พญานาค
โดย ปู่สงค์ สวนพุฒตาล
เรื่องฮิตติดอันดับต้นๆ ในปัจจุบันนี้ ก็คือเรื่อง พญานาค มีใครเคยเห็นจริงๆ บ้าง ด้วยตาของตัวเองไหม โดยมากมักจะเป็นข่าวลือ และก็ว่ากันไปตามเรื่อง แม้แต่พญานาคสมัยพระพุทธเจ้า เป็นพันๆปีได้แต่ฟัง เขาเล่าว่า เลยไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่ ก็ทำนองเรื่องผีนั่นแหละ ก็เลยถูกเถียงกันมาจนทุกวันนี้ ก็เหมือนผู้ปฏิบัติธรรมกับปฏิบัติสมาธิ ก็เช่นกัน บางอาจารย์ก็ว่า ปฏิบัติสมาธิแล้วเห็นนุ่นเห็นนี่ เห็นผีเห็นเทวดา ตายแล้วดับ ไม่มีวิญญาณ แถมบางสำนักก็ดันสอนวิมุตติเหล้า หรือวิมุติบุหรี่ ก็ไม่รู้ว่า พวกอาจารย์ เกจิอาจารย์ จะหลงสอน ไปผิดๆ เยอะ แม้แต่เรื่อง จริต ฝึกได้ก็เข้าจริต ถูกจริต ฝึกไม่ได้ก็ไม่ถูกจริต เข้าจริต นี่แหละพวกอาจารย์เกจิอาจารย์สอนกันมั่วๆ เพราะไม่รู้จริง พวกเหล่านี้ ผู้เขียนถือว่า ไม่ใช่พระอริยสงฆ์แท้จริง ถ้าเป็นพระอริยสงฆ์แท้จริง ก็คือท่านผู้ปฏิบัติสมาธิ สมถะ และวิปัสสนาแท้จริง พวกพระหรือบรรดาอาจารย์เกจิอาจารย์ ก็เป็นแค่ครูบาอาจารย์ธรรมดาๆ หรือแค่ชั้นประถมเท่านั้น จึงได้แต่ปัญญาเด็กๆ แต่ถ้าได้ตั้งแต่มัธยมหรือเทียบเท่า สมาธิแค่สงบ ก็ยังไม่ถึงเป็นสมาธิ
สมาธิแท้จริงก็คืออุปการะสมาธิ หรือจตุตถฌานหรือฌาน ๔ หรือถ้าท่านสามารถฝึกจิตเข้าเอกัคคตารมณ์ และตาหรือนัยน์ตาที่ท่านหลับเพ่งตา จนเป็นอุเบกขาได้ ท่านจึงจะรู้จักคำว่าสมาธิแท้จริง เมื่อจิตของท่านฝึกจนเป็นเอกัคคตา และนัยน์ตาหรือตาในฝึกจนเป็นอุเบกขา นิ่งเหมือนลูกข่างนอนวัน นิ่งสงบแล้ว ท่านก็เอา “จิตกับตา” มาเพ่งผสมกัน ท่านจะรู้สึกว่า สมาธิแท้จริง มันเป็นอย่างไร เพราะจิตเป็นเอกัคคตา อารมณ์เป็นหนึ่งเดียว เป็นตัวรู้ครับ ส่วนตาที่หลับเป็นอุเบกขา จึงเป็นตัวเห็น จิตเป็นตัวรู้ ปลาเป็นตัวเห็น ถ้าเข้าใจ จิตเป็นวิตก ตาเป็นวิจารณ์ นั่นแหละท่านถึงจะรู้เรื่องสมาธิแท้จริง เพราะไม่รู้เรื่อง”จิตกับตา” จึงไม่สามารถรู้เห็นเรื่องสมาธิแท้จริง ฝึกจนจิตกับตาผสมกันรวมกันหรือจะสัประยุทธ์กัน พวกท่านนักปฏิบัติจึงหลงปฏิบัติการผิดๆเสียเวลากันมากต่อมาก แต่ถ้าฝึกจิตเป็นเอกัคคตารมณ์จึงจะเกิดตัวรู้และฝึกตาในทีหลับจนเป็นอุเบกขา ตัวเห็น ได้เมื่อ 2 อย่าง เจ็บตัวรู้ ตาตัวเห็น ก็คือสมาธิแท้จริง หรืออุปจารสมาธิหรือจตุจักรธชานหรือฌาน ๔ แล้วเราก็มาคุยกันได้ เรื่องผี เรื่องเทวดา จะเป็นพญานาค หรือยมทูต ยมบาล อะไรๆ ได้สารพัด เพราะพวกท่านได้จตุตถฌานหรือวิชชา ๓ แล้ว เสียเวลาอารัมภบท ก็จะเข้าเรื่องพญานาค
ทุกวันนี้ก็หลงไหลเรื่องพญานาคกันแทบทุกบ้านทุกแห่ง ยิ่งพญานาคให้โชคลาภ ก็จะแห่กันไปนมัสการกัน วุ่นวายไปหมด บางรายก็คลั่งสร้างสรรค์ให้พญานาค ตั้งบูชาพญานาคไว้หน้าบ้านกันยุ่งไปหมด ก็ทำนองเดียวกับไปบูชาราหูแล้วรวย บูชาชูชกแล้วรวย สักยันต์แล้วรวย บูชาเพชรพญานาค อะไรต่ออะไรจิปาถะ ก็เลยเป็นโอกาสทองของมิจฉาชีพ เจ้าเข้าทรง พระอลัชชี เอามาหลอกลวงกัน หมดเนื้อหมดตัวกัน หารู้ไม่ว่า ความจริงพญานาค ท่านก็จะปรากฏผู้ที่ปฏิบัติดีส่วนมากก็จะไม่มายุ่งกับพวกมนุษย์ มักจะอยู่ตามถ้ำตามคลองหรือแม่น้ำและที่สงบๆ ตามวัดตามวา และก็มีแทบทุกหนทุกแห่ง แต่เราไม่รู้ว่าเป็นงูหรือพญานาค เท่าที่ผู้เขียนพบเห็นมาก็มีมาก ถ้าจะนับก็นับไม่ถ้วน ตามบ้านช่องก็มี ทุกจังหวัดที่ไหนมีน้ำ ก็มักจะมีพญานาคอาศัยอยู่แทบทุกที่ ถ้าจะอธิบายเรื่องพญานาค ก็ไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันเรื่อง ไปที่ไหนจังหวัดไหนก็เจอ นอกจากผู้ฝึกสมาธิถึงจะรู้เห็นเรื่องนี้
