วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ฌาน ๖ เพ่งวิญญาณ



โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            เมื่อสมาธิเกิด จิตกับตา รวมกันเป็นสมาธิ ต้องเข้าจตุตถะฌานหรือฌาน๕ ตัวรู้กับตัวเห็นเกิดเป็นสมาธิ จิตก็จะเห็นเรื่อง จิต-วิญญาณ คนเราตายแล้ว วิญญาณออกจากร่าง เราก็ต้องรู้ต้องเห็น วิญญาณออกจากร่างอย่างไร วิญญาณมันล่องลอยไปไหน จิตเราก็ต้องเห็น เห็นว่าจิตเป็นสมาธิ จิตเป็นสมาธิไม่ต้องหลับตาก็เห็น การหลับตาก็เข้าสมิก่อนแต่พอจิตชำนาญสมาธิ อุปจาระสมาธิจนขั้นอัปปนาสมาธิ หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น การเห็นเช่นนี้ เขาเรียกว่าจิตเห็น หรือเห็นด้วยจิตจิตจึงมีพลังจิตหรืออำนาจจิต  จิตมีกำลัง ฌานมากๆ พลังสมาธิก็จะมาก     การจะเพ่งฌานหรือวิญญาณได้ ก็ต้องรู้เห็นเรื่องวิญญาณ “วิญญาณ”ก็คือสัมภะเวสี กับโอปปะติกกะ

            การจะบรรลุถึงระดับฌาน๖ ก็ต้องมีจิตกับตาเป็นสมาธิ ขั้นอุปปจาระสมาธิ ถึงระดับอัปปนาสมาธิ และก็ต้องศึกษา เรื่องจิต-วิญญาณ ให้มากๆ ไม่ใช่เห็นวิญญาณตัวเดียว หรือเห็นผี หรอเห็นเทวดา ก็มาคุยโม้ได้ ต้องศึกษาค้นคว้าเรื่องผีหรือสัมภะเวสีกับพวกเรื่องเทพเทวดาชั้นต่างๆ การเพ่งวิญญาณ หรืออากาสานัญจายะตะนะ การเพ่งวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุดหรือฌาน ๖ นี่เอง ผู้เขียนก็ได้ใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี จึงเห็นผีหรือวิญญาณต่างๆ มาเป็นร้อยเป็นพัน ปัจจุบันก็เป็นหมื่นวิญญาณ จึงกล้าคุยได้ว่า เห็นผีมาเยอะแยะนับไม่ถ้วน ผีหรือวิญญาณมันไปไหนบ้าง เพราะเห็นผีหรือวิญญาณหรือเทวดามามาก แต่ไปสามารถจับผีหรือจะเพ่งผีหรือวิญญาณให้ชัดเจนแจ่มใสได้ ช่วยรักษาให้วิญญาณพ้นทุกข์ได้สารพัด ก็ยังไม่รู้ว่า วิญญาณจะให้สิ้นสุดมันเพ่งอย่างไร

