โดยปู่สงค์
สวนพุฒตาล
ท่านทั้งหลายคงสงสัยว่าผู้เขียนเป็นใคร
ถึงเขียนถึงเรื่องพระอรหันต์ ความรู้แค่ไหนกันหรือเก่งขนาดไหน
เก่งธรรมะหรือบวชมาหลายพรรษาแล้วหรือ แต่เปล่าเลย
ผู้เขียนปฏิบัติสมาธิมาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๑๑ จนกระทั่งปัจจุบันก็ ๕๓-๕๔ปีแล้ว
จะไม่รู้เรื่องพระอรหันต์ได้อย่างไร คงคิดว่าผู้เขียนอุตริหรือนั่งเทียนเขียน
มีความสามารถรู้เรื่องพระอรหันต์หรือ
แต่ถ้าหากพวกท่านรู้ว่าผู้ที่ฝึกสอนผู้เขียนนั้นคือใครท่านจะหายสงสัยทันที และท่านเป็นสุดยอดของสุดยิดอาจารย์
เก่งกว่าอาจารย์ทั้งหลายในโลก ถ้าท่านใด บุคคลใด พระสงฆ์องค์ใดปฏิบัติสมาธิได้ระดับอุปจาระสมาธิ
อัปปนาสมาธิ หรือปรมัตถะสมาธิหรือฌาร ๗ ถึงฌาน๘ ถึงฌาน๙ ท่านจะรู้เรื่องสมาธิ สมถะ
วิปัสสนา และพวกท่านทั้งหลายก็ต้องรู้ด้วย อริยบุคคล
อริยสงฆ์ท่านใดเป็นผู้ใดถึงจะเรียกว่าอริยทั้งสอง
แค่สมาธิหรืออุปจาระสมาธิหรือจตุตถฌาน๔ ถึงจะเป็นสมาธิที่แท้จริง
สมาธิที่แท้จริงจึงเกิดตัวรู้ตัวเห็น ท่านจึงจะเห็นทางเดินของสมถะ และวิปัสสนา
หรือโพธิปักขิยธรรม ๓๗หมวด หรือฌาน๘ ขึ้นไป จนกระทั่งฌาน๙ สัญญาเวทยิตนิโรธมรรค
ถึงจะรู้เรื่องพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี และพระอรหันต์
ถึงจะรู้เรื่องพระอริยสงฆ์ที่เป็นระดับสูงๆอย่างนี้ และถึงจะรู้เรื่องพระอรหันต์
ผู้เขียนได้พบพระอริยสงฆ์เหล่านี้มาเยอะถึงได้กล้าเขียนเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
จึงรู้เรื่งอวิญญาณระดับสูงๆมามาก ผู้เขียนมิใช่ปฏิบัติสมาธิพียงอย่างเดียว
ยังใช้บารมีพระพุทธเจ้ามาช่วยเหลือมนุษย์และวิญญาณทั้งหลายอีกด้วย และค้นคว้าพระอริยสงฆ์ที่ได้สำเร็จสมาธิวิปัสสนามามาก
ถ้าไม่รู้จริงก็อย่ามาว่าผู้เขียน ก่อนที่จะเข้าถึงพระอนาคามีนั้น
ก็ต้องผ่านพระโสดา ท่านมีรังสีขนาดไหน และรังสีของพระสกิทาคา และรังสีของพระอนาคามี
แม้แต่รังสีของพระอรหันต์ จึงรู้ว่าระดับของพระอริยะสงฆ์ทั้งหลาย ขั้นไหน ฌานไหน
ระดับไหน จิตระดับไหนถึงรู้
ผู้เขียนชอบศึกษาและค้นคว้าพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย จะดูในรูปหรือดูในทีวี แล้วมานั่งสมาธิ