ก็จะเล่าเรื่องพญานาคที่ประสบมา อย่างที่วัดหนองหอย จังหวัดราชบุรี ผู้เขียนไปสร้างพระพุทธรัตนโกสินทร์มหามุนีส่องโลก ตอนนั้นหลวงพี่สมปองหรือเจ้าอธิการสมปอง สับปัญโญ เป็นเจ้าอาวาส ๒๕๐๖ โนนแน่ะ ผู้เขียนมาปฏิบัติสมาธิอานาปานสติตั้งแต่พ.ศ.๒๕๑๑ ก็ได้ประสบการณ์เรื่องจิต-วิญญาณ ภูตผี-ปีศาจมาตลอด นอกจากจะรักษาโรคจิต โรควิญญาณ ก็เจอทั้งเรื่องงู เรื่องพญานาคบ่อย ตอนนั้นอยู่ในสวนพุฒตาล ซึ่งเป็นบ้านพักของคุณพ่อผู้เขียน พันโทปลั่ง เทพหัสดิน ณ อยุธยา อยู่ตำหนักท่านองค์หญิงบุษบันนั่นแหละ ตอนนั้นเกิดพลเอกเปรมจะเอาที่บริเวณผู้เขียนทำที่รับแขกเมือง ก็อธิบายให้ฟังพอสังเขป หลังบ้านพลเอกกฤษณ์ สีวะรา อยู่หน้าบ้านผู้เขียนกับจอมพลประภาส จารุเสถียร ก็บังเอิญขุดไปเจอโบสถ์เก่าและลูกนิมิตเข้าน่ะสิ เลยเลิกเอาที่หน้าบ้านผู้เขียนเรื่องพญานาค จึงเกิดเพราะลูกนิมิตนี่เอง
ตอนนั้นผู้เขียนก็ฝึกสมาธิแล้วรู้เรื่องอาถรรพ์ในบริเวณเกาะลอยที่ผู้เขียนอยู่ เพราะลูกนิมิตขึ้น ผู้เขียนก็อุ้มไปตั้งบนแท่นใต้ต้นประดู่ใหญ่ ปัจจุบันยังอยู่ครั้งแรกก็จะเข้าไปไหว้ดึกๆประมาณ ๔ ทุ่ม แล้วจะปูเสือนั่งสมาธิถึงสองยาม ทุกครั้งเวลาเดินไปใต้ต้นประดู่ จะกระทบกับกระแสฌาน ที่สูงมาจากตรงลูกนิมิตร แสดงว่าเวรเฝ้าลูกนิมิต ก็มักจะเปลี่ยนวิญญาณมาเฝ้าลูกนิมิต บางครั้งจะเจอปู่หนวดขาวโพลง มานั่งใต้ต้นประดู่ พอผู้เขียนเข้าไป ท่านเหล่านั้นก็จะหายไป มีอยู่คืนหนึ่ง พอเดินเข้าใต้ร่มประดู่ก็รู้ว่า ฌาน วันนี้แปลกไม่เหมือนองค์อื่นๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไร ก็เข้าไปนั่งตรงหน้าลูกนิมิตรเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องจุดเทียนคู่ก่อน พอแสงเทียนปรากฏ เล่นเอา งง ครับ “ฌาน” ที่ส่งมากลับเป็นงูเห่าดำมะเมื่อม ลำตัวเท่าแขนผู้เขียน นอนห้อยหัวตรงหน้าพอดี แต่นอนนิ่งไม่มีอากัปกิริยาอะไรเลย กับจ้องตาผู้เขียนเป๋ง แปลกครับผู้เขียนก็ไม่ตื่นเต้นอะไรเหมือนกัน
สักครู่ได้ยินเสียงตรงลูกนิมิตรว่า นมัสการท่านปู่ วันนี้เป็นเวรผม และก็บอกนามว่า ท่านคือท้าวภุชงค์ มาเฝ้าลูกนิมิต และก็บอกว่า”เชิญท่านปู่ปฏิบัติเถิด” เล่นเอาหัวงูเห่าห่างจากศีรษะผู้เขียนคืบเดียว พอคุยกับท้าวภุชงค์แล้ว ก็นั่งหลับตาเข้าสมาธิ ฌานที่อยู่ตรงหน้าก็หายไป จนผู้เขียนนั่งถึงสองยาม ลืมตามาก็ไม่เห็นงูเห่าหรือท้าวภุชงค์แล้ว ยิ่งนั่งก็ยิ่งสงบ ไม่เหมือนตอนเดินเข้าไป ได้รับฌานต่างๆส่งมามาก ส่วนมากก็จะมานั่งปฏิบัติกับเรา ต่อมาก็ยังเจออีก ผู้เขียนก็ขุดหลุมลูกนิมิตลึกลงไป ๒ เมตร แล้วก็เอากระดาษแข็งมาปูนั่งในหลุมลูกนิมิตดูซิจะมีอะไร กลับเงียบกว่านั่งข้างบน พอนั่งไปได้สักพักก็มีความรู้สึกว่า มีฌานอะไรลงมาในหลุม กระทบจิตเราก็ลืมตาดู ในหลุมมีความกว้างยาวแค่เมตรกว่าๆเกือบ ๒ เมตร พอลืมตาเท่านั้นเจ้างูเห่าตัวที่นอนอยู่บนลูกนิมิตร ลงมานอนขดตรงหน้าในตาแป๋ว ก็ได้ยินเสียงจากงูเห่าหรือท้าวภุชงค์ว่า ผมเองครับ ลงมาเยี่ยมท่าน และมานั่งสมาธิด้วย ก็นั่งสมาธิจนพอใจ ก็สองยามนั่นแหละพอลืมตาหรือถอนสมาธิแล้ว
