วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

พญานาค

พญานาค 



โดย ปู่สงค์ สวนพุฒตาล


เรื่องฮิตติดอันดับต้นๆ ในปัจจุบันนี้ ก็คือเรื่อง พญานาค มีใครเคยเห็นจริงๆ บ้าง ด้วยตาของตัวเองไหม โดยมากมักจะเป็นข่าวลือ และก็ว่ากันไปตามเรื่อง แม้แต่พญานาคสมัยพระพุทธเจ้า เป็นพันๆปีได้แต่ฟัง เขาเล่าว่า เลยไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่ ก็ทำนองเรื่องผีนั่นแหละ ก็เลยถูกเถียงกันมาจนทุกวันนี้ ก็เหมือนผู้ปฏิบัติธรรมกับปฏิบัติสมาธิ ก็เช่นกัน บางอาจารย์ก็ว่า ปฏิบัติสมาธิแล้วเห็นนุ่นเห็นนี่ เห็นผีเห็นเทวดา ตายแล้วดับ ไม่มีวิญญาณ แถมบางสำนักก็ดันสอนวิมุตติเหล้า หรือวิมุติบุหรี่ ก็ไม่รู้ว่า พวกอาจารย์ เกจิอาจารย์ จะหลงสอน ไปผิดๆ เยอะ แม้แต่เรื่อง จริต ฝึกได้ก็เข้าจริต ถูกจริต ฝึกไม่ได้ก็ไม่ถูกจริต เข้าจริต นี่แหละพวกอาจารย์เกจิอาจารย์สอนกันมั่วๆ เพราะไม่รู้จริง พวกเหล่านี้ ผู้เขียนถือว่า ไม่ใช่พระอริยสงฆ์แท้จริง ถ้าเป็นพระอริยสงฆ์แท้จริง ก็คือท่านผู้ปฏิบัติสมาธิ สมถะ และวิปัสสนาแท้จริง พวกพระหรือบรรดาอาจารย์เกจิอาจารย์ ก็เป็นแค่ครูบาอาจารย์ธรรมดาๆ หรือแค่ชั้นประถมเท่านั้น จึงได้แต่ปัญญาเด็กๆ แต่ถ้าได้ตั้งแต่มัธยมหรือเทียบเท่า สมาธิแค่สงบ ก็ยังไม่ถึงเป็นสมาธิ


สมาธิแท้จริงก็คืออุปการะสมาธิ หรือจตุตถฌานหรือฌาน ๔ หรือถ้าท่านสามารถฝึกจิตเข้าเอกัคคตารมณ์ และตาหรือนัยน์ตาที่ท่านหลับเพ่งตา จนเป็นอุเบกขาได้ ท่านจึงจะรู้จักคำว่าสมาธิแท้จริง เมื่อจิตของท่านฝึกจนเป็นเอกัคคตา และนัยน์ตาหรือตาในฝึกจนเป็นอุเบกขา นิ่งเหมือนลูกข่างนอนวัน นิ่งสงบแล้ว ท่านก็เอา “จิตกับตา” มาเพ่งผสมกัน ท่านจะรู้สึกว่า สมาธิแท้จริง มันเป็นอย่างไร เพราะจิตเป็นเอกัคคตา อารมณ์เป็นหนึ่งเดียว เป็นตัวรู้ครับ ส่วนตาที่หลับเป็นอุเบกขา จึงเป็นตัวเห็น จิตเป็นตัวรู้ ปลาเป็นตัวเห็น ถ้าเข้าใจ จิตเป็นวิตก ตาเป็นวิจารณ์ นั่นแหละท่านถึงจะรู้เรื่องสมาธิแท้จริง เพราะไม่รู้เรื่อง”จิตกับตา” จึงไม่สามารถรู้เห็นเรื่องสมาธิแท้จริง ฝึกจนจิตกับตาผสมกันรวมกันหรือจะสัประยุทธ์กัน พวกท่านนักปฏิบัติจึงหลงปฏิบัติการผิดๆเสียเวลากันมากต่อมาก แต่ถ้าฝึกจิตเป็นเอกัคคตารมณ์จึงจะเกิดตัวรู้และฝึกตาในทีหลับจนเป็นอุเบกขา ตัวเห็น ได้เมื่อ 2 อย่าง เจ็บตัวรู้ ตาตัวเห็น ก็คือสมาธิแท้จริง หรืออุปจารสมาธิหรือจตุจักรธชานหรือฌาน ๔  แล้วเราก็มาคุยกันได้ เรื่องผี เรื่องเทวดา จะเป็นพญานาค หรือยมทูต ยมบาล อะไรๆ ได้สารพัด เพราะพวกท่านได้จตุตถฌานหรือวิชชา ๓ แล้ว เสียเวลาอารัมภบท ก็จะเข้าเรื่องพญานาค


ทุกวันนี้ก็หลงไหลเรื่องพญานาคกันแทบทุกบ้านทุกแห่ง ยิ่งพญานาคให้โชคลาภ ก็จะแห่กันไปนมัสการกัน วุ่นวายไปหมด บางรายก็คลั่งสร้างสรรค์ให้พญานาค ตั้งบูชาพญานาคไว้หน้าบ้านกันยุ่งไปหมด ก็ทำนองเดียวกับไปบูชาราหูแล้วรวย บูชาชูชกแล้วรวย สักยันต์แล้วรวย บูชาเพชรพญานาค อะไรต่ออะไรจิปาถะ ก็เลยเป็นโอกาสทองของมิจฉาชีพ เจ้าเข้าทรง พระอลัชชี เอามาหลอกลวงกัน หมดเนื้อหมดตัวกัน  หารู้ไม่ว่า ความจริงพญานาค ท่านก็จะปรากฏผู้ที่ปฏิบัติดีส่วนมากก็จะไม่มายุ่งกับพวกมนุษย์ มักจะอยู่ตามถ้ำตามคลองหรือแม่น้ำและที่สงบๆ ตามวัดตามวา และก็มีแทบทุกหนทุกแห่ง แต่เราไม่รู้ว่าเป็นงูหรือพญานาค  เท่าที่ผู้เขียนพบเห็นมาก็มีมาก ถ้าจะนับก็นับไม่ถ้วน ตามบ้านช่องก็มี ทุกจังหวัดที่ไหนมีน้ำ ก็มักจะมีพญานาคอาศัยอยู่แทบทุกที่ ถ้าจะอธิบายเรื่องพญานาค ก็ไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันเรื่อง ไปที่ไหนจังหวัดไหนก็เจอ นอกจากผู้ฝึกสมาธิถึงจะรู้เห็นเรื่องนี้ 


ก็จะเล่าเรื่องพญานาคที่ประสบมา อย่างที่วัดหนองหอย จังหวัดราชบุรี ผู้เขียนไปสร้างพระพุทธรัตนโกสินทร์มหามุนีส่องโลก ตอนนั้นหลวงพี่สมปองหรือเจ้าอธิการสมปอง สับปัญโญ เป็นเจ้าอาวาส ๒๕๐๖  โนนแน่ะ ผู้เขียนมาปฏิบัติสมาธิอานาปานสติตั้งแต่พ.ศ.๒๕๑๑ ก็ได้ประสบการณ์เรื่องจิต-วิญญาณ ภูตผี-ปีศาจมาตลอด นอกจากจะรักษาโรคจิต โรควิญญาณ ก็เจอทั้งเรื่องงู เรื่องพญานาคบ่อย ตอนนั้นอยู่ในสวนพุฒตาล ซึ่งเป็นบ้านพักของคุณพ่อผู้เขียน พันโทปลั่ง เทพหัสดิน ณ อยุธยา อยู่ตำหนักท่านองค์หญิงบุษบันนั่นแหละ ตอนนั้นเกิดพลเอกเปรมจะเอาที่บริเวณผู้เขียนทำที่รับแขกเมือง ก็อธิบายให้ฟังพอสังเขป หลังบ้านพลเอกกฤษณ์ สีวะรา อยู่หน้าบ้านผู้เขียนกับจอมพลประภาส จารุเสถียร ก็บังเอิญขุดไปเจอโบสถ์เก่าและลูกนิมิตเข้าน่ะสิ เลยเลิกเอาที่หน้าบ้านผู้เขียนเรื่องพญานาค จึงเกิดเพราะลูกนิมิตนี่เอง


ตอนนั้นผู้เขียนก็ฝึกสมาธิแล้วรู้เรื่องอาถรรพ์ในบริเวณเกาะลอยที่ผู้เขียนอยู่ เพราะลูกนิมิตขึ้น ผู้เขียนก็อุ้มไปตั้งบนแท่นใต้ต้นประดู่ใหญ่  ปัจจุบันยังอยู่ครั้งแรกก็จะเข้าไปไหว้ดึกๆประมาณ ๔   ทุ่ม แล้วจะปูเสือนั่งสมาธิถึงสองยาม ทุกครั้งเวลาเดินไปใต้ต้นประดู่ จะกระทบกับกระแสฌาน ที่สูงมาจากตรงลูกนิมิตร แสดงว่าเวรเฝ้าลูกนิมิต ก็มักจะเปลี่ยนวิญญาณมาเฝ้าลูกนิมิต บางครั้งจะเจอปู่หนวดขาวโพลง มานั่งใต้ต้นประดู่  พอผู้เขียนเข้าไป ท่านเหล่านั้นก็จะหายไป มีอยู่คืนหนึ่ง พอเดินเข้าใต้ร่มประดู่ก็รู้ว่า ฌาน วันนี้แปลกไม่เหมือนองค์อื่นๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไร ก็เข้าไปนั่งตรงหน้าลูกนิมิตรเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องจุดเทียนคู่ก่อน พอแสงเทียนปรากฏ เล่นเอา งง ครับ “ฌาน” ที่ส่งมากลับเป็นงูเห่าดำมะเมื่อม ลำตัวเท่าแขนผู้เขียน นอนห้อยหัวตรงหน้าพอดี แต่นอนนิ่งไม่มีอากัปกิริยาอะไรเลย กับจ้องตาผู้เขียนเป๋ง แปลกครับผู้เขียนก็ไม่ตื่นเต้นอะไรเหมือนกัน


สักครู่ได้ยินเสียงตรงลูกนิมิตรว่า นมัสการท่านปู่ วันนี้เป็นเวรผม และก็บอกนามว่า ท่านคือท้าวภุชงค์ มาเฝ้าลูกนิมิต และก็บอกว่า”เชิญท่านปู่ปฏิบัติเถิด” เล่นเอาหัวงูเห่าห่างจากศีรษะผู้เขียนคืบเดียว  พอคุยกับท้าวภุชงค์แล้ว ก็นั่งหลับตาเข้าสมาธิ ฌานที่อยู่ตรงหน้าก็หายไป จนผู้เขียนนั่งถึงสองยาม ลืมตามาก็ไม่เห็นงูเห่าหรือท้าวภุชงค์แล้ว ยิ่งนั่งก็ยิ่งสงบ ไม่เหมือนตอนเดินเข้าไป ได้รับฌานต่างๆส่งมามาก ส่วนมากก็จะมานั่งปฏิบัติกับเรา ต่อมาก็ยังเจออีก ผู้เขียนก็ขุดหลุมลูกนิมิตลึกลงไป ๒ เมตร แล้วก็เอากระดาษแข็งมาปูนั่งในหลุมลูกนิมิตดูซิจะมีอะไร กลับเงียบกว่านั่งข้างบน พอนั่งไปได้สักพักก็มีความรู้สึกว่า มีฌานอะไรลงมาในหลุม กระทบจิตเราก็ลืมตาดู ในหลุมมีความกว้างยาวแค่เมตรกว่าๆเกือบ ๒ เมตร พอลืมตาเท่านั้นเจ้างูเห่าตัวที่นอนอยู่บนลูกนิมิตร ลงมานอนขดตรงหน้าในตาแป๋ว ก็ได้ยินเสียงจากงูเห่าหรือท้าวภุชงค์ว่า ผมเองครับ ลงมาเยี่ยมท่าน และมานั่งสมาธิด้วย ก็นั่งสมาธิจนพอใจ ก็สองยามนั่นแหละพอลืมตาหรือถอนสมาธิแล้ว


ก็ไม่เห็นท้าวภุชงค์หรือเจ้างูเห่าตัวโต ก็สงสัยว่า หลุมลึกไม่ต่ำกว่า ๒ เมตร แล้วงูเห่าหรือถ้าผู้ชมจะขึ้นไปได้อย่างไรนะ เวลาผู้เขียนจะขึ้นต้องปีนขึ้นมา ก็เข้าห้องพระนั่งสมาธิต่อ ก็สงสัยเรื่องท้าวภุชงค์ ท่านเป็นพญานาคอันดับต้นๆหรือสูง ท่านต้องลำตัวใหญ่ไม่ต่ำกว่าถัง ๒๐๐ ลิตรถึงจะถูก ก็ได้ยินคำตอบมาจากในจิตว่า ก็ท่านเป็นพญานาค จะมาแบบเต็มๆองค์ได้อย่างไร ก็ต้องย่อส่วนมาเป็นงูเห่าแต่สามารถเห็นได้ งูเห่าตัวนี้จะมีหงอนสีทอง ยาวประมาณ ๕ นิ้ว เพราะเห็นชัดตรงค่อยอยู่กับลูกนิมิตร และผู้เขียนก็ไปพบท้าวภุชงค์ในถ้ำชนะมารตรงช่องเขาขาด ได้เห็นลูกสาวท้าวภุชงค์ ๗ นาง และท้าวภุชงค์เป็นพญานาคตัวใหญ่เข้าถัง ๒๐๐ ลิตร ลำตัวยาวตั้งแต่ปากถ้ำหางยาวอยู่ก้นถ้ำ พอเลยขึ้นมาถึงปากถ้ำที่ผู้เขียนนั่ง ท่านก็ไกลร่างเป็นมนุษย์รูปร่างใหญ่กว่าคนธรรมดา ๒ เท่า มีมงกุฎหรือสายรัดแบบคาดศีรษะ สวมเครื่องแต่งตัวอย่างกับกษัตริย์ และลูกสาวแสนสวย ๗ นาง  แต่งคนละสี นางงามทั้งหลายชิดซ้ายไปเลย เป็นพญานาคต้องบำเพ็ญอย่างน้อยๆ ๓๐๐-๕๐๐ ปี จึงจะมีบารมีกลายเป็นร่างมนุษย์ได้ อย่างท้าวภุชงค์ก็อายุเป็นพันๆปีหรือ ๒,๐๐๐ ปี ก็เลยได้ความรู้จากพญานาคนี้ไม่น้อยเลย


