วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ผี-วิญญาณ


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

เห็นมีคนพูดหรือกล่าวกัน บางคนเคยเห็นผีก็บอกว่า ผีมีจริง ผู้ที่ไม่เคยเห็นก็บอกว่า ผีไม่มี เป็นที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ บางคนก็ว่า ตายแล้วก็เป็นผี หรือบางเกจิอาจารย์ หรือสำนักที่สอนกันมาตายแล้วดับ ไม่มีผี ไม่มีวิญญาณ เลยไม่รู้ว่า ผีมีจริงหรือไม่  วิญญาณมีจริงหรือไม่ ก็จับรวมความกัน ผีหรือวิญญาณ หรือจริงหรือไม่ล่ะ

ถ้าจะแยกตามความจริง ผีก็คือผี วิญญาณก็คือวิญญาณ หรือพูดกันว่า คนเราตายแล้วก็เป็นผีนั่นแหละ หารู้ไม่ว่าคนเราตายก็จะมีวิญญาณออกจากร่าง ถ้าวิญญาณไม่ออกจากร่างก็ไม่ตาย รูปขันธ์ทั้ง ๕ ประกอบกันเป็นรูปร่างของคนเราหรือมนุษย์ ขันธ์ ๕ ประกอบกันคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ คนที่ตายก็คือวิญญาณ ออกจากร่าง ถึงจะตายแล้ว ก็ต้องเป็นผี ผีก็คือตัววิญญาณนั่นแหละ วิญญาณคนเราอยู่กับที่ก็มี ล่องลอยไปตามที่ต่างๆ ก็มี  ไปใช้เวรใช้กรรมในนรกก็มี ท่องเที่ยวในโลกมนุษย์ก็มี ไปสวรรค์ก็มี ก็แล้วแต่บุญ-ธรรม กรรมแต่ง จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ผู้มีบุญหรือผู้ปฏิบัติธรรมถึงจะรู้เห็นเรื่องวิญญาณ วิญญาณก็แบ่งเป็นสัมภเวสีสี หรือพวกผีไม่มีญาติ  พวกไม่รู้จักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หรือพวกที่ทำบาปทำกรรมไว้ในอดีตและปัจจุบัน เวลาตายแล้วก็จะเป็นผีหรือสัมภเวสี ที่จะต้องมาร่อนเร่ขอส่วนบุญส่วนกุศล พวกเหล่านี้ตายไปแล้วก็ให้โทษแก่คนหรือสัตว์ ทำให้เกิดเจ็บป่วย เดือดร้อนต่างๆ นาๆ จะมาพูดว่า ตายแล้วดับ ไม่มีอะไร ไม่มีวิญญาณ แต่พอปฏิบัติสมาธิ จนเกิดตัวรู้ตัวเห็น หรือจิตเป็นเอกัคคะตารมณ์ หรือจิตรวมกันเป็นหนึ่ง หรือถึงขั้นอุปจาระสมาธินั่นแหละ  จึงรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ ก็คือจะมองเห็นผี หรือสัมภเวสี หรือจะเห็นโอปปะติกกะ หรือเทพเทวดา อินทร์ พรหม อะไรนั่นแหละ

วิญญาณคนเราก็เหมือนผี เหมือนจิตลองลอยไปตามที่ต่างๆ นี่เอง ตายแล้วดับ ก็ตัวเหมือนกันแต่เรียกกันคนละชื่อ ตายก็คือวิญญาณออกจากร่างแล้วร่างกายมันก็ผุพังเน่าสลายไป ที่ว่าตายเพราะวิญญาณหมดสภาพ จะคงทนอยู่ต่อไป สังขารก็สลายไป แต่ใจมันไม่ตาย ใจก็คือจิต มันไม่ตายตามสังขาร จิตหรือใจมันก็ยังล่องลอยออกไปจากร่างเท่านั้น มันหลุดลอยไป ไม่มีที่ยึดที่ติดที่จับต้อง จิตหรือใจมันไม่มีที่ยึดติด ที่จับก็ต้องล่องลอยไปตามแต่ยะถากรรมหรือแล้วแต่กรรมเวรที่กระทำไว้ ในปัจจุบันชาติหรือจะโทษอดีตชาติก็แล้วแต่ คนจะอ้างจะโทษกันไปต่างๆ นาๆ คนเราพอตายแล้วก็กลายเป็นวิญญาณ หรือผีก็ได้นะ ใครรู้ใครเห็นว่าตายแล้วไปไหน ตายแล้วไม่มีอะไร ดังที่เข้าใจว่า ตายแล้วดับ ไม่มีวิญญาณ หรือมีจิตหรือมีตัวตนอะไรให้เห็น จึงได้แต่บอกว่า ตายแล้วก็เป็นอากาศธาตุ ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไร

แต่ความจริงแล้ว ผู้ปฏิบัติ สมาธิ จริงๆ ถึงจะรู้ว่าตายแล้วมันไม่สูญหรือดับไปจากโลกนี้ แต่มันเป็นวิญญาณที่เราไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่านั่นเอง มีแต่หลักของพระพุทธศาสนา ที่สอนให้ผู้ฝึกจิต ฝึกสมาธิ รักษาศีล เท่านั้น ถึงจะได้รู้เห็นเรื่องวิญญาณ หรือภูตผี ปีศาจ หรือเหล่าเทพเทวดา ยิ่งปฏิบัติสมาธิสูงๆ ขึ้นไปจากอุปจาระสมาธิถึงอัปปนาสมาธิ หรือขึ้นสมถะ และวิปัสสนากัมมัฏฐานก็ยิ่งรู้เห็นเรื่องจิตวิญญาณได้ชัดเจนมากขึ้นไปตามลำดับ ก็จะรู้เรื่องผี-วิญญาณต่างๆ ไม่ว่าชั้นไหน นรก-มนุษย์ สวรรค์ ทั้งสามภพ เพราะฉะนั้น ผู้ไม่ฝึกจิตหรือสมาธิ ขั้นเอกัคคะตารมณ์หรือจตุตถฌานหรือฌาน ๔ จึงไม่รู้ไม่เห็น เรื่องจิต-วิญญาณ

ผีก็เป็นวิญญาณประเภทหนึ่งหรือสัมภเวสี ที่ล่องลอยไปตามที่ต่างๆ ไม่มีหลักแหล่ง จะปักหลักอาศัย หรือเป็นวิญญาณที่คอยหลบหลีก หนี พวกยมทูต หรือมักจะหลบอาศัยตามร่างของมนุษย์ที่เจ็บป่วยหรือเคราะห์ร้าย แบบโรคปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นโรควิญญาณกันมาก จนปัจจุบันแพทย์หรือหมอสมัยนี้จำหน่ายว่าเป็นโรคมะเร็ง รักษาไม่ได้ มีแต่ตายลูกเดียว ความจริงแล้วแพทย์เก่งมากตัดต่อและรักษาได้ แต่โรคผีผีหรือโรควิญญาณรักษาไม่ได้ ไม่มียารักษา แต่มีพลังจิต อำนาจจิต หรือการฝึกสมาธิของศาสนาพุทธรักษาได้ เพราะพลังจิตหรืออำนาจสมาธิ สามารถรู้เห็น เรื่องจิต-วิญญาณ หรือภูตผีปีศาจ

เพราะฉะนั้นผีกับวิญญาณก็มีข้อแตกต่างกัน ตรงที่เรียกว่า ผีหรือวิญญาณเท่านั้น ผีหรือวิญญาณก็ยังเป็นโรคชนิดหนึ่ง ที่ทำให้คนตายมามากต่อมาก เพราะไม่มียาอะไรรักษาได้ นอกจากพลังจิต อำนาจจิต หรือสมาธิเท่านั้น ผู้เขียนก็ค้นคว้าและรักษาโรคจิตมาถึงปัจจุบันก็ ๔๗-๔๘ ปีแล้ว จึงเห็นผีเห็นวิญญาณมามาก ตายแล้ว วิญญาณออกจากร่าง ล่องลอยไปไหน ไปเกิด หรือไปใช้กรรม ก็แล้วแต่จะว่ากันไป ต่างๆ นาๆ

ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น