ก็ไม่เห็นท้าวภุชงค์หรือเจ้างูเห่าตัวโต ก็สงสัยว่า หลุมลึกไม่ต่ำกว่า ๒ เมตร แล้วงูเห่าหรือถ้าผู้ชมจะขึ้นไปได้อย่างไรนะ เวลาผู้เขียนจะขึ้นต้องปีนขึ้นมา ก็เข้าห้องพระนั่งสมาธิต่อ ก็สงสัยเรื่องท้าวภุชงค์ ท่านเป็นพญานาคอันดับต้นๆหรือสูง ท่านต้องลำตัวใหญ่ไม่ต่ำกว่าถัง ๒๐๐ ลิตรถึงจะถูก ก็ได้ยินคำตอบมาจากในจิตว่า ก็ท่านเป็นพญานาค จะมาแบบเต็มๆองค์ได้อย่างไร ก็ต้องย่อส่วนมาเป็นงูเห่าแต่สามารถเห็นได้ งูเห่าตัวนี้จะมีหงอนสีทอง ยาวประมาณ ๕ นิ้ว เพราะเห็นชัดตรงค่อยอยู่กับลูกนิมิตร และผู้เขียนก็ไปพบท้าวภุชงค์ในถ้ำชนะมารตรงช่องเขาขาด ได้เห็นลูกสาวท้าวภุชงค์ ๗ นาง และท้าวภุชงค์เป็นพญานาคตัวใหญ่เข้าถัง ๒๐๐ ลิตร ลำตัวยาวตั้งแต่ปากถ้ำหางยาวอยู่ก้นถ้ำ พอเลยขึ้นมาถึงปากถ้ำที่ผู้เขียนนั่ง ท่านก็ไกลร่างเป็นมนุษย์รูปร่างใหญ่กว่าคนธรรมดา ๒ เท่า มีมงกุฎหรือสายรัดแบบคาดศีรษะ สวมเครื่องแต่งตัวอย่างกับกษัตริย์ และลูกสาวแสนสวย ๗ นาง แต่งคนละสี นางงามทั้งหลายชิดซ้ายไปเลย เป็นพญานาคต้องบำเพ็ญอย่างน้อยๆ ๓๐๐-๕๐๐ ปี จึงจะมีบารมีกลายเป็นร่างมนุษย์ได้ อย่างท้าวภุชงค์ก็อายุเป็นพันๆปีหรือ ๒,๐๐๐ ปี ก็เลยได้ความรู้จากพญานาคนี้ไม่น้อยเลย
จากถ้ำชนะมารก็สามารถทะลุไปถึงจังหวัดเลย ถึงไหนๆ ได้ ยังจำหน้าตาของท้าวภุชงค์ได้ เรื่องพญานาคเขาขาด ก็ยังมาเจอพญานาควัดหนองหอย จังหวัดราชบุรี พญานาคไร่จากวันชัย พญานาคบ่อปลากาญจนบุรี พญานาคจังหวัดหนองคาย เรียกว่านับไม่ถ้วน เรียกว่ามีทุกจังหวัด พญานาคแบบกลักไม้ขีดไฟมีทั้งเศียรเดียว สามเศียร ห้าเศียร และ เจ็ดเศียร มีทั้งงูจงอาง งูเหลือมสารพัดงู ต้องเพ่งจิตดูว่า ถ้าพญานาคจะมีหงอนเหลือง หงอนแดง หงอนทอง ก็ต้องดูว่า หงอนเล็ก หงอนใหญ่ หงอนสั้น หงอนยาว และสีก็มีหลายสี ถ้าพญานาคมีศักดิ์ศรีสูง จะเป็นสีทอง สีเขียว สีแดง สีเหลือง หรือสีหลายสีก็มี ถ้าองค์ใหญ่ก็มักจะเรียก ท้าว พญานาคา พญานาคี จังหวัดนครพนม ยิ่งแถวๆชายหาดแม่โขง ก็มักจะเห็นพญานาค ตัวเล็กตัวน้อย ขึ้นมาเกยชายหาดกันเยอะแยะไปหมด พญานาคจะใหญ่เป็นพญานาคี ก็มักจะเป็นงูจงอางมีหงอน จะมีนัยน์ตาสีแดงเหมือนทับทิม อิทธิฤทธิ์พญานาคก็รุนแรงไม่เบา หลวงปู่หลวงพ่อ จะเป็นร่างทรง ถ้าไม่ทรงจริง เก่งจริงก็ช่วยไม่ได้ พวกที่ชอบฆ่างู กินงูทั้งหลาย ระวังเจอดี
พวกชอบตีไก่เลี้ยงไก่ และถูกงูเหลือมมากิน จับงูได้ ก็เอามาผัดเผ็ด ถ้าจับไม่ดูตราช้างตราม้าไปจับเอางูพญานาคเข้ารักษาการไม่รู้จักหายมาเยอะแล้ว ที่ทำงานผู้เขียนกรมทหาร กองทหาร ที่ชอบเลี้ยงไก่ แล้วงูมากินไก่ ไปจับมากิน แล้วป่วยรักษาไม่หาย ขนาดพระอาจารย์ดัง แม้แต่หลวงปู่หลวงพ่อดัง ก็รักษาไม่ได้มาเยอะ ขนาดแก้รักษาบวชให้ อาบน้ำมนต์ให้ รับขันธ์ให้ก็ไม่หาย พวกพญานาคเก่งกว่า ก็ไม่ยอมยกให้ ไม่รู้จะรักษาที่ไหนก็มาเจอผู้เขียนเข้า เพราะเห็นที่เกิดทุกข์ เพราะไปฆ่าพญานาค บรรดาอาจารย์ก็รักษากันส่งๆไปหรือมั่วกันไปก็ต้องเรียกว่า ไม่รู้จริง ไม่เห็นจริงแล้วก็ไม่มีอำนาจจิตสูงเพียงพอ ก็ต้องเพ่งจิตดูสาเหตุที่เกิดทุกข์ จึงไปเห็นเจ้าตัวทำบาป ผิดศีลฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แถมค่ามาหลายตัว แจ็คพอตเจอเอาพญานาคก็ต้องรับกรรมไป เจ้างูเหลือมหรือพญานาคก็ด่าเจ้าคนกิน มากินผมทำไมมาฆ่าผมทำไม ผมเจ็บมาก ก็แค้นมาก วิธีรักษาของผู้มีทุก ไม่ว่า คน สัตว์ หรือผี ก็ต้องมีพลังจิตแก่กล้า ตั้งแต่อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ก็มีจิตเข้มแข็งสามารถรักษาความเจ็บของวิญญาณที่มีทุกข์ แต่เราชาวพุทธกลับไม่รู้จักความลี้ลับของจิต อำนาจจิต