            การช่วยผีหรือวิญญาณให้พ้นทุกข์พ้นวิบากกรรม ให้ไปเกิดมากมายก่ายกอง ไม่มีวันที่สิ้นสุด เพราะคนเราตาย สัตว์ตายก็จะกลายเป็นวิญญาณ จึงไม่มีการสิ้นสุด แม้กระทั่งเราตาย ก็ไม่สิ้นสุด เรพาะเราก็ต้องตายกลายเป็นผีหรือวิญญาณ พอมาปฏิบัติ”ฌาน” ต่างๆ ตามหลักพระพุทธศาสนา พอเพ่งฌานจนกลายเป็นสมาธิ(จิต-ตา) จึงได้รุ้ว่า การรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณมากก็เพื่อจะพิสุจน์ว่า วิญญาณทั้งหลายมีจริง ก็คือสัมภะเวสีกับโออะติกกะ ผีมีจริง เทวดามีจริงเรพาะสมิของพระพุทะเจ้าสามารถรู้เห็นได้ด้วยการปฏิบัติ สมถะและวิปัสสนา ถ้าฝึกจิตไม่เข้าสมาธิ ก็จะไม่รู้เห็นความจริง วิญญาณมันคลุมจิตนี่เอง จิตมันอยู่ในวิญญาณ วิญญาณถูกเพ่งมากๆ ก็สลายหายไปจนว่างเปล่า จิตสมาธิ ก็เพ่ง ธิเข้าไปอีก เหมือนกับจิตเพ่งทะลุเข้าไปใน ”อากาศ” ไม่มีจิตหรือมีวิญญาณอะไรปรากฏในที่ว่าง แต่กลับรู้ว่านี่มันทะลุเข้ามาถึง”สุญญกาศ” มันสะอาดสดใส ยิ่งเพ่งก็ยิ่งมองทะลุเข้าไป จึรู้ว่านี่คือ”สูญญตา” ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณ เหมือนมันอยู่ในที่ไกลๆ เบื้องบนอากาศ ยิ่งเพ่งยิ่งว่าง ก็เห็นจุดๆ หนึ่ง ใส เหมือนเพชรเล็กๆ เม็ดเล็กจริงๆ ถ้าไม่เพ่งจิตก็จะไม่เห็น  จึงรู้ว่า เพชรเม็ดเล็กๆ ก็คือ จิต ปรากฏขึ้นมา ด็เพ่งจิตเข้าไปอีก เพชรเม็ดเล็กๆ นั้น มันยิ่งสดใสสว่าง ยิ่งเพ่ง เพชรก็หายไปพร้อมกับแสงเพชรก็ดับหายไป ครวานี้จึงรู้ว่าไม่มีจิตอยู่ในตัว หรือตัวเรา ก็เกิดตัวรู้ตามมาว่า จิตเข้า”วิมุติ” ดับความจำหมาย ดับสัญญา ไม่มีอะไรเหลือในจิตอีกเลย จิตยังคงเพ่งนิ่งต่อไป ก็ปรากฏว่าเห็นแสงสว่างเป็นแนวทางเดินเข้าไป แต่ในจิตรู้และเห็นว่าปลายทางเข้าเป็นที่ว่างเปล่า แต่มีจุดเล็กๆ สดใสสว่างเจิดตา เหมือนเพชรที่ถูกเจียระไนสะอาดแล้ว  ก็ได้ยินพูดมาในหูว่า “เจ้าอย่าเพิ่งเข้าไป อีกสามปีค่อยเข้า” และก็ได้ยินเสียงบอกว่า “นั่นคือ แดนนิพพาน”

            พอถึงตอนนี้แล้ว จะถอยกลับอย่างไร วิญญาณก็ไม่มี จิตก็ไม่มี กายก็ไม่มี จะเอาอะไรมายึดเป็นทางกลับได้ ก็ได้ยินเสียงบอกว่า “ ยังเข้าไปไม่ได้” เหมือนเดินถิยออกจากทางสว่าง จิตจึงกลับมาสู่ตัวเรา ก็สงสัยว่า กลับมาได้อย่างไร พอมานั่งเพ่งจิตพิจารณาดูว่า ทำไมกลับมาได้ ก็เพราะสัญญายังไม่ดับนี่เอง ยังมีเชื้อสัญญาติดอยู่ ก็มาพิจารณา ท่านพระฤาษีลิงดำ ท่านบอกว่า มีฌาน๙ ที่รู้ๆ มาก็มีฌาน๘ เท่านั้น ก็สงสัยฌาน๙ ของท่านก็คือ “สัญญาเวทยิทตะนิโรธ” พอมาเพ่งพิจารณาฌาน๙ ของท่านฤาษี ก็รู้ว่า ฌาน๘ ยังดับสัญญาไม่หมดสิ้น แต่ฌาน๙ ของท่าน  ดับสัญญาทั้งหลายหมด จึงได้พระอนาคามีสูงสุด แล้วถึงจะเป็นพระอรหันต์