จากถ้ำชนะมารก็สามารถทะลุไปถึงจังหวัดเลย ถึงไหนๆ ได้ ยังจำหน้าตาของท้าวภุชงค์ได้ เรื่องพญานาคเขาขาด ก็ยังมาเจอพญานาควัดหนองหอย จังหวัดราชบุรี พญานาคไร่จากวันชัย พญานาคบ่อปลากาญจนบุรี พญานาคจังหวัดหนองคาย เรียกว่านับไม่ถ้วน เรียกว่ามีทุกจังหวัด พญานาคแบบกลักไม้ขีดไฟมีทั้งเศียรเดียว สามเศียร  ห้าเศียร และ เจ็ดเศียร มีทั้งงูจงอาง งูเหลือมสารพัดงู ต้องเพ่งจิตดูว่า ถ้าพญานาคจะมีหงอนเหลือง หงอนแดง หงอนทอง ก็ต้องดูว่า หงอนเล็ก หงอนใหญ่ หงอนสั้น หงอนยาว และสีก็มีหลายสี ถ้าพญานาคมีศักดิ์ศรีสูง จะเป็นสีทอง สีเขียว สีแดง สีเหลือง หรือสีหลายสีก็มี ถ้าองค์ใหญ่ก็มักจะเรียก ท้าว พญานาคา พญานาคี จังหวัดนครพนม ยิ่งแถวๆชายหาดแม่โขง ก็มักจะเห็นพญานาค ตัวเล็กตัวน้อย ขึ้นมาเกยชายหาดกันเยอะแยะไปหมด พญานาคจะใหญ่เป็นพญานาคี ก็มักจะเป็นงูจงอางมีหงอน จะมีนัยน์ตาสีแดงเหมือนทับทิม อิทธิฤทธิ์พญานาคก็รุนแรงไม่เบา หลวงปู่หลวงพ่อ จะเป็นร่างทรง ถ้าไม่ทรงจริง เก่งจริงก็ช่วยไม่ได้ พวกที่ชอบฆ่างู กินงูทั้งหลาย ระวังเจอดี


พวกชอบตีไก่เลี้ยงไก่ และถูกงูเหลือมมากิน จับงูได้ ก็เอามาผัดเผ็ด ถ้าจับไม่ดูตราช้างตราม้าไปจับเอางูพญานาคเข้ารักษาการไม่รู้จักหายมาเยอะแล้ว ที่ทำงานผู้เขียนกรมทหาร กองทหาร ที่ชอบเลี้ยงไก่ แล้วงูมากินไก่ ไปจับมากิน แล้วป่วยรักษาไม่หาย ขนาดพระอาจารย์ดัง แม้แต่หลวงปู่หลวงพ่อดัง ก็รักษาไม่ได้มาเยอะ ขนาดแก้รักษาบวชให้ อาบน้ำมนต์ให้ รับขันธ์ให้ก็ไม่หาย พวกพญานาคเก่งกว่า ก็ไม่ยอมยกให้ ไม่รู้จะรักษาที่ไหนก็มาเจอผู้เขียนเข้า เพราะเห็นที่เกิดทุกข์ เพราะไปฆ่าพญานาค บรรดาอาจารย์ก็รักษากันส่งๆไปหรือมั่วกันไปก็ต้องเรียกว่า ไม่รู้จริง ไม่เห็นจริงแล้วก็ไม่มีอำนาจจิตสูงเพียงพอ ก็ต้องเพ่งจิตดูสาเหตุที่เกิดทุกข์ จึงไปเห็นเจ้าตัวทำบาป ผิดศีลฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แถมค่ามาหลายตัว แจ็คพอตเจอเอาพญานาคก็ต้องรับกรรมไป เจ้างูเหลือมหรือพญานาคก็ด่าเจ้าคนกิน มากินผมทำไมมาฆ่าผมทำไม ผมเจ็บมาก ก็แค้นมาก วิธีรักษาของผู้มีทุก ไม่ว่า คน สัตว์ หรือผี ก็ต้องมีพลังจิตแก่กล้า ตั้งแต่อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ก็มีจิตเข้มแข็งสามารถรักษาความเจ็บของวิญญาณที่มีทุกข์ แต่เราชาวพุทธกลับไม่รู้จักความลี้ลับของจิต อำนาจจิต


ผู้เขียนก็เพ่งจิตรักษาให้พญานาค ต่อเนื้อ ต่อหนัง รักษาให้หายเจ็บปวด เจ้างูเหลือมหรือพญานาคก็เริ่มผ่อนการเจ็บแค้น จิตก็จะเบาความโกรธลง ทีนี้ได้คุยกันรู้เรื่องหน่อย เสียงแค้นอ่อยลง ก็บอกเจ้าพญานาคว่า แล้วเจ้าจะขออะไร  สังฆทานไหม สร้างพระพุทธรูปให้เอาไหม เจ้าพญานาคก็ยังเสียงอ่อยๆ ก็คิดว่า กูตายไปกว่าจะได้เกิด อีกกี่ภพกี่ชาตินะ ไอ้นี่ฉลาดมากอยากจะอยู่ดูแลพระศาสนาหรือไม่อยากไปเกิดหรือจะไปเกิดดีวะ อิดออดๆและก็บอกว่า ท่านปู่ ผมไม่มีร่างแล้ว ก็รู้ว่าเจ้าหนี้ยังจะมากินไก่สาวหรือสร้างบุญ ก็เลยบอกว่าเจ้าไม่มีร่างแล้วใช่ไหม ก็เอาร่างเจ้าจ่าทหารอากาศไปใช้ประโยชน์ เท่านั้นพญานาคไม่อยากไปเกิดก็รีบละล่ำละลักบอกว่า เอาครับ เอาครับ ผมจะได้มาสร้างบารมีช่วยพระพุทธศาสนา ผู้เขียนก็จัดใหญ่เพ่งจิต เปิดร่าง เปิดญาณให้พญานาค  ลงประทับร่าง แล้วเสริมบารมีให้เรียบร้อย แถมชอบใจอีก ผู้เขียนก็เลยให้ฉายาว่า จ่าแดงพญานาค หายเป็นปลิดทิ้ง กินเหล้ากินเบียร์ไม่ได้ ร่างกายแดงเคยหมุนเคยบิดเป็นเกลียว หายปกติ จ่าแดงก็บอกว่า ผมยอมครับ เป็นร่างทรงให้ท่านพญานาคก็หายเป็นปกติ และก็ต้องปฏิบัติตนเป็นร่างทรงพญานาค 


สมัยอยู่บนเขาวัดหนองหอย จังหวัดราชบุรี ก็มีพญานาคอยู่ในเขาตัวใหญ่ ตัวเท่าเสาไฟฟ้า นอนขดอยู่ในเขา ผู้เขียนไปนั่งสมาธิเจอเข้า  เพราะไปสร้างพระหลวงพ่อใหญ่ ก็เลยรบกวนให้พญานาคออกมา ผู้เขียนกับผู้สร้างก็จะไปนั่งสมาธิกันตอนมืดๆ ๓-๔  ทุ่ม ก็ได้ยินเสียงพญานาคตัวที่เห็นในถ้ำนั่นแหละ บอกว่าผมจะออกมาเยี่ยมพวกท่านนะ ไม่ต้องตกใจ ก็บอกลูกพี่ใหญ่กับลูกศิษย์ว่า พญานาคจะขึ้นมาเยี่ยมพวกเรานะ นั่งดูกันเฉยๆ ปรากฏว่า พญานาคกำลังเลื้อยออกจากที่นอนในถ้ำ ก็เหมือนกลักไม้ขีดไฟ ค่อยๆเลื้อยขึ้นมาแล้วปรากฏว่า ภูเขาสะเทือนได้ยินชัดเจน เล่นเอาพวกเราตื่นเต้น แต่บนยอดเขานั้นถูกเอาหินถมปล่อง เพราะเคยมีวัวตกไปตาย ผู้เขียนก็สงสัยว่า พญานาคจะขึ้นมาได้ยังไงวะ ผู้เขียนก็นั่งดูตลอดเวลา จนเลื้อยถึงปากปล่องตรงผู้เขียนนั่ง ก็นั่งดูๆนี่แหละ แพล็บเดียวออกมาได้ยังไง กลายเป็นงูจงอางเข้าโคนขา


พอดีตรงหน้าผู้เขียนมีหัวหน้าราชบุรีมาฝึกนั่งด้วยและตรงข้ามก็คือหลวงพ่อสมปอง เจ้าอาวาส พอดีเจ้างูจงอาง มาอยู่ห่างผู้เขียนนั่งไม่เกิน ๕  เเมตร  และมีแสงจันทร์ให้เห็นบ้าง จึงได้สังเกตดูงูจงอางปรากฏว่าตัวใหญ่เท่าโคนขาผู้ใหญ่มาแผ่แม่เบี้ยแบนใหญ่ อย่างกับจานกับข้าว ตาสีแดงอย่างกับทับทิม และเห็นหงอนสี ยาวประมาณคืบกว่า สูงประมาณเซ็นครึ่งได้ พอเจ้าคนคุกซึ่งก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สมปอง อยากลองนั่งด้วย เจ้างูจงอางก็ดันไปชูหัวแผ่แม่เบี้ยอยู่ด้านหลังสูงกว่าเจ้าคนนั่งประมาณเมตรกว่าๆ นิดหน่อย เจ้าคนนั่งก็เกิดองค์มาลงซะอีก ก็เลยนั่งโยกซ้ายขวาไปพร้อมๆกันทั้งงูและคน แต่หลวงพ่อกลับนั่งตรงข้ามกับลูกศิษย์หัวหน้าคุก ก็เลยดูๆ ไปเจ้างูมันส่ายหัวตามจังหวะหลวงพ่อเจ้าอาวาสไปด้วย พวกเราซึ่งชอบนั่งๆใกล้ๆผู้เขียน


แม้แต่นายพลผู้ปฏิบัติเก่งกับชอบอยู่ใกล้ผู้เขียน ก็เพราะชอบดูมีอะไรเกิดขึ้นกับร่างผู้เขียน ก็ลองมองดูพวกเราปรากฏว่า นั่งดูกันตาแป๋ว งูมันจะกัดหรือเปล่าวะ มันทำท่าจะฉกกัดทุกเวลาแบบนั้น แต่ในจิตก็รู้ว่า พญานาค ก็มาทดลองพวกที่มาปฏิบัติบนเขา นั่งสายนั่งจ้องกันเป็นชั่วโมง ผู้เขียนก็หยิบเศษหินมาขว้างใส่งูจงอางเท่านั้นแหละงูจงอางก็หันมาทางผู้เขียนนั่งปากทางลง ก็บอกว่า เชิญท่านกลับไปได้แล้วเท่านั้นแหละ งูจงอางก็พุ่งมาหาผู้เขียนและลงกลับกลายร่างเป็นพญานาคดังเดิม กระทั่งเลื้อยกลับเข้าที่จำศีล  พญานาคกลับเข้าแท่นบรรทมหรือแท่นจำศีลแล้ว ที่นี่ก็ได้เรื่อง พวกเราบอกว่า หัวใจจะวาย แต่มีนายพลพี่ใหญ่บอกว่า ผมไม่ตกใจ กลับดูอาการของพญานาค ตอนมันใส่หัวตามเจ้าหัวหน้าคนคุมคุก กลัวมันจะฉกเอาน่ะสิ พี่ใหญ่หรือนายพลวิวิต กลับดูไปตลอดลืมตาดูแบบปู่ (ผู้เขียนได้ยินนายพลพูดว่า พี่ต้องยกให้อาจารย์ปอหรือสมปองท่านนั่งจ้องสายไปกับเจ้ามือด้วย ก็รู้ว่า ถูกลูกพี่ใหญ่แซวพระ หลวงพ่อเก่งมาก ไสหัวไปทางไหน เจ้างูจงอางก็ส่ายตาม ผลสุดท้ายงูหนีลงปากถ้ำ ที่จริงไม่ว่าพระเจ้าอาวาสกับพวกเราสนิทกันและชอบแหย่กัน พวกคนอื่นๆก็เลยเสริมเห็นไหม เจ้าอาวาสเราแน่ เพลงจนพญานาคเห็นกลับถ้ำ และก็หัวเราะชอบใจ ท่านก็รู้ว่าแหย่แกหรือท่าน พอลุกขึ้นยืนได้ ไอ้พวกมึง เป็นทีของมึง อย่าเป็นที่ของกูบ้าง แล้วก็ด่าต่อ กูน่ะกลัวงูมันจะฉกจนเยี่ยวแทบแตก กูก็คอยดูว่างูมันจะฉกกูเมื่อไหร่ กูจะหลบทัน บ่นแล้วก็เดินลงเขา พวกเรายอมรับว่า กลัวงูมันจบเอา มีแต่นายพลเท่านั้นที่รู้ว่า งูไม่กล้าทำเพราะปู่สงค์เป็นผู้มาเปิดเขาพญานาคจึงได้ออกมา 


ก็ลืมบอกพระนามพญานาค วัดหนองหอย ท่านคือ ท้าวนาเคนทร์ หรือท้าวพญานาเคนทร์เวลาถ้ามีร่างทรงหรือผู้ปฏิบัติ อยากจะขอพบท่านพญานาค ผู้เขียนก็ส่งจิตไปหาท่าน หรือบางทีท่านก็ยังจะขึ้นมาเยี่ยมพวกเรา ก็จะบอกพวกเราว่า วันนี้พญานาคจะขึ้นมานะ ก็เตรียมตัวไปนั่งสมาธิปรากฏว่า คืนนี้มีร่างทรงพระแม่เรือล่มและร่างทรงแม่กวนอิม อยากจะมาลองคณะผู้เขียนก็เลยเชิญพญานาคขึ้นมา คราวนี้เป็นตัวเล็กยาว ๒  เมตร   สีทองทั้งตัวเหมือนกลักไม้ขีดสวยงามมาก มีเสียงภูเขาสะเทือนให้รู้ว่าท่านกำลังเลื้อยขึ้นมา ลำตัวขนาดลำแขนผู้ใหญ่ ห่างประมาณไม่เกิน ๒๐ เมตร  เลื้อยอย่างช้าหรือเหมือนกับกำลังกรีดกายเดินมา ตรงมาที่กลุ่มผู้เขียนนั่ง เลื้อยเข้ามาตรงผู้เขียนแค่ ๓ เมตรเท่านั้น  ร่างทรงพระแม่หรือร่มถึงกลับกระโดดมานั่งตักผู้เขียน และบรรดาร่างทรงที่มาทดลองขยับตัวถอยหนีกัน พญานาคก็หายแว๊บไป ก็ต้องผลักเจ้าแม่ลงจากตักไหนบอกอยากดูนักไม่กลัวนี่ และพญานาคหรือพญานาเคนก็ชอบออกมาสนทนากับพวกเรา บางทีท่านก็อยู่ในถ้ำใต้เขา พวกลูกศิษย์หรือพวกสร้างเขาหลวงพ่อใหญ่ พระพุทธรัตนะโกสินทร์มหามุนีส่องโลก  จะเห็นกันบ่อยบางทีก็เป็นพญางูจงอางจึงไม่กลัวกัน 


