วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ฌาน ๖ เพ่งวิญญาณ



โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            เมื่อสมาธิเกิด จิตกับตา รวมกันเป็นสมาธิ ต้องเข้าจตุตถะฌานหรือฌาน๕ ตัวรู้กับตัวเห็นเกิดเป็นสมาธิ จิตก็จะเห็นเรื่อง จิต-วิญญาณ คนเราตายแล้ว วิญญาณออกจากร่าง เราก็ต้องรู้ต้องเห็น วิญญาณออกจากร่างอย่างไร วิญญาณมันล่องลอยไปไหน จิตเราก็ต้องเห็น เห็นว่าจิตเป็นสมาธิ จิตเป็นสมาธิไม่ต้องหลับตาก็เห็น การหลับตาก็เข้าสมิก่อนแต่พอจิตชำนาญสมาธิ อุปจาระสมาธิจนขั้นอัปปนาสมาธิ หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น การเห็นเช่นนี้ เขาเรียกว่าจิตเห็น หรือเห็นด้วยจิตจิตจึงมีพลังจิตหรืออำนาจจิต  จิตมีกำลัง ฌานมากๆ พลังสมาธิก็จะมาก     การจะเพ่งฌานหรือวิญญาณได้ ก็ต้องรู้เห็นเรื่องวิญญาณ “วิญญาณ”ก็คือสัมภะเวสี กับโอปปะติกกะ

            การจะบรรลุถึงระดับฌาน๖ ก็ต้องมีจิตกับตาเป็นสมาธิ ขั้นอุปปจาระสมาธิ ถึงระดับอัปปนาสมาธิ และก็ต้องศึกษา เรื่องจิต-วิญญาณ ให้มากๆ ไม่ใช่เห็นวิญญาณตัวเดียว หรือเห็นผี หรอเห็นเทวดา ก็มาคุยโม้ได้ ต้องศึกษาค้นคว้าเรื่องผีหรือสัมภะเวสีกับพวกเรื่องเทพเทวดาชั้นต่างๆ การเพ่งวิญญาณ หรืออากาสานัญจายะตะนะ การเพ่งวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุดหรือฌาน ๖ นี่เอง ผู้เขียนก็ได้ใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี จึงเห็นผีหรือวิญญาณต่างๆ มาเป็นร้อยเป็นพัน ปัจจุบันก็เป็นหมื่นวิญญาณ จึงกล้าคุยได้ว่า เห็นผีมาเยอะแยะนับไม่ถ้วน ผีหรือวิญญาณมันไปไหนบ้าง เพราะเห็นผีหรือวิญญาณหรือเทวดามามาก แต่ไปสามารถจับผีหรือจะเพ่งผีหรือวิญญาณให้ชัดเจนแจ่มใสได้ ช่วยรักษาให้วิญญาณพ้นทุกข์ได้สารพัด ก็ยังไม่รู้ว่า วิญญาณจะให้สิ้นสุดมันเพ่งอย่างไร