            ก็มาพิจารณาดูตัวเองว่า เรากลับมาได้อย่างไร แสดงว่าความจำหมาย ยังไม่หมดสิ้นเพราะมีสัญญาเป็นเชื้อสายนี่เอง ผู้เขียนถึงได้กลับมาได้เมื่อพิจารณาดูการปฏิบัติฌาน๖ เพ่งสิญญาณได้ มันก็ดับฌาน๗ ฌาน๘ ไปติดๆกัน เหมือนได้ฌาน๑ ฌาน๒ ฌาน๓ ฌาน๔ และได้ฌาน๕ เพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด ในคืนเดียว  แล้วมาค้นคว้าเรื่องฌาน๑ ถึงฌาน๕ ให้ละเอียด จนสามารถใช้จิตหรือพลังจิต พลังสมาธิรักษาคน รักษาสัตว์ รักษาวิญญาณได้ และก็ค้นคว้าธรรมะการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า มาตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ มาจนกระทั่งทุกวันนี้พ.ศ. ๒๕๖๐ จึงรุ้ว่า สมาธิ สมถะ และวิปัสสนา เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา พอค้นคว้าอานาปานะสติ การกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นหลักหรือหัวใจสำคัญของพุทธองค์ ได้อานาปานะสติแล้ว ไปพิจารณาหลักของธรรมกาย และพองหนแ-ยุบหนอ หรือจะเพ่งทำอะไร ต้องได้หรือเข้าใจการปฏิบัติอานาปนสติก่อน จึงจะเข้าใจหลักอื่นๆ ได้ง่าย  

ฌาน ๕



โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

เมื่อจิตกับตารวมกันเป็นหนึ่ง ตัวรู้ตัวเห็นก็คือสมาธิที่แท้จริง หรือจตุตถะฌาน เราก็ยังเพ่งนิ่งเข้าไปใน จตุตถะฌาน หรือสมาธินั่นแหละ  คราวนี้ก็เพ่งสมาธิเข้าไปในจิตที่นิ่ง ก็จะเกิดจุดสว่างขึ้นในจิต เป็นจุดเล็กๆเหมือนกับจุดศูนย์กลางจิตหรือใจเรา ก็เอาสมาธิเพ่งเข้าไปในจุดขาวสว่างหรือนวล ยิ่งเพ่งจุดสว่าง จุดก็ขยายออกจากจุดเหมือนจุดศูนย์กลาง ขยายไปทั่วรอบทิศ จากจุดสว่างยิ่งเพ่งยิ่งขยายออกไปเป็นวงกว้าง เราจะรู้จะเห็นการขยายของจุดสว่างใหญ่ขึ้น ขยายกระจายออก จิตก็จะรู้ว่า ได้เห็นแสงสว่างขยายกระจายออก จิตก็จะรู้ว่าแสงสว่างขยายกระจายออกเป็นวงกว้างขึ้นไปเรื่อยๆ  แสงสว่างนี้ขยายออกไปถึงไหน กระจายไปทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ตึกรามบ้านช่อง หรือคลอง แสงสว่างจะปกคลุมสิ่งต่างาเหล่านั้น มันเหมือนหรือคล้ายกับว่าได้กลืนกินทุกอย่าง มันหายไปหมด รู้และเห็น แต่ว่าอะไรก็ตามที่แสงสว่างจากจุดเล็กๆ  ขยายกระจายออกใหญ่กว้างขวางไปที่ใด ที่นั้นๆ ก็มีแสงงสว่าง ทุกสิ่งทถกอย่างที่ขวางทางแสงสว่างจะหายเข้าไปหรือละลายเป็นแสงสว่าง ยิ่งเพ่งหรือทำใจให้จิตสมาธิมากขึ้น แสงสว่างก็จะกระจายออกไปทั่วทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ในท้องฟ้าก็จะถูกแสงสว่างที่เกิดจากเพ่งจิตสว่างไปทั่วทั้งพื้นดินในอากาศในท้องฟ้า มันไม่มีอะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่าหรือแสงสว่าง ขาว-โปร่งโล่งไปหมด จิตหรือสมาธิ ก็จะเห็นแต่ความสว่างไปทั่วทั้งโลกก็ว่าได้