เรื่องพญานาคผู้เขียนก็ยังพบในไร่จ่าวันชัย แต่ตัวนี้เป็นงูเหลือมตัวใหญ่เท่าคนขาผู้ใหญ่ อยู่ในลำธารไร่จ่าตำรวจวันชัย และผู้เขียนก็เห็นตอนนอนในกลด บนแพในลำธาร เพราะผู้เขียนเวลาเข้าสมาธิ แม้แต่นอนก็ขัดสมาธินอน ปรากฏว่า พญานาคมานอนติดกับมีลูกศิษย์แขนซ้ายแขนขวา ปราการ รัตนวิจัย กู๋พวงหรือณัฐกร รัตนสมพงษ์พร  ก็มากางกลดนอนอยู่ในแพ ปรากฏว่าพญานาคมานอนเหยียดยาวติดกับกรดผู้เขียน จึงลืมตาดู แค่มีมุ้งกลดกั้นก็จ๊ะเอ๋กับพญานาคไม่เกินศอกด้วยมั้ง นัยน์ตานี้แดงเป็นทับทิม งอนยาวประมาณคืบกว่า เรียกว่าหายใจรดกัน เป็นหนอนสีเหลืองอ่อน หนาไม่เกิน ๑ นิ้ว ถ้ายื่นมือก็แตะได้เลย ได้ยินเสียงจากพญานาคพูดว่า “มาเยี่ยมท่านปู่” ผู้เขียนก็เอามือซ้ายไปสะกิดกู๋พวงให้ลุกมาดูพญานาค ก็เห็นพญานาคหรืองูเหลือมกำลังเลื้อยลงลำธารก็เปิดกลดเอาไฟฉายส่องในน้ำดู ตอนพญานาคเลื้อยลงลำธาร ก็เห็นหางพญานาค  เหมือนหางแบนๆไม่กลม เหมือนงูเหลือมธรรมดา ก็เอาไฟส่องในลำธาร เรื่องแปลกก็คือไม่มีน้ำกระเพื่อมเลย ว่ายไปทางโค้งที่ผู้เขียนเคยไปนั่งสมาธิและก็มีจอมปลวกใหญ่ ตรงโค้งน้ำมีถ้ำของพญานาคอยู่ ผู้เขียนก็ยังได้พบบ่อย 


แม้หลวงตาผู้อบรมสมาธิกับผู้เขียน คือท่านหลวงตายิ้ม สังฆริกขิโต ท่านเป็นหลวงตาลูกวัดธรรมดา แต่เบรคตัวเองอยู่ในกุฏิเล็กๆ ข้างโบสถ์วัดสิงห์ บางขุนเทียน ท่านเป็นผู้เฝ้าโบสถ์เก่าอายุตอนนั้นก็ ๖๐-๗๐ ปี แล้ว เป็นอาจารย์สอนน้องชายผู้เขียนคือมนตรี เทพหัสดิน ณ อยุธยา มีฉายาว่าหลวงตาตั๋ง เป็นน้องชายผู้เขียนแท้ๆ ต่อจากผู้เขียน แต่หลวงตายิ้มท่านเป็นพระอนาคามีครับ ก็เล่าให้รู้ที่เป็นเรื่องหลวงตายิ้ม พระอนาคามีวัดสิงห์ ที่ผู้เขียนร่วมปฏิบัติกับท่านตอนอยู่วัดสิงห์ บางขุนเทียนครับ


หลังจากปฏิบัติเป็นเดือนเป็นปี หลวงตาก็พาท่องยุทธจักรสมาธิ ท่านก็พาไปเที่ยวตามสถานที่ที่ท่านไปปฏิบัติมา โดยไม่ลืมพาผู้เขียนไปด้วย ถ้าขาดผู้เขียนก็จะขาดมัคคุเทศก์หรือผู้บรรยายน่ะสิ ที่สำนักสงฆ์ปราจีนหรือสำนักปฏิบัติพระอาจารย์วิโรจน์ ก็อธิบายว่า บารมียังสู้หลวงตายิ้มไม่ได้ ที่นี้ก็พาไปขึ้นเขา ไปบริเวณที่บำเพ็ญของหลวงตายิ้ม เป็นถ้ำกว้างขวางพออยู่บำเพ็ญได้สบาย  พอผู้เขียนยืนดูก็พบว่าอยู่ใต้เขาที่เราไปยืนดู พอเห็นท่านที่หลวงตานั่งปฏิบัติ ก็มีภาพปรากฏขึ้นเป็นภาพงูตัวใหญ่ เป็นงูจงอาง แต่มีหงอนสีทองเหมือนหงอนไก่ แต่ไม่ใหญ่ตั้งแบบสูง ซัก ๒ นิ้วได้ ยาวไม่ต่ำกว่า ๖ นิ้ว กำลังชูคอแผ่แม่เบี้ยจ้องกับหลวงตายิ้ม ภายในถ้ำเรียกว่า จ้องหน้ากัน สักครู่ก็เห็นงูจงอางค่อยๆ ลดหัวลงราบกับพื้น เลื้อยเข้าไปเหมือนกราบเท้าหลวงตายิ้มหัวงูก็แตะเท้าหลวงตา จะไม่อธิบายว่างูมันกราบเท้าได้อย่างไร แถมยังได้ยินพญานาคกล่าวว่า ผมขอถวายท่านแด่ท่านครับ ไม่ได้ตกแต่งหรือพูดเองเออเอง ตอนงูจงอางก้มลงกราบ ก็เห็นเป็นมนุษย์หรือพญานาคก้มลงกราบเท้าหลวงตาจริงๆ แสดงว่าพญานาคตอนนี้อายุก็เป็นร้อยร้อยปี ถึงกลายเป็นคนได้ ต้อง ๓๐๐-๕๐๐ ปีไปแล้ว แสดงว่าอายุมากแล้ว จึงเห็นกลายร่างเป็นคนได้


ผู้เขียนก็ชอบท่องเที่ยวกับหลวงตายิ้ม จึงรู้เห็นเรื่องของหลวงตาดีไม่ว่าหลวงตาไปธุดงค์ ถ้ามาเล่าอะไรให้ฟัง ก็จะนั่งกำหนดจิต ตามไปดู คราวไหนไปกับหลวงตาก็จะเล่นท่าน ลองท่านไปด้วย เพื่อให้เห็นอานุภาพของหลวงตาระดับพระอนาคามี ขนาดไปปักกลดหน้าจอมปลวก พญานาคในจอมปลวกถึงกับออกหากินไม่ได้ หลวงตายิ้มก็ต้องย้ายกลดหนี ผู้เขียนก็กระเช้าท่านว่า หลวงตาย้ายหนีทำไม ไม่ได้กลัวพญานาค เพราะปักกลดทีเป็นอาทิตย์ พวกลูกศิษย์หลวงตาถึงกับมองหน้าสงสัย นึกว่าหลวงตาไม่แน่ เพราะไม่มีใครรู้ว่า หลวงตาท่านเก่ง และมีผู้เขียนที่เห็นบารมีของท่านที่เปิดเผยเรื่องของท่าน ท่านจึงเอ่ยปากพูดว่า ไม่ย้ายกลดหนีพญานาคก็อดตายน่ะสิ เพราะหลวงตาไปปักกลดขวางทางออกของพญานาค เล่นเอาพรรคพวกหัวเราะ เพราะรู้ความจริง


และต่อมาอีก ๒๐ปี ผู้เขียนก็ไปค้นพบสถานที่ปฏิบัติของหลวงตาอยู่ในไร่จ่าดาบตำรวจวันชัย  ตอนที่ผู้เขียนย้ายจากวัดหนองหอย ราชบุรี ไปอยู่ใกล้วัดนกกระจิบ ห่างกว่าเก่า ๒๐ กว่ากิโล ไปตั้งสถานที่ปฏิบัติธรรมและก็แปลกไปเจอพญานาคตัวที่เผชิญกับหลวงตายิ้มได้แปลกมาก ปัจจุบันอัฐิของหลวงตายิ้มก็อยู่ที่วัดหนองโก พร้อมเจ้าโครงกระดูกหรือเจ้าสำราญก็อยู่ด้วยนี่ก็ราว ๓๐ กว่าปีแล้ว ไม่รู้ว่าวัดหนองโกยังชื่อเดิมหรือเปลี่ยนชื่อวัดแล้ว เรื่องหลวงตากับพญานาคกับผู้เขียนจึงมีเป็นพิเศษ ถึงได้รู้ว่าพญานาคก็มีระดับชั้นๆงูเล็ก งูน้อย งูใหญ่ ก็แบ่งชั้นกันไป เหมือนระดับทหาร พลทหาร นายสิบ นายร้อย นายพัน นายพล ถึงระดับใหญ่ ระดับๆ ก็ต้องสังเกตการแต่งกายเป็นหลัก ถ้าท่านอยากรู้อยากเห็นเรื่องลี้ลับต่างๆก็ต้องหัดฝึกจิตให้เข้าสมาธิอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ท่านก็จะเห็นพญานาคและก็จะคุยกับพญานาคได้ด้วยบารมีจิตหรืออำนาจสมาธิของพุทธคุณ ปฏิบัติสมาธิแล้วจึงจะเกิดเรื่องราวต่างๆที่บุคคลธรรมดาไม่สามารถรู้เห็นได้ด้วยตาตัวเอง หรืออยากจะนั่งสมาธิดูก็ได้แล้วแต่อำนาจจิตของแต่ละคน ฝึกได้ระดับไหน จะเห็นไกล เห็นใกล้ ก็อยู่ที่อำนาจจิตอำนาจสมาธิ หรืออำนาจฌาน เพียงแต่ท่านผู้ปฏิบัติสมาธิได้แล้ว จึงจะรู้และเห็นจะติดต่อกับสรรพวิญญาณทั้งหลายก็ได้หมด อย่าว่าแต่ผู้ปฏิบัติอยู่บนฟ้า ใต้บาดาล ใต้ธรณี ในป่า ในถ้ำ เพียงแต่ถ้าท่านฉลาดและฝึกสมาธิได้ก็ต้องทดลองจิตเอาเอง จะรู้เองเห็นเอง จึงจะเข้าใจ


ผู้เขียนไปเลี้ยงเต่าและตะพาบในวัด ก็มองดูสัตว์พอเพ่งจิตดูตาหรือจ้องตากับมัน ก็เพ่งกระแสจิตเข้าในตามัน ท่านก็สามารถส่งกระแสจิตคุยกับมันได้แล้วและก็สามารถส่งกระแสจิต เรียกมันมาหาได้ด้วย มิน่าสมัยเด็กๆพระหลวงพ่อเก่งๆจึงสามารถพูดคุยกับสัตว์ได้ เพราะอำนาจกระแสจิตนี่เอง จะคุยกับงูกับเสือสิงห์กระทิงแรด ก็สามารถติดต่อได้จะติดต่อวิญญาณสัมภเวสีหรือโอปปะติกะก็คุยได้ จะฟังภาษาแขกหรือภาษาเทพที่บรรดาร่างทรงเอามาพูดกันก็สามารถฟังรู้เรื่องและเข้าใจ ผู้เขียนรักษาคนป่วยมาเป็นจำนวนมากเป็ดไก่มันร้องก๊าบ ก๊าบพอเพ่งจิตฟังจิตมันก็แปลให้ฟัง เอาชีวิตกูมา ต้องเห็นต้องรู้ต้องเข้าใจภาษาที่พวกเจ้ากรรมนายเวรหรือผู้มีทุกข์ทั้งหลาย ถ้าฝึกระดับอภิญญา ๖ ก็รู้ได้หลายอย่างและก็สามารถช่วยให้ทั้งคนมีชีวิตหรือสัตว์แม้กระทั่งวิญญาณให้พ้นทุกข์ได้ ก็เพราะระดับสมาธินี่เองหรือระดับฌาน วิชชา ๘ อภิญญา ๖ และฌาน 8 หรือฌาน 9 ก็จะเกิดจากอำนาจสมาธิสมถะ ๔๐ และวิปัสสนา หรือโพธิปักขิยธรรม ๓๗  หมวดทั้งนั้น และบรรดาอาจารย์ปฏิบัติไม่ถึงกัน แค่สมาธิต้นๆ อุปจารสมาธิ ฝึกปฏิบัติกันเป็นปีๆ ก็ไม่ได้สมาธิ ก็ได้แต่ฝึกจิตให้มีความเข้มแข็ง ได้ฌานก็ถือว่ามีพลังอำนาจจิต แต่ไม่สามารถเปรียบกับพลังสมาธิ หรืออุปจารสมาธิแท้จริง สมาธิก็คือ จิตเป็นตัวรู้ หรือเอกัคคตา


ส่วนตาที่นั่งหลับเพราะใช้ประกอบการเพ่งจิต บังคับจิต นั่นเป็นอุเบกขา ก็ต้องเอาสองอย่าง จิตกับตามารวมกัน เป็นฌาน 4 หรือจตุตถฌาน “จิตกับตา” ประสมกันหรือสัประยุทธ์กันจนเป็นเนื้อเดียวกัน จึงจะเป็นตัวรู้ตัวเห็นมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว นี่แหละตัวอุปจารสมาธิแท้จริงหรือจตุตถฌานหรือฌาน 4 ถึงจะเป็น”ตาทิพย์” ที่นั่งสมาธิแล้วไม่รู้ไม่เห็น ยังไม่เป็นสมาธิก็ได้แต่สงบนิ่งเฉยๆ กี่ปีกี่ชาติก็ได้เฉยๆโง่กันอยู่อย่างนี้แหละตราบใดถ้ายังทำลมหายใจให้สงบ จิตสงบ ตา สงบได้ ก็ไม่มีประโยชน์หรือนั่งสมาธิไม่เป็น ไม่รู้จริง แถมทุกวันนี้ก็เอามาออกทีวีถูกทิ้งยุ่งไปหมด ยิ่งพวกนักวิชาการ พวกบ้าบอคอแตก พวกร่างทรง ก็พากันออกมาทุ่มเถียงกันไม่มีประโยชน์อะไรเลย แล้วคนเอามาออกอากาศก็ไม่มีความรู้การปฏิบัติสมาธิแท้จริงอะไร  ทำให้ศาสนาพลอยยุ่งกันไปหมด ตอนเช้าๆก็มีพระสอนสมาธิ วิปัสสนาเก่งหลายอาจารย์มีทั้งสายปัญญา  สายอภิธรรม และสายสมาธิ ก็สอนกันคนละแนว และบางอาจารย์ก็สอนไม่เห็นโน่นเห็นผิด จิปาถะ จึงแนะนำว่า สายอานาปานสตินี่แหละ จะเน้นสมาธิ สมถะ และวิปัสสนา กรรมฐาน จะรู้จริง เห็นจริง ปฏิบัติแล้วมีผลประเสริฐจริง ผู้เขียนก็ปฏิบัติสมาธิมาตั้งแต่ ๒๕๑๑ จนถึงปัจจุบัน ทั้งเอาจิตสมาธิรักษาคน รักษาวิญญาณมามากต่อมาก แล้วก็อานาปานสติหรือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกนี่แหละเป็นต้นหลักวิชาปฏิบัติสมาธิแท้จริง  และก็รู้ด้วยวาดพระพุทธเจ้าก็สำเร็จ อานาปานสติได้ก่อนวิชาอื่น จึงถือว่าอานาปานสติเป็นต้นหลักอันแท้จริง และก็สามารถเอาอานาปานสติไปค้นวิชาต่างๆ จะเป็นพองหนอยุบหนอ หรือธรรมกาย หรือมโนยิทธิ ได้สำเร็จทุกวิชา 