ผู้เขียนก็เพ่งจิตรักษาให้พญานาค ต่อเนื้อ ต่อหนัง รักษาให้หายเจ็บปวด เจ้างูเหลือมหรือพญานาคก็เริ่มผ่อนการเจ็บแค้น จิตก็จะเบาความโกรธลง ทีนี้ได้คุยกันรู้เรื่องหน่อย เสียงแค้นอ่อยลง ก็บอกเจ้าพญานาคว่า แล้วเจ้าจะขออะไร สังฆทานไหม สร้างพระพุทธรูปให้เอาไหม เจ้าพญานาคก็ยังเสียงอ่อยๆ ก็คิดว่า กูตายไปกว่าจะได้เกิด อีกกี่ภพกี่ชาตินะ ไอ้นี่ฉลาดมากอยากจะอยู่ดูแลพระศาสนาหรือไม่อยากไปเกิดหรือจะไปเกิดดีวะ อิดออดๆและก็บอกว่า ท่านปู่ ผมไม่มีร่างแล้ว ก็รู้ว่าเจ้าหนี้ยังจะมากินไก่สาวหรือสร้างบุญ ก็เลยบอกว่าเจ้าไม่มีร่างแล้วใช่ไหม ก็เอาร่างเจ้าจ่าทหารอากาศไปใช้ประโยชน์ เท่านั้นพญานาคไม่อยากไปเกิดก็รีบละล่ำละลักบอกว่า เอาครับ เอาครับ ผมจะได้มาสร้างบารมีช่วยพระพุทธศาสนา ผู้เขียนก็จัดใหญ่เพ่งจิต เปิดร่าง เปิดญาณให้พญานาค ลงประทับร่าง แล้วเสริมบารมีให้เรียบร้อย แถมชอบใจอีก ผู้เขียนก็เลยให้ฉายาว่า จ่าแดงพญานาค หายเป็นปลิดทิ้ง กินเหล้ากินเบียร์ไม่ได้ ร่างกายแดงเคยหมุนเคยบิดเป็นเกลียว หายปกติ จ่าแดงก็บอกว่า ผมยอมครับ เป็นร่างทรงให้ท่านพญานาคก็หายเป็นปกติ และก็ต้องปฏิบัติตนเป็นร่างทรงพญานาค
สมัยอยู่บนเขาวัดหนองหอย จังหวัดราชบุรี ก็มีพญานาคอยู่ในเขาตัวใหญ่ ตัวเท่าเสาไฟฟ้า นอนขดอยู่ในเขา ผู้เขียนไปนั่งสมาธิเจอเข้า เพราะไปสร้างพระหลวงพ่อใหญ่ ก็เลยรบกวนให้พญานาคออกมา ผู้เขียนกับผู้สร้างก็จะไปนั่งสมาธิกันตอนมืดๆ ๓-๔ ทุ่ม ก็ได้ยินเสียงพญานาคตัวที่เห็นในถ้ำนั่นแหละ บอกว่าผมจะออกมาเยี่ยมพวกท่านนะ ไม่ต้องตกใจ ก็บอกลูกพี่ใหญ่กับลูกศิษย์ว่า พญานาคจะขึ้นมาเยี่ยมพวกเรานะ นั่งดูกันเฉยๆ ปรากฏว่า พญานาคกำลังเลื้อยออกจากที่นอนในถ้ำ ก็เหมือนกลักไม้ขีดไฟ ค่อยๆเลื้อยขึ้นมาแล้วปรากฏว่า ภูเขาสะเทือนได้ยินชัดเจน เล่นเอาพวกเราตื่นเต้น แต่บนยอดเขานั้นถูกเอาหินถมปล่อง เพราะเคยมีวัวตกไปตาย ผู้เขียนก็สงสัยว่า พญานาคจะขึ้นมาได้ยังไงวะ ผู้เขียนก็นั่งดูตลอดเวลา จนเลื้อยถึงปากปล่องตรงผู้เขียนนั่ง ก็นั่งดูๆนี่แหละ แพล็บเดียวออกมาได้ยังไง กลายเป็นงูจงอางเข้าโคนขา
พอดีตรงหน้าผู้เขียนมีหัวหน้าราชบุรีมาฝึกนั่งด้วยและตรงข้ามก็คือหลวงพ่อสมปอง เจ้าอาวาส พอดีเจ้างูจงอาง มาอยู่ห่างผู้เขียนนั่งไม่เกิน ๕ เเมตร และมีแสงจันทร์ให้เห็นบ้าง จึงได้สังเกตดูงูจงอางปรากฏว่าตัวใหญ่เท่าโคนขาผู้ใหญ่มาแผ่แม่เบี้ยแบนใหญ่ อย่างกับจานกับข้าว ตาสีแดงอย่างกับทับทิม และเห็นหงอนสี ยาวประมาณคืบกว่า สูงประมาณเซ็นครึ่งได้ พอเจ้าคนคุกซึ่งก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สมปอง อยากลองนั่งด้วย เจ้างูจงอางก็ดันไปชูหัวแผ่แม่เบี้ยอยู่ด้านหลังสูงกว่าเจ้าคนนั่งประมาณเมตรกว่าๆ นิดหน่อย เจ้าคนนั่งก็เกิดองค์มาลงซะอีก ก็เลยนั่งโยกซ้ายขวาไปพร้อมๆกันทั้งงูและคน แต่หลวงพ่อกลับนั่งตรงข้ามกับลูกศิษย์หัวหน้าคุก ก็เลยดูๆ ไปเจ้างูมันส่ายหัวตามจังหวะหลวงพ่อเจ้าอาวาสไปด้วย พวกเราซึ่งชอบนั่งๆใกล้ๆผู้เขียน
แม้แต่นายพลผู้ปฏิบัติเก่งกับชอบอยู่ใกล้ผู้เขียน ก็เพราะชอบดูมีอะไรเกิดขึ้นกับร่างผู้เขียน ก็ลองมองดูพวกเราปรากฏว่า นั่งดูกันตาแป๋ว งูมันจะกัดหรือเปล่าวะ มันทำท่าจะฉกกัดทุกเวลาแบบนั้น แต่ในจิตก็รู้ว่า พญานาค ก็มาทดลองพวกที่มาปฏิบัติบนเขา นั่งสายนั่งจ้องกันเป็นชั่วโมง ผู้เขียนก็หยิบเศษหินมาขว้างใส่งูจงอางเท่านั้นแหละงูจงอางก็หันมาทางผู้เขียนนั่งปากทางลง ก็บอกว่า เชิญท่านกลับไปได้แล้วเท่านั้นแหละ งูจงอางก็พุ่งมาหาผู้เขียนและลงกลับกลายร่างเป็นพญานาคดังเดิม กระทั่งเลื้อยกลับเข้าที่จำศีล