผ้านเข้าไป ๕ นิ้ว แต่จิตก็หยุดอยู่ตรงปลายจงอยจมูก ก็จงพิจารณาดูว่าลมหายใจที่สูดเข้าไปนั้น ๕ นิ้ว พอกับความต้องการของใจหรือหัวใจไหม ถ้าลมหายใจเพียงพอเราก็ใช้ช่วงลมหายใจเข้า ๕ นิ้ว เป็นช่วงระยะในการภาวนาถ้าน้อยไปก็เพิ่มขึ้น ถ้ามากไปก็ลดลง สมมติว่าช่วงระยะทาง ๕ นิ้ว กำลังพอดี ก็ใช้คำภาวนา “พุท” หายใจเข้า ผ่านประตูลมเข้าไป ๕ นิ้ว จิตหยุดอยู่ตรงปลายจงอยจมูก เวลาหายใจออกก็ภาวนา “โธ” ระยะทางออก ๕ นิ้ว หายใจออก “โธ” ๕ นิ้ว จิตก็จับระยะช่วงลมภาวนาให้เท่าๆ กัน ตอนใหม่ๆ ก็จะหายใจเข้าสั้นบ้างยาวบ้าง เร็วบ้าง ช้าบ้าง หายใจออกก็เช่นกัน ออกยาวบ้าง สั้นบ้าง ช้าบ้าง เร็วบ้าง มักจะไม่เท่ากัน หรือสม่ำเสมอ จึงเป็นการยากในการปฏิบัติหรือการฝึกสมาธิใหม่ๆ