จึงได้พบเห็นพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย จึงกล้ามาพูดและอธิบายให้ท่านฟัง
เพื่อเป็นแนวทางศึกษา
ผู้เขียนก็มาพิจารณาประมุขศาสนา
หรือสมเด็จพระอริยวงศาคตฌานสมเด็จพระสังฆราชสกลมาสังฆปรินายก พระองค์ที่ ๒๐
เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมาสีมารามราชวรวิหารหรือสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน
เมื่อพ.ศ. ๒๕๖๓ นี้ก็ไปเห็นรังสีหรือกายอรหันต์ที่มีรังสีกลีบบัวหรือฉัพพรรณรังสี
จึงได้รู้ว่าสมเด็จพระสังฆราชท่านนี้ ท่านประพฤติ ปฏิปทา
จึงได้รู้ว่าพระสงฆ์ท่านนี้สิ้นอาสวะกิเลส เป็นพระที่บริสุทธิ์จริงๆ
ยิ่งกว่าพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย จึงเชื่อมั่นว่าท่าเป็นพระอรหันต์
เพราะรังสีที่อยู่บนเศียรท่านเป็นแบบพระอรหันต์ทั่วไป
จึงรู้ว่าท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว และอีกท่านหนึ่งก็คือสมเด็จพุทธาโฆษาจารย์
ปยุตโต แห่งวัดญาณเวศวัน นครปฐม
ก็ไปเห็นรังสีจึงรู้ว่าท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว
ผู้เขียนได้พบเห็นท่านมาหลายครั้งแล้ว ชอบศึกษาค้นคว้าท่าน จนตั้งฉายาท่านว่า
พระอรหันต์ สารีบุตร ปัจจุบันที่กล้าเขียนเพราะเห็นจริงๆ
หากท่านจะไปกราบพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่และยังไม่ละสังขารก็มี ๒ท่านนี้แหละ
ตั้งแต่เห็นมาและปฏิบัติมาห้าสิบกว่าปีนี่แหระ ทำไมผู้เขียนจึงมีวคามศรัทธาและเคารพท่านมาก
เพราะนั่งสมาธิดูท่านมาหลายครั้งแล้ว และเห็นพระอรหันต์ทั้ง
๒พระองค์นี้แหละที่ยังไม่ละสังขารและยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ผู้เขียนปฏิบัติมามาก
พบพระอรหันต์ก็เยอะล้วนแล้วแต่ละสังขารทั้งนั้น หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว
เจ้าคุณอรหันต์(เจ้าคุณนร) แม้แต่หลวงพ่อปาน
สมเด็จพุทธาจารย์โตพรหมรังสีก็เป็นพระอรหันต์ไปแล้ว
หลวงปู่เทพโลกอุดรและหลวงพ่อโอภาสี หลวงพ่อโอภาสีท่านเป็นอรหันต์มา ๕๐ปีแล้ว
ปัจจุบันอรหันต์มีกี่พันองค์แล้ว มีเป็นพันๆองค์แล้ว
แล้วที่จะเป็นอรหันต์สืบต่อไปอีกหละ
ท่านรู้ไหม ท่านรู้หรือเปล่าพุทธศาสนามีถึง ๕,๐๐๐ปี ต้องมีพระอรหันต์ถึง
