โดยปู่สงค์
สวนพุฒตาล
เห็นมีคนพูดหรือกล่าวกัน
บางคนเคยเห็นผีก็บอกว่า ผีมีจริง ผู้ที่ไม่เคยเห็นก็บอกว่า ผีไม่มี
เป็นที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ บางคนก็ว่า ตายแล้วก็เป็นผี หรือบางเกจิอาจารย์
หรือสำนักที่สอนกันมาตายแล้วดับ ไม่มีผี ไม่มีวิญญาณ เลยไม่รู้ว่า
ผีมีจริงหรือไม่ วิญญาณมีจริงหรือไม่ ก็จับรวมความกัน
ผีหรือวิญญาณ หรือจริงหรือไม่ล่ะ
ถ้าจะแยกตามความจริง
ผีก็คือผี วิญญาณก็คือวิญญาณ หรือพูดกันว่า คนเราตายแล้วก็เป็นผีนั่นแหละ
หารู้ไม่ว่าคนเราตายก็จะมีวิญญาณออกจากร่าง ถ้าวิญญาณไม่ออกจากร่างก็ไม่ตาย รูปขันธ์ทั้ง
๕ ประกอบกันเป็นรูปร่างของคนเราหรือมนุษย์ ขันธ์ ๕ ประกอบกันคือ รูป เวทนา สัญญา
สังขาร และวิญญาณ คนที่ตายก็คือวิญญาณ ออกจากร่าง ถึงจะตายแล้ว ก็ต้องเป็นผี
ผีก็คือตัววิญญาณนั่นแหละ วิญญาณคนเราอยู่กับที่ก็มี ล่องลอยไปตามที่ต่างๆ
ก็มี ไปใช้เวรใช้กรรมในนรกก็มี
ท่องเที่ยวในโลกมนุษย์ก็มี ไปสวรรค์ก็มี ก็แล้วแต่บุญ-ธรรม กรรมแต่ง จะช้าหรือเร็วเท่านั้น
ผู้มีบุญหรือผู้ปฏิบัติธรรมถึงจะรู้เห็นเรื่องวิญญาณ วิญญาณก็แบ่งเป็นสัมภเวสีสี
หรือพวกผีไม่มีญาติ
พวกไม่รู้จักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หรือพวกที่ทำบาปทำกรรมไว้ในอดีตและปัจจุบัน
เวลาตายแล้วก็จะเป็นผีหรือสัมภเวสี ที่จะต้องมาร่อนเร่ขอส่วนบุญส่วนกุศล
พวกเหล่านี้ตายไปแล้วก็ให้โทษแก่คนหรือสัตว์ ทำให้เกิดเจ็บป่วย เดือดร้อนต่างๆ นาๆ
จะมาพูดว่า ตายแล้วดับ ไม่มีอะไร ไม่มีวิญญาณ แต่พอปฏิบัติสมาธิ
จนเกิดตัวรู้ตัวเห็น หรือจิตเป็นเอกัคคะตารมณ์ หรือจิตรวมกันเป็นหนึ่ง
หรือถึงขั้นอุปจาระสมาธินั่นแหละ จึงรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ ก็คือจะมองเห็นผี
หรือสัมภเวสี หรือจะเห็นโอปปะติกกะ หรือเทพเทวดา อินทร์ พรหม อะไรนั่นแหละ
วิญญาณคนเราก็เหมือนผี
เหมือนจิตลองลอยไปตามที่ต่างๆ นี่เอง ตายแล้วดับ ก็ตัวเหมือนกันแต่เรียกกันคนละชื่อ
ตายก็คือวิญญาณออกจากร่างแล้วร่างกายมันก็ผุพังเน่าสลายไป
ที่ว่าตายเพราะวิญญาณหมดสภาพ จะคงทนอยู่ต่อไป สังขารก็สลายไป แต่ใจมันไม่ตาย ใจก็คือจิต
มันไม่ตายตามสังขาร จิตหรือใจมันก็ยังล่องลอยออกไปจากร่างเท่านั้น มันหลุดลอยไป
ไม่มีที่ยึดที่ติดที่จับต้อง จิตหรือใจมันไม่มีที่ยึดติด
ที่จับก็ต้องล่องลอยไปตามแต่ยะถากรรมหรือแล้วแต่กรรมเวรที่กระทำไว้
ในปัจจุบันชาติหรือจะโทษอดีตชาติก็แล้วแต่ คนจะอ้างจะโทษกันไปต่างๆ นาๆ
คนเราพอตายแล้วก็กลายเป็นวิญญาณ หรือผีก็ได้นะ ใครรู้ใครเห็นว่าตายแล้วไปไหน
ตายแล้วไม่มีอะไร ดังที่เข้าใจว่า ตายแล้วดับ ไม่มีวิญญาณ หรือมีจิตหรือมีตัวตนอะไรให้เห็น
จึงได้แต่บอกว่า ตายแล้วก็เป็นอากาศธาตุ ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไร
แต่ความจริงแล้ว ผู้ปฏิบัติ สมาธิ จริงๆ ถึงจะรู้ว่าตายแล้วมันไม่สูญหรือดับไปจากโลกนี้ แต่มันเป็นวิญญาณที่เราไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่านั่นเอง
มีแต่หลักของพระพุทธศาสนา ที่สอนให้ผู้ฝึกจิต ฝึกสมาธิ รักษาศีล เท่านั้น
ถึงจะได้รู้เห็นเรื่องวิญญาณ หรือภูตผี ปีศาจ หรือเหล่าเทพเทวดา
ยิ่งปฏิบัติสมาธิสูงๆ ขึ้นไปจากอุปจาระสมาธิถึงอัปปนาสมาธิ หรือขึ้นสมถะ
และวิปัสสนากัมมัฏฐานก็ยิ่งรู้เห็นเรื่องจิตวิญญาณได้ชัดเจนมากขึ้นไปตามลำดับ
ก็จะรู้เรื่องผี-วิญญาณต่างๆ ไม่ว่าชั้นไหน นรก-มนุษย์ สวรรค์ ทั้งสามภพ
เพราะฉะนั้น ผู้ไม่ฝึกจิตหรือสมาธิ ขั้นเอกัคคะตารมณ์หรือจตุตถฌานหรือฌาน ๔
จึงไม่รู้ไม่เห็น เรื่องจิต-วิญญาณ
ผีก็เป็นวิญญาณประเภทหนึ่งหรือสัมภเวสี
ที่ล่องลอยไปตามที่ต่างๆ ไม่มีหลักแหล่ง จะปักหลักอาศัย
หรือเป็นวิญญาณที่คอยหลบหลีก หนี พวกยมทูต หรือมักจะหลบอาศัยตามร่างของมนุษย์ที่เจ็บป่วยหรือเคราะห์ร้าย
แบบโรคปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นโรควิญญาณกันมาก
จนปัจจุบันแพทย์หรือหมอสมัยนี้จำหน่ายว่าเป็นโรคมะเร็ง รักษาไม่ได้
มีแต่ตายลูกเดียว ความจริงแล้วแพทย์เก่งมากตัดต่อและรักษาได้
แต่โรคผีผีหรือโรควิญญาณรักษาไม่ได้ ไม่มียารักษา แต่มีพลังจิต อำนาจจิต
หรือการฝึกสมาธิของศาสนาพุทธรักษาได้ เพราะพลังจิตหรืออำนาจสมาธิ สามารถรู้เห็น เรื่องจิต-วิญญาณ
หรือภูตผีปีศาจ
เพราะฉะนั้นผีกับวิญญาณก็มีข้อแตกต่างกัน
ตรงที่เรียกว่า ผีหรือวิญญาณเท่านั้น ผีหรือวิญญาณก็ยังเป็นโรคชนิดหนึ่ง
ที่ทำให้คนตายมามากต่อมาก เพราะไม่มียาอะไรรักษาได้ นอกจากพลังจิต อำนาจจิต
หรือสมาธิเท่านั้น ผู้เขียนก็ค้นคว้าและรักษาโรคจิตมาถึงปัจจุบันก็ ๔๗-๔๘ ปีแล้ว
จึงเห็นผีเห็นวิญญาณมามาก ตายแล้ว วิญญาณออกจากร่าง ล่องลอยไปไหน ไปเกิด
หรือไปใช้กรรม ก็แล้วแต่จะว่ากันไป ต่างๆ นาๆ
ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า
ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น