เหตุนี้แหละ พวกที่ไม่รู้จักที่ตั้งของจิต แก้ไม่ได้ และก็นั่งสมาธิหรือจะควบคุมลมหายใจไม่ได้ แต่รู้ที่ตั้งของจิตก็จะควบคุมลมหายใจได้เมื่อเรามีที่ตั้งของจิต คือจงอยจมูก จิตก็มีความรู้สึกอยู่กับลมหายใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตก็จะคอยควบคุมลมหายใจได้ เพราะจิตจับลมหายใจอยู่ ก็จะบังคับลมหายใจเข้า-ออก ให้พอดีกันได้ ไม่ให้เร็ว ไม่ให้ช้า ไม่ให้สั้น ไม่ให้ยาว การปรับลมหายใจก็เหมือนเราจูนหรือปรับเครื่องยนต์รถ ปรับน้ำมันกับอากาศให้พอดี เครื่องยนต์ก็จะเรียบสม่ำเสมอเป็นธรรมดา จะปรับการหายใจได้ ก็ต้องพยายามคุมจิต ให้จิตคุมลมหายใจให้ได้ ตั้งจิตกับลมหายใจ จิตก็จะประคองลมให้สงบได้ตามต้องการ คือลมหายใจเปรียบได้กับการปรับความเร็วเหมือนขับรถ เราก็จะบังคับให้วิ่งเร็วช้า หรือพอดี ก็อยู่ที่เราเหยียบคันเร่ง แต่ก็อยู่ที่จิตคนขับบังคับคือต้องตั้งจิต ก็จะควบคุมได้ การฝึกจิตหรือสมาธิใหม่ ก็เหมือนเราเล่นลูกข่างนั่นแหละ พอลูกข่างถูกขว้างลงบนพื้น ลูกข่างจะหมุนเป็นวงกว้าง เปรียบกับผู้ฝึกใหม่ๆ เวลานั่งสมาธิ หายใจหนักบ้าง เบาบ้าง ข้าบ้าง หรือสั้นบ้าง ยาวบ้าง  ยังบังคับให้สงบไม่ได้ ก็ต่อเมื่อเริ่มสงบขึ้น ลมหายใจแรกคือหยาบแต่พอคุมลหายใจได้ จิตก็ต้องสงบลงจากหยาบก็มาปานกลาง จิตก็คุมลมหายใจได้ดี ตอนนี้เหมือนลูกข่างเริ่มตีวงแคบเข้าทุกที เริ่มคุมวงจรได้แล้ว ยิ่งภาวนา คุมจิตได้ดี ลมหายใจก็เริ่มสงบ คือคุมระยะทางภาวนาได้สม่ำเสมอ ลมหายใจก็จะราบเรียบสงบลงตามลำดับ ช่วงนี้แหละที่เปลี่ยนจากลมหายใจหยาบมาปานกลาง คือพอดี ถ้าเปรียบลูกข่างก็กำลัง “ทรงตัว” เข้าที่แล้ว ทีนั้นจิตก็เพ่งอยู่กับลมหายใจ จับกับลมหายใจ ประคองลมหายใจ การหายใจเข้าออก มันก็จะบางเบา หรือละเอียดขึ้น จิตก็จะนิ่งตามลม ลมหายใจยิ่งละเอียดลมก็ยิ่งจะเบาบางลง ยิ่งละเอียด ก็จะดูหรือมีความรู้สึกหดลง หรือสั้นเข้าทุกที จรรู้สึกว่าลมหายใจมันสั้นจนถึงจุดภาวนาคือปลายจงอยจมูก มันจะหด หด แล้วมาหยุดนิ่งตรงจุดกำหนดหรือที่ตั้งของจิต ระยะทางภานาก็ไม่มี ลมหายใจก็แผ่วเบา จนมีความรู้สึกว่า ไม่มีลมหายใจ คือลมหายใจมันละเอียดมาก จนแทบไม่มีลมหายใจแบบนั้น ตอนนี้ก็เปรียบเหมือนลูกข่างที่นิ่ง หมุนนิ่งอยู่กับที่ จนเข้า”นอนวัน” แต่ยังไม่นอนวัน ตอนนี้จิตจะเข้าสมาธิ ความรู้สึกช่วงนี้ จะมีอาการต่างๆ ปรากฏในขณะนี้ เขาเรียกว่า “ตอนต่อฌาน” หรือตอนจะเข้าสมาธิ เหตุการณ์อย่างนี้มักจะเกิดกับผู้มีสมาธิแทบทุกคนอาการตัวโปร่ง ตัวเบา ตัวขยาย ตัวพอง ตัวลอย เกิดวูบวาบในกาย หรือความสว่างไสวในกาย ก็อดที่จะติดตามไปดูอาการเหล่านั้นหรืออดที่จะไปจับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พอไปจับกับอาการเหล่านั้น ความรู้สึกก็จะเกิดตาม เช่น ตัวพอง ตัวมันก็พองขยาย บางครั้งตัวลอย ดูเหมือนตัวจะลอยๆ  ขึ้นจนติดเพดาน หรือชนหลังคา เหตุการณ์ต่างๆ นี้มันหลุดจากที่ตั้งของจิต เพราะอดที่จะไปจับกับเหตุการณ์ “ตอนต่อฌาน” หรือจะเข้าสมาธิ วิธีแก้ก็คือ ยกจิตกลับมาตั้งตรงจงอยจมูก หรือที่ตั้งของจิตที่กำหนดให้ คือสูดลมหายใจลึกๆ แล้งดึงจิตมาจับที่ตั้งหรือเพียงแต่ยกจิตกลับมาที่ตั้ง จิตก็เพ่งไว้ตรงปลายจมูก อาการต่างๆ ที่เกิดในช่วงนี้หรือช่วงต่อฌานก็คือ ”วิตก” พอยกจิตมาจับที่ตั้งกำหนดให้จิตก็จะจับ และเพ่งเพียรตรงปลายจมูกไว้ ตอนนี้แหละเขาเรียกว่า “วิจารณ์” พอเอาวิจารณ์จับ” “วิตก” มันก็ดับ ไปเอง จิตก็จะนิ่งตรงปลายจมูกนี่แหละ ก็จะเป็นการนิ่งหรือสงบนิ่ง อาการต่างๆ ทั้งหลายก็จะมารวมตัวกันจุดนี้ จงอยจมูกหรือปลายจมูกนิ่งตรงนี้แต่ยังไม่มีสมาธิหรือธิ เพียงแต่มารวมกันจุดเดียว อาการสงบนิ่งตอนนี้ก็เหมือนลุกข่าง “นอนวัน” สงบนิ่ง ถ้าไม่เพ่งดูก็จะไม่รู้ว่ามันหมุน จิตคนตอนนี้สงบนิ่ง ลมหายใจก็นิ่ง เหมือนไม่ได้หายใจ แต่บางคนก็อดที่จะพิสูจน์ไม่ได้ เอานิ้วไปลองพิสูจน์ลมหายใจ มีครับ แผ่วเบา ละเอียดมาก