พญานาคกลับเข้าแท่นบรรทมหรือแท่นจำศีลแล้ว ที่นี่ก็ได้เรื่อง พวกเราบอกว่า หัวใจจะวาย แต่มีนายพลพี่ใหญ่บอกว่า ผมไม่ตกใจ กลับดูอาการของพญานาค ตอนมันใส่หัวตามเจ้าหัวหน้าคนคุมคุก กลัวมันจะฉกเอาน่ะสิ พี่ใหญ่หรือนายพลวิวิต กลับดูไปตลอดลืมตาดูแบบปู่ (ผู้เขียนได้ยินนายพลพูดว่า พี่ต้องยกให้อาจารย์ปอหรือสมปองท่านนั่งจ้องสายไปกับเจ้ามือด้วย ก็รู้ว่า ถูกลูกพี่ใหญ่แซวพระ หลวงพ่อเก่งมาก ไสหัวไปทางไหน เจ้างูจงอางก็ส่ายตาม ผลสุดท้ายงูหนีลงปากถ้ำ ที่จริงไม่ว่าพระเจ้าอาวาสกับพวกเราสนิทกันและชอบแหย่กัน พวกคนอื่นๆก็เลยเสริมเห็นไหม เจ้าอาวาสเราแน่ เพลงจนพญานาคเห็นกลับถ้ำ และก็หัวเราะชอบใจ ท่านก็รู้ว่าแหย่แกหรือท่าน พอลุกขึ้นยืนได้ ไอ้พวกมึง เป็นทีของมึง อย่าเป็นที่ของกูบ้าง แล้วก็ด่าต่อ กูน่ะกลัวงูมันจะฉกจนเยี่ยวแทบแตก กูก็คอยดูว่างูมันจะฉกกูเมื่อไหร่ กูจะหลบทัน บ่นแล้วก็เดินลงเขา พวกเรายอมรับว่า กลัวงูมันจบเอา มีแต่นายพลเท่านั้นที่รู้ว่า งูไม่กล้าทำเพราะปู่สงค์เป็นผู้มาเปิดเขาพญานาคจึงได้ออกมา
ก็ลืมบอกพระนามพญานาค วัดหนองหอย ท่านคือ ท้าวนาเคนทร์ หรือท้าวพญานาเคนทร์เวลาถ้ามีร่างทรงหรือผู้ปฏิบัติ อยากจะขอพบท่านพญานาค ผู้เขียนก็ส่งจิตไปหาท่าน หรือบางทีท่านก็ยังจะขึ้นมาเยี่ยมพวกเรา ก็จะบอกพวกเราว่า วันนี้พญานาคจะขึ้นมานะ ก็เตรียมตัวไปนั่งสมาธิปรากฏว่า คืนนี้มีร่างทรงพระแม่เรือล่มและร่างทรงแม่กวนอิม อยากจะมาลองคณะผู้เขียนก็เลยเชิญพญานาคขึ้นมา คราวนี้เป็นตัวเล็กยาว ๒ เมตร สีทองทั้งตัวเหมือนกลักไม้ขีดสวยงามมาก มีเสียงภูเขาสะเทือนให้รู้ว่าท่านกำลังเลื้อยขึ้นมา ลำตัวขนาดลำแขนผู้ใหญ่ ห่างประมาณไม่เกิน ๒๐ เมตร เลื้อยอย่างช้าหรือเหมือนกับกำลังกรีดกายเดินมา ตรงมาที่กลุ่มผู้เขียนนั่ง เลื้อยเข้ามาตรงผู้เขียนแค่ ๓ เมตรเท่านั้น ร่างทรงพระแม่หรือร่มถึงกลับกระโดดมานั่งตักผู้เขียน และบรรดาร่างทรงที่มาทดลองขยับตัวถอยหนีกัน พญานาคก็หายแว๊บไป ก็ต้องผลักเจ้าแม่ลงจากตักไหนบอกอยากดูนักไม่กลัวนี่ และพญานาคหรือพญานาเคนก็ชอบออกมาสนทนากับพวกเรา บางทีท่านก็อยู่ในถ้ำใต้เขา พวกลูกศิษย์หรือพวกสร้างเขาหลวงพ่อใหญ่ พระพุทธรัตนะโกสินทร์มหามุนีส่องโลก จะเห็นกันบ่อยบางทีก็เป็นพญางูจงอางจึงไม่กลัวกัน
เรื่องพญานาคผู้เขียนก็ยังพบในไร่จ่าวันชัย แต่ตัวนี้เป็นงูเหลือมตัวใหญ่เท่าคนขาผู้ใหญ่ อยู่ในลำธารไร่จ่าตำรวจวันชัย และผู้เขียนก็เห็นตอนนอนในกลด บนแพในลำธาร เพราะผู้เขียนเวลาเข้าสมาธิ แม้แต่นอนก็ขัดสมาธินอน ปรากฏว่า พญานาคมานอนติดกับมีลูกศิษย์แขนซ้ายแขนขวา ปราการ รัตนวิจัย กู๋พวงหรือณัฐกร รัตนสมพงษ์พร ก็มากางกลดนอนอยู่ในแพ ปรากฏว่าพญานาคมานอนเหยียดยาวติดกับกรดผู้เขียน จึงลืมตาดู แค่มีมุ้งกลดกั้นก็จ๊ะเอ๋กับพญานาคไม่เกินศอกด้วยมั้ง นัยน์ตานี้แดงเป็นทับทิม งอนยาวประมาณคืบกว่า เรียกว่าหายใจรดกัน เป็นหนอนสีเหลืองอ่อน หนาไม่เกิน ๑ นิ้ว ถ้ายื่นมือก็แตะได้เลย ได้ยินเสียงจากพญานาคพูดว่า “มาเยี่ยมท่านปู่” ผู้เขียนก็เอามือซ้ายไปสะกิดกู๋พวงให้ลุกมาดูพญานาค ก็เห็นพญานาคหรืองูเหลือมกำลังเลื้อยลงลำธารก็เปิดกลดเอาไฟฉายส่องในน้ำดู ตอนพญานาคเลื้อยลงลำธาร ก็เห็นหางพญานาค เหมือนหางแบนๆไม่กลม เหมือนงูเหลือมธรรมดา ก็เอาไฟส่องในลำธาร เรื่องแปลกก็คือไม่มีน้ำกระเพื่อมเลย ว่ายไปทางโค้งที่ผู้เขียนเคยไปนั่งสมาธิและก็มีจอมปลวกใหญ่ ตรงโค้งน้ำมีถ้ำของพญานาคอยู่ ผู้เขียนก็ยังได้พบบ่อย