            จิตแรกก็รู้ว่านี่คืออากาศนั่นเอง ความจริงอากาศก็คือความว่างเปล่า จิตก็ไม่สามารถเพ่งจิต ตัวอากาศได้ เท่ากับเราเพ่งอยู่กับความว่างเปล่า ไม่มีตัวตนให้เราจับต้องหรือเห็นเป็นรูปร่างได้ อากาศก็ยังกระจายไปทั่วพิภพจักรวาล คนเราจึงไม่มีหลักอะไร หรือจิตเข้าไปรู้เห็นอากาศได้ และก็ไม่มีปัญญาที่จะจับอากาศมาเพ่งได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านเก่งครับ ท่านมีวิธีจับอากาศมาเพ่งได้ด้วยการเพ่งจิตในกาย ก็คือ สติปัฏฐาน ๔ นี่เอง จับเท่าไหร่ เพ่งอากาศเท่าไหร่ก็ไม่เห็น แต่พอมาเพ่งในจิตเรา กายเรา จิตหรือสมาธิเกิดแล้ว จึงจะเพ่งจิตเพ่งในกายเราได้ พอจิตเพ่งในจิต ก็เกิดจุดขาวสว่างต้องจิตเป็นสมาธิ “จิตกับตา” เป็นหนึ่งเดียว สมาธิจึงเกิดสมาธิ ก็คือตัวรู้กับตัวเห็น

ตัวรู้คือจิต ตัวเห็นคือตา สมาธิคือการเพ่งจิต หรือเพ่งให้”ธิ” มันมากขึ้น ตัวธิหรืออุปจาระสมาธิจึงรู้เห็นเรื่องอากาศ คือจุดขาวๆ เมื่อจิตเพ่งเข้าไป จุดขาวๆ ก็สว่าง ยิ่งเพ่งยิ่งขยายเป็นวงกว้างจนสุดลูกหูลูกตา แม้ในอากาศก็มีแสงสว่าง จึงรู้ว่าการเพ่งจิตในจิตเรา จึงรู้ว่าวิธีเพ่งอากาศ หรืออากาสาณัญจายะตะนะ ฌาน ๕ คือเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด เวลาจิตมันบรรลุถึงการเข้าฌาน เข้าสมาธิ จิตจึงเกิดตัวรู้ตัวเห็น คือสมาธิ สมาธิก็เกิดจากการเข้าฌาน เอาจิตกับตามารวมกันหรือเอกัคคะตารมณ์

“ฌาน ๕” เพื่อความละเอียดในการอธิบาย จะได้เข้าใจยิ่งขึ้น “จิตกับตา” เป็นสมาธิเดียวกัน รวมกันได้แล้ว ก็คือการเพ่งตาเข้าไปในจิต จิกับตาก็จะเป็นอุเบกขา จิตจะรวมกันสงบ เป็นเนื้อเดียวอันเดียวแล้ว จิตจึงเป็นตัวรู้ ตาจึงเป็นตัวเห็น ทีนี้จิตกับตาหรือสมาธิ ก็เพ่งเข้าไปในอุเบกขา จิตกับตาจึงเป็นเอกัคะตารมณ์สมาธิ  จึงเกิดเป็นสมาธิเข้าจตุตะถฌานก็ยกจิตหรือสมาธิ ตัวรู้ตัวเห็นมาเพ่งในกายเรานี่แหละเป็นการเริ่มต้นของจิตเพ่งกาย

พอจิตเพ่งในกาย หรือนิ่งอยู่กับกาย รู้ไหมว่า “กาย” มันถูกเพ่งมากขึ้นกายก็จะสลายหายไปกับจิต “กาย”มันหายไปไหน ตัวรู้ตัวเห็นหรือจิตสมาธก็จะตามไปดู ก็เพ่งจิตให้ธิเข้าไปอีก คราวนี้ จิตสมาธิก็เพ่งทะลุความว่างเปล่าหรือกายที่เราเพ่งอยู่ หรือเพ่งเข้าไปในอากาศนั่นแหละ เพราะจิตยังไม่ได้ยกไปไหน จิตก็ยังจับอยู่ในกายที่สลายเป็นอากาศนั่นแหละ เมื่อจิตทะลุเข้าไปกลางอากาศหรือความว่างเปล่าที่เราเพ่งอยู่คราวนี้ จึงเกิดจุดสว่าง หรือแสงสว่างขึ้น จิตนิ่งเพ่งอากาศหรือจุดสว่างก็จะยิ่งขยายไป กระจายเป็นรัศมี สีขาวนวล ยิ่งเพ่งยิ่งขยายไปทั่วทุกแห่งทุกหน แม้แต่ในอากาศ ก็สว่างเป็นสีขาว การเพ่งอากาศจึงเกิดจากการเพ่งกาย กายเราเองจึงรู้ห็นอากาศที่เกิดจากในตัวเรา ซึงเป็นการเพ่งจิตในกาย ก็พิจารณาในปฏฐาน ๔ นั่นเอง ปัฏฐาน ๔ มีเพ่งจิตในจิต เพ่งกายในกาย เพ่งเวทนาในเวทนา และเพ่งธรรมในธรรม