ถึงตอนนี้สติหรือจิตก็จะจับนิ่งอยู่ที่กำหนดนี้ จิตก็จะเพียรเพ่งนิ่ง จิตก็จะ “ธิ ธิ” นิ่งลงไปอีก วิตก วิจารณ์ก็จะดับไป ก็จะมี “ปิติ” คือนั่งน้ำตาไหลซึมออกมา ตอนวิตก วิจารณ์เปรียบ “ปฐมฌาน” หรือฌานชั้นแรก พอวิตก วิจารณ์ดับ “ปิติ” เกิดขึ้นมาก็จะเปรียบได้ “ทุติยฌาน” ตอนปิติเกิด จิตก็สงบนิ่งมากขึ้นอีกคือยิ่ง “ธิ” ก็จะเกิด “สุข” สบายตามมา เกิด “สุข” สุขตัวนี้สุขสบาย เหมือนนั่งยิ้ม แบบอิ่มอกอิ่มใจ บางคนไม่เข้าใจว่าทำไมนั่งสมาธิแล้วนั่งยิ้มด้วย หารู้ว่านั่นคือเกิด “สุข” ทีนี้จิตก็จะดิ่งหรือนิ่งเป็นหนึ่งเดียว หรือเรียกว่าทั่วทั้งกายในร่าง มารวมเป็นจิต วิญญาณเดียวกันนิ่งเป็นจุด ๆ หนึ่ง แบบนั้น ก็จะอยู่ในชั้นจตุตถฌาน คือฌานสี่ หรือเอกัคคะตารมณ์
-          ปฐมฌาน ๑ – วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เอกัคคะตารมณ์
-          ทุติยฌาน ๒ – ปิติ สุข เอกัคคะตารมณ์
-          ตติยฌาน ๓ – สุข เอกัคคะตารมณ์
-          จตุตถฌาน ๔ – เอกัคคะตารมณ์

ทีนี้เมื่อจิตสงบ เข้าสมาธิดีแล้ว ก็เอามาจับหรือพิจารณา สมถะ ๔๐ มีกสิณ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ อสุภะ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อรูปพรหม ๔ จาตุวะวัตฐาน ๑ จิตจากสมาธิก็จะเห็นได้ชัด เมื่อจับสมถะกัมมัฏฐาน หรือโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปทาน ๔ อิททิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรค ๘

ผู้ที่เข้าสมาธิ เข้าถึงจตุตถฌาน หรือฌาน ๔ จะเข้าสมถะ ๔๐ และวิปัสสนากัมมัฏฐาน จะเห็นรากฐานและหนทางได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่มีสมาธิจิต ครับผู้ที่ปฏิบัติสมาธิจึงเปรียบได้ว่า ผู้ไม่ปฏิบัติ