แม้หลวงตาผู้อบรมสมาธิกับผู้เขียน คือท่านหลวงตายิ้ม สังฆริกขิโต ท่านเป็นหลวงตาลูกวัดธรรมดา แต่เบรคตัวเองอยู่ในกุฏิเล็กๆ ข้างโบสถ์วัดสิงห์ บางขุนเทียน ท่านเป็นผู้เฝ้าโบสถ์เก่าอายุตอนนั้นก็ ๖๐-๗๐ ปี แล้ว เป็นอาจารย์สอนน้องชายผู้เขียนคือมนตรี เทพหัสดิน ณ อยุธยา มีฉายาว่าหลวงตาตั๋ง เป็นน้องชายผู้เขียนแท้ๆ ต่อจากผู้เขียน แต่หลวงตายิ้มท่านเป็นพระอนาคามีครับ ก็เล่าให้รู้ที่เป็นเรื่องหลวงตายิ้ม พระอนาคามีวัดสิงห์ ที่ผู้เขียนร่วมปฏิบัติกับท่านตอนอยู่วัดสิงห์ บางขุนเทียนครับ
หลังจากปฏิบัติเป็นเดือนเป็นปี หลวงตาก็พาท่องยุทธจักรสมาธิ ท่านก็พาไปเที่ยวตามสถานที่ที่ท่านไปปฏิบัติมา โดยไม่ลืมพาผู้เขียนไปด้วย ถ้าขาดผู้เขียนก็จะขาดมัคคุเทศก์หรือผู้บรรยายน่ะสิ ที่สำนักสงฆ์ปราจีนหรือสำนักปฏิบัติพระอาจารย์วิโรจน์ ก็อธิบายว่า บารมียังสู้หลวงตายิ้มไม่ได้ ที่นี้ก็พาไปขึ้นเขา ไปบริเวณที่บำเพ็ญของหลวงตายิ้ม เป็นถ้ำกว้างขวางพออยู่บำเพ็ญได้สบาย พอผู้เขียนยืนดูก็พบว่าอยู่ใต้เขาที่เราไปยืนดู พอเห็นท่านที่หลวงตานั่งปฏิบัติ ก็มีภาพปรากฏขึ้นเป็นภาพงูตัวใหญ่ เป็นงูจงอาง แต่มีหงอนสีทองเหมือนหงอนไก่ แต่ไม่ใหญ่ตั้งแบบสูง ซัก ๒ นิ้วได้ ยาวไม่ต่ำกว่า ๖ นิ้ว กำลังชูคอแผ่แม่เบี้ยจ้องกับหลวงตายิ้ม ภายในถ้ำเรียกว่า จ้องหน้ากัน สักครู่ก็เห็นงูจงอางค่อยๆ ลดหัวลงราบกับพื้น เลื้อยเข้าไปเหมือนกราบเท้าหลวงตายิ้มหัวงูก็แตะเท้าหลวงตา จะไม่อธิบายว่างูมันกราบเท้าได้อย่างไร แถมยังได้ยินพญานาคกล่าวว่า ผมขอถวายท่านแด่ท่านครับ ไม่ได้ตกแต่งหรือพูดเองเออเอง ตอนงูจงอางก้มลงกราบ ก็เห็นเป็นมนุษย์หรือพญานาคก้มลงกราบเท้าหลวงตาจริงๆ แสดงว่าพญานาคตอนนี้อายุก็เป็นร้อยร้อยปี ถึงกลายเป็นคนได้ ต้อง ๓๐๐-๕๐๐ ปีไปแล้ว แสดงว่าอายุมากแล้ว จึงเห็นกลายร่างเป็นคนได้
ผู้เขียนก็ชอบท่องเที่ยวกับหลวงตายิ้ม จึงรู้เห็นเรื่องของหลวงตาดีไม่ว่าหลวงตาไปธุดงค์ ถ้ามาเล่าอะไรให้ฟัง ก็จะนั่งกำหนดจิต ตามไปดู คราวไหนไปกับหลวงตาก็จะเล่นท่าน ลองท่านไปด้วย เพื่อให้เห็นอานุภาพของหลวงตาระดับพระอนาคามี ขนาดไปปักกลดหน้าจอมปลวก พญานาคในจอมปลวกถึงกับออกหากินไม่ได้ หลวงตายิ้มก็ต้องย้ายกลดหนี ผู้เขียนก็กระเช้าท่านว่า หลวงตาย้ายหนีทำไม ไม่ได้กลัวพญานาค เพราะปักกลดทีเป็นอาทิตย์ พวกลูกศิษย์หลวงตาถึงกับมองหน้าสงสัย นึกว่าหลวงตาไม่แน่ เพราะไม่มีใครรู้ว่า หลวงตาท่านเก่ง และมีผู้เขียนที่เห็นบารมีของท่านที่เปิดเผยเรื่องของท่าน ท่านจึงเอ่ยปากพูดว่า ไม่ย้ายกลดหนีพญานาคก็อดตายน่ะสิ เพราะหลวงตาไปปักกลดขวางทางออกของพญานาค เล่นเอาพรรคพวกหัวเราะ เพราะรู้ความจริง
และต่อมาอีก ๒๐ปี ผู้เขียนก็ไปค้นพบสถานที่ปฏิบัติของหลวงตาอยู่ในไร่จ่าดาบตำรวจวันชัย ตอนที่ผู้เขียนย้ายจากวัดหนองหอย ราชบุรี ไปอยู่ใกล้วัดนกกระจิบ ห่างกว่าเก่า ๒๐ กว่ากิโล ไปตั้งสถานที่ปฏิบัติธรรมและก็แปลกไปเจอพญานาคตัวที่เผชิญกับหลวงตายิ้มได้แปลกมาก ปัจจุบันอัฐิของหลวงตายิ้มก็อยู่ที่วัดหนองโก พร้อมเจ้าโครงกระดูกหรือเจ้าสำราญก็อยู่ด้วยนี่ก็ราว ๓๐ กว่าปีแล้ว ไม่รู้ว่าวัดหนองโกยังชื่อเดิมหรือเปลี่ยนชื่อวัดแล้ว เรื่องหลวงตากับพญานาคกับผู้เขียนจึงมีเป็นพิเศษ ถึงได้รู้ว่าพญานาคก็มีระดับชั้นๆงูเล็ก งูน้อย งูใหญ่ ก็แบ่งชั้นกันไป เหมือนระดับทหาร พลทหาร นายสิบ นายร้อย นายพัน นายพล ถึงระดับใหญ่ ระดับๆ ก็ต้องสังเกตการแต่งกายเป็นหลัก