ท่านเลยถ้าปฏิบัติลมหายใจเข้าออกได้ถึงอุปจาระสมาธิ อัปปนาสมาธิ และปรมัตถสมาธิ วิชชา ๘ อภิญญา๖ ฌาน๘ หรือฌาน๙ กระทั่งพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี พระอรหันต์ ท่านก็รู้เห็นโดยไม่ต้องเสียเงินเสียทองเฝ้าพระพุทธเจ้าหลอก


เรื่องพญานาคสมัยก่อนคนโบราณไม่ค่อยนิยมเอามาบูชาหรือตั้งไว้ที่บ้าน เพราะเป็นของสูงอยู่ในชั้นเทวโลกจาตุมหาราชิกา เอามาประดับบ้านก็ไม่ได้ เป็นข้อห้ามเพราะท่านไม่นิยมมาอยู่กับผู้คนหรือบ้านช่องคน นอกจากเป็นเชื้อพระวงศ์หรือกษัตริย์ หรือตามวัดวาหรือพระราชวัง และจะอยู่ในบริเวณผู้ปฏิบัติธรรมเป็นส่วนมาก แม้แต่บ้านโบราณที่แกะเป็นพญานาคยังเอาไว้ในบ้านไม่ได้ แต่ปัจจุบันคนกลับนิยมสร้างไว้ตามบ้าน ยังเป็นไม้แกะเก่าโบราณซื้อของเก่าโบราณห้ามเอามาบูชาที่บ้านเป็นอันขาด คนที่เอามาไว้ตามบ้านก็มักจะเจ็บป่วยหาสาเหตุไม่เจอก็มาก แต่ปัจจุบันไม่รู้ว่าโง่หรือถูกหลอกให้สร้างเป็นปูนเป็นอะไรไว้ จะรวยหรือสุขสบาย ท่านไม่เป็นสมบัติของผู้ใด ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเท่านั้นจึงจะมีบุญได้พบปะกับท่านพญานาค


ท่านก็มีหน้าที่ดูแลพระพุทธศาสนาและตั้งแต่ปฏิบัติมาก็ไม่เคยเห็นพญานาคจริงๆจะอยู่บ้านไหน ใครเอาไปบูชา แล้วพญานาคองค์โน้นองค์นี้จะไปอยู่ประจำบ้าน ก็เลยสงสัยว่า ทำไมถึงได้เป็นเช่นนี้ ผู้เขียนก็ชอบพิสูจน์ว่าที่พวกเอาพญานาคมาบูชาจะมีณานพญานาคประจุไว้ ก็อยากจะรู้ว่าผู้ประจุฌานหรือเชิญฌานพญานาค จะมีบารมีหรืออำนาจระดับไหนประจุได้ ไม่ว่าพระสงฆ์องค์เจ้าหรือบรรดาร่างทรงก็ตาม ก็ยังหาอาจารย์ เกจิอาจารย์ที่สามารถอัญเชิญพระฌานมาบรรจุจิตเข้าหุ่นเข้าเทวรูปพญานาคนับว่าน้อยมาก นอกจากผู้ปฏิบัติบรรลุโสดา พระสกิทาคา หรือพระอนาคามี หรือผู้ที่มีพลังมหาเทพ หรือพลังมหาพรหม หรือพลังอำนาจจิตระดับฌาน ๕-๖ ขึ้นไปหรือ อุปจารสมาธิ ถึงอัปปนาสมาธิ ยิ่งตั้งแต่เทวโลกขึ้นไป ก็ต้องมีฌานสูงๆ ถึงจะประจุฌานหรืออัญเชิญได้ ต้องประจุฌาน เบิกพระเนตร เปิดพระโอษฐ์ และยังต้องใช้อำนาจจิตเสริมบารมี ที่เห็นผู้ปลุกเสกหรือประจุฌาน ก็ทำกันไปอย่างงั้นๆ แม้แต่ปลุกเสกพระเครื่องก็ต้องดูอำนาจจิตของแต่ละอาจารย์เก่งกันระดับไหน


ถ้าท่านฝึกจิตมีระดับแล้วจะเห็นอำนาจจิตของผู้ประจุเก่งหรือเข้มแข็งขนาดไหน ต้องเป็นพระอริยสงฆ์หรืออริยบุคคลหรือเก่งปฏิบัติสมาธิ สมถะ และวิปัสสนา แบบอาจารย์เก่งๆ เมื่อ๖๐-๗๐ปีโน่น เก่งบารมี เก่งอภิญญา และก็สำเร็จฌานสูงๆ ยิ่งสมัยนี้สมี อลัชชี พวกทุศีล มาหลอกหากินกันทั่วไปหมด  พวกท่านต้องใช้วิจารณญาณดูให้แน่ แค่เทวโลกก็หาเก่งๆยาก แล้วยิ่งเป็นพรหมโลกก็ยิ่งหนักขึ้นไปอีก พวกเจ้าเข้าทรง ไม่ว่าผ้าขาว ผ้าเหลือง หรือผ้าเขียว มีทุกแบบ ทุกวันนี้ทำให้ผู้คนเห็นศาสนาผิดไป แต่เพราะพวกทุศีล อลัชชีหรือเดรัจฉานวิชาแทรกแซงในพุทธศาสนา ก็ต้องฝึกสมาธิเอาไว้ ช่วยปราบพวกมารทั้งหลาย บรรดาอาจารย์ก็สอนเข้าใจไปคนละอย่าง  ก็ต้องดูสายปัญญา สายวิปัสสนาหรือสายอะไรถูกต้อง ต้องฝึกจิตให้รู้จริงเห็นจริงแล้วก็พิจารณาหาความจริง นั่นแหละถูกต้อง 


วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ขันธ์ ๕



โดย ปู่สงค์ สวนพุฒตาล


คนเราเกิดมาก็มีขันธ์ 5 มาตั้งแต่กำเนิดทุกคนแหละ เพราะขันธ์ 5 ก็คือตัวคนเรา เกิดมาก็ต้องครบขันธ์ 5 จึงจะเกิดได้ ขันธ์ 5 ประกอบไปด้วย รูป เวทนา สัญญา  และวิญญาณ คนเราไม่เข้าใจมีขันธ์ 5  แล้วจะไปรับขันธ์อะไรอีก ก็ขอชี้แจงเรื่องขันธ์ 5 ก่อน


รูป  ก็คือร่างกาย ตัวเรา ที่เป็นรูปร่าง ก็จะมีความร้อน อุณหภูมิ ความอบอุ่น ในรูปร่างเรา คือธาตุไฟ


เวทนา ก็คือความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดกับกายเรา ความทุกข์ทั้งหลาย ความสบายกาย ความรู้สึกร้อนหนาว หรือเป็นเรื่องต่างๆที่มากระทบตัว กระทบกาย ต้องทนต่อทุกข์ทั้งหลาย ก็คือ ธาตุดิน


สัญญา ก็คือความจำหมาย ความคิดที่วุ่นวายส่งมากระทบ หรือส่งมาให้จับเป็นอารมณ์ทำให้คิดจำไปยุ่งไปหมด ก็คืออารมณ์ ธาตุลม


สังขาร ก็คือตัวปรุงแต่งร่างกายเรานี่แหละ ก็ได้แก่ส่วนที่เป็นเลือด หรือน้ำต่างๆในกาย ธาตุน้ำ



วิญญาณ  ก็คือ จิต-ใจ หรือชีวิตที่เอาเข้ามาประกอบกับธาตุทั้ง ๔ นั่นเอง จึงครบขันธ์ 5 ก็คือ ยะ


สรุปได้ว่า รูปเป็นธาตุไฟ เวทนาธาตุดิน สัญญาเป็นธาตุลม สังขารเป็นธาตุน้ำ เอาธาตุทั้ง 4 มารวมกันเป็นตัวคนเรา เอาวิญญาณเติมเข้าไปก็เกิดตัวยะขึ้น

ขันธ์ 5 ก็คือ นะโมพุทธายะ พระพุทธเจ้า 5 พระองค์นั้นเอง  เมื่อขันธ์ 5 ของเรามีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์สมบูรณ์ในตัวแล้ว ยังจะไปรับขันอะไรต่อขันอะไรมาไว้ในตัวอีกละ


เพียงแต่ว่าเราคอยดูแลตัวเราร่างกายให้ดี ก็เท่ากับรักษาขันธ์ให้ดีเท่านั้นเป็นพอ เพลงแต่สวดมนต์ ทำดี ประพฤติดี ปฏิบัติดี และตักบาตร ทำบุญบ้าง เข้าวัดเข้าวา บ้างก็ถือว่าทำดี และก็คอยดูสุขภาพตัวเองให้ดีไว้ ก็เท่ากับรักษาขันธ์ 5 ไปในตัว แต่ปัจจุบันนี้กลับไม่อย่างนั้น ดันไปเชื่อพวกหากินต่างๆนาๆ รับขันธ์ รับองค์กันยุ่งไปหมด ขันธ์ 5 ก็มีแล้วและยังไปรับขันธ์ 7 ขันธ์ 8 ขันธ์ 9 บางทีก็ขันธเทพ ขันธ์พรหม บางคนบ้ารับขันธ์ทุกปี ไปขันธ์ 10 11 12 เรื่อยไป มีมารับถึง 16 ขันก็มี ต้องเปลี่ยนขันธ์ เพิ่มขันธ์ เล่นเสียเงินเสียทองกันยุ่งไปหมด แค่ขันธ์ 5  ตัวเองก็จะแบกหรือดูแลไม่ไหว ดันไปรับขันธ์อะไร ต่ออะไร มาแบกไว้อีก และปรากฏว่าพวกบ้ารับขันธ์ บ้าตำหนักทรง สำนักทรง วัดทรง เป็นโรคประสาท หรือปีศาจกันไปมากต่อมากแบบทุกวันนี้


        ที่ผู้เขียนเห็นโดยมาก ที่ไปรับเป็นขันธ์ผีกันเสียส่วนมาก แล้วก็มีปัญหาครอบครัว บ้านแตกสาแหรกขาดกันมานักต่อนัก เพราะอะไร ก็เพราะผู้เขียนเป็นนักถอดขันธ์น่ะสิ จึงรู้ดีว่า ขันธ์ผีหรือขันธ์เทวดา เพราะว่าองค์บ้า เจ้าบ้า เข้าทรงจึงถูกหลอกกันง่าย ไม่รู้ว่ามันมีองค์ มันเท่ห์ตรงไหน ดีตรงไหน หารู้ไม่ว่า การจะรับขันธ์ ก็ต้องรู้ว่าอาจารย์หรือร่างทรงน่ะ เป็นคนดีหรือเปล่า ต้องดูให้แน่ใจ เป็นคนประพฤติดี ปฏิบัติดี หรือคนชั่ว มัวเมา แต่สุรานารี ฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต ปากหมาหรือปากเสียหรือเปล่า ไม่ยกทั้งคนปากเหม็นก็เป็นข้อห้าม ยิ่งปัจจุบันนี้ มีร่างทรงเต็มบ้าน เต็มเมืองก็ล้วนอยากเป็นร่างทรง เป็นอธิบดีก็มี เป็นด็อกเตอร์ดังๆก็มี เป็นพระสงฆ์ดังๆก็มี เป็นคนมีฐานะตำแหน่งดีก็มี ล้วนแต่อยากเป็นร่างทรง มีองค์ก็องค์ใหญ่ อาทิเช่น พระตรีมูรติ พระศิวะ พระนารายณ์ พระพรหม ถ้าเป็นองค์ผู้หญิง ก็จะเป็น พระแม่ศรีอุมา พระแม่ลักษมี พระแม่กาลี พระแม่กวนอิม เจ้าปู่ เจ้าพ่อ เจ้าแม่อะไรอะไรกันยุ่งไปหมด แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า มาเป็นร่างทรง หลอกให้รับขันธ์กันยุ่งไปหมด แถมยังลงโฆษณา ตามหนังสือทีวีกันเยอะ


        ผู้เขียนดูๆแล้ว นี่มันจะบ้ากันใหญ่ ผู้เขียนท่องยุทธจักรเจ้าเข้าทรงมาเยอะ คนเรามันคงว่างมากสิ หรือหางานทำไม่ได้ ก็มาเป็นเจ้าเข้าทรงเพราะขันธ์ 5 นี้เป็นเหตุจึงรู้เห็นมาเป็นพันตำหนัก ตำหนักผี ตำหนักเทพ ตำหนักพรหม วัดผี วัดก็จัดพิธีใหญ่กันโครมๆ แม้แต่นักเขียนดังๆ ก็เอากับเขาด้วย ทรงพระแม่กาลี เวลาลงทรงก็ต้องร้องเอิ๊กๆ อ๊าก อะไรกันกลายเป็นโรคบ้าองค์ ก็เป็นอาชีพหากินอีกแบบหนึ่งด้วยแค่ขันธ์ 5 ก็พากันบ้าเป็นการใหญ่ แบบทุกวันนี้ แม้แต่ตามซอก ตามซอยก็มีตำหนักทรงกันเยอะไปหมด หาก็รู้ความจริงไม่ว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่ขันธ์ทรงเจ้าหรือเข้าทรง แต่เป็นขันธ์ให้รู้ว่าคนเราที่เกิดมานี้ทุกคนมีขันธ์ 5 กันทั้งนั้น ก็คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่ประกอบกันมาเป็นรูปขันธ์ 5 ให้รู้ว่าตัวเราเกิดมาประกอบด้วยอะไร ถึงจะเป็นรูปร่างคน ก็คือขันธ์ 5 นี่เองประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 ไฟ ดิน น้ำ ลม กับวิญญาณ จึงรวมกันเป็นรูปร่างตัวเรา และเอาวิญญาณใส่ก็ครบบริบูรณ์  พ่อคุณ แม่คุณทั้งหลาย ไม่ใช่เอาขันธ์เรามารองรับวิญญาณโน้น วิญญาณนี้ มาร่วมด้วยถึงได้ตีกันยุ่งในตัวคนเรา มันเกิดขันลดขันธ์ ถึงได้เสียสติบ้าไปตามๆ กัน ถ้าเทวดาชั้นไหนมาชอบเราท่านก็จะมาปกปักรักษาเองไม่ต้องเอามาบรรจุในตัวเราอย่างนี้นี่เอง 


วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ศีล ๕



 โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล


ศีล ๕ ก็เป็นศีลชั้นประถมศึกษาแค่ ๕ ก็ยังไม่รู้เรื่องและเข้าใจกันแค่ศีล ๕ ก็ยังรักษากันไม่ได้หมดและจะขึ้นชั้นมัธยมได้หรือ เคยคิดกันบ้างหรือเปล่า