ตอนนั่งสมาธิ ผู้ที่ฝึกใหม่ๆ มักจะนั่งสมาธิแล้วมีปัญหาเกิดขึ้น ก็คือจิตมักไม่อยู่กับที่ตั้งของจิต พอนั่งภาวนา จิตก็เริ่มคิดโน่น คิดนี่ ไปที่ต่างๆ กลายเป็นพวกนั่งคิด หรือพวกปล่อยจิต เมื่อเป็นเช่นนี้ ให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หรือยาวๆ ผ่อนเข้า-ออก ช้าๆ สักสองสามครั้ง และพยายามเอาจิตจั้งไว้ที่จุดกำหนด พยายามเพียรเอาจิตตั้งไว้ที่จงอยจมูก และถ้าเกิดอีกให้ทำอีก ไม่เกินสามครั้ง ก็ตั้งจิตได้ จำไว้ว่าถ้าจิตแว่บออกนอกที่ตั้ง คือปลายจงอยจมูก ก็ให้ยกจิตกลับมาตั้งตรงจุดกำหนด และพวกนั่งสมาธิใหม่ ยังมีปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัว หรือปัญหาการงาน พวกนี้มักจะนั่งสมาธิไม่ได้ เพราะพอนั่งแค่นั้น ปัญหาดังกล่าวมันจะมารุมเร้าสมองให้อดคิดไม่ได้ ต้องทำใจครับ ตอนจะนั่งสมาธิ ให้ตั้งจิตตั้งใจว่า ลูกจะนั่งสมาธิ และตัดปัญหาที่สุมเข้ามาให้หมด จงนึกว่า “ตอนนี้ ชั่วโมงนี้ เวลานี้ เป็นเวลาปฏิบัติธรรม เป็นเวลาปฏิบัติสมาธิ” เรื่องอื่นตัดไป จงนึกอย่างนี้ คิดอย่างนี้ จิตจะไม่ฟุ้งซ่าน และก็จงคิดว่า จะต้องพยายามนั่งให้ได้ ทำให้ได้ แล้วคุณจะชนะ เมื่อมีความเพียร ความอุตสาหะ ก็ย่อมทำได้ทั้งนั้น จิตอย่าหลุดจากฐานที่ตั้งของจิต รับรองประสบผลสำเร็จ คือฝึกสมาธิได้ทุกราย จะได้มากน้อย ก็อยู่ที่มีความเพียร ความอุตสาหะมากน้อยของแต่ละบุคคล เป็นหลักสำคัญ

ข้อควรรู้
นักปฏิบัติธรรม หรือผู้ฝึกจิต-สมาธิ ไม่ว่าเก่งหรือไม่ ควรจะรู้เรื่องและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนักปฏิบัติทั้งหลาย ซึ่งปัจจุบันนี้มีมากจริงๆ

นั่นคือเวลานั่งสมาธิ แล้วเกิดอาการโยก สั่น หรือเหวี่ยง สะบัดหมุน หรือก้มจนศีรษะติดพื้น หรือโยกหน้า โยกหลัง หรือหงายหลัง หรือสั่งไปทั้งตัว

อาการเหล่านี้ ไม่ใช่อาการของการนั่งสมาธิ แต่เป็นเรื่องของวิญญาณ หรือเรื่อง “องค์” แม้แต่อาจารย์บางท่านไม่ทราบความจริง บอกว่าเป็นเรื่องของปฐมฌานไปก็มี บางอาจารย์ก็ไม่รู้ก็มี นอกจากอาจารย์ผู้ฝึกจิต-สมาธิ จึงจะเห็นเรื่อง “องค์”  เรื่อง “ฌาน”

จึงบอกว่าให้ทำความเข้าใจ เรื่องนี้ไว้มากๆ เพราะปัจจุบัน เกิดกับผู้ฝึกจิตหรือสมาธิมากจริงๆ

เมื่อผู้ฝึกเกิดอาการอย่างนี้ หรือ “คนมีองค์” ให้ตั้งจิตให้มั่นคง” ให้ตั้งจิตดึงตัวให้ตั้งตรง คุมลมหายใจให้ได้ โดยพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก และออกลึกสัก ๒-๓ ครั้ง ก็จะหายโยก หายสั่น แต่ถ้ายังเป็นอีก  ให้สูดลมหายใจเข้า-ออกลึกๆ อีกสองสามครั้ง ถ้าเป็นอีก ก็ให้ทำอีก แต่ถ้าทำถึง ๓ หน แล้วอาการยังไม่หาย ก็แสดงว่า แก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ต้องให้อาจารย์ ครูฝึกสอน ช่วยแก้ไขให้