๕,๐๐๐องค์ มีใครบอกมั่ง! แม้แต่พระอริยสงฆ์ที่สำเร็จอรหันต์ท่านก็ไม่กล้าพูด
ก็มีท่านฤาษีลิงดำนี่แหละที่กล้าพูดกล้าเฉลยความลับของพุทธศาสนา
เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องรู้ไว้ด้วย
พระสารีบุตรก็คือท่านปยุตโตนี่แหละและพระโมคคัลลาก็ต้องยกห้ท่านฤาษีลิงดำ
ที่ผู้เขียนกล้าพูดเพราะอะไรหละ ประสบการณ์เกี่ยวกับพระองค์นี้มีเยอะไว้ค่อยพบกันตอนเจ้าคุณฤาษีลิงดำ
เท่าที่ผู้เขียนปฏิบัติมา ๕๐กว่าปี
พบพระอริยสงฆ์ระดับพระอรหันต์ที่ยังไม่ละสังขารที่ท่านสามารถพบได้ในปัจจุบันคือทั้ง
๒ พระองค์นี่แหละ ครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกท่านทั้งหลาย
ขอให้มีโอกาสสักครั้งไปกราบและได้เห็นพระอรหันต์ ๑ท่านเถอะ
จะเป็นวาสนามงคลชีวิตที่สูงสุดของชีวิตท่านแล้ว เราจะต้องเกิดมาอีกกี่ภพกี่ชาติ
กว่าจะได้เจอะพระอรหันต์ที่แท้จริงและยังไม่ละสังขาร โอกาสนี้หายากยิ่ง
ถ้าเราอยากจะพบพระอรหันต์
ผู้เขียนมีโอกาสได้พบพระอรหันต์ในวันวิสาขะ
ได้เห็นพระพุทธเจ้า ได้เห็นพระอรหันต์เป็นพันรูป จึงกล้าเขียนเรื่องนี้
ผู้เขียนเหมือนได้บัตร VIP จากครูบาอาจารย์ของผู้เขียน ท่านท้าวมหาพรหมส่องโลก สามารถเข้าไปในแดนอรหันต์ได้และได้พบพระพุทธเจ้า
อรหันต์เป็นพันๆองค์ ขอเล่าย้อนเมื่อสามปีที่ผ่านมา
ผู้เขียนนึกว่านั่งสมาธิได้ถึงระดับนี้แล้ว
ตอนนั้นผู้เขียนได้นั่งเพ่งจิตถึงวิมุตติหรือดับสัญญาหรือฌาน๘
เข้าสู่ทางเดินของนิพพาน ก็นั่งสมาธิต่อไป วิมุตติหายไป พระโสดาสกิทาคา อนาคามีหือทางเดินเข้าสู่พระนิพพาน
ตอนที่เข้าวิมุตติได้แล้ว เราเห็นทางเดินของอรหันต์แล้ว เป็นจุดเหมือนดาว
ลอยอยาบนท้องฟ้าไกลแสนไกล จึงได้รู้ว่าตรงนั้นเป็นที่นิพพาน
แต่ยังไม่รู้ว่าไกลแค่ไหน ก็มีเสียงครูบาอาจารย์ว่า “ยังเข้าไม่ได้ รออีกสามปี
เจ้งถึงจะเข้าได้” ถึงได้กลับมาเป็นตัวเราเองได้ เผลแป๊บเดียว ปีนี้พ.ศ. ๒๕๖๓
สี่ปีแล้วนี่หน่า และวิสาขะปีนี้ ผู้เขียนนั่งสมาธิอยากจะดูว่าวันวิสาขะ พระพุทธเจ้าเสด็จมาอย่างไร
พระพุทธเจ้าเสด็จมาทำอะไร ก็ปรากฏว่านั่งสมาธิไป
ครูบาอาจารย์ก็ซูมให้ดูไปที่ครั้งนึงเราเคยไป
ครั้งนั้นเราเห็นพระพุทธเจ้านั่งอยู่ใต้โพธิ์ต้นริมลำธาร (เป็นภาพให้เราเห็น)
ครั้งนี้ครูบาอาจารย์ซูมให้เราเห็น อ้อ!
