โดยปู่สงค์
สวนพุฒตาล
ฌานคู่กับสมาธิ วิตกคู่กับวิจารณ์ สมถะคู่กับวิปัสสนาท
สมาธิคู่กับปัญญา การที่จะเข้าถึงสมาธิได้ ก็ต้องรู้จักเรื่อง “ฌาน” กันก่อน
ฌานก็คือ การอบรมจิต หรือการรวบรวมจิตให้สงบ จึงต้องหลับตา รวบรวมสมาธิ หรือจิตให้มารวมกันเป็นที่ๆหนึ่งหรือจุดๆหนึ่ง
หรือการรวมความคิดทั้งปวง หรือความวุ่นวายของจิตที่กระจายไปทั่วกายเรา
ทั้งเรื่องราวอะไรที่เกิดกับจิตเราทั้งภายในและภายนอกกาย ไม่ว่าการงาน การเงิน
หรือปัญหาที่เกิดกับตัวเราและครอบครัว จึงเกิดวิธีรวมรวมความวุ่นวายหรือเรื่องราวทั้งปวง
ด้วยหลักปฏิบัติ
เริ่มแรกก็คือ
“การเข้าฌาน” ก็คือการหยุดความฟุ้งซ่านทั้งปวง ด้วยการมานั่งหลับตาควบคุมสติ
ไม่ให้คิดออกนอกกาย คือการกลับตา หยุดความวุ่นวายใจ เพื่อไม่ให้รู้เห็นสิ่งต่างๆ
นอกกาย การหลับตา จึงเป็นจุดเริ่มต้น คือหลับตาไม่ให้รู้เห็นภายนอก
กักจิตอยู่ภายในก็เป็นอุบายอย่างหนึ่ง
ขั้นต่อไป
ทำอย่างไร ถึงจะให้จิตข้างในสงบได้ล่ะ จึงมีวิธีรวบรวมจิตให้สงบอย่างไร
พระพุทธเจ้าทรงสอนหลักปฏิบัติวิธีคุมจิตหลายประการ
เป็นอุบายฝึกจิตหรือทำจิตสงบได้ จะเป็นอุบายคุมลมหายใจ หรือปานาหรืออาปานานุสสติ
หรือจะเป็น พองหนอ-ยุบหนอ หรือจะเป็นสัมมาอรหัง”ธรรมกาย” หรือจะเป็นมโนยิทธิก็ตาม
ล้วนเป็นอุบายฝึกจิตให้สงบทั้งสิ้น จึงเกิดการหลับตาฝึกจิต
ก็เพื่อรวบรวมจิตให้มารวมกันอยู่ในที่แห่งเดียวกัน แล้วแต่หลักปฏิบัตินั้นๆ
“อุบายฝึกจิต”
ก็คือ การหลับตานี่แหละ เพื่อปฏิบัติหรือเป็นวิธีรวมจิตด้วยการภาวนา
ตามหลักของวิชาต่างๆ การนั่งหลับตา เพื่อพิจารณาลมหายใจหรืออานาปานะสติ”พุทโธ”
เมื่อจิตอยู่กับการภาวนา เป็นการดึงลมหายใจมาอยู่ในที่เดียวกัน
เพื่อหยุดความคิดทั้งปวง การหลับตาภาวนาก็คือการเข้า “ฌาน” ไปในตัว พิจารณาลม
พิจารณาจิต ก็คือรวบรวมจิตให้มารวมกัน แล้วก็ควบคุมลม ควบคุมจิตให้สงบ
หรือรวบรวมความคิดความรู้สึก แม้แต่ลมหายใจ ก็ให้สงบ
หรือทุกสิ่งทุกอย่างในกายในจิตให้สงบ กาย-ใจจึงสงบนิ่ง จิตก็สงบนิ่ง
เหมือนกับท่อนไม้ ตอไม้ หรือก้อนหิน ไม่มีอาการสั่นหรือขยับส่วนไหนในกาย จะนั่งนิ่งไม่ไหวติง
จิตสงบนิ่งนี่แหละ คือ “ฌาน” หรือเข้าฌานละ
การเข้าฌานจึงเป็นเบื้องต้นของสมาธิก่อน เกิดฌานก่อน
ฌานจึงมีแต่ความนิ่งเฉยอยู่อย่างเดียว
จิตสงบ กายสงบ จิตไม่ฟุ้งซ่าน กายไม่ขยับเขยื้อน ตอนนี้เข้า”ฌาน” จิตสงบ
กายสงบ ลมหายใจก็พลอยสงบไปด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างในกายสงบ
วิธีทำให้จิตสงบก็ต้องทำให้ลมหายใจสงบก่อน
เวลาคุมลมหายใจ จิตก็จะดึงทุกสิ่งในกายมาอยู่กับการกำหนดลมหายใจ
จิตก็จะตั้งอยู่กับลมหายใจ ไปส่งไปโน่นส่งไปนี่ หรือความคิดทั้งปวง
ความอยากโน่นความอยากนี่ก็จะหมดไป จิตก็จะตั้งอยู่กับลมหายใจ คอบควบคุมลมหายใจ
คอยดู คอยพิจารณาลม
ก่อนจะเกิด “ฌาน”
ก็คือการภาวนาหายใจเข้าและหายใจออกนี่เอง ก็คือการฝึกจิตอบรมจิตด้วยอานาปานะสติ
เป็นการฝึกวิธรเข้า”ฌาน” นี่เอง ฌานจึงเป็นหลักปฏิบัติเบื้องต้นของสมาธิ
เป็นเพราะว่า การฝึกสมาธิได้ก็ต้องรู้จักวิธีอบรมฌานหรืออบรมจิตให้สงบ “ฌาน”
จึงมีหลายระดับ ฌาน๑ ฌาน๒ ฌน๓ ฌาน๔ ไปจนถึง ฌาน๘
นี่ก็เป็นเหตุผลเป็นรากฐานอันแท้จริงของการปฏิบัติธรรม แต่บางคนมองข้าม “ฌาน” หรือ
ไทชม่รู้เรื่องการปฏิบัติสมาธิ เลยไม่รู้ว่าจิตจะเข้าสมาธิได้ ก็ต้องผ่านฌานก่อน
ที่เราปฏิบัติจิตให้ลมหายใจสงบนั่นแหละ เป็นบ่อเกิดแห่งการฝึกรู้ “ฌาน”ละ
พอฝึกจิต
ฝึกลมหายใจให้ราบเรียบ แล้วจิตก็จะรวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กว่าจิตจะรวมกันได้ ก็ต้องเกิด วิตก-วิจารณ์ เป็นขั้นแรกที่เรียกว่า ฌาน๑ นั่นเอง
จะเข้าฌาน๑ ได้ก็ต้องผ่าน”วิตก” คือความกังวล ความวุ่นวายใจ จะเกิดความกลัวต่างๆ นานาสารพัด
กลัวโน่นกลัวนี่ มากระทบกับจิตใตเรา ตัวเบา ตัวโปร่งบาง ตัวโยกตัวหมุน ตัวเหวี่ยง
ตั่วสั่น บางทีก็เหมือนถูกพาไปลงบ่อ ลงเหว หรือลงทะเล บางทีตัวเราขยาย
บางทีก็ลอยได้ เหตุการณ์ต่างๆ นี้ก็เป็นเรื่องของความวิตก
ความกลัวต่อเหตุที่มากระทบจิตตอนภาวนา หรือกำหนดลมหายใจใหม่ๆ แรกๆ
ก็อยู่ที่ลมหายใจนั่นแหละ มันหายใจเข้า-ยาวบ้างสั้นบ้าง เร็วบ้าง ช้าบ้าง
ก็เลยทำให้การภาวนาหรืออานาปานะสติความคุมไม่ได้ เมื่อลมหายใจมันไม่สม่ำเสมอ
เวลาหายใจเข้าออก มันก็ยิ่งไม่สม่ำเสมอ
เพราะเหตุนี้ผู้คนหรือนักปฏิบัติธรรมเลยคิดว่าเป็นของ”ยาก” ทำไม่ได้
เพราะไม่มีสติ-ขาดความคิด พิจารณา หาเหตุผลความจริง ถ้ามีสติหรือมีที่ตั้งของจิต
พิจารณาดูเถอะว่า ทำไมพิจารณาลมหรือจับลมให้สม่ำเสมอดูล่ะ
ค้นหาที่ตั้งของจิตก่อนว่าเราใช้หลักปฏิบัติแบบอานาปานะสติหรือการกำหนดลมหายใจเข้ากับลมหายใจออก
ทำอย่างไรจะให้ลมหายเข้า-ออกสม่ำเสมอ หรือให้ราบเรียบพอดีกัน นี่ก็คือหลัก “ธรรม”
อันแท้จริง หลักธรรมชาตินี่แหละ การกระทำหรือปฏิบัติอะไรควรจะให้พอดีๆ
หรือพอเพียงก็ได้ ก็ค้นหาวิธีหรือหาหลักปฏิบัติดูสิ การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก
มันหายใจเข่ทางไหนหรือ ทางตา ทางท้อง ทางหน้าผาก หรือทางไหน หลักความจริงก็คือ
หายใจทางรูจมูกทั้งสองข้าง คนเราฉลาดหรือโง่ มัวแต่ไปพิจารณาทีอื่น
จึงไม่รู้จักที่ตั้งของจิต เราจะควบคุมลมหายใจ ก็ต้องควบคุมลมเข้าออก
ต้องพิจารณาตามความจริง ก็ต้องดูลมหายใจเวลาหายใจเจข้าออก
มันก็ขึ้นอยู่กับรูจมูกทั้งสองข้าง เมื่อลมหายใจเข้า ก็จะเข้าพร้อมกันทั้งสองรู
จิตก็จะแบ่งเป็นสองรูหรือสองช่อง
เมื่อเป็นเช่นนี้
ก็แบ่งรุจมูกทั้งสองคือกึ่งกลางของรูจมูก ก็คือปลายจงอยจมูกนั่นแหละ
ยกจิตมาจับตรงรูกึ่งกลางรูจมูก กฌคือจงอยจมูก
จิตมันจะได้มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวหรือจุดศูนย์กลาง ทำให้เกิดที่ตั้งของจิตนั่นเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้เวลาสูดลมหายใจเข้า-ออก
ลมหายใจมันจะกระทบกับจิตที่ตั้งตรงจงอยจมูก ก็จะรู้ว่าลมหายมันหายใจเข้าเท่าไหร่
หรือหายใจออกเท่าไหร่ จะเร้วหรือช้า จะสั้นหรือยาว เราก็รู้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้
เมื่อจิตมีที่ตั้งของจิต คือจงอยปลายจมูก เราก็จะสามารถบังคับหรือคอนโทรลลมหายใจได้
ก็ใช้จิตปรับลมหายใจได้ง่าย อานาปานะสติ จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ ที่ตั้งของ”จิต”
ปลายจงอยจมูก
ผู้ปฏิบัติสมาธิไม่เข้าใจหรือไม่รู้ที่ตั้งของจิต
จึงกำหนดลมหายใจเข้า-ออกให้งบได้ช้า หรือไม่ได้เลยก็มี ก่อนจะเข้าสมาธิ จึงจำเป็นต้องรู้จักเรื่อง
“ฌาน” ก่อน ฌานจึงเป็นรากฐานของสมาธิ รู้จักฌานให้เข้าใจก่อน
แต่ผู้สอนหรือผู้ปฏิบัติมองข้ามเรื่อง”ฌาน” หรือวิธีทำจิตให้สงบ ก็ต้องผ่าน
“วิต”ก่อน อุปสรรคของวิตกมันมีต่างๆ นานา เมื่อมันเกิด”วิตก”
เราก็เพิ่งสติจับอาการวิตกให้สงบ ตัวเพ่งจับนี่แหละคือ ”วิจารณ์”
หรือการเพ่งวิตกให้อยู่นิ่งได้ เราก็เรียกว่า วิตกเกิด เอาวิจารณ์จับ
วิตกก็จะดับไปเอง วิตกจึงได้คู่กับวิจารณ์ เมื่อเกิดวิจารณ์จิตเราก็จะสงบมากขึ้นเพราะเกิดฌานแล้ว
นั่นคือฌานแรก
เมื่อจิตอยู่กับความสงบ
จิตก็ยังจับในความสงบนิ่งเข้าไปอีก ก็คือการเพ่งจิตเข้าไปในจุดสงบ หรือการเข้สฌาน
ก็นั่งให้มันสงบเข้าไปอีก ครวานี้จิตก็สงบมากขึ้น จิตจะนิ่ง คราวนี้เกิดปิติขึ้นมา
น้ำตาจะไหล บางคนเข้าใจว่านั่งร้องไห้ เพราะมีน้ำตาไหลออกมาให้เห็น
มันรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ สบายกว่าครั้งแรกที่เกิดวิตก-วิจาร์ณมากๆ จิตก็จะดื่มด่ำความปิตินี้อยู่
แต่ถ้าเราไม่ถอยฌานหรือยังคงนั่งหลับตาเข้าฌานต่อไป จิตก็ยังจับนิ่งกับความสงบ
เพ่งลึกเข้าไปอีก อาการ”ปิติ”
หรือน้ำตาที่ไหลจะหยุดและแห้งหายไปกับสภาวะจิตที่ดื่มด่ำอยู่ หายไปเอง
พอจิตเพ่งสงบเข้าไปอีก”ในที่ตั้งของจิตที่สงบ” คราวนี้น้ำตาหายกลายมาเป็นนั่งยิ้มแบบนั้น
มันเกิด”สุข”ขึ้นมาในจิตใจ กายมันสบายปลอดโปร่ง ห้องแอร์ก็สู้ไม่ได้ “สุข”จริงๆ
สบายจริงถึงกับนั่งยิ้ม อิ่มอกอิ่มใจยิ่งกว่า
”ปิติ”คือฌานสอง มันถูกอกถูกใจยิ่งกว่าถูกหวย มันสุขสบายจริงแบบชอบอกชอบใจ
ตอนนี้แหละ ท่านก็ได้บรรลุขึ้นมาฌามสามแล้วคือ “สุข”
ท่านผู้ปฏิบัติฌานก็อย่าเพิ่งถอยหรือละโอกาส ฝึกต่อไปหรือเจริญฌานต่อไป
นั่งหลับตาหรือเข้าฌานต่อ ก็เอาจิตเพ่งใน”สุข”ต่อไป
คราวนี้”สุข”ถูกเพ่งดิ่งลุกเข้าไปอีก
ที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หรือเกิดสุขใดๆก็จะหายไป จิตก็จะสงบลงลึกเข้าไปอีก ความนี้ตัวเราจะไม่มีอะไร
วิตก-วิจารณ์, ปิติ, สุข เหลือแต่จิตเปล่าๆ ไม่มีความรู้สึกอะไร
จิตสงบนิ่งอยู่เฉบแบบนั้น ก็คือการวางเฉยหรือ”อุเบกขา” นั่นเอง
ถ้าผู้ปฏิบัติไม่ทำอะไรต่อ หรือนั่งเฉยๆ ก็จะได้เฉยๆ หรืออุเบกขา
ตอนนี้จิตสงบนิ่งอยู่กับที่ ถ้าเราไม่ตั้งใจเพ่งตาดูก็จะไม่รู้ว่า ลูกข่าง
ยังคงหมุนนิ่งอยู่กับที่ จิตเราก็เช่นอุเบกขานี่แหละ ไม่เพ่งดูก็จะไม่รู้ไม่เห็น พอจิตเพ่งในอุเบกขา
จึงจะเกิดตัวรู้ขึ้นมา ตัวอุเบกขาตัวนี้มิใช่ว่าจะอยู่เฉยหรือวางเฉย
แต่ตัวเฉยก็คือสงบนิ่ง จิตจะนิ่งหรือเพ่งนิ่งอยู่ จิตจะนิ่งเข้าไปอึก ตัวนี้แหละ
จิตก็จะเข้าเอกกัคคะตารมณ์ คือ จิตรวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ทุกสิ่งทุกอย่างในร่างกายเรา
สติ อารมณ์ ใจ กาย รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ก็คือ เอกัคคะตารมณ์ ตัวนี้แหละคือ
สมาธิ หรือ จตุตถะฌาน คือ ฌาน ๔ นี่เอง
หรืออุปจาระสมาธิ สมาธิที่แท้จริง ตัวเห็นก็จะเกิด ตัวรู้ก็คือฌาน
ตัวเห็นก็คือสมาธิ ฌานกับสมาธิจึงเป็นของคู่กัน อาศัยกันและกัน
ฌานจึงเป็นบ่อเกิดของสมาธิ ตัวรู้กับตัวเห็นจึงคู่กัน รู้อะไร รู้วิธีรวมจิต รวมกาย
ความคิด ความรู้สึก ให้มารวมกัน
รู้วิธีรวมอารมณ์คือ การเข้าฌาน หรือดับความคิด ดับอารมณ์ให้สงบ
จึงต้องหลับตาภาวนา หรือเข้าฌาน
เรื่องราวของอารมณ์เรื่องราวของจิตทั้งหลาย
ก็เป็นบ่อเกิดแห่งตัว”วิตก”นั่นแหละ พอรวมรวมสงบได้ก็เป็นวิจารณ์
เมื่อได้
เอกัคคะตารมณ์ อารมณ์เป็นหนึ่ง เพ่งจิตเข้าไปอีกนั่นแหละ จึงจะเกิดจตุตถฌานหรือฌาน
๔ ถ้าเปรียบกับสมาธิ ตอนอุเบกขา เท่ากับ ขณิกขะสมาธิ สมาธิเฉียดๆหรือชั่วคราว
แต่พอจิตเข้าสมาธิแล้วจึงได้อุปจาระสมาธิ คือสมาธิแท้จริง คือตัวเห็น
หลังจากนัน้ก็เข้าฌานต่อไปอีก
จิตก็จะนิ่งหรือธิ(สมาธิ) ก็จะกลายเป็นเพ่งจิตในจิต เวลาเข้าฌานหรือเจริญฌาน
จึงได้อยู่นานๆ เป็นชั่วโงๆ เป็นวันๆ
หรือเป็นอาทิตย์ หรือเป็นเดือน ทำไมถึงได้นั่งเข้าฌานได้นาน
ก็เพราะจิตมันสงบและรวมกันได้ มันจึงมีความสุขที่อยู่ในฌาน ฌานจึงต้องเข้ากันเป็นนานๆ
เวลาเข้าฌานจนชำนาญแล้ว ตัวรู้ก็จะเกิดในฌานที่ปฏิบัตินั่นแหละ
เพราะฉะนั้น
การเข้าฌานหรือเจริญฌาน จึงไม่เหมือนกัน แฃ้วแต่หลักการปฏิบัติ
ฌาน
๔ จตุตะถฌาน เมื่อได้ฌาน ๔ แล้วจะดำเนินจิตต่อไปอย่างไร ความจริงเวลา “เจริญฌาน”
แล้ว ผู้ได้ฌานแล้ว จะไม่ค่อยละปฏิบัติหรือถอยฌานหรอออกจากฌาน
เพราะจะทำให้เสียเวลาเข้าฌานใหม่อีก จิตก็จะเจริญฌานต่อไป เมื่อจิตเข้าสมิแล้ว
จิตก็จะเพ่งต่อไปอีก เพ่งเข้าไปในจิตในตัวเรานี่ ก็จะเกิดจุดขาวนวลออกมาจากกายเรา ก็จะขยายกระจายออกเป็นแบบรัศมี
จากจุดเล็กก็ขยายใหญ่ออกไปเป็นวงกว้าง จิตก็เพ่งกับจุดสว่างนั้น ยิ่งเพ่งแสงสว่างก็กระจายออกไปรอบตัวเป็นวงกว้าง
จุดสว่างนั้นกระจายแผ่รอบตัว แสงสว่างแผ่ไปตรงไหน จะเป็นต้นไม้ ใบหญ้า
ตึกรามบ้านช่อง เหมือนถูกแสงสว่างกันหมด แผ่ไปถึงไหน
ก็มีแต่แสงสว่างครอบคลุมไปทั่ว ยิ่งเพ่งก็จะกระจายไปทั่วทุกแห่งหน แม้แต่ในอากาศ
ในท้องฟ้า ก็จะมีแสงสว่างสีขาวนวล โปร่งใสสว่าง ทั่วทั้งแผ่นดิน แผ่นฟ้า
หรือว่าในโลกนี้มีแต่แสงสว่างหรืออากาศแบบนั้น ยิ่งเพ่งยิ่งขยาย
เหมือนเราอยู่ในอากาศที่ปลอดโปร่ง สว่างไสวไปทั้งกายและใจเลย
พอลืมตาหรือถอยออกจากฌาน จิตก็ยังอิ่มกับความสว่างไสวในจิต จึงรู้ว่า
จิตเราเข้าไปอยู่ในการเพ่งอากาศ หรือ อากาสานัญจายะตะนะ คือ
การเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด
นี่จิตเราก็เข้ามาอยู่ในฌาน
๕ แล้ว ทำไมจึงรู้ว่า เป็นการเพ่งอากาศ เพราะจุดสว่างมันยิ่งเพ่งยิ่งขยาย
เหมือนอากาศมันขยายไปถึงไหนก็จะมีความสว่าง ยิ่งขยายจิตก็ยิ่งเบ่งบานไปด้วย
จึงรู้ว่าความสว่างคืออากาศนั่นเอง