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญของผู้ฝึกสมาธิ แล้วมีองค์ลงคลุมร่าง ผู้เป็นอาจารย์สอนจะต้องรู้ไว้ และแก้ไขลูกศิษย์ ผู้เป็นอาจารย์ก็ต้องมีอำนาจจิตสูง หรือบารมีสูง หรือมีบารมีกัมมัฏฐานสูงพอที่จะช่วยลูกศิษย์ได้ คือต้องมีจิตรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ จึงจะเห็นเรื่ององค์ในกายลูกศิษย์ แล้วใช้อำนาจจิตติดต่อกับองค์ใน จะให้องค์ลง หรือองค์ถอย ถ้าองค์ต้องการจะลงก็ต้องให้ผู้เป็นอาจารย์เปิดให้องค์ลง แต่ถ้าองค์ลงมาแล้วหรือออกมาแล้ว ก็จะบอกว่าท่านเป็นใคร นามอะไร ลงหรือออกมาเพื่ออะไร องค์ก็จะอธิบายให้ฟัง จะออกแล้วก็จะบอกให้ทราบว่าลงมาเพ่อปกป้องคุ้มครองร่าง และครอบครัว หรือจะมาสร้างบารมี แต่ถ้าองค์ไม่ยอมออกมาหรือลงไม่ได้ และถ้าองค์ยอมถอย ก็จะดี แต่ไม่ยอมถอยนี่ซิเป็นปัญหา

อาจารย์ก็ต้องใช้อำนาจจิต บารมีธรรมที่ปฏิบัติมา ถ้าสูงกว่าองค์ หรือฌาน ก็จะช่วยได้ แต่ถ้าต่ำกว่าก็ช่วยไม่ได้ โดนกันมาเยอะแล้ว แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า เจอเอง โดนเอง และแก้ไขไม่ได้ ต้องหาผู้ปฏิบัติธรรม หรือพระอนาคามี หรือบารมีร่างผู้ปฏิบัติมีกายเทพ-หรือมหาพรหมสูงๆ จึงจะแก้ไขได้ สาสมารถเปิด หรือเชิญองค์ให้ลงหรือถอยออกได้ แต่โดยมากแล้วถ้าพระบารมีกัมมัฏฐาน หรือกายวิปัสสนา จะช่วยเรื่ององค์หรือญานได้ ส่วนมากผู้ฝึกจิต ฝึกสมาธิมักจะมีเทพ-เทวดา หรือพรหมมาปกป้องคุ้มครองรักษา แล้วแต่ร่างนั้นมีบุญบารมีมาก ก็มีเทวดามารักษา และถ้าสูงขึ้นไปอีก ก็จะมีพรหมมารักษา พวกเทพ-พรหมที่มาประจำร่างผู้ใด ก็มักจะประพฤติและปฏิบัติธรรมไปกับร่างนั้นด้วย เวลานั่งสมาธิ องค์ก็จะมาร่วมนั่ง หรือนั่งซ้อนในร่างและก็จะคุมร่างนั้นให้ฝึกจิต ฝึกสมาธิเป็นเสมือนพี่เลี้ยงหรือครู คอยแนะนำสั่งสอนไปในตัว จึงถือเป็นประโยชน์แก่ร่างนั้นและจะฝึกสมาธิได้เร็วกว่าพวกไม่มีองค์หรือฌานตุ้มครองร่าง เพราะองค์หรือฌาน จะคอยแบะวิธีปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา ทั้งคอยควบคุมให้ปฏิบัติ ยังคับฝึกสอนไปในตัว จนกระทั่งเป็นที่พอใจขององค์ แล้วก็ถอยไปนั่งคอบควบคุมดูแลร่าง ให้ปฏิบัติอยู่ข้างๆ ถ้าร่างปฏิบัติได้กายสมาธิ จิตเข้าเอกัคคะตารมณ์แล้ว ร่างนั้นก็จะเป็นกายทิพย์ หรือองค์จะเป็นภาคบุญญฤทธิ์ ยิ่งปฏิบัติได้ฌานสูงๆ องค์ในก็จะสมบูรณ์มากขึ้น