พระพุทธเจ้านั่งใต้ต้นโพธิ์ที่เราเคยเห็นนั่นแหละ แต่คราวนี้ลำธารนั้นหายไป
ไม่มีลำธารปรากฏ กลายเป็นพื้นที่ที่พระอรหันต์มาชุมนุมเต็มไปหมด
ไม่ต่ำกว่าสองพันองค์มีฉัพพรรณรังสีบนศรีษะหมด
พอมองไปที่ต้องโพธิ์ไกลห่างจากเราประมาณหนึ่งสมนามฟุตบอลและมีอรหันต์เยอะแยะนั่งอยู่
พลางนึกในใจว่า เราจะได้ไปดูใกล้ๆ ชมบารมีใกล้ๆ ได้ยังไง ตอนนั้นเราเห็นแต่ต้นโพธิ์ยังไม่องค์ท่าน
ท่านยังไม่เสด็จมา ก็ได้ยินเสียงบอกว่า(เสียงครูบาอาจารย์ของผู้เขียน) “ตอนนี้เจ้าสามารถเข้าไปได้แล้ว”
เท่านั้นแหละครับ เหมือนได้บัตร VIP แว๊บเดียว ปรากฏว่าไปอยู่ใกล้ต้นโพธิ์แล้ว
ห่างจากต้นโพธิ์ประมาณสิบเมตร เห็นแต่พระอรหันต์เต็มไปหมดฉัพพรรณรังสีเต็มไปหมด
นั่นแหละถึงได้เข้าไปใกล้อรหันต์ ถึงได้รู้เรื่องพระอรหันต์ชัดเจน
จึงได้รู้เรื่องรังสีทั้งหลาย ถึงได้รู้เรื่องพระอนาคามีหรือสัญญาเวทยิตนิโรธมรรค
หรือฌาน๙ ที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำได้อธิบายไว้ให้ฟัง
พอมาถึงระดับนี้ถึงได้รู้ว่า
ที่เราเข้าไปสู่วันวิสาขะ อ้อ! เราถึงขนาดนี้แล้วท่านจึงบอกผู้เขียนว่า “เจ้ามีสิทธิ์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว”
สมเด็จพุทธจารย์โตพรหมรังสี
หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ท่านก็เป็นพระอรหันต์แล้ว
หลวงปู่ทวดท่านไม่ได้เป็นพระโพธิสัตย์แล้ว คนส่วนใหญ่มักจะมีวิธีสังเกตพระอรหันต์
ถ้าอัฐิของพระองค์นั้นเป็นพระธาตุ ก็หมายถึงท่านสำเร็จอรหันต์แล้ว
พระอรหันต์พระธาตุจะขึ้นตามตัว ตามผม ตามรู้หล่อรูปปั้น ตามรูปภาพ
บางทีพระธาตุก็ถูกร้อยในเส้นผมก็มี แต่สำหรับผู้เขียนเห็นอย่างนี้ เห็นเป็นรังสี
ฉัพพรรณรังสี เห็นตัวท่านมานั่งให้เห็น รังสีกลีบบัวก็คือพระอรหันต์!!
วันหนึ่งผู้เขียนไปงานศพที่วันพระศรีมหาธาตุบางเขน
ผู้เขียนเดินไปนั่งริมคลองฝั่งวัด ประมาณหกโมงเย็นกว่าๆ นั่งสมาธิถึงสองทุ่ม
ก็เห็นดาวแว๊บๆจากท้องฟ้า ตอนแรกก็นึกว่าดาวลอยจากท้องฟ้ามา
จนกระทั่งลอยมาใกล้ถึงยอดต้นโพธิ์ที่นั่งสมาธิอยู่(ต้นโพธิ์อยู่ริมคลอง)
จึงเห็นชัดเจนว่าเป็นพระอรหันต์เจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์นี่แหละ ก็ลืมตามาดู
เป็นท่านเจ้าคุณนรจริงๆ
ลักษณะท่านั่งพับเพียบลอยอยู่เหนือศรีษะผู้เขียนประมาณไม่เกินสามวา
จึงเห็นรังสีท่านรังสีอรหันต์ รังสีกลีบบัว นี่แหละจึงรุ้ว่าท่านเป็นอรหันต์แล้ว
ท่านได้บอกกับผู้เขียนสามคำว่า เพียรไว้นะ อุตสาหะไว้นะ อย่าทิ้งนะ
(พระอรหันต์ท่านสอนแค่นี้แหละ) เราก็ยกมือนมัสการท่านเหมือนปากเราจะพูดว่า “ครับท่าน”