ถ้าท่านอยากรู้อยากเห็นเรื่องลี้ลับต่างๆก็ต้องหัดฝึกจิตให้เข้าสมาธิอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ท่านก็จะเห็นพญานาคและก็จะคุยกับพญานาคได้ด้วยบารมีจิตหรืออำนาจสมาธิของพุทธคุณ ปฏิบัติสมาธิแล้วจึงจะเกิดเรื่องราวต่างๆที่บุคคลธรรมดาไม่สามารถรู้เห็นได้ด้วยตาตัวเอง หรืออยากจะนั่งสมาธิดูก็ได้แล้วแต่อำนาจจิตของแต่ละคน ฝึกได้ระดับไหน จะเห็นไกล เห็นใกล้ ก็อยู่ที่อำนาจจิตอำนาจสมาธิ หรืออำนาจฌาน เพียงแต่ท่านผู้ปฏิบัติสมาธิได้แล้ว จึงจะรู้และเห็นจะติดต่อกับสรรพวิญญาณทั้งหลายก็ได้หมด อย่าว่าแต่ผู้ปฏิบัติอยู่บนฟ้า ใต้บาดาล ใต้ธรณี ในป่า ในถ้ำ เพียงแต่ถ้าท่านฉลาดและฝึกสมาธิได้ก็ต้องทดลองจิตเอาเอง จะรู้เองเห็นเอง จึงจะเข้าใจ
ผู้เขียนไปเลี้ยงเต่าและตะพาบในวัด ก็มองดูสัตว์พอเพ่งจิตดูตาหรือจ้องตากับมัน ก็เพ่งกระแสจิตเข้าในตามัน ท่านก็สามารถส่งกระแสจิตคุยกับมันได้แล้วและก็สามารถส่งกระแสจิต เรียกมันมาหาได้ด้วย มิน่าสมัยเด็กๆพระหลวงพ่อเก่งๆจึงสามารถพูดคุยกับสัตว์ได้ เพราะอำนาจกระแสจิตนี่เอง จะคุยกับงูกับเสือสิงห์กระทิงแรด ก็สามารถติดต่อได้จะติดต่อวิญญาณสัมภเวสีหรือโอปปะติกะก็คุยได้ จะฟังภาษาแขกหรือภาษาเทพที่บรรดาร่างทรงเอามาพูดกันก็สามารถฟังรู้เรื่องและเข้าใจ ผู้เขียนรักษาคนป่วยมาเป็นจำนวนมากเป็ดไก่มันร้องก๊าบ ก๊าบพอเพ่งจิตฟังจิตมันก็แปลให้ฟัง เอาชีวิตกูมา ต้องเห็นต้องรู้ต้องเข้าใจภาษาที่พวกเจ้ากรรมนายเวรหรือผู้มีทุกข์ทั้งหลาย ถ้าฝึกระดับอภิญญา ๖ ก็รู้ได้หลายอย่างและก็สามารถช่วยให้ทั้งคนมีชีวิตหรือสัตว์แม้กระทั่งวิญญาณให้พ้นทุกข์ได้ ก็เพราะระดับสมาธินี่เองหรือระดับฌาน วิชชา ๘ อภิญญา ๖ และฌาน 8 หรือฌาน 9 ก็จะเกิดจากอำนาจสมาธิสมถะ ๔๐ และวิปัสสนา หรือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ หมวดทั้งนั้น และบรรดาอาจารย์ปฏิบัติไม่ถึงกัน แค่สมาธิต้นๆ อุปจารสมาธิ ฝึกปฏิบัติกันเป็นปีๆ ก็ไม่ได้สมาธิ ก็ได้แต่ฝึกจิตให้มีความเข้มแข็ง ได้ฌานก็ถือว่ามีพลังอำนาจจิต แต่ไม่สามารถเปรียบกับพลังสมาธิ หรืออุปจารสมาธิแท้จริง สมาธิก็คือ จิตเป็นตัวรู้ หรือเอกัคคตา
ส่วนตาที่นั่งหลับเพราะใช้ประกอบการเพ่งจิต บังคับจิต นั่นเป็นอุเบกขา ก็ต้องเอาสองอย่าง จิตกับตามารวมกัน เป็นฌาน 4 หรือจตุตถฌาน “จิตกับตา” ประสมกันหรือสัประยุทธ์กันจนเป็นเนื้อเดียวกัน จึงจะเป็นตัวรู้ตัวเห็นมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว นี่แหละตัวอุปจารสมาธิแท้จริงหรือจตุตถฌานหรือฌาน 4 ถึงจะเป็น”ตาทิพย์” ที่นั่งสมาธิแล้วไม่รู้ไม่เห็น ยังไม่เป็นสมาธิก็ได้แต่สงบนิ่งเฉยๆ กี่ปีกี่ชาติก็ได้เฉยๆโง่กันอยู่อย่างนี้แหละตราบใดถ้ายังทำลมหายใจให้สงบ จิตสงบ ตา สงบได้ ก็ไม่มีประโยชน์หรือนั่งสมาธิไม่เป็น ไม่รู้จริง แถมทุกวันนี้ก็เอามาออกทีวีถูกทิ้งยุ่งไปหมด ยิ่งพวกนักวิชาการ พวกบ้าบอคอแตก พวกร่างทรง ก็พากันออกมาทุ่มเถียงกันไม่มีประโยชน์อะไรเลย แล้วคนเอามาออกอากาศก็ไม่มีความรู้การปฏิบัติสมาธิแท้จริงอะไร ทำให้ศาสนาพลอยยุ่งกันไปหมด ตอนเช้าๆก็มีพระสอนสมาธิ วิปัสสนาเก่งหลายอาจารย์มีทั้งสายปัญญา สายอภิธรรม และสายสมาธิ ก็สอนกันคนละแนว และบางอาจารย์ก็สอนไม่เห็นโน่นเห็นผิด จิปาถะ จึงแนะนำว่า สายอานาปานสตินี่แหละ จะเน้นสมาธิ สมถะ และวิปัสสนา กรรมฐาน จะรู้จริง เห็นจริง ปฏิบัติแล้วมีผลประเสริฐจริง ผู้เขียนก็ปฏิบัติสมาธิมาตั้งแต่ ๒๕๑๑ จนถึงปัจจุบัน ทั้งเอาจิตสมาธิรักษาคน รักษาวิญญาณมามากต่อมาก แล้วก็อานาปานสติหรือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกนี่แหละเป็นต้นหลักวิชาปฏิบัติสมาธิแท้จริง และก็รู้ด้วยวาดพระพุทธเจ้าก็สำเร็จ อานาปานสติได้ก่อนวิชาอื่น จึงถือว่าอานาปานสติเป็นต้นหลักอันแท้จริง และก็สามารถเอาอานาปานสติไปค้นวิชาต่างๆ จะเป็นพองหนอยุบหนอ หรือธรรมกาย หรือมโนยิทธิ ได้สำเร็จทุกวิชา