เรื่ององค์เรื่องฌาน ต้องมีอำนาจจิตสูงถึงขั้นฌานสี่ หรือจตุตถฌาน จึงจะเห็นเรื่องจิต-วิญญาณ เห็นผี เห็นเทวดา หรือเห็นเรื่ององค์ เรื่องวิญญาณในร่างคน หรือตามที่ต่างๆ เรื่องสมาธิฝึกแล้วยังมีประโยชน์มากมาย เพราะสมาธิเป็นอำนาจจิต ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ทั้งทางโลก ทางธรรม แต่พสกเราชาวพุทธ กลับไม่รู้ประโยชน์ของสมาธิ อำนาจของจิต-สมาธิ เอามารักษาคน ช่วยเหลือสรรพวิญญาณ เอามาประกอบอาชีพได้สารพัด หาใช่เอามาใช้แต่ในทางธรรม อย่างเดียวไม่ ถ้าเรารู้จักเอามาพลิกแพลงใช้ทางโลก อำนาจจิต สมาธินี้ฝึกแล้วจะรู้คุณค่าอนันต์ ใช้ประโยชน์มากมายและก็ได้บุญมากมาย

สมาธิ “พุทโธ” หรืออานาปานะสติ ผู้เขียนได้ฝึกและปฏิบัติมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๑ ใช้บารมีที่ปฏิบัติมา ได้ค้นพบว่าจากจิตที่เป็นสมาธิ ยังประโยชน์มากมาย แก่ทางโลกและทางธรรม ใช้พิจารณาธรรม สมถะ และกัมมัฏฐาน วิปัสสนา สมถะ ๔๐ และวิปัสสนา หรือโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด ก็จะเข้าใจ และเห็นทางเดิน เพราะอำนาจจิต-สมาธิ