ท่านก็มองหน้าและพยักหน้ารับรู้ แล้วก็ยิ้ม แล้วท่านก็ลอย ลอย ขึ้นไปบนท้องฟ้า
แป๊บเดียวหายไปในอากาศเลย เราก็ไม่รุ้ว่าท่านอยู่ ณ ที่ใด
พอพระอรหันต์ไปแล้วจึงได้ชำเลืองตาไปเห็นกองไฟเป็นกองไฟที่ใครมาสุมไฟไล่ยุงให้ มีคนมาก่อกองไฟให้เรา
พอจะถอยก็รู้สึกเหมือนมีอะไรนอนอยู่บนตักเรา ตอนนั่งตัวจะแข็งเหมือนศิลาลุกไม่ได้ พอจิตเริ่มคืนมาก็ไปตรวจดู
เป็นกบก็มี จิ้งหรีดก็มี ก็ใช้จิตบอกสัตย์ทั้งหลายบนตักเราว่าเจ้าจงลงไปเถอะ
ฉันจะถอยฌานแล้ว ก็รุ้ว่ามันกระโดดออกจากตักไป จิตมันเห็น
พอดูอีกทียังมีตัวอะไรนอนอยู่บนตักเรา ก็เอาจิตสำรวจ
คราวนี้ก็ได้แต่เหลือบตาดูเพราะลืมตาแล้ว
ก็เห็นงูตัวเท่าข้อมือมันเลื้อยลงจากตักมันหายไปต่อหน้าต่อตา
พอฌานถอยแล้วความรู้สึกกลับมาปกติตอนเห็นกองไฟ เอ๊ะ ใครมาจุดไฟให้เรา
หันไปดูงานศพั่งเมรุของวัด อ้าว สองทุ่มครึ่ง งานเสร็จพอดี
ตอนนั้นผู้เขียนขับรถให้ ผ.อ. หรือผู้อำนวยการกองโรงงานการซ่อมกรมช่างอากาศดอนเมือง
น.อ. โกวิท ฒิติวร ก็เล่าเรื่องนี้ให้ท่านฟังเพราะท่านรู้ว่าผู้เขียนปฏิบัติ
ท่านก็บอก “แปลกเนอะ” และถามผู้เขียนว่าท่านเจ้าคุณนรเป็นอรหันต์แล้วหรือ นี่คือ
เรื่องที่ผู้เขียนเห็นพระอรหันต์ครั้งแรก
ถึงได้รู้ว่าพระอรหันต์มีฉัพพรรณรังสีอย่างนี้ และลอยมาจากท้องฟ้ากลางอากาศ
ก็สงสัยว่าพระอรหันต์อยู่กลางอากาศหรือ และก็สงสัยมานาจนกระทั่งถึงปี ๒๕๖๓ นี่แหละ
ลักษณะมันแว๊บ แว๊บ เหมือนดาวบนท้องฟ้า ที่แท้ดาวที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
ก็คือพระอรหันต์ เห็นลอยอยู่แว๊บๆ เข้ามาให้เห็นใกล้ๆ
ถึงได้รุ้เป็นพระอรหันต์เสด็จมา สงสัยเรื่องนี้มานาน จนกระทั่งปี ๒๕๖๓
นี่แหละถึงรู้ว่าพระอรหันต์มาจากแกแลคซี่หรือจักรวาล ถึงรู้ว่าพระอรหันต์อยู่รหว่างจักรวาลและอนันตจักรวาลพระอรหันต์ก็อยู่ช่วงนี้แหละ
เรื่องอรหันต์ที่เขียนขึ้นมานี้
ไม่ใช่เขียนเล่นๆ ได้ หรือยกเมฆเขียน ผู้เขียนได้ขออนุญาตครูบาอาจารย์ ก่อนเขียนตั้งจิตเพื่อประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกชนและเพื่อยืนยันว่าพระอรหันต์ท่านมีจริง
มีตัวตนจริง ถ้าท่านปฏิบัติสมาธิมากๆ ท่านก็สามารถพบพระอรหันต์ได้ แต่ถ้าพระอรหันต์ที่ยังไม่ละสังขารและยังมีชีวิตอยู่ก็ดังที่ผู้เขียนกล่างไว้ข้างต้น
แล้วก็หาโอกาสไปกราบท่านทั้ง 2 พระองค์ จะเป็นมงคลสูงสุดต่อชีวิต
มาพูดถึงพระที่ร่างไม่เน่าก็ถือว่าสำเร็จ ร่างสำเร็จหมายความว่าพ้นอนาคามี
เข้าตอนอรหันต์แล้วและท่านต้องการช่วยวัด จึงอธิษฐานจิตให้ร่างไม่เน่าได้