ข้อแรก ปาณาติปาตา ให้งดเว้นฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต ก็ยังรักษากันไม่ได้ ฆ่าปลา ฆ่าวัว ฆ่าควาย หรือฆ่าสัตว์ใดๆ ก็ถือว่าเป็นบาป บาปมาก บาปน้อย ก็อยู่ที่ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ ฆ่าสัตว์ก็เป็นไฟบาป


ข้อสอง อทินนาทานา ห้ามลักเล็กขโมยน้อย ไม่ว่าของเล็กของใหญ่ ที่ไม่ใช่เป็นของตัวเอง ก็ถือว่าชั่ว มันกระทบจิตเรา กายเรา ก็คือธาตุดิน ความทุกข์มันกัดกินหัวใจเรา เพราะถือว่าเป็นความชั่ว


ข้อสาม กาเมสุมิจฉา ผู้ประพฤติผิดในกาม ไปยุ่งกับครอบครัวคนอื่นโดยไม่ใช่ของครอบครัวเรา ก็ถืออารมณ์เป็นกิเลส จึงเป็นธาตุลม


ข้อสี่ มุสาวาทา ก็เป็นข้อห้ามไม่ให้พูดจาโกหก หรือพูดเท็จใดๆ ก็เป็นเหมือนธาตุน้ำ น้ำขึ้นน้ำลง หรือน้ำโคลนที่สกปรกไหลแทรกซึมไปทั่ว ก็คือธาตุน้ำ


ข้อห้า สุราเมระยะ ก็คือข้อห้ามดื่มสุรา ของมอมเมา ยาบ้า อะไรๆในสมัยนี้ด้วย เพราะไปกิน ไปดื่ม หรือดูด หรือสูบ ทำให้เสียสติ ขาดสติ ก็คือวิญญาณหรือจิต-ใจ ข้อนี้จึงร้ายแรงที่สุด ถ้าจะเกี่ยวกับพุทธศาสนาก็คือ นะโมพุทธายะ นั่นแหละ วิญญาณก็คือ ยะ


พระพุทธเจ้าก็วางศีล ๕ ให้มีสติ ยึดพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ให้อยู่ในศีล ๕ ก็คือ นะโมพุทธายะเช่นกันก็พิจารณาดูแล้วก็เกี่ยวพันกับขันธ์ ๕ อีกชั้นหนึ่งแต่คนเรายังขาดการพิจารณา ให้ละเอียดลึกซึ้งถึงพระคุณพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ นี่ก็เป็นเพียงฐานเบื้องต้นเท่านั้น


ต่อเมื่อใด พวกท่านมีสติรู้ชัดว่าศีล๕ เป็นการละความชั่วทั้งหลายที่เกิดขึ้นในใจ ไม่ให้ทำผิด ท่านก็จะรู้เห็นวิธีปฏิบัติธรรมคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ไปทีละน้อยๆ จนมีสมาธิที่ดีหรือเข้าถึงสมาธิแท้จริง ท่านก็พบแสงสว่างทางเดินของศีล ที่จะก้าวไปเบื้องหน้า ศีล ๕ ก็เลยเป็นรากฐานของสมาธิ สมาธิก็เป็นรากฐานของสมถะ สมถะก็เป็นรากฐานของวิปัสสนา ท่านทั้งหลายเอ๋ย รู้เหตุไหม ทำไมพระพุทธเจ้าวางศีลไว้เป็นข้อแรก หรือชั้นประถม ให้รักษาศีลให้มั่นคง จะปฏิบัติสมาธิได้ง่าย สมาธิก็จะเกิดปัญญาไปในตัว ทำให้เห็นและรู้สมถะ ๔๐ ยิ่งมีสมาธิมากๆ จากสมาธิหรืออุปจารสมาธิ ก็จะรู้เห็นทางเดินของสมถะ ๔๐ เพราะสมาธิคือตัวรู้ตัวเห็นรวมกัน จึงเรียกอุปจารสมาธิ เมื่อรักษาศีลได้บริบูรณ์ สมาธิจะเกิดง่าย ได้สมาธิหรืออุปจารสมาธิแล้ว สามารถเห็นทางเดินของสมถะ ๔๐ ได้ ก็เอาสมาธิมาพิจารณาดูในสมถะ ๔๐ จนชำนิชำนาญ ท่านถึงจะเข้าสู่วิปัสสนากรรมฐาน ได้ศีล ๕ จึงเป็นแค่ชั้นประถม ถ้าฝึกรับศีลไปจนถึงศีล ๑๐ หรือถือไปเรื่อย จะได้คู่กับการฝึกสมาธิ จากอุปการะสมาธิก็ขึ้นไปอัปปนาสมาธิ และปรมัตถะสมาธิ ท่านจะเจริญสมาธิ หรือเจริญฌาน ก็แล้วแต่ท่านจะถนัด ไปจนถึงขั้นสูงสุดอรหันต์ แต่ต้องผ่านด่านสมาธิสูงๆ ฌาน ๘ ขึ้นไปจึงจะรู้เห็นเรื่องพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ แท้จริงศีลก็รักษาไม่ยาก เพียงแต่ท่านพยายามทำไม่ให้ผิดศีลทั้ง ๕ ข้อเท่ากับใจสะอาดบริสุทธิ์ เหมือนกับขันธ์ทั้ง ๕ จึงเป็นของคู่กัน ศีล ๕ กับขันธ์ ๕ ก็ล้วนแต่สอนให้เรารักษาอย่าทำผิด ทำชั่ว ท่านก็จะได้พบหลักสัจจะความจริง ทุกข์ สมุทัยนิโรธ มรรค หรืออริยสัจ ๔ นี่เอง แล้วท่านจะได้พบกับคำสอนของพระพุทธเจ้าแท้จริแล้วก็เห็นพระพุทธเจ้าด้วย


ศีล ๕ จึงมีความสำคัญแก่สานุศิษย์ของตถาคต ใครไม่รักษาศีลจึงไม่สามารถพบเห็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าท่านไม่มีศีลไม่รักษาศีล ก็จะมีแต่เรื่องสารพัดทุกข์มาโจมตี เล่นงาน ไม่แต่ตัวคุณเองเท่านั้น ยังโดนถึงครอบครัวด้วย การรักษาศีลก็ให้ถือศีลเป็นสัจจะ ก็จะชนะอุปสรรคเภทภัยทั้งปวงและก็มีความสุขความเจริญทั้งครอบครัว ถ้าท่านรักษาศีลและปฏิบัติสมาธิได้ ถึงขั้นสมาธิก็จะสามารถช่วยเหลือครอบครัวได้ ถ้าปฏิบัติถึงสมาธิก็สามารถปิดนรกให้พ่อแม่พี่น้องได้ ถ้าปฏิบัติถึงปรมัตถสมาธิครอบครัวจะพ้นกรรมทุกอย่าง


ท่านเอ๋ย เราเป็นชาวพุทธศาสนิกชนศิษย์พระตถาคต ยังจะโง่อยู่หรือ หันมารักษาศีลให้สะอาด หันมาปฏิบัติสมาธิควบคู่ไปกับทางโลก คือทางธรรมคู่กับทางโลก ท่านก็ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ตถาคตแท้จริงแล้ว อย่ามัวแต่ใช้ปากพูด เถียงไม่มีเหตุผล โทษเว รโทษกรรม โทษบาปบุญอะไรส่งไป ยิ่งพวกปากสุนัขปากควาย ก็มักจะโทษไม่มีเวลา ไม่ว่าง นั่นแหละตัวเองเป็นตัวกาลีที่มีกรรมจริงๆ ตายไปก็ไม่เกิด ต้องเป็นผีปอบ ผีพเนจร อดอยากต่างๆ นานา 


ท่านรู้หรือไม่ การปฏิบัติธรรมหรือรักษาศีล ก็รักษาในใจ แต่ถ้าท่านจะปฏิบัติสมาธิทำได้ทุกเวลาทุกสถานที่ ถ้าท่านอยากจะทำไม่มีเวลาก็นอนทำสมาธิ ให้เวลามากน้อยก็ไม่จำกัดเวลา ขอให้ท่านทำเถอะได้บุญได้กุศลตามมาโดยไม่รู้ตัว อย่าหลงมัวแต่โทษอะไรนอกกาย ต้องโทษตัวเองนั่นแหละ ไม่ทำและรู้แล้วไม่ทำ พวกนี้ยิ่งโง่ใหญ่กรรมก็มากตามขึ้นทุกวัน จากตัวเองถึงครอบครัว บางทีเล่นทั้งตระกูลเดี๋ยวนี้ในปัจจุบันมีเยอะ กลับเนื้อกลับตัวมาถือศีล 


ปฏิบัติสมาธิ ละความชั่วไม่คิดร้ายกับใคร ท่านก็คือศิษย์ตถาคต


อริยสัจ ๔



 โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล


ทุกข์ สมุทัย นิโร ธมรรค 

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔ ก็เอามาพิจารณาดู


ทุกข์ คือ เหตุหรือต้นเหตุแห่งทุกข์

สมุทัย คือ สาเหตุที่เกิดทุกข์

นิโรธ คือ หนทางดับทุกข์วิธีดับทุกข์แก้ทุกข์

มรรค คือ ความสำเร็จพ้นทุกข์ ผลของความพ้นทุกข์


จะเปรียบทุกข์ ก็คือ อารมณ์ หรือลมหรือไฟก็ได้ เป็นผลส่งมากระทบ สมุทัย ก็คือ จิตใจเรานี่เองให้เกิดความรู้สึกต่างๆ นิโรธ ก็คือ วิธีดับทุกข์ แก้ทุกข์ มรรค ก็คือผลจากดับทุกข์ จึงเปรียบกับธาตุทั้ง ๔ 

 ทุกข์ ก็คือ ลมกับไฟ ก็คือ ธาตุลมกับธาตุไฟ

สมุทัย ก็คือ ใจร่างกาย ก็คือดิน ธาตุดิน

นิโรจน์ ก็คือ การดับทุกข์ หรือแก้ทุกข์ ก็เป็นธาตุน้ำ

มรรค ก็คือ สมาธิ ต้นเหตุหรือรากของมรรค 


เมื่อพิจารณาง่ายๆอย่างนี้ ทุกข์คือลม สมุทัยคือจิต นิโรธคือตา(หลับตา) มารวมกันพิจารณาได้ความว่า ลมหรืออารมณ์เป็นต้นเหตุของจิต วิธีแก้ทุกข์ก็เอาจิตจับลมหรืออารมณ์ อารมณ์ก็จะสงบ แต่จิตก็ยังถูกกระทบก็ได้ เราจึงเอาตา (นัยตา)  จับกับจิต เมื่อตาถูกเพ่งจับอยู่กับจิต จิตก็จะสงบได้ง่าย ก็สรุปได้ความว่า จิตเพ่งจับลม ตาเพ่งจับจิต ตาจึงเป็นตัวบังคับหรือควบคุมจิตให้จับกับลม ลมสงบ จิตก็สงบตาม จิตถูกตาบังคับ คือเพ่งจิต เพ่งลม เมื่อเป็นเช่นนี้ ลมสงบจิตสงบสงบตาเป็นผู้เพ่งให้จิตกับลมสงบตาก็พลอยสงบไปในตัว

 

เมื่อตาเพ่งจิตทะลุถึงลม ตา จิต ลมจึงผสมกันหรือสัประยุทธ์กันเป็นเนื้อเดียวกัน รวมกันนิ่งเป็นหนึ่งเดียว ท่านก็ได้สมาธิโดยอัตโนมัติแล้ว สมาธิก็คือหลักเบื้องต้นของมรรคนี่เอง พระพุทธเจ้าเห็นเหตุและผล จึงเอามาเป็นปัญญา ค้นหาสมาธิ เพื่อจะได้เข้าสู่ความสำเร็จ สมาธิคือรากของมรรคนี่เอง


ผู้เขียนเข้าใจเหตุนี้ ก็คือ จิตจับลมหายใจให้สงบ โดยใช้ในตาที่หลับเพ่ง บังคับจิต ตาหลับหรือหลับตา จึงต้องใช้เป็นตาในเพ่งจับจิต จับลม จึงรู้ว่าสมาธิจะทำอย่างไร ก็มาค้นคว้าเรื่องสมาธิโดยหลักอานาปานสติ การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก หาหลักและวิธีจะบังคับลม ก็คือ หาที่ตั้งของจิตก็พบว่า เวลาหายใจเข้า-ออกทางรูจมูก หรือประตูลมนี่เอง ก็เพ่งดูว่าลมมันเข้า-ออก จะกระทบอะไรบ้าง จึงหาจุดหลัก หรือวิธีภาวนา ก็พบว่าถ้าเอาลงมาไว้ปลายจมูก หรือปลายจงอยจมูก จะรู้สึกว่าจับลมหายใจได้ง่าย ที่นี้ ลมเข้า ๒ รูจมูก จะทำอะไรให้มารู้สึกพร้อมกันก็พบว่าสองรูจมูกมีที่แบ่งกึ่งกลางรูจมูกทั้งสอง ก็เลยเอาที่ตั้งของจิตไว้ปลายจะงอยจมูก ให้จิตอยู่กึ่งกลางรูจมูกทั้งสอง ก็พบว่าตรงนี้เอาจิตตั้งไว้ จะรู้ว่าเวลาหายใจเข้า จะรู้ว่าลมหายใจจะเข้า-ออกพร้อมกัน เมื่อทดลองดู ก็รู้ว่าเป็นจริงแน่ เพราะทำให้เรารู้สึกว่าลมหายใจเข้า-ออกพร้อมกันได้ ทีนี้จิตก็อยู่กับลมหายใจ รู้ลมหายใจได้ง่ายมาก ก็หายใจเข้า-ออกบังคับลมหายใจให้สงบได้ง่ายมาก พอเข้าใจวิธีหายใจเข้าออก ก็มีความรู้สึกว่ามันมีอะไรตามเข้าไปกับจิตตลอดเวลา หรือคู่ไปกับการหายใจ จึงจับได้ว่าตานี่เอง มันจับคู่ไปกับลมหายใจ พอหายใจเข้าลึกเท่าไหร่ เจ้าตัวรู้สึกนี่เอง มันจะบอกว่าหายใจเข้าไปลึกขนาดไหน จึงจะพอกับความต้องการของใจ ก็รู้ทันทีว่า การหลับตาเป็นประโยชน์ โดยใช้ตาเราจับกับลมหายใจไปด้วยนี่เอง แถมตาก็ยังช่วยจิตจับบังคับลมหายใจได้ด้วย 