การเพ่งกายจึงจะรู้เห็นวิธีการเพ่งอากาศ หรือการเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด หรืออากาสานัญจายตะนะ ก็คือฌาน ๕ การเพ่งกายก็คือจุดเริ่มต้นให้เราพิจารณาดูในกายนี่เอง จิตเพ่งกายในกาย ก็จะเห็น ”อายะตะยะภายใน ๖” จิตเที่ยวในกายนี่เอง

จิตที่เป็นสมาธิก็จะเห็นอากาศ ๓๒ เกสา โลมา .... เมื่อเห็นอาการ ๓๒ แล้ว จิตก็ยังเที่ยวในกาย ดูโน่นดูนี่ต่อไป ยิ่งเข้าฌานหรือสมาธิก็ยิ่งเกิด อะไรที่เกิดในจิตตอนเข้าฌานหรือเข้าสมาธิ จิตก็เพ่งพิจารณาดูกายต่อไป

ความจริงแล้ว การเล่นฌานที่จริง ก็ยกจิตกลับมาอยู่ในฌาน๔ หรือจตุตถะฌาน ก็พิจารณากายหรือกายในกาย จิตก็จะเกิดตัวรู้ตัวเห็น ในกาย(สมาธิ) มีอยู่ครั้งหนึ่งเห็นวิญญาณผลุดแทรกเข้ามาในสมาธิ ก็มีความสงสัยว่า ญาหรือวิญญาณ จะเข้ามาในสมาธิได้อย่างไร ก็เพ่งจิตดูวิญญาณตัวนั้น ก็เลยรู้ความจรริงว่า  วิญญาณที่สามารถเข้ามาในจิตตอนนั่งสมาธิ จะหมดวิบากกรรม มาเพื่อให้ช่วยนั่นเอง
        
          ก็เพ่งจิตเข้าไปช่วย เปิดทางและส่งวิญญาณไปเกิดวิญญาณนั้นได้รับผลบุญบารมี จิตส่งให้หรือเสริมให้ ก็จะกล่าวขอบพระคุณครับ และก็จะหายไปจากสมาธิจิต ต่อมาตอนนั่งสมาธิอีก คราวนี้ก็เพ่งจิตช่วยหวังจะส่งไปอีก เรื่องแปลกๆก็เกิดขึ้นกับจิตในฌาน๔ อีก ก็มีวิญญาณแปลกแทรกเข้ามาอีก จิตก็เพ่งหวังจะช่วยส่ง แต่คราวนี้วิญญาณกลับมองดูผู้เขียนแถมหัวเราะชอบใจอีก ก็เพ่งดูวิญญาณ ทำไมถึงหัวเราชอบใจ แถมไม่รู้สึกกับการเพ่งจิต ก็เกิดความสงสัย วิญญาตัวนี้มันแน่ ไม่กลัวพลังจิต อำนาจจิตของเรา จิตก็รู้ว่า วิญญาณตัวนี้คือ ครูบาอาจารย์ท่านส่งมาทดสอบจิตเรา พอรู้เหตุผลแล้วเท่านั้น เจ้าวิญญาณก็นอนตายให้เราดู ก็คือ “ศพ” พอเข้าใจปัญญาก็เกิดขึ้น เพ่งศพหรืออสุภะต่อไป
        
         นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นเรียนอสุภะ๑๐ ต่อไปด้วยจิตสมาธิ ก็ใช้จิตเพ่งพิจารณาอสุภะ๑๐ หรือศพต่อไป ตายวันแรกเป็นอย่างไร วันที่สองเป็นอย่างไร วันที่สามจิตก็เพ่งกับศพ ก็มาลำดับอสุภะ๑๐ วันแรกศพจะแข็ง วันที่สองศพจะอืด วันที่สามน้ำเหลืองจะแตกเฟะ วันที่๔ พวกหนอนก็จะไชจากข้างในมาข้างนอก วันที่๕ หนอนก็ไชหรือกินเนื้อหนัง ไส้ พุง เครื่องใน หรือาการ๓๒ วันที่๖ กินจนทั่วตัว หัว เนื้อหนังก็หมด เพ่งไปจนถึงวันที่๗ เส้นเอ็นที่ยึดก็เริ่มหมด วันที่๘ เอ็นหมด กระดูกก็ไม่มีเอ็นมายึดติด วันที่๙ กระดูกก็แยกชิ้น กระจายเหลือแต่กระดูก หนอนก็แทะกระดูกไม่ได้ ก็กระจายเรี่ยราด พอถึงวันสุดท้ายหรือวันที่๑๐ หรือมากกว่า กระดูกก็จะถูกอากาศ ความร้อน แสงแดด กระดูกก็จะแห้ง กร่อนเป็นผงไปในที่สุด ก็เลยรู้ว่า การเพ่งจิตในกาย ก็เพ่งอสุภะ๑๐ เป็นไปตามขั้นตอน จึงเรียกว่า เรียนอสุภะ๑๐ ด้วยจิต

ถ้าจิตไม่เกิดตัวรู้ตัวเห็น หรือสมาธิแท้จริง ก็เรียนอสุภะ๑๐ ไม่ได้ พระสงฆ์องค์เจ้าหรือผู้ปฏิบัติ จึงต้องไปเรียนกับศพจริง หรือเรียนจากภาพผ่าตัดของคนตาย ได้ตาดูของจริง เห็นกับตา ถึงได้รู้ว่า อาการ๓๒ มันเป็นอย่างไร เวลาตายแล้วเป็นอสุภะ๑๐ อย่างไร จิตที่เป็นสมาธิเท่านั้นจึงจะเห็น

นอกจากประโยชน์สมาธิเพ่งอสุภะ๑๐ แล้ว ยังได้ประโยชน์จากความตายหรือศพอีกอย่างด้วย ก็คือไปเห็นความจริงในการดับกิเลส กามตัณหา พวกราคะ ด้วยเหตุผลประกอบกันอย่างไร  สมมุติว่าคนตายเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุด เป็นนางงามอะไรก็ตามแต่ เวลาตายก็ไปยืนเพ่งหรือนั่งเพ่งสมาธิดูศพ จากเพ่งพิจารณาอสุภะ๑๐ เปลี่ยนมาเพ่งดูรูป รส กลิ่น เสียง ดูกายที่สวยสดงดงาม เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการเพ่งศพ ก็พิจารณาดูความสวยความงามของคนตายไปพร้อมกันก็ได้ หน้าสวย อกสวย รุปร่างสวย ผิวสวยหรืออะไรในกายสวย ก็พิจารณาดูว่า คงทนอยู่ได้ไหม เสื่อมไปสลายไปตามอสุภะ๑๐ มัวแต่หลงติดในรูป รส กลิ่น เสียง หรือความสุข ความพอใจ หรือโผฏฐัพพะ อะไรนั่น

ความจริงฌาน๔ ขึ้นมาก็อยู่สมถะ ๔๐ รวมๆ กันอยู่ จะมีความสัมพันธ์ เพ่งในกาย เพ่งในจิต เพ่งอากาศ เพ่งวิญญาณ ล้วนแล้วแต่อยู่ในเรื่อง ฌาน ทั้งนั้น หรือพิจารณาสมถะ๔๐ แล้ว พอเข้าใจแล้ว ก็เอาสมถะ๔๐ มาแยกพอจารณา ถึงได้รู้ว่า อยู่ในสติปัฏญาน๔ สัมมัปปทาน๔ พละ๕ โพชฐงค์๗ อินทรีย์๕ มรรค๘ อิทธิบาท๔ สมถะ๔๐ จึงเป็นรากฐานของโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด