วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ผี-วิญญาณ


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

เห็นมีคนพูดหรือกล่าวกัน บางคนเคยเห็นผีก็บอกว่า ผีมีจริง ผู้ที่ไม่เคยเห็นก็บอกว่า ผีไม่มี เป็นที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ บางคนก็ว่า ตายแล้วก็เป็นผี หรือบางเกจิอาจารย์ หรือสำนักที่สอนกันมาตายแล้วดับ ไม่มีผี ไม่มีวิญญาณ เลยไม่รู้ว่า ผีมีจริงหรือไม่  วิญญาณมีจริงหรือไม่ ก็จับรวมความกัน ผีหรือวิญญาณ หรือจริงหรือไม่ล่ะ

ถ้าจะแยกตามความจริง ผีก็คือผี วิญญาณก็คือวิญญาณ หรือพูดกันว่า คนเราตายแล้วก็เป็นผีนั่นแหละ หารู้ไม่ว่าคนเราตายก็จะมีวิญญาณออกจากร่าง ถ้าวิญญาณไม่ออกจากร่างก็ไม่ตาย รูปขันธ์ทั้ง ๕ ประกอบกันเป็นรูปร่างของคนเราหรือมนุษย์ ขันธ์ ๕ ประกอบกันคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ คนที่ตายก็คือวิญญาณ ออกจากร่าง ถึงจะตายแล้ว ก็ต้องเป็นผี ผีก็คือตัววิญญาณนั่นแหละ วิญญาณคนเราอยู่กับที่ก็มี ล่องลอยไปตามที่ต่างๆ ก็มี  ไปใช้เวรใช้กรรมในนรกก็มี ท่องเที่ยวในโลกมนุษย์ก็มี ไปสวรรค์ก็มี ก็แล้วแต่บุญ-ธรรม กรรมแต่ง จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ผู้มีบุญหรือผู้ปฏิบัติธรรมถึงจะรู้เห็นเรื่องวิญญาณ วิญญาณก็แบ่งเป็นสัมภเวสีสี หรือพวกผีไม่มีญาติ  พวกไม่รู้จักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หรือพวกที่ทำบาปทำกรรมไว้ในอดีตและปัจจุบัน เวลาตายแล้วก็จะเป็นผีหรือสัมภเวสี ที่จะต้องมาร่อนเร่ขอส่วนบุญส่วนกุศล พวกเหล่านี้ตายไปแล้วก็ให้โทษแก่คนหรือสัตว์ ทำให้เกิดเจ็บป่วย เดือดร้อนต่างๆ นาๆ จะมาพูดว่า ตายแล้วดับ ไม่มีอะไร ไม่มีวิญญาณ แต่พอปฏิบัติสมาธิ จนเกิดตัวรู้ตัวเห็น หรือจิตเป็นเอกัคคะตารมณ์ หรือจิตรวมกันเป็นหนึ่ง หรือถึงขั้นอุปจาระสมาธินั่นแหละ  จึงรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ ก็คือจะมองเห็นผี หรือสัมภเวสี หรือจะเห็นโอปปะติกกะ หรือเทพเทวดา อินทร์ พรหม อะไรนั่นแหละ

วิญญาณคนเราก็เหมือนผี เหมือนจิตลองลอยไปตามที่ต่างๆ นี่เอง ตายแล้วดับ ก็ตัวเหมือนกันแต่เรียกกันคนละชื่อ ตายก็คือวิญญาณออกจากร่างแล้วร่างกายมันก็ผุพังเน่าสลายไป ที่ว่าตายเพราะวิญญาณหมดสภาพ จะคงทนอยู่ต่อไป สังขารก็สลายไป แต่ใจมันไม่ตาย ใจก็คือจิต มันไม่ตายตามสังขาร จิตหรือใจมันก็ยังล่องลอยออกไปจากร่างเท่านั้น มันหลุดลอยไป ไม่มีที่ยึดที่ติดที่จับต้อง จิตหรือใจมันไม่มีที่ยึดติด ที่จับก็ต้องล่องลอยไปตามแต่ยะถากรรมหรือแล้วแต่กรรมเวรที่กระทำไว้ ในปัจจุบันชาติหรือจะโทษอดีตชาติก็แล้วแต่ คนจะอ้างจะโทษกันไปต่างๆ นาๆ คนเราพอตายแล้วก็กลายเป็นวิญญาณ หรือผีก็ได้นะ ใครรู้ใครเห็นว่าตายแล้วไปไหน ตายแล้วไม่มีอะไร ดังที่เข้าใจว่า ตายแล้วดับ ไม่มีวิญญาณ หรือมีจิตหรือมีตัวตนอะไรให้เห็น จึงได้แต่บอกว่า ตายแล้วก็เป็นอากาศธาตุ ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไร

แต่ความจริงแล้ว ผู้ปฏิบัติ สมาธิ จริงๆ ถึงจะรู้ว่าตายแล้วมันไม่สูญหรือดับไปจากโลกนี้ แต่มันเป็นวิญญาณที่เราไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่านั่นเอง มีแต่หลักของพระพุทธศาสนา ที่สอนให้ผู้ฝึกจิต ฝึกสมาธิ รักษาศีล เท่านั้น ถึงจะได้รู้เห็นเรื่องวิญญาณ หรือภูตผี ปีศาจ หรือเหล่าเทพเทวดา ยิ่งปฏิบัติสมาธิสูงๆ ขึ้นไปจากอุปจาระสมาธิถึงอัปปนาสมาธิ หรือขึ้นสมถะ และวิปัสสนากัมมัฏฐานก็ยิ่งรู้เห็นเรื่องจิตวิญญาณได้ชัดเจนมากขึ้นไปตามลำดับ ก็จะรู้เรื่องผี-วิญญาณต่างๆ ไม่ว่าชั้นไหน นรก-มนุษย์ สวรรค์ ทั้งสามภพ เพราะฉะนั้น ผู้ไม่ฝึกจิตหรือสมาธิ ขั้นเอกัคคะตารมณ์หรือจตุตถฌานหรือฌาน ๔ จึงไม่รู้ไม่เห็น เรื่องจิต-วิญญาณ

ผีก็เป็นวิญญาณประเภทหนึ่งหรือสัมภเวสี ที่ล่องลอยไปตามที่ต่างๆ ไม่มีหลักแหล่ง จะปักหลักอาศัย หรือเป็นวิญญาณที่คอยหลบหลีก หนี พวกยมทูต หรือมักจะหลบอาศัยตามร่างของมนุษย์ที่เจ็บป่วยหรือเคราะห์ร้าย แบบโรคปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นโรควิญญาณกันมาก จนปัจจุบันแพทย์หรือหมอสมัยนี้จำหน่ายว่าเป็นโรคมะเร็ง รักษาไม่ได้ มีแต่ตายลูกเดียว ความจริงแล้วแพทย์เก่งมากตัดต่อและรักษาได้ แต่โรคผีผีหรือโรควิญญาณรักษาไม่ได้ ไม่มียารักษา แต่มีพลังจิต อำนาจจิต หรือการฝึกสมาธิของศาสนาพุทธรักษาได้ เพราะพลังจิตหรืออำนาจสมาธิ สามารถรู้เห็น เรื่องจิต-วิญญาณ หรือภูตผีปีศาจ

เพราะฉะนั้นผีกับวิญญาณก็มีข้อแตกต่างกัน ตรงที่เรียกว่า ผีหรือวิญญาณเท่านั้น ผีหรือวิญญาณก็ยังเป็นโรคชนิดหนึ่ง ที่ทำให้คนตายมามากต่อมาก เพราะไม่มียาอะไรรักษาได้ นอกจากพลังจิต อำนาจจิต หรือสมาธิเท่านั้น ผู้เขียนก็ค้นคว้าและรักษาโรคจิตมาถึงปัจจุบันก็ ๔๗-๔๘ ปีแล้ว จึงเห็นผีเห็นวิญญาณมามาก ตายแล้ว วิญญาณออกจากร่าง ล่องลอยไปไหน ไปเกิด หรือไปใช้กรรม ก็แล้วแต่จะว่ากันไป ต่างๆ นาๆ

ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า


วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

จิต-วิญญาณ


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

ถ้าเราพูดถึงจิต ก็มักจะพูดถึงวิญญาณด้วย ความจริงแล้ว จิตมันคู่กับวิญญาณมากกว่า บางคนก็เข้าใจว่า จิตกับวิญญาณเป็นตัวเดียวกัน เลยแยกกันไม่ออก ว่าจิตกับวิญญาณ มันอะไรกันแน่ ไม่รู้ว่าจะแยกกันอย่างไร ถ้าเป็นตัวเดียวกันก็ไม่ต้องเสียเวลาแยก แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ จะใช้วิธีไหนมาแยก

ก่อนอื่นก็ต้องรู้ต้องเห็นความจริงเรื่องจิตกับเรื่องวิญญาณ ให้เข้าใจก่อน ต้องฝึกสมาธิให้จิตเข้าเอกัคคะตารมณ์ จิตเป็นธิจริงๆ แล้ว ก็จะเกิดตัวรู้ตัวเห็นทุกคนครับ ก็ต้องบอกอีกว่า ผู้นับถือพระพุทธศาสนาแท้จริง ไม่ใช่นับถือแต่ปาก ใจก็ต้องถือ ถืออะไร ถือศีล ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติสมาธิให้ถูกต้องเสียก่อน รักษาศีลก็เพื่อจะให้จิตสะอาดบริสุทธิ์ไม่ให้จิตด่างพร้อย จิตจะได้มีความมั่นใจในการปฏิบัติสมาธิ แต่ผู้ปฏิบัติจริงๆ แล้วควรจะยึดในการฝึกจิต ฝึกสมาธินี่ก่อน ต้องรู้ว่าวิธีทำสมาธิอย่างไร จึงจะเกิดสมาธิได้ถูกต้อง และเกิดด้วยเร็วไว ฝึกสมาธิความจริงไม่ยากเลย แต่ผู้ไม่รู้วิธีฝึกสมาธิต่างหากที่ไม่รู้ว่า การฝึกสมาธิที่ถูกต้องแท้จริง ก็จะเกิดผลสมาธิได้เร็ว คนที่มีความรู้น้อยหรือผู้ไม่รู้ความจริงของการฝึกสมาธิ ก็มักจะเถียง นั่งสมาธิแล้ว รู้โน่นเห็นนี่ หรือเกิดตัวรู้ตัวเห็น ไม่จริง นั่นแสดงว่าคนเหล่านั้นเป็นคนไม่เอาไหน หรือจะมาฝึกสมาธิหรือจะรู้เรื่องพระพุทธศาสนาหรือรู้ธัมมะอันแท้จริง พวกเหล่านั้นยิ่งกว่ากบน้อยในรอยเท้าโค เท้าควาย หรือกี่ชาติก็จะไม่รู้ความจริง รู้จักธัมมะของพระพุทธเจ้า เพราะฝึกไม่เป็นปฏิบัติไม่เป็น บุคคลใดหลงฟังพวกเหล่านั้นก็ต้องนับเป็นคนโง่ยิ่งกว่าพวกนั้นเสียอีก

ความจริงพระพุทธองค์สอนวิธีฝึกสมาธิมีหลายวิธี ฝึกเป็นรู้จริงก็จะเข้าใจการฝึกสมาธิ แต่หลักปฏิบัติกันที่มีความถูกต้องแท้จริง ก็มีหลักใหญ่ ๆ ๔ หลัก อานาปานะสติ การฝึกจิตโดยใช้การกำหนดจิต อยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก รู้วิธีกำหนดลมหายใจเข้า-ออก รู้ที่ตั้งของจิต มีความเพียร ความอุตสาหะ ก็จะปฏิบัติให้เข้าสมาธิได้ง่ายและรวดเร็วกว่าวิธีอื่น ธรรมกาย ก็ใช้วิธีเพ่งลูกแก้วที่กำหนด ๗ ที่ตั้ง เพ่งศูนย์กลางกาย ยกขึ้นมาสองนิ้ว กลางกั๊กลกลางกาย, พองหนอยุบหนอ อยู่ตรงสะดือและมโนยิทธิ ฤทธิ์ทางใจ ก็เกิดจากอานาปานะสติก่อนแล้วถึงจะมีฤทธิ์ทางใจ ใครฝึกสมาธิ พุท-โธ ได้ ก็มีฤทธิ์ทางใจได้ทั้งนั้น แต่พระฤๅษีลิงดำเอาธาตุทั้ง ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาเสริม หารู้ไม่ว่า พุท-โธ อานาปานะสตินั่นแหละ ก็ตัวรู้ ตัวเห็น และก็ตัวเดียวกับฤทธิ์ทางใจ

แต่ความจริงแล้ว อานาปานะสติ หรือ พุท-โธ ก็มีพลังจิต อำนาจจริงเกิดสมาธินี่เอง เพราะสมาธินี้ ฝึกจิตเข้าเอกัคคะตารมณ์แล้ว จิตเป็นสมาธิแล้ว ตัวรู้ตัวเห็นเกิดขึ้นเพราะจิต นี่แหละ ยิ่งฝึกจิตมาก จิตก็เกิดพลังจิตอำนาจจิตมากขึ้น เปรียบนักยิงปืนเข้าเป้าบินใหม่ๆ ก็จะยิงออกนอกเป้าก่อน ถึงจะเข้าเป้า ๕ คะแนน ๖ คะแนน ๗ คะแนน ๘ คะแนน ๙ คะแนน พอจิตสงบจิตก็จะยิงเข้าเป้าดำ ๑๐ คะแนน ทำนองเดียวกันกับเปรียบกับการขว้างลูกข่างนั่นแหละ ลูกข่างจะถูกตีวงกว้างก่อน แล้วจะวิ่งวนแคบลงแคบลง จนถึงเข้านิ่งหรือนอนวัน นั่นเรายิ่งเห็นลูกข่างเริ่มสงบนิ่งหรือเข้าเป้าดำสิบ ต่อเมื่อจิตเราสงบ หรือสมาธิละเอียดขึ้นๆ จิตก็จะนิ่ง เข้าอยู่ในจุดศูนย์กลางของเป้าดำสิบ จิตก็จะมีสมาธิหรือธิจริงๆ ลูกข่างจะหมุนนิ่ง เหมือนนิ่งเฉย ไม่มีอาการหมุนให้เห็นเลย จิตคนเราเวลาเข้าสมาธิก็ดูสงบนิ่ง แต่นิ่งจริงๆ หรือธิจริงๆ ก็เหมือน จิตนิ่งอยู่ปลายเข็ม หรือจุดศูนย์กลางของเป้าดำสิบนั่นแหละ  ยิ่งจิตนิ่งมาก จิตก็ยิ่งมีพลังจิตมากทวีคูณเป็นลำดับ สมาธิที่เยี่ยมก็คือตัวนี้ ธิธิธิ จึงจะเกิดอำนาจจิตที่แท้จริง พลังจิต อำนาจจิต จะเกิดขึ้นได้ ก็เกิดจากสมาธิอันดับแรก สมาธิขั้นเอกัคคะตารมณ์ค้นคว้าสมถะก่อน ยิ่งฝึกจิตมากเห็นรากฐานของวิปัสสนากัมมัฏฐาน ก็ต้องเพ่งพิจารณาในโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวดก่อน จนมีพลังจิต อำนาจจิต หรือผ่านโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด

สมถะ ๔๐ คือ กสิณ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ อสุภะ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อรูปพรหม ๔ จาตุวะวัตฐาน ๑ อาหาเรปฏิกูล ๑

โพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปทาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรค ๘

ก็ต้องผ่านสมาธิ ๔๐ โพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด จึงจะเข้าวิปัสสนากัมมัฏฐาน ถ้าไม่มีสมาธิหรืออำนาจจิต ก็จะไม่สามารถรู้เห็นทางเดินของสมถะ ๔๐ และก็ไม่สามารถเข้าวิปัสสนากัมมัฏฐานได้ เพราะทั้งสมถะ ๔๐ ต้องมีสมาธิเสียก่อนถึงจะรู้ถึงจะเห็นสมถะ ๔๐ ได้ บุคคลที่โง่งมงายบอกว่านั่งสมาธิแล้วไม่เห็นอะไร จึงไม่ถูกต้องและก็ไม่รู้จริง สมาธิจ้องจิตเป็นเอกัคคะตารมณ์ต้องรู้ต้องเห็น ถึงจะเห็นทางเดินของสมถะ ๔๐ ได้ ใครถูกใครผิด ก็อยู่ที่ตัวคุณฝึกสมาธิเป็นหรือไม่เป็น ถ้าฝึกสมาธิเป็นก็ต้องรู้ที่ตั้งของจิต รู้วิธีกำหนดลง ตัวธิ หรือสมาธิ จึงจะเกิดตัวรู้ตัวเห็น ตัวความจริง ก็จะเห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

   ศีล จึงเป็นรากเหง้าของสมาธิ สมาธิก็เป็นรากเหง้าของปัญญา ปัญญา ก็จะเกิด สมถะ และวิปัสสนา
บุคคลใดไม่ฝึกสมาธิ ก็จะไม่รู้เห็นธัมมะของพระพุทธเจ้า ก็จะเป็นเพียงพวกงูๆ ปลาๆ ตลอดชาติครับ หรือพวกที่ฝึกจิตสงบแบบเฉยๆ ไม่รู้เห็นความจริงของธัมมะ พวกนี้ก็ได้แต่เฉยๆ หรือฟังธรรมไปอย่างนั้นหรือเวลาตายไปก็อยู่แต่ในโลก สวรรค์ก็ไม่ได้ไป และก็คอยใช้กรรมที่ก่อในโลกมนุษย์ ไปไหนไม่ได้ พวกประเภทมีปัญญา ธิ ธรรมะดี แต่ก็ไม่ปฏิบัติสมาธิ ก็อยู่แค่เชิงเขา ตีนเขา แค่นั้นแหละ แต่ถ้าผู้ปฏิบัติสมาธิ ก็จะขึ้นเทวโลก-พรหมโลก มันมีความสุขกว่ากันและเลย

การฝึกสมาธิ เพื่อให้เกิดตัวรู้ตัวเห็น ก็เพื่อให้จิตมีอำนาจมากขึ้น มีพลังมากขึ้น สมถะก็จะเป็นการสอนให้จิตมีความเพียร มีบารมีมากขึ้นสูงขึ้น ถึงจะมีพลังจิต อำนาจจิต มาค้นคว้าสมถะได้ ถึงจะค้นคว้าวิปัสสนา หรือโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด ส่วนมากก็จะเสริมพลังจิตให้มีอำนาจมากขึ้น จนสามารถเพ่งจิตหรืออำนาจเพียงพอถึงจะเพ่ง จิตในจิต โพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด ก็เป็นการฝึกพลังจิตให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น จนมีพลังจิตทะลุจิตในจิตได้ ก็มีผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐานเยอะแยะ น่าจะผ่านได้ เพราะมีมีพลังจิตเพียงพอนี่เอง จิตมันรู้เห็นตามกำลังอำนาจจิต เวทนาจิตในจิต เห็นได้ แต่เพ่งวิญญาณหรือเห็นวิญญาณก็เห็นได้ จิตมีสมาธิก็รู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ เห็นผีเห็นเทวดา ไม่ว่าจะเป็นสัมภะเวสีหรือโอปปะติกกะก็ศามารถเห็นได้ อยู่ที่ไหนก็เห็น แต่พอเอาจิตมาเพ่งจิตในจิต กลับไม่เห็น เพราะพลังอำนาจจิตไม่เพียงพอนี่เอง

แต่พอปฏิบัติสมาธิมากๆ มันก็เข้าวิปัสสนากัมมัฏฐานไปได้เอง จิตก็มีพละ ๕ สัมมัปทาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ ไปเองโดยอัตโนมัติ ก็ยิ่งมีพลังจิต อำนาจจิตมากพอที่จะเพ่งจิตได้ ก็มาเพ่งเรื่องวิญญาณดู จับเรื่องวิญญาณดู วิญญาณออกจากร่างคนแล้วไปไหน ก็เห็นหมดไปนรกก็มี ไปสวรรค์ก็มี อยู่ทั่วๆไปในโลกมนุษย์ก็มี ใครบอกว่า ตายแล้วดับ วิญญาณก็ไม่มี ไม่จริงแน่นอน เพราะผู้เขียนเห็นกระทั่งคนตาย วิญญาณมันออกจากร่างไปไหนๆกันบ้าง เห็นมาเยอะแยะไปหมด ก็เลยรู้ว่าวิญญาณมันมีมากมายไม่มีที่สิ้นสุด ก็เลยมาพิจารณาในฌาน ๖ หรือวิญญาณายะตะนะ เพ่งดูวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด เพ่งจับวิญญาณต่างๆ มันก็จับไม่ได้ มันหนีแว๊บหายกันไปหมด ก็เลยต้องมาพิจารณาวิญญาณในตัวเอง ก็ต้องเพ่งจิต ดูวิญญาณในตัวเอง ก็มานึกในใจว่า จะเพ่งวิญญาณในตังเองทำไมถึงจะรู้ ก็ต้องมาเพ่งในจิตตัวเราเองนี่แหละถึงจะรู้เห็นเรื่องวิญญาณได้ พอมีพลังจิตอำนาจจิตเข้มแข็งเพียงพอ ก็เห็นจิตตัวเอง กว่าจะเพ่งจิตในจิตได้ ก็ต้องมีพลังจิต ถึงจะเห็นความจริง ถึงกับร้องในจิตมิน่ากี่สิบปีแล้วทำไมเราถึงเพ่งจิตในจิตไม่ได้ พอจิตมีอำนาจเพียงพอจึงเห็น เจ้าตัววิญญาณมันหุ้มจิตเราอยู่นี่เอง หนอยมัวแต่ไปเพ่งจิตดูวิญญาณคนอื่น เห็นวิญญาณคนอื่น  แต่จับไม่ได้วิญญาณมันหนีกันไปหมด เพิ่งมาฉลาดตอนปฏิบัติถึง ๔๕ ปี เพ่งจะรู้ว่าการเพ่งจิตในจิตจึงจะเห็นวิญญาณในตัวเอง คราวนี้ถึงกับร้องอ้อๆ โง่หรือฉลาด มัวแต่ไปดูวิญญาณคนอื่นๆ ไม่ใช่โง่หรือฉลาดอะไร จิตก็เคยเพ่งจิตให้ธิหรือสงบนิ่งมานานหรือชำนาญแล้ว แต่ไม่เพ่งจิตให้ทะลุจิตนี่เอง จึงไม่เห็นวิญญาณตัวเองหรืออาจพลังจิตไม่เพียงพอหรือเพ่งกัมมัฏฐานยังไม่สมบูรณ์