ใช้ร่างเพื่อเป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนา ให้คนเข้าวัดเพื่อมากราบร่างท่าน
อย่างเช่นหลวงพ่อฤาษีลิงดำและอีกเยอะ ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๒๐
ผู้เขียนจะศึกษาเรื่องนี้ตลอด จนกระทั่งได้ค้นพบความจริงว่า
ที่พระอรหันต์เสด็จจากท้องฟ้า ท่านอยู่ที่นี่นี่เอง
เหนือจักรวาลกับอนันตจักรวาลและเพิ่งมารู้ก็ปีนี้เอง ปี ๒๕๖๓ ร่วม
๔๐กว่าปีที่ค้นพบคำตอบว่าพระอรหันต์อยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน
ท่านอาจจะถามว่ารู้ได้ไงเคยไปเหรอ ผู้เขียนก็ขอตอบว่า เคย เคยไป
ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ ก็ไปอ่านตอนวิสาขะ ๖๓ แล้วกัน
เพราะเราปฏิบัติมาจึงได้รู้เห็นเรื่องนี้จริงๆ และเมื่อทุกท่านปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้า
ทุกท่านก็สามารถเห็นพระอรหันต์และเห็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยตัวท่านเองเช่นกัน
และถึงงเวลานั้นท่านก็จะได้คำตอบว่าพระอรหันต์มีจริง พระพุทธเจ้ามีจริง
ท่านสามารถเข้าแดนอรหันต์ได้เช่นกัน โดยเข้าสมาธิสมถะวิปัสสนาตามแนวทางพระพุทธเจ้า
อย่าไปนอกลู่นอกทาง อย่าเลี้ยวไปทางอื่น ลัทธิอื่นๆ ทุกวันนีมีพวกนอกลู่นอกทาง
นอกลัทธิเยอะ ถ้าปฏิบัติแนวหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงพ่อวิริยัง
เราปฏิบัติเดินตามแนวพระพุทธเจ้า เลือกสายนี้แหละ
เอาแนวทางท่านปยุตโตหรือพระสารีบุตรเมืองไทยนี่แหละ
ท่านปยุตโตท่านเป็นจอมปราชญ์ทางพุทธศาสนาแห่งยุคปัจจุบัน
ถ้าไม่นอกลู่นอกทางเสียก่อน
คุณก็มีสิทธิ์พบพระอรหันต์และมีสิทธิพบพระพุทธเจ้าเช่นกัน ปฏิบัติถึงระดับพระอนาคามีก็ไปเข้าแดนอรหันต์ได้แล้ว
ผู้เขียนถึงได้พบว่าท่านฤาษีลิงดำเป็นผู้รู้จริง เห็นจริง พูดจริง ยืนยันได้
ตอนแรกสงสัยว่าพระองค์นี้ทำไมท่านถึงคุยเรื่งอนี้ได้ อ๋อ!ความจริงท่านสำเร็จแล้ว
ท่านเก่ง ที่ท่านพูดเป็นจริงทุกอย่าง และมโนยิทธิของท่านปฏิบัติแล้วได้ไปถึงจักรวาลได้จริง
ท่องไปตามภพภูมิต่างๆได้ ไปนรกก็ได้ ยังมีพระอรหันต์อีกเยอะที่สามารถยืนยันได้
แม้แต่พระอนาคามีก็สามารถรู้เห็นเรื่องต่างๆนี้ได้ แต่พวกที่ไม่ปฏิบัติ
กลับมาถกเถียงแม้แต่สมาธิแค่อุปจาระสมาธิยังไม่กระดิกหู กระดิกตาเลย
ยังอุตส่าห์มาถกเถียงเพราะพวกนี้เป็นบาปมหันต์ที่ดูถูกพระพุทธเจ้า
ดูถูกผู้ที่ปฏิบัติที่เห็นนู้นเห็นนี่ เพราะพวกเหล่านี้ไม่มีตาทิพย์
หรืออุปจาระสมาธิ ไม่รู้จักหลักของพระพุทธเจ้า สมาธิ สมถะ วิปัสสนา