ท่านเลยถ้าปฏิบัติลมหายใจเข้าออกได้ถึงอุปจาระสมาธิ อัปปนาสมาธิ และปรมัตถสมาธิ วิชชา ๘ อภิญญา๖ ฌาน๘ หรือฌาน๙ กระทั่งพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี พระอรหันต์ ท่านก็รู้เห็นโดยไม่ต้องเสียเงินเสียทองเฝ้าพระพุทธเจ้าหลอก
เรื่องพญานาคสมัยก่อนคนโบราณไม่ค่อยนิยมเอามาบูชาหรือตั้งไว้ที่บ้าน เพราะเป็นของสูงอยู่ในชั้นเทวโลกจาตุมหาราชิกา เอามาประดับบ้านก็ไม่ได้ เป็นข้อห้ามเพราะท่านไม่นิยมมาอยู่กับผู้คนหรือบ้านช่องคน นอกจากเป็นเชื้อพระวงศ์หรือกษัตริย์ หรือตามวัดวาหรือพระราชวัง และจะอยู่ในบริเวณผู้ปฏิบัติธรรมเป็นส่วนมาก แม้แต่บ้านโบราณที่แกะเป็นพญานาคยังเอาไว้ในบ้านไม่ได้ แต่ปัจจุบันคนกลับนิยมสร้างไว้ตามบ้าน ยังเป็นไม้แกะเก่าโบราณซื้อของเก่าโบราณห้ามเอามาบูชาที่บ้านเป็นอันขาด คนที่เอามาไว้ตามบ้านก็มักจะเจ็บป่วยหาสาเหตุไม่เจอก็มาก แต่ปัจจุบันไม่รู้ว่าโง่หรือถูกหลอกให้สร้างเป็นปูนเป็นอะไรไว้ จะรวยหรือสุขสบาย ท่านไม่เป็นสมบัติของผู้ใด ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเท่านั้นจึงจะมีบุญได้พบปะกับท่านพญานาค
ท่านก็มีหน้าที่ดูแลพระพุทธศาสนาและตั้งแต่ปฏิบัติมาก็ไม่เคยเห็นพญานาคจริงๆจะอยู่บ้านไหน ใครเอาไปบูชา แล้วพญานาคองค์โน้นองค์นี้จะไปอยู่ประจำบ้าน ก็เลยสงสัยว่า ทำไมถึงได้เป็นเช่นนี้ ผู้เขียนก็ชอบพิสูจน์ว่าที่พวกเอาพญานาคมาบูชาจะมีณานพญานาคประจุไว้ ก็อยากจะรู้ว่าผู้ประจุฌานหรือเชิญฌานพญานาค จะมีบารมีหรืออำนาจระดับไหนประจุได้ ไม่ว่าพระสงฆ์องค์เจ้าหรือบรรดาร่างทรงก็ตาม ก็ยังหาอาจารย์ เกจิอาจารย์ที่สามารถอัญเชิญพระฌานมาบรรจุจิตเข้าหุ่นเข้าเทวรูปพญานาคนับว่าน้อยมาก นอกจากผู้ปฏิบัติบรรลุโสดา พระสกิทาคา หรือพระอนาคามี หรือผู้ที่มีพลังมหาเทพ หรือพลังมหาพรหม หรือพลังอำนาจจิตระดับฌาน ๕-๖ ขึ้นไปหรือ อุปจารสมาธิ ถึงอัปปนาสมาธิ ยิ่งตั้งแต่เทวโลกขึ้นไป ก็ต้องมีฌานสูงๆ ถึงจะประจุฌานหรืออัญเชิญได้ ต้องประจุฌาน เบิกพระเนตร เปิดพระโอษฐ์ และยังต้องใช้อำนาจจิตเสริมบารมี ที่เห็นผู้ปลุกเสกหรือประจุฌาน ก็ทำกันไปอย่างงั้นๆ แม้แต่ปลุกเสกพระเครื่องก็ต้องดูอำนาจจิตของแต่ละอาจารย์เก่งกันระดับไหน
ถ้าท่านฝึกจิตมีระดับแล้วจะเห็นอำนาจจิตของผู้ประจุเก่งหรือเข้มแข็งขนาดไหน ต้องเป็นพระอริยสงฆ์หรืออริยบุคคลหรือเก่งปฏิบัติสมาธิ สมถะ และวิปัสสนา แบบอาจารย์เก่งๆ เมื่อ๖๐-๗๐ปีโน่น เก่งบารมี เก่งอภิญญา และก็สำเร็จฌานสูงๆ ยิ่งสมัยนี้สมี อลัชชี พวกทุศีล มาหลอกหากินกันทั่วไปหมด พวกท่านต้องใช้วิจารณญาณดูให้แน่ แค่เทวโลกก็หาเก่งๆยาก แล้วยิ่งเป็นพรหมโลกก็ยิ่งหนักขึ้นไปอีก พวกเจ้าเข้าทรง ไม่ว่าผ้าขาว ผ้าเหลือง หรือผ้าเขียว มีทุกแบบ ทุกวันนี้ทำให้ผู้คนเห็นศาสนาผิดไป แต่เพราะพวกทุศีล อลัชชีหรือเดรัจฉานวิชาแทรกแซงในพุทธศาสนา ก็ต้องฝึกสมาธิเอาไว้ ช่วยปราบพวกมารทั้งหลาย บรรดาอาจารย์ก็สอนเข้าใจไปคนละอย่าง ก็ต้องดูสายปัญญา สายวิปัสสนาหรือสายอะไรถูกต้อง ต้องฝึกจิตให้รู้จริงเห็นจริงแล้วก็พิจารณาหาความจริง นั่นแหละถูกต้อง