ทีนี้ก็เลยใช้จิตจับกับลมหายใจเข้า-ออกตา ก็ช่วยบังคับจิต จึงจะบังคับลมหายใจได้สม่ำเสมอเพราะจิตบังคับลม และตาในบังคับจิตนี่เอง ที่เราได้ในคืนแรกก็เพราะเหตุนี้ จิตบังคับลมหายใจ ตาบังคับจิต จิตบังคับลมหายใจสงบ จิตก็จะสงบตาม เพราะจิตถูกตาในเราเพ่งจิตบังคับนี่เอง เมื่อตาบังคับจิต จิตบังคับลม เพ่งจนเป็นเนื้อเดียว กันอันเดียวกัน ที่เดียวกัน จึงเกิดสมาธินี่เอง ก็เพราะมาค้นคว้าวิธีทำสมาธินี่แหละ จึงเป็นหลักของสมาธิแท้จริง



พอรู้ว่า ตาก็คือตัวสำคัญในการฝึกสมาธิ จึงเอาหลักอานาปานสติมาใช้ ปรากฏว่าตาเป็นตัวตั้งระยะของลมหายใจสมมุติระยะหายใจตั้งไว้ ๔ นิ้ว เวลาหายใจเข้า ลมหายใจจะเข้าไปตามจิต ๔ นิ้ว เวลาหายใจออกก็จะออก ๔ นิ้ว นี่คือทำให้หายใจเข้าออกสม่ำเสมอ เท่ากันไม่หายใจเข้าสั้น หรือยาว ก็เหลือแต่ว่าจะปรับความเร็ว ความช้าให้เท่ากันอย่างไร ก็เพิ่งจับตรงปลายจงอยจมูกหรือที่ตั้งของจิต เราก็จะรู้ว่าลมหายใจเข้า-ออก มันผ่านตรงนี้ ตาก็เพ่งจับจิต ให้บังคับลมหายใจได้ง่าย และปรับลมหายใจ ทีนี้จิตกับลมกับตา ก็สัประยุทธ์รวมกันได้ง่ายขึ้น และรวดเร็ว เมื่อตากำหนดระยะทาง จิตก็คุมลมหายใจ ก็จะรู้ว่าจิตกับตา บังคับลมหายใจได้คงที่ จากตอนแรกลมหายใจหยาบ พอถูกเพ่งจับก็จะมาอยู่กลาง คือจะถูกปรับ จนลมหายใจละเอียด คือลมหายใจจะถูกหดเข้า ตามความรู้สึกจิต จนจาก ๔ นิ้วมา ๓ นิ้วครึ่ง ๓ นิ้ว ๒ นิ้วครึ่ง ๒ นิ้วนิ้วครึ่ง เหลืออีกหุนนึง จิตใกล้เข้าสมาธิจิต กับตาก็ผสมกันตลอด แต่ตอนนี้ใกล้จะถึงจุดที่ตั้งของจิต คือปลายจงอยจมูก ตอนนี้แหละ ผู้เขียนให้ชื่อว่า ตอนต่อฌาณ หรือตอนจะเข้าจุดสงบ ตาก็คือตามไปดู ก็จะเห็นว่าจะเกิดอาการวิตกครับ ก็คือตัวเราจะรู้สึกตัวเบา ตัวโปร่ง ตัวพอง ตัวขยาย หรือเกิดอาการโยก แกว่ง นี่คือตัววิตก เกิดจากจิตเราหลุด ก็จับกับอาการต่างๆ ก็เลยเกิดวิตก เกิดความสงสัยทำไมเกิดอาการอะไร เขาจึงเรียกว่าจิตเป็นวิตกนี่เอง โดยมากเกิดกับผู้ปฏิบัติหลุดจากที่ตั้งของจิต เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เอาตามาจับกับจิต เพ่งบังคับจิตให้อยู่กับที่ตั้งของจิตที่เรากำหนด จิตก็ถูกตาจับนิ่งไว้ จึงเป็นจิตวิตก ตาที่จับก็เลยเป็นวิจารณ์ เพราะเพิ่งจับวิตกเกิดวิจารณ์ จับนิ่งไว้ตรงที่ตั้งปลายจงอยกึ่งกลางรูจมูก เมื่อจิตสงบเพราะตาเพ่งจับ ตาจึงเป็นตัววิจารณ์จำไว้ จุดนี้ ที่วิจารณ์จับ หรือตาจับ ก็จะใช้ประโยชน์ตอนต่อไป ตอนเกิดวิตกกับวิจารณ์ เขาเรียกว่า ฌาณแรกคือปฐมฌานจ้ะ



จุดวิจารณ์ นี่แหละ เราก็เพิ่งวิจารณ์ต่อไปอีก ตอนนี้จิตกับตาก็จะผสมกันมากขึ้น หรือสัประยุทธ์กัน รวมกันเพ่งจุดวิจารณ์นิ่งนิ่งเข้าไปอีก จะรู้สึกว่าเพ่งลึกเท่าไหร่ หรือมีพลัง จิตตาเพ่งมาก พอถึงจุดปิติ ก็จะเกิดขึ้นมา เพ่งมากน้ำตาของปิติก็จะมาก และเป็นผลดี ความปิติก็จะมาก น้ำตาไหลมาก ก็คือปิติมากถ้ารู้สึกน้ำตาไหลน้อย ความปิติจะมีน้อย ปีติก็ขึ้นอยู่กับพลังจิตตาเพ่งนี่แหละ ถ้าปิติเกิดมาก ก็รู้ได้ว่าน้ำตาไหลมาก จิตใจกายก็จะอิ่มเอิบมาก เป็นผลดีแก่กายใจเรา รอจนความปิติค่อยลดลง คือมันอิ่มแล้วก็จะลดลงมาเอง จิตกับตาก็รวมกันเพ่งตรงปิติ หรือจุดปิติ เพ่งเข้าไปอีก ก็จะทะลุเข้าไปในปิติ ปิติก็จะหายเข้าไปสุดที่เพ่ง ก็จะเกิดสุขตามมา ก็คือนั่งยิ้มอย่างสบายอกสบายใจ หรือแบบถูกอารมณ์นั่นแหละ 


ปิติ ก็คือ ฌาน ๒ หรือ ทุติยะฌานนั่นเอง ปิติ-วิจารณ์ก็คือจุดเพ่งที่เดียวกัน คือตรงปลายจงอยจมูก กึ่งกลางประตูรูจมูก วิจารณ์ ก็อยู่ตรงนี้ ปิติก็อยู่ตรงนี้ที่เดียวกัน ทีนี้ก็เพ่งที่ปิติ ก็เกิดสุข ตรงที่เดียวกันกับปิติ เกิดสุข ก็คือ ฌาน ๓  หรือตติยฌาน พอนั่งยิ้ม นั่งอิ่มอกอิ่มใจ จนพอใจแล้ว ก็จะสงบจิตกับตา ก็เพ่งตรงจุดสุขนั่นแหละ ที่เดียวกันหมดวิจารณ์ ปิติ สุข พอมาถึงตอนนี้ ฌาน ๓ จิตกับตาก็สัประยุทธ์รวมกันแน่น หรือมากขึ้นอีก ก็มาเพ่งสุขต่อ พอจิตกับตาเพ่งสุขนิ่งเข้าไปในสุข ตอนนี้จิตก็จะนิ่งมาก เป็นเอกัคคตารมณ์ ส่วนตาก็จะนิ่งสงบจนเป็นอุเบกขา ไม่ใช่อุเบกขาธรรมดา แต่ถูกตาเพ่งเข้าไปในอุเบกขา เลยไม่ใช่ วางเฉยหรือสงบแบบธรรมดา แต่ตาก็นิ่งลึกเป็นไงอุเบกขาจึงนิ่งก็เลยเป็นเฉย นิ่ง ลึกที่สุด อุเบกขามีชื่อว่า การวางเฉย ไม่รับรู้อะไร จึงเป็นการวางเฉยไม่ธรรมดา แต่เป็นวางเฉยพิเศษ นิ่ง ลึก  หรือจุดกลางวางเฉยนั่นแหละ  จิตที่นิ่งเป็นเอกัคคตารมณ์ก็คือ  อารมณ์เดียวกัน รวมกัน นิ่ง  หรือ จุดนิ่ง อุเบกขา สงบนิ่ง สองตัวนี้ ก็คือ เอกัคคตากับอุเบกขา จึงมารวมกันเป็น จิตเป็นตัวรู้ ตาจึงเป็นตัวเห็น ก็คือ สมาธินี่เองหรือเรียกว่า อุปจารสมาธิ ฌานก็จะเรียกจตุตถฌานก็คือฌาน ๔ นี่เอง


เพราะฉะนั้น สมาธิเรียกฌาน ๔  นี้ว่า อุปจารสมาธิหรือจตุตถฌาน จึงอธิบายให้เข้าใจ อุปจารสมาธิ ก็คือ สมาธิที่แท้จริง คือ จิตเป็นตัวรู้ ตาเป็นตัวเห็น สมาธิกับฌาน จึงเป็นของคู่กันมา และก็กลายเป็น ปุจฉา-วิสัชนา กันว่า สมาธิเกิดก่อนฌาน หรือฌานเกิดก่อนสมาธิ ความจริงอะไรเกิดขึ้นก่อนก็ได้ อยู่ที่ผู้ปฏิบัติของแต่ละบุคคล จะได้แบบไหนก่อน ถ้าจะอธิบายเกิดก่อนและมาค้นเรื่องสมาธิจึงได้เกิดฌาน แต่บางท่านก็ต้องมาฝึกฌานก่อนถึงจะทำให้เกิดสมาธิ ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ฝึกแต่ละบุคคล ไม่ต้องไปเถียงอะไรถูกได้ทั้งนั้น


เมื่อรู้เรื่องหลักปฏิบัติสมาธิ ก็ต้องปฏิบัติสมาธิ ระดับอุปจารสมาธิหรือระดับฌาน ๔  จึงจะเกิดตัวรู้ตัวเห็น ท่านที่ฝึกสมาธิ ฝึกฌานระดับ”จิตกับตา” สัประยุทธ์การรวมกันเป็นสมาธิ หรือฌาน๔ จตุตถฌาน พวกท่านเหล่านี้แหละ จึงสามารถเข้าสมถะ วิปัสสนา เข้าถึงมรรคผล หรือสามารถเป็นอริยบุคคลที่แท้จริงได้ พระสงฆ์องค์เจ้าก็เหมือนกัน ค่าระดับจิตเป็นอุปจารสมาธิ หรือจตุตถฌาน จึงจะเป็น อริยสงฆ์ได้ เพราะอริยสงฆ์ อริยบุคคล รู้จักเรื่องสมาธิ ฝึกสมาธิหรือฝึกฌานเป็น จึงจะเกิดตัวรู้ตัวเห็นหรือ “ทิพย์จักขุ” ได้ทั้งนั้น เว้นแต่ว่า บุคคลใดมีความพิเศษในตัวก็จะฝึกได้เร็วและมีความเพียรมีความอุตสาหะมากกว่ากัน


ถ้าท่านใดบุคคลใด ฝึกจิตหรือฝึกฌาน ไม่เข้าถึงแก่นสมาธิ ก็ถือว่ายังฝึกไม่เป็น ถ้าฝึกถึงแก่นสมาธิ คือนิ่ง สงบ จนเป็นเนื้อเดียว ก็จะเป็นสมาธิขึ้นมาเอง 


ทุกวันนี้ ฝึกจะไปเข้าวิปัสสนากรรมฐาน ไม่รู้จักวิธีฝึกสมาธิ ฝึกฌาน ได้ฌาน๔ หรืออุปจารสมาธิ ก็จะฝึกต่อหรือเดินต่อไปไม่ได้ เพราะสมาธิเป็นรากฐานเบื้องต้นของสมถะ ๔๐ แล้วถึงจะถึงวิปัสสนากรรมฐาน ถึงได้พูดกันส่งๆไปว่าไปเข้ากรรมฐานหรือวิปัสสนา จึงถือว่าไม่จริงหรือพูดไม่ถูก จะพูดถูกจริง ต้องบอกว่า ไปฝึกสมาธิก่อน หรือฝึกเข้าฌานก่อนถึงจะถูก พระสงฆ์องค์เจ้าหรือครูบาอาจารย์มัวแต่สอนน้ำๆให้ฟัง ให้ปฏิบัติกัน กว่าจะสอนเนื้อสมาธิให้ ก็เข้าวัดเข้าวาฝึกเป็นอาทิตย์ เป็นเดือนๆ เป็นปีๆ ปัจจุบันจึงหาบรรดาครูบาอาจารย์หรือพระสงฆ์องค์เจ้ามาสอนสมาธิจริงยาก มีแต่เอาหนังสือตามตำรามาสอนกัน อภิธรรมบ้างไตรปิฎกบ้าง ผู้เขียนเที่ยวมาหลายวัด ก็มีแต่สอนกันไปแบบเรื่อยเปื่อย โดยมากผู้ฝึกสอนไม่รู้จริงมากกว่า หรือสอนกันไปแต่ละวัน สอนแล้วหมดภาระตัวเอง เท่าที่ผ่านมาวัดไหนสอนสมาธิเป็นแสดงว่า อาจารย์เป็นผู้รู้จริง ตัวอย่าง หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน สอนพองหนอ-ยุบหนอ,หลวงพ่อสนองวัดสังฆทาน สอนพุท-โธ อานาปานสติ,หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สอนมโนยิทธิ,หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ สอนธรรมกาย ท่านอริยะสงฆ์เหล่านี้จึงเป็นหลักปฏิบัติจริงๆ นี่ก็คือรากฐานอริยสัจ ๔ เป็นรากฐานเริ่มต้นเท่านั้น


การรวมพลังธาตุทั้ง ๔ นี้ ก็ได้จาก พระกะกุสันโธ เพ่งไฟ  แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ไฟทั้งหลายให้ดู พระโกนาโคมก็แสดงปาฏิหาริย์ปฐวีให้ดู พระกัสสโปก็แสดงปาฏิหาริย์เรื่องอากาศให้ดู พระพุทธโคดมก็เพ่งสูญหรือศูนย์กลางไฟ กับสงบไฟได้ ดินได้ พระกัสสโปก็แสดงปาฏิหาริย์เรื่องลม พระพุทธโคดมก็เพ่งเข้ากลางใจของธาตุไฟ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ให้เป็นจุดนิ่งทั้งหมดได้คือว่า ท่านเพ่งกลางใจหรือใจกลางไฟ ดิน อากาศ และน้ำ ให้นิ่งได้ทั้งหมด  ก็พบวิธีว่าจะทำอย่างไร รวมธาตุทั้ง ๔ มาอยู่ในกายท่านได้ธาตุทั้ง ๔ ต่างมีอิทธิฤทธิ์มารวมกันได้ ก็มีแต่ทำใจให้ว่างหรือเป็นศูนย์ นี่แหละ 