แต่มาใช้ทางโลก กลับได้พบคุณค่าของอำนาจจิต ที่เกิดจากสมาธินั้นมีประโยชน์มากมาย จิตที่ตั้งเป็นสมาธิตั้งแต่ขั้น “จตุตถฌาน” หรือเอกัคคะตารมณ์ หรือฌาน ๔ ขึ้นไปแล้ว สามารถเอามาใช้ประโยชน์ในทางโลก อาทิเช่น เอามารักษาโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์เราได้หลายอย่าง ก็เอามาค้นคว้าหาความจริง จึงได้รู้ว่าสมาธิฝึกได้ระดับฌาน จิตมีอำนาจพิเศษจิตเกิดตัวรู้ ตัวเห็น สามารถเอามาใช้งานได้ ใช้ตรวจรักษาโรคคนได้ แม้กระทั่งโรคจิต-โรควิญญาณ สารพัดโรคในร่างกายคน แม้กระทั่งโลกลี้ลับต่างๆ ทั้งภูตผี ปีศาจ รุกขเทวดา และวิญญาณต่างๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็เป็นกันมากมายจริงๆ แม้แต่แพทย์ปัจจุบันก็รักษาไม่ได้ เรพาะไม่รู้สาเหตุ แม้แต่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ก็ตรวจหาสาเหตุไม่ได้ แต่อำนาจจิต-สมาธิ ตรวจรู้ และรักษาได้ แต่เราชาวพุทธกลับไม่รู้คุณค่าของอำนาจสมาธิเอามาใช้ประโยชน์ เอามาตรวจ รักษาโรคพิเศษ หรือโรคลี้ลับต่างๆ ซึ่งมีมากมาย ซึ่งโลกลี้ลับก็คือโรควิญญาณ ได้แก่ โรคผี หรือโรควิญญาณ ซึ่งมีหลายประเภท มีทั้งโอปะติกกะ หรือสัมภะเวสีที่สามารถทำให้คนเราเกิดเจ็บป่วยกันมาก ปัจจุบันนี้แพทย์ก็จะจำหน่ายเป็นโรคเครียด ไมเกรน หรือโรคประสาท ซึ่งกินยาและรักษากัน ต้องเสียเวลา เสียเงินเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าผู้ฝึกจิต ก็จะเห็นเรื่องโรคเหล่านี้และรักษาได้ ทุ่นทั้งเวลา ทุ่นทั้งเงินทอง โรคลี้ลับหรือโรควิญญาณ คนไม่ฝึกจิตและฝึกสมาธิ จนขึ้นเอกัคคะตารมณ์หรือฌาน ๔ แล้วจะไม่เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ โรควิญญาณมีหลายประเภท แบ่งเป็นผีเข้า เจ้าเข้าสิง ลมเพ ลมพัด ต้องคุณต่างๆ ต้องการกระทำต่างๆ แล้วมีวิญญาณที่ทำโทษ ได้แก่ เจ้าที่ เจ้าป่า เจ้าเขา พระภูมิ จอมปลวก เสาบ้าน ต้นไม้ใหญ่ หรือวิญญาณตามทางสามแพร่ง เรื่องเจ็บป่วยของคนเรา ป่วยเป็นโรคธรรมดา แพทย์ปัจจุบันรักษาได้ แต่โรคดังกล่าวนี่ซิ โรควิญญาณ ที่แพทย์ปัจจุบันตรวจไม่พน และรักษาไม่ได้ เพราะไม่เชื่อเรื่องโรควิญญาณ ซึ่งมีสารพัดอย่าง อีกทั้งฝังรูป ฝังรอย ปั้นหุ่น ฟันหุ่น น้ำมันพราย น้ำมันผี แม้แต่เอาน้ำมันทา-ปลดทอง ปั้นทุ่นแทง ฝังเข็ม ฝังหนาม ก็เป็นเรื่องกระทำของเดรัจฉานวิชา  แถมยังมีโรคผีเข้า เช่นปอบกินคน เข้าคน ก็ยังแบ่งเป็นปอบกินคน กับปอบอาศัยร่างคนหากินพวกผีสิงก็มีหลายประเภท แม้แต่งานศพ ผีก็ตามคนมา เกาะบ้าง สิงบ้าง ทำให้เจ็บป่วย ก็มีไม่น้อย พวกไปงานศพตามสุสานต่างๆ ไปชงกับผีตามฮวงจุ๊ย ก็ทำให้เจ็บป่วย หรือตามถนนหนทาง หรือทางสามแพร่ง ไปเตะกระทง ผีก็เข้าเล่นงานได้ ยังมีพวกวิญญาณ เทพ-เทวดาทำโทษก็มี ยังอีกเยอะ โรควิญญาณเหล่านี้ ใครมีอำนาจจากฝึกสมาธิ ก็จะรู้เห็นเรื่องวิญญาณต่างๆ เหล่านี้ได้ และก็เอาอำนาจจิตไปรักษาได้

สมาธิเก่งๆ ก็ยังเอามาใช้ประกอบอาชีพทางหมอดูหรือทำพิธีต่างๆ อาทิเช่น ตั้งศาล ถอนศาลต่างๆ พระภูมิ พระพรหม ตรวจที่ ตรวจทาง แนะนำคนต้องทุกข์ได้ สารพัด เพราะสมาธิแล้วจะเห็นที่เกิดทุกข์ เอามาใช้ได้สารพัดประโยชน์ จึงกล้าพูดได้ ผู้เขียนใช้ประโยชน์อำนาจจากสมาธิ มาสร้างประโยชน์ สร้างบารมี สร้างกุศล จิปาถะมา ๓๐ กว่าปี รักษาคนป่วยมามากต่อมาก และก็ช่วยเหลือวิญญาณ ทั้งสัมภะเวสี ทั้งโอปปะติกกะ และก็สร้างประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา และก็สร้างพระหลวงพ่อใหญ่ “พระพุทธรัตนโกสินมหามุนีส่องโลก” วัดหนองหอย จังหวัดราชบุรี ด้วยอำนาจจิตนี่แหละ

     ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า