แต่เรื่องก็แปลก มาวันอังคารที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๖ แรม ๑๔ ค่ำ ปีมะเส็ง ตอนตี ๔ ลุกขึ้นมาอาบน้ำ นอนตะแคงเอามือซ้ายหนุนศีรษะ หลับตาทำสมาธิพิจารณาจิตในจิต พอเพ่งจิตในจิต พิจารณาเรื่องวิญญาณก่อน ทำไมเราไม่พิจารณาเรื่องวิญญาณ เพ่งวิญญาณละ จิตก็สอนบอกในจิต ก็ให้เพ่งจิตในจิตซิ เท่านั้น จิตก็ดำดิ่งเพ่งไปในจิต ถึงกับทะลุไปถึงจิตได้ ก็พบเห็นตัววิญญาณก่อน มันห่อหุ้มจิตเราอยู่นี่เอง ก็เลยเพ่งเจ้าวิญญาณ วิญญาณมันก็สลายไปต่อหน้าต่อตาจิตแล้วถึงได้เห็นจิตแท้จริง มันเป็นเหมือนเพชรเม็ดนิดเดียว สว่างไสวเหมือนเพชรนั่นแหละ อ้อจิตมันเป็นอย่างนี้เอง ก็เลยเพ่งจิตในจิตต่อไป จิตที่สว่างสดใสก็สลายไปไม่มีอะไรเหลือ วิญญาณก็ไม่มี จิตก็ไม่มี มันเหมอนอยู่ในสุญญากาศ ตัวเราก็ไม่มี จิตวิญญาณก็ไม่มี แต่ยังมีตัวรู้ที่ไม่เห็นตัว รู้แต่ว่าตัวเราหลุดพ้นมาแล้วไม่มีอะไร หรือจะเข้าดินแดน “วิมุติ” นี่เราตายแล้ว ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรแล้ว เราจะไปแล้ว แต่มีเสียงกระทบเข้ามาบอกว่า “เจ้ายังไปไม่ได้” จำได้ว่าเป็นเสียงปู่ผู้เขียนหรือท่านท้าวมหาพรหมส่องโลก ผู้ฝึกสอนจิตผู้เขียนนี่เอง รู้ว่าดินแดนที่เราไปนั้นต้องเป็นดินแดนวิมุติ ก็ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก เพราะเป็นดินแดนหลุดพ้น เพราะความสงสัยว่า พระพุทธเจ้าเป็นองค์อะไรเป็นเทพ-พรหม องค์ใดมาจุติ แต่ก็รู้แต่ว่า พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า ใครเห็นธรรมะของท่าน ก็จะเห็นพระพุทธเจ้า และคำสงสัยที่บรรดาพระอริยสงฆ์ท่านบอกว่า นิพพาน ก็อยู่แค่เอื้อมนี่เอง ก็ยังสงสัยว่า พระนิพพานนี้อยู่แค่เอื้อมจริงๆ หรือ พอกลับมาก็นั่งพิจารณาเรื่องวิญญาณ อ้อวิญญาณมันก็แค่ ฌาน ๖ การเพ่งวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุดได้แล้ว เนวสัญญานาสัญญายะตนะ และอากิญจยะตะนะ ฌาน ๗ มันก็ดับไป เนวสัญญานาสัญญายะตะนะ ฌาน ๘ มันก็ดับไปด้วย ถึงได้เข้าใจ ก็ต้องพิจารณาในฌาน ๙ อีกต่อหนึ่ง เวทะยิทตะนิโรธมรรค จิตกับวิญญาณมันของคู่กัน วิญญาณมันไปไหนก็ห่อหุ้มจิตเราไปด้วย เพ่งวิญญาณหลุดจิตก็หลุด จึงเห็นจิตวิญญาณ

สัญญาเวทะยิตะนิโรธ หรือว่า ฌาน ๙ ก็คือดับเชื้อสัญญา ดับความจำ ไม่มีเชื้อให้หลงเหลืออยู่อีก คือดับมอดไปหมด ก็ต้องมาพิจารณาจิตหรือสมาธิให้แน่ขึ้นไปอีก ก็คงจะเข้าดินแดนพระนิพพานแน่นอน

อรูปฌาน ๔ อากาสาณัญจายะตะนะ เพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด
-          วิญญาณายะตะนะ  เพ่งวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด
-          อากิญจายะตะนะ     ความจำหมาย
-          เนวสัญญาณายะตะนะ         สัญญา
-          วิญาณาณัญจายะตะนะ        ดับวิญญาณ
-          อากิญจาญาณายะตะนะ       ดับความจำหมาย
-          เนวะสัญญาณาสัญจายะตะนะ          ดับสัญญา

การเข้าถึงอรูปฌาน ก็ต้องมีพลังสมาธิที่สูง อุปจาระสมาธิ จนถึงอัปปนาสมาธิ ถึงจะเข้าฌาน ๘ และเข้าวิปัสสนากัมมัฏฐานได้ เพราะพลังจิต อุปจาระสมาธิ สามารถรู้เห็นทางเดินของสมถะ โพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวดได้ พลังจิตหรือสมาธิสูงๆ ก็ต้องฝึกคู่กันไปจนถึงอัปปนาสมาธิ ขั้นสูงๆ จึงจะมีพลังทะลุมิติ เข้าถึงวิญญาณ เข้าถึงจิตแท้จริงได้ จึงต้องฝึกโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด ถึงจะเข้าวิปัสสนากัมมัฏฐาน เข้าวิมุติแบะนิพพานได้  พลังจิตหรืออำนาจจิต หรือสมาธิขั้นสูงๆ จึงจะเหตุพบผล พบทางเดินของวิมุติ ของนิพพาน คนไม่ฝึกจิตฝึกสมาธิให้เก่งๆ ให้สูงๆ ไว้ ก็ไม่มีทางจะเข้าวิมัติกับนิพพานได้ เป็นเรื่องจริงเพราะสมาธิเป็นทางเดินนี่เอง