ปาฏิหาริย์ของธาตุทั้ง๔ จึงสามารถมารวมกันได้เป็นหนึ่งเดียว ก็คือทำจิตให้ว่างนี่เอง จึงสามารถรวมธาตุทั้ง ๔ มาอยู่ในกายได้ จึงเป็นปางปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ ก็เลยเป็นรากฐานให้เกิดอริยสัจ ๔ และเพราะอริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ก็เลยเป็นรากฐานกำเนิดสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ และปรมัตถสมาธิ และก็รู้ว่าสมาธิ ก็คือรากฐานของสมถะ ๔๐  และวิปัสสนาหรือโพธิปักขิยธรรม ๓๗หมวด จึงไปรู้เห็นเรื่องวิญญาณ และเพ่งวิญญาณ เป็นอากาศ เพ่งอากาศเป็นสูญญตา  เพ่งสูญญตาก็เห็นจิต เพ่งจิตเป็นวิมุติ เพ่งวิมุตก็จะเห็นทางเดินของนิพพาน ก็จะเห็นพระอริยสงฆ์คือพระโสดา เพ่งพระโสดา เห็นพระสกิทาคา เพ่งพระสกิทาคา ก็เห็นพระอนาคามี เพ่งพระอนาคามีจึงเห็นพระอรหันต์ จึงได้รู้เห็นรังสีของพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี พระอรหันต์ ถึงได้รู้บ่อเกิดของ พระพุทธเจ้าของเราก็คืออริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคคือความจริง


วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

พระอรหันต์อยู่ที่ไหน



โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล


ก็เพราะเหตุจากที่ผู้เขียนได้พบพระอรหันต์เจ้าคุณนรรัตน์ เห็นท่านเสด็จมาจากท้องฟ้าเบื้องบน ลักษณะเป็นเหมือนดาวลอยกระพริบ กระพริบ ลอยลงมาจนกระทั่งใกล้ยอดโพธิ์ ที่ผู้เขียนเห็นในวัดพระศรีมหาธาตุบางเขน ในวันงานศพนาวาอากาศโทจรัญ  แย้มศิริ จึงได้พบกับพระอรหันต์เจ้าคุณนรรัตน์ ก็เลยสงสัย ว่าทำไมพระอรหันต์ท่านเสด็จลงมาจากท้องฟ้า ท่านอยู่ที่ไหนกันแน่ นั่นก็เป็นข้อสงสัยของผู้เขียนตลอดมา จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๖๓ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม วันพฤหัสบดี วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน  ๖ ได้ถูกท่านปู่หรือท่านท้าวมหาพรหมสองโลก ท่านมาคว้าแขนผู้เขียน พาผู้ขึ้นไปบนอากาศ ผู้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนไปถึงจักรวาล (อยู่ในตอนวิสาขะ ๖๓) แล้วท่านก็ปล่อยมือ ท่านบอกว่าที่นี่ คือจักรวาล!! ทำให้ผู้เขียนได้รู้ว่า เหนือจักรวาลนี้เป็นที่อยู่ของมหาพรหมใหญ่ๆ และพระอนาคามี และสูงขึ้นไปอีกเป็นที่อยู่เป็นดินแดนของพระอรหันต์และเหนือดินแดนของพระอรหันต์ขึ้นไปอีกคือแดนอนันตจักรวาลเป็นที่อยู่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


แต่ในจักรวาลนี้เราจะไปไหนต้องตัวเองเดินไปเอง ก็สามารถไปได้แค่นี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนถูกครูบาอาจารย์พาขึ้นไปที่จักรวาล แต่คราวนี้ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ สิงหาคม  สิงหาคมแรม ๙  ค่ำเดือน ๙ ผู้เขียนได้มีโอกาสขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง นั่งสมาธิก็คิดว่า วันนี้แปลกเป็นวันพฤหัสบดี วันครูตรงกับกับแรม ๙ ค่ำเดือน ๙ คงมีอะไรพิเศษแปลกๆ ก็เลยนั่งสมาธิ พอจิตเข้าสมาธิ  ก็รู้ว่าปู่มา ท่านก็มาแตะแขนผ้าซิ่นไปเที่ยวจักรวาลอีกครั้ง แต่คราวนี้ขึ้นอย่างนิ่มนวลไม่เหมือนครั้งแรก ครั้งแรกขึ้นเร็วเหมือนจรวดทะลุทะลวงสูงขึ้นไปบนฟ้า แต่คราวนี้ท่านแต่แขนก็สามารถตามท่านขึ้นไปข้างบนได้เลย และนิ่มนวลกว่าครั้งแรก กลับนิ่มนวลเหมือนเปิดทางเดินให้เราเดินสบาย  ตัวจะลอยลิ่วๆขึ้นไป ไม่มีลมกรอกหู ไม่มีอะไรผ่านหู ลอยไปในอากาศ ไม่มีอากาศมาปะทะไกลเราเลยไปที่ว่างเปล่าที่โล่งมันสบายบอกไม่ถูก มันละเอียดกว่าครั้งแรก และเร็วกว่าครั้งแรก 


ครั้งแรกขึ้นแบบทะลุทะลวง  เดินทางนิ่มนวลกว่าเยอะไม่มีกระแทก ไม่มีอะไรมาต้านทานเราพุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว พุ่งไปอย่างสบายผิดกว่าครั้งแรก ละเอียดอ่อนกว่าครั้งแรก ชั่วแพล็บเดียวก็ถึงที่นึง ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน พอลืมตาดู ก็เห็นจุดที่ลอยบนอากาศนั้นมีแสงเหมือนดาว พอมองเข้าไปทะลุ อ๋อ เป็นพระอรหันต์นี่เอง พระอรหันต์ทั้งนั้นเลย  เอ... แล้วขึ้นมาแดนอรหันต์ได้ยังไง พอชำเลืองดูข้างกายเรา กลับมีรังสีอยู่ติดกับตัวเราอยู่ข้างขวาเรา ไอ้ตอนที่ปู่มาแต่เราเป็นรังสีเหมือนรูปคนให้เห็น อ๋อ..เราขึ้นมาได้เพราะรังสีท่านปู่นี่เอง ไม่งั้นเราก็ขึ้นมาไม่ได้ พอพิจารณาดูดาวทั้งหลาย อ๋อ พระอรหันต์ทั้งนั้น  ทั้งนั่งสมาธิ ทั้งยืน แต่ไม่เห็นปางไสยาสน์ ท่านนั่งมีรังสีห่อหมดทุกองค์ ก็สงสัย ทำไมเราขึ้นมาได้ เพราะรังสีของท่านปู่คุ้มกายเรานี่เอง ก็นั่งดู พิจารณา ก็มีเสียง “นี่คือแดนพระอรหันต์” มิน่า  ถึงไม่เห็นพระสงฆ์ อนาคามี หรือมหาพรหมต่างๆ เราขึ้นมาสูงกว่าครั้งแรก ก็ชำเลืองตามองไปข้างล่าง พวกท่านอยู่ข้างล่างเรานี่เอง (อีกขั้นนึง) เราขึ้นมาถึงแดนอรหันต์แล้วหรือนี่


พอขึ้นมา   เอ๊ะ  ก็อยากรู้พระอรหันต์เสด็จกันอย่างไร ปรากฏว่าเวลาท่านจะเสด็จไปไหน ท่านลอยไป ไม่ต้องเดินท่านจะไปไหนก็เคลื่อนตามใจนึก ว่าท่านเสด็จอย่างนี้ หรือจิตของท่านนึกอยากไปไหนท่านก็ลอยไปเลย ไอ้เราก็นั่งนึกเอง แปลก ที่จักรวาลเราต้องเดินเองไปเอง แต่ที่นี่จะไปไหนใช้จิตไปไหนได้ตามใจปรารถนา อากาศที่นี่กลับละเอียดอ่อนกว่าชั้นจักรวาลที่เคยมาครั้งแรก อ๋อ มันคนละชั้นมันละเอียดผิดกัน เอ๊ะ เราขึ้นมาเดินอรหันต์ แต่กลับไม่เห็นกายเรา เสียงท่านก็ตอบขึ้นมาว่า ก็เจ้ายังไม่ได้บวช จึงไม่เห็นตัว ยังไม่ได้บวชก็ไม่สามารถขึ้นมาที่นี่ได้ ที่ขึ้นมาได้เพราะรังสีท่านปู่คุ้มกายเรา เราเหมือนแขก VIP ได้ยินเสียงท่านพูด กลับเถอะ ได้เวลากลับแล้ว ท่านก็พาผู้เขียนลงจากดินแดนอรหันต์ มาสู่แดนจักรวาล พอลงมาสู่จักรวาล จุดนี้เราเคยมาแล้ว นี่จุดนี้คือที่อยู่ของอนาคามีและมหาพรหมนั่นเอง ท่านก็บอกว่า คราวนี้ส่งเจ้าแค่นี้แหละ อ้าว ลงเองเถอะ เพราะเราเคยลงเองแล้ว ตอนที่มาจักรวาลครั้งแรก พอรังสีข้างกายเราหายไป เท่านั้นแหละ เข้าสมาธิ นั่งสมาธิลงมา คราวนี้เวลาลงนิ่มนวลละเอียดไม่สะดุดไม่วี๊ดวี๊ด และเร็วกว่าด้วย ลงมาอย่างนิ่มนวล ทางเดินเรียบละเอียดมาก ผิดกับครั้งแรกมาก ก็นั่งพิจารณา แดนอระหันต์มันละเอียดกว่าจักรวาลอีก 


พอออกจากสมาธิวันนี้วันพฤหัสบดีวันครูแรม ๙ ค่ำเดือน ๙ มันพิเศษอย่างนี้นี่เอง ขึ้นไปแดนอรหันต์มันละเอียดอ่อนอย่างนี้นี่เอง ยิ่งศึกษาก็ยิ่งเข้าใจยิ่งขึ้นไปอีก เข้าใจพุทธศาสนายิ่งขึ้นไปอีก มันมีความมหัศจรรย์ ถ้าไม่ปฏิบัติเราก็ไม่รู้สึกขนาดนี้ ก็จะไม่รู้ว่าพระอรหันต์อยู่ที่ไหน เพิ่งมารู้ความจริงวันนี้นี่เอง ท่านอยู่ในแดนของท่าน แดนอรหันต์ เวลาท่านจะไปไหนมาไหน จะลงมาโลกมนุษย์ ก็แป๊บเดียวเร็วยิ่งกว่ามโนยิทธิเสียอีก ยิ่งปฏิบัติไป ยิ่งเข้าใจพุทธศาสนาลึกซึ้งมากขึ้น ความลี้ลับความลึกซึ้งของพุทธศาสนา การจะเข้าอรหันต์เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธหรือสมาธิ วิปัสสนา ดับกิเลสตัณหาทุกอย่าง สิ้นอาสวะกิเลส ท่านก็สามารถเข้าแดนอรหันต์ได้ สมัยก่อนสิ้นอาสวะกิเลสแล้วก็เป็นอรหันต์ได้ สมัยนี้ยิ่งละเอียดกว่าเก่า ยิ่งกว่าสมัยก่อนเยอะสมัยนี้กิเลสเยอะ สมัยนี้ต้องล้างกิเลส ล้างอุปทาน สิ้นอาสวะกิเลสทั้งปวง ถึงจะเข้าสู่แดนอรหันต์ได้ 


พระพุทธเจ้าจึงสอนทุกข์ สมุทัย นิโร ธมรรคท่านเข้าใจ ๔ ข้อนี้ ทุกข์เกิดคืออะไร สมุทัยเหตุที่เกิดทุกข์ นิโรธวิธีดับทุกข์ มรรคผลคือเข้าสู่นิพพาน เป็นอรหันต์หมด ไม่มีเชื้อกิเลสไม่มีเวียนว่ายตายเกิด ก็มานั่งพิจารณาดู ทำไมเราถึงเข้าไปรวมในกลุ่มพระอรหันต์ได้ เมื่อวันวิสาขะ ๖๒ เราอยากรู้พระพุทธเจ้าเสด็จมาอย่างไร เหมือนได้บัตร VIP จากท่านปู่ ได้มีโอกาสเจอพระอรหันต์เป็นพันๆองค์ นั่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ เราเข้าไปในกลุ่มอรหันต์ได้ แต่กลับไม่เห็นตัวเรา ก็แปลกใจ ทำไมเราไม่เห็นกายเรา เสียงท่านปู่บอกว่า เพระเจ้ายังไม่ได้บวชนี่ คือคำตอบจากท่านครั้งแรก และครั้งนี้ได้มีโอกาสอีกครั้ง ขึ้นไปแดนอรหันต์ด้วยรังสีของท่านปู่ รู้ว่ารังสีของท่านก็เป็นฉัพพรรณรังสีเหมือนกัน คุ้มกายเราอยู่พาเราขึ้นไปได้ ครั้งนี้ก็ไม่เห็นตัวเราอีก ท่านปู่ก็ตอบเหมือนเดิมอีก ก็เจ้ายังไม่ได้บวช จึงไม่เห็นกายเจ้า เราขึ้นมาได้ เพราะฉัพพรรณรังสีของท่านปู่ รังสีเป็นเหมือนกับรังสีตอนพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากอนันตจักรวาลลงมา จึงรู้ว่าอดีตชาติท่านบำเพ็ญมาเป็นมหาพรหม แล้วจึงมาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ และเป็นหนึ่งในพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ท่านจึงสามารถพาผู้เขียนขึ้นไปได้


วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2564

หมู่บ้านลับแล



โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล


ตั้งแต่ผู้เขียนปฏิบัติสมาธิมา พบกับเรื่องจิตวิญญาณมาเยอะ เรื่องผีเรื่องวิญญาณเทพเทวดาไม่ว่าพระสงฆ์องค์เจ้า หรือร่างทรง เข้าทรงทั้งหลาย ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณทั้งนั้น ก็เป็นวิญญาณประเภท สัมภเวสีกับโอปปาติกะ เรื่องที่ผู้เขียนจะเขียนเรื่องนี้ หมู่บ้านลับแล ได้พบกับพวกลับแลทั้งหลาย บางคนเรียกคนธรรพคนธรรพ์ หรือผู้ที่ปฏิบัติตามป่าตามเขา แต่ที่คนธรรพคนธรรพ์นี้ บางทีเราเรียกเมืองลับแล พวกนี้จะอยู่ตามถ้ำ ตามภูเขา ตามหุบเขา หรือตามโขดหิน มักจะอยู่ใต้พื้นดินที่เรามองไม่เห็น คนธรรพคนธรรพ์ก็คือผู้มีบุญอย่างหนึ่ง อายุเป็นร้อยๆปีก็มี พันปีก็มีอยู่ทุกแห่งหน ถ้าท่านไม่ปฏิบัติสมาธิ สมถะ วิปัสสนา ท่านก็จะไม่สามารถพบเห็นคนเหล่านี้ได้ เพราะพวกเหล่านี้ก็เป็นเทวดาอย่างหนึ่ง เป็นกายทิพย์ บางแห่งผู้เขียนก็เจอด้วยตนเองตามป่า ตามเขา ตามสถานที่คนธรรพคนธรรพ์อาศัยอยู่ บางแห่งก็นั่งสมาธิไปเห็นเข้า เหมือนอย่างเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆเรื่องที่ไปเจอมา


เรื่องนี้มีอยู่ว่า ชาติของลูกศิษย์ผู้เขียนท่านหนึ่งไม่ได้พบกันเป็นสิบๆปี นึกว่าหายสาบสูญไปแล้ว  แต่วันหนึ่งกลับได้พบกัน เพราะไปฝึกสมาธิเข้า จึงได้เจอกับญาติที่หายไปโดยบังเอิญ ถึงเวลาก็ได้มาเจอกัน ก็ได้ถามที่อยู่ที่อาศัยว่าอยู่ตรงไหน ได้ใจความว่า ญาติได้ย้ายไปอยู่ทางปักษ์ใต้ ใต้สุดของประเทศใครแถวสตูล ก็สงสัย??  ว่าทำไมญาติของลูกศิษย์ถึงไปอยู่ได้ทั้งๆที่แถวนั้นไม่ค่อยมีผู้คนอาศัยอยู่ ก็นั่งสมาธิดู ปรากฏว่าบริเวณที่ญาติอยู่นั้นเป็นบ้านที่ไกลผู้คนมาก เลยนั่งสมาธิไปดู ก็พบกับเหตุการณ์ที่ประหลาด มันเป็นหมู่บ้าน ก็เดินเข้าไปดู มีประมาณ ๒๐-๓๐ หลังคาเรือน ลักษณะเป็นหมู่บ้าน เป็นบ้านไม้ปลูกติดพื้นดิน เหมือนบ้านทั่วๆไปตามบ้านนอกเรา จะแปลก! แต่ละบ้านกลับสะอาดสะอ้านไม่ค่อยมีอะไรประดับ และเดินเข้าไปในหมู่บ้านนี้ ก็เจอบ้านไม้หลังหนึ่งยกสูงแบบตามบ้านนอกเรา ยกสูงกว่าทุกๆหลัง เดินไปก็ได้ยินเสียงคนบอกว่า เชิญ!!! เชิญท่านพักอาศัยบ้านนี้ก่อน เชิญพักที่บ้านตามสบายนะ พอขึ้นไปบนบ้านกลับเห็นเป็นบ้านที่สะอาดไม่มีเครื่องประดับอะไรเลย สะอาดสะอ้านมาก มีผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของเสียงที่พูดเชิญครั้งแรกปรากฏกายให้เห็น ก็แปลกใจว่าทำไมผู้ชายคนนี้หน้าตาไม่เหมือนชาวเลเลย หน้าตาสดใส ไม่แก่ เขาก็เอาน้ำมาต้อนรับ ช่วงเวลานั้นก็เย็นแล้ว เขาบอกจะอาบน้ำ อาบข้างล่างได้นะ มีโอ่งน้ำมีผ้าขาวม้าเปลี่ยนเตรียมไว้ให้เรียบร้อย ดูๆไม่เห็นมีใคร เห็นแต่ผู้ชายคนนี้คนเดียว เราก็อาบน้ำอาบท่ารู้สึกมันเย็นสบายบอกไม่ถูก 


พอขึ้นบ้านไปอีกทีก็มีหญิงสาวอายุ ๑๗-๑๘ ปี มาปูที่นอนให้อย่างดี พิจารณาที่นอนกลับเหมือนทางปักษ์ใต้ ไม่ว่าหมอน  เสื่อ สีสันงดงาม ลายเหมือนเรือกอและ   เอ๊ะ!!  ตะกี้ที่นอนไม่มีนี่ มาได้ไง? อ๋อมีคนมาปูให้เป็นผู้หญิง  เจ้าของบ้านบอกนี่คือลูกสาวปูที่นอนให้ ลูกสาวหน้าตาดี หน้าตาไม่เหมือนแขกไม่เหมือนชาวเลหรือคนปักษ์ใต้ ลูกสาวปูที่นอนให้ท่านเรียบร้อยแล้วมีอะไรก็เรียกได้นะ เพราะบ้านอยู่บ้านอยู่ข้างล่างนี่เอง เขาเอาผลไม้ใส่จานที่มีลวดลายสวย เอามาวางให้ บอกท่านมีอะไรเชิญนะ เชิญตามสบาย เขาบอกเขาเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ลงบันไดไปก็ถึงบ้านเขาแล้ว เขาพูดเสร็จเขาก็เดินลงไปพร้อมลูกสาว ปล่อยให้เรานั่งข้างบนคนเดียว  ก็ไม่รู้หายไปไหนนะ เดินลงไปแป๊บเดียวก็หายไปแล้ว ไวมาก เรามองตามก็ไม่ทัน เขาเข้าไปในบ้านได้ไว เขาว่าบ้านเขาอยู่ข้างล่าง ลงบันไดไปก็ถึงบ้านเขาแล้ว รู้แต่ว่ามีถนนกั้นอยู่ บ้านอื่นๆบริเวณนั้นเท่าที่เห็นเป็นบ้านไม้สร้างติดๆกัน และปลูกติดกับพื้นดิน ส่วนมากจะเป็นบ้านไม้หมด มีบ้านปลูกติดกับพื้นดิน ส่วนมากจะเป็นบ้านไม้หมด มีบ้านที่ผู้เขียนอยู่หลังเดียวเด่นสุดสูงกว่าเขาเป็นบ้านยกสูง มองไปแต่ลับหลัง ไม่มีอะไรประดับตกแต่ง แต่ละหลังสะอาดสะอ้านดีปลอดโปร่งโล่งสบาย เป็นบ้านไม้เรียงกันเป็นตับ ที่นอนก็ผ้ามาถักเป็นผืน เสื้อผ้าอย่างดี ลวดลายสวยงามมาก แม้แต่หมอน ที่นอนลวดลายสวยละเอียด ก็ล้มตัวลงนอนทำสมาธิ หลับอย่างสบายเลย พอถอนสมาธิมานั่งดูรอบๆบริเวณบ้าน สักครู่หนึ่งสว่าง


ผู้ชายที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านก็โผล่ขึ้นมาบนบ้านอีก ถามเป็นไงท่าน? เมื่อคืนหลับสบายดีไหม เรามานึกว่าเอ...เช้านี้จะมีอะไรกินกันหรือเปล่า เพื่อไม่รบกวนเจ้าของบ้านก็ควักแบงค์พันให้หัวหน้าหมู่บ้าน เรื่องแปลกก็เกิดขึ้น!!! เขารับแบงค์พันมาดู ก็รีบลงบ้านไปบอกลูกบ้าน เร็ว เร็ว มานี่  มานี่ มาดูเร็ว นี่!! แบงค์พันของข้างบนเขา ลูกบ้านก็ออกมาดูกันใหญ่  เอ!!  เราก็สงสัย ทำไมพวกนี้ไม่เคยเห็นแบงค์พันหรือไง ไม่เคยใช้เงินหรือไง ยากจนขนาดนั้นหรือ หลังจากโชว์แบงค์รอบหมู่บ้านแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านก็เดินขึ้นมาบอก ไม่รู้จะเอาแบงค์พันไปซื้ออะไร เราก็นึกว่าคนในหมู่บ้านนี้ คงไม่มีตังค์กัน เลยไม่มีเงินทอนให้ งั้นเอาแบงค์ร้อยไป  เราเลยควักแบงค์ร้อยให้อีกใบ หัวหน้าหมู่บ้านก็วิ่งลงบ้านไปอีกเหมือนเดิม เอาไปให้ลูกบ้านดูอีก  นี่ นี่ แบงค์ร้อยน่ะ นี่แบงค์ร้อยนะ ของข้างบนเขา เราก็ไม่เข้าใจคำว่า “ของข้างบนเขา” หมายถึงอะไร  ลูกบ้านมาดูอีก  ดูอย่างตื่นเต้น เราก็สงสัยอีก อะไรวะ!!หมู่บ้านนี้แบงค์ร้อยก็ไม่เคยเห็นกันหรือไง  สงสัยว่าไม่เคยเห็นแบงค์ร้อย แบงค์พันเลยหรือ ยากจนขนาดนั้นเลยหรือ อ้าว!! แล้วพวกเขาจะเอาอะไรเลี้ยงชีพกัน


เขาบอกว่าที่นี่ไม่มีการใช้เงิน ”ต้องไปที่ไกลโน่น” ข้ามภูเขาไปไกลมากถึงจะมีตลาด ปรากฏว่า สักพักมีคนหิ้วอาหารมาจากไหนไม่รู้มาให้ มีผัก มีไก่มา พูดว่าเราเอาอาหารมาเลี้ยงท่าน ระหว่างที่คุยกับหัวหน้าหมู่บ้าน หันไปอีกทีที่นอน ที่เราเพิ่งลุกมา ก็หายไปไหนไม่รู้ โดนเก็บไปเรียบร้อยแล้ว เร็วมาก   เขาบอกรอสักครู่นะ เราก็นึก เอ..เมื่อคืนเรามีนัดกับเพื่อนอีกหมู่บ้านหนึ่งนี่นา ก็บอกขอกลับก่อนนะ ขอโทษนะมีนัดกับเพื่อน ก็เดินลงจากบ้านมา  ๒๐-๓๐   ก้าว  หันไปดู เฮ้ย! หมู่บ้านหายไปได้ไงวะ เห็นแต่หุบเขา บ้านที่เราขึ้นไปอยู่กลับยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่หลังอื่นๆหายไปหมด บ้านที่ปลูกติดพื้นดินหายไปหมด ก็เลยรู้ทันทีว่า นี่คือหมู่บ้านลับแล มิน่าถึงไม่รู้จักตังค์  ไม่รู้จักแบงค์ร้อย แบงค์พัน เห็นแบงค์ร้อย แบงค์พัน ก็ตื่นเต้นกัน เลยรู้ว่าเป็นหมู่บ้านลับแลอยู่ที่นี่เอง


ได้สอบถามทางญาติของลูกศิษย์แถวบ้านเขาเป็นแอ่งไหมหรือหุบเขาไหมมีบ้านไม้ไหม เขาตอบว่ามีเป็นบ้านร้าง ๑ หลังไม่มีใครอยู่ ลักษณะเป็นบ้านไม้ยกสูง พื้นดินมีลักษณะเป็นแอ่งเว้าเข้าไป มีหุบเขาเป็นที่ลุ่ม เราก็บอก ใช่เลยตรงนี้แหละ!!!บริเวณหน้าบ้านจุดที่เขาอยู่ เป็นเมืองลับแล และไอ้บ้านไม้ยกสูงหลังนั้นเป็นของหัวหน้าหมู่บ้าน  อ๋อ...รู้ว่าตรงนี้เป็นหมู่บ้านลับแลญาติลูกศิษย์บอก บ้านหลังนี้ร้างมาหลายปี ร้างมากี่ปีไม่มีใครรู้ แต่คนมักรือว่า บริเวณนี้ที่เขาอยู่ผีดุ และบ้านหลังนี้ผีดุ ใครขึ้นไปนอนไม่ได้ เคยมีพวกคนงานขึ้นไปนอนพักก็หนีกันหมด ถูกสิ่งที่มองไม่เห็นไล่


ทางญาติลูกศิษย์ก็แปลกใจว่าเราไม่เคยไปที่นั่นแล้วเรารู้ได้ยังไง ลักษณะพื้นที่เป็นอย่างนี้มีบ้านลักษณะอย่างนี้อยู่ใกล้บ้านเขารู้ได้ยังไงก็เราไปมาแล้วไปจริงๆไปด้วยสมาธินั่งสมาธิไปจึงได้สัมผัสกับเมืองลับแลทั้งใต้จึงรู้ว่าบริเวณบ้านคนนี้เป็นเมืองลับแลซ่อนอยู่มีความลี้ลับซ่อนอยู่มิน่าชาวบ้านถึงร่ำลือกันว่าบริเวณนี้ผีดุและเข้าอยู่ได้ไงจริงๆไม่ใช่ผีหลอกแต่เป็นเมืองลับแลมีคนธรรฑคนธรรพ์อาศัยอยู่บางทีคนนอกจะเข้ามาก็เห็นคนเดินเยอะแยะไปหมดเขาก็ไม่กล้าเข้ามาวุ่นวายแต่จริงๆอยู่กันไม่กี่หลังคาเรือน


เมืองลับแล หมู่บ้านลับแล ถ้ำลับแล มีอยู่ทั่วไป แต่เรามองไม่เห็น บางคนหลงเข้าไปออกมาไม่ได้ หาทางออกไม่เจอ ก็มีอย่างถ้ำขุนน้ำนางนอน ๑๓ หมู่ป่า เป็นถ้ำลับแลเหมือนกัน ถ้าอยู่ในถ้ำก็เรียกว่าถ้ำลับแล คนที่มีบุญคนที่ปฏิบัติสมาธิเก่งถึงจะเห็น เมืองลับแลสามารถไปเที่ยวได้และออกได้ บางคนก็ออกไม่ได้ เขาสงสารเขาก็จะปล่อยออกมาก็มี พวกเขาบำเพ็ญปฏิบัติมาร้อยๆปี หน้าจะดูไม่แก่ หน้าตาดูเหมือนอายุ ๕๐แต่จริงๆอายุอาจจะร้อยปีก็มี พวกเขาจิตใจดี ไม่โหดร้าย บางทีก็อยู่รวมกับพวกพญานาค แต่อยู่คนละซีก บางทีก็มีพวกพญานาค พวกยักษ์อยู่ตามถ้ำ แต่แยกกันอยู่ บางทีก็มีฤาษีอยู่ในถ้ำก็มี โดยมากถ้ำทุกถ้ำจะมีคนธรรพคนธรรพ์อาศัยอยู่ แต่ถ้ามันตื้นๆเล็กๆจะไม่มี ถ้าเป็นถ้ำสามารถทะลุออกไปด้านนอกก็จะมี บางทีกว้างเหมือนท้องพระโรงเลย อากาศโปร่งลักษณะเหมือนในถ้ำ บางทีเจอของใช้ในถ้ำ พวกจาน ชาม บางทีชาวบ้านขอยืมไปใช้บ้าง บางคนไม่คืนก็มีเขาก็ปิดถ้ำ ไม่ให้เข้าไปยุ่ง ผู้เขียนไปสร้างสถานปฏิบัติธรรมแถวราชบุรี ไร่จากวันชัย ก็ปลูกทับที่ลับแลไปเจาะหินระเบิดหินจะลงเสายังไงก็ไม่ระเบิด ไปเจออิทธิฤทธิ์ของคนธรรพคนธรรพ์ เราก็ดูอ่อ ข้างล่างเป็นที่อยู่ของคนธรรพคนธรรพ์นี่เอง จึงบอกเขา ก็สร้างสำเร็จ และกลางคืนผู้เขียนนั่งสมาธิ เขาคุยกันข้างล่างเราได้ยินเขาคุยกัน “เบาๆท่านปู่กำลังนั่งสมาธิอยู่อย่าส่งเสียงดัง” บางคืนออกมาให้เห็น ออกมาให้หวยก็มี เคยนั่งสมาธิไปเที่ยวข้างล่าง กว้างเดินสบาย เหมือนที่อยู่ของคนจำนวนเยอะๆ