            การช่วยผีหรือวิญญาณให้พ้นทุกข์พ้นวิบากกรรม ให้ไปเกิดมากมายก่ายกอง ไม่มีวันที่สิ้นสุด เพราะคนเราตาย สัตว์ตายก็จะกลายเป็นวิญญาณ จึงไม่มีการสิ้นสุด แม้กระทั่งเราตาย ก็ไม่สิ้นสุด เรพาะเราก็ต้องตายกลายเป็นผีหรือวิญญาณ พอมาปฏิบัติ”ฌาน” ต่างๆ ตามหลักพระพุทธศาสนา พอเพ่งฌานจนกลายเป็นสมาธิ(จิต-ตา) จึงได้รุ้ว่า การรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณมากก็เพื่อจะพิสุจน์ว่า วิญญาณทั้งหลายมีจริง ก็คือสัมภะเวสีกับโออะติกกะ ผีมีจริง เทวดามีจริงเรพาะสมิของพระพุทะเจ้าสามารถรู้เห็นได้ด้วยการปฏิบัติ สมถะและวิปัสสนา ถ้าฝึกจิตไม่เข้าสมาธิ ก็จะไม่รู้เห็นความจริง วิญญาณมันคลุมจิตนี่เอง จิตมันอยู่ในวิญญาณ วิญญาณถูกเพ่งมากๆ ก็สลายหายไปจนว่างเปล่า จิตสมาธิ ก็เพ่ง ธิเข้าไปอีก เหมือนกับจิตเพ่งทะลุเข้าไปใน ”อากาศ” ไม่มีจิตหรือมีวิญญาณอะไรปรากฏในที่ว่าง แต่กลับรู้ว่านี่มันทะลุเข้ามาถึง”สุญญกาศ” มันสะอาดสดใส ยิ่งเพ่งก็ยิ่งมองทะลุเข้าไป จึรู้ว่านี่คือ”สูญญตา” ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณ เหมือนมันอยู่ในที่ไกลๆ เบื้องบนอากาศ ยิ่งเพ่งยิ่งว่าง ก็เห็นจุดๆ หนึ่ง ใส เหมือนเพชรเล็กๆ เม็ดเล็กจริงๆ ถ้าไม่เพ่งจิตก็จะไม่เห็น  จึงรู้ว่า เพชรเม็ดเล็กๆ ก็คือ จิต ปรากฏขึ้นมา ด็เพ่งจิตเข้าไปอีก เพชรเม็ดเล็กๆ นั้น มันยิ่งสดใสสว่าง ยิ่งเพ่ง เพชรก็หายไปพร้อมกับแสงเพชรก็ดับหายไป ครวานี้จึงรู้ว่าไม่มีจิตอยู่ในตัว หรือตัวเรา ก็เกิดตัวรู้ตามมาว่า จิตเข้า”วิมุติ” ดับความจำหมาย ดับสัญญา ไม่มีอะไรเหลือในจิตอีกเลย จิตยังคงเพ่งนิ่งต่อไป ก็ปรากฏว่าเห็นแสงสว่างเป็นแนวทางเดินเข้าไป แต่ในจิตรู้และเห็นว่าปลายทางเข้าเป็นที่ว่างเปล่า แต่มีจุดเล็กๆ สดใสสว่างเจิดตา เหมือนเพชรที่ถูกเจียระไนสะอาดแล้ว  ก็ได้ยินพูดมาในหูว่า “เจ้าอย่าเพิ่งเข้าไป อีกสามปีค่อยเข้า” และก็ได้ยินเสียงบอกว่า “นั่นคือ แดนนิพพาน”

            พอถึงตอนนี้แล้ว จะถอยกลับอย่างไร วิญญาณก็ไม่มี จิตก็ไม่มี กายก็ไม่มี จะเอาอะไรมายึดเป็นทางกลับได้ ก็ได้ยินเสียงบอกว่า “ ยังเข้าไปไม่ได้” เหมือนเดินถิยออกจากทางสว่าง จิตจึงกลับมาสู่ตัวเรา ก็สงสัยว่า กลับมาได้อย่างไร พอมานั่งเพ่งจิตพิจารณาดูว่า ทำไมกลับมาได้ ก็เพราะสัญญายังไม่ดับนี่เอง ยังมีเชื้อสัญญาติดอยู่ ก็มาพิจารณา ท่านพระฤาษีลิงดำ ท่านบอกว่า มีฌาน๙ ที่รู้ๆ มาก็มีฌาน๘ เท่านั้น ก็สงสัยฌาน๙ ของท่านก็คือ “สัญญาเวทยิทตะนิโรธ” พอมาเพ่งพิจารณาฌาน๙ ของท่านฤาษี ก็รู้ว่า ฌาน๘ ยังดับสัญญาไม่หมดสิ้น แต่ฌาน๙ ของท่าน  ดับสัญญาทั้งหลายหมด จึงได้พระอนาคามีสูงสุด แล้วถึงจะเป็นพระอรหันต์

            ก็มาพิจารณาดูตัวเองว่า เรากลับมาได้อย่างไร แสดงว่าความจำหมาย ยังไม่หมดสิ้นเพราะมีสัญญาเป็นเชื้อสายนี่เอง ผู้เขียนถึงได้กลับมาได้เมื่อพิจารณาดูการปฏิบัติฌาน๖ เพ่งสิญญาณได้ มันก็ดับฌาน๗ ฌาน๘ ไปติดๆกัน เหมือนได้ฌาน๑ ฌาน๒ ฌาน๓ ฌาน๔ และได้ฌาน๕ เพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด ในคืนเดียว  แล้วมาค้นคว้าเรื่องฌาน๑ ถึงฌาน๕ ให้ละเอียด จนสามารถใช้จิตหรือพลังจิต พลังสมาธิรักษาคน รักษาสัตว์ รักษาวิญญาณได้ และก็ค้นคว้าธรรมะการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า มาตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ มาจนกระทั่งทุกวันนี้พ.ศ. ๒๕๖๐ จึงรุ้ว่า สมาธิ สมถะ และวิปัสสนา เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา พอค้นคว้าอานาปานะสติ การกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นหลักหรือหัวใจสำคัญของพุทธองค์ ได้อานาปานะสติแล้ว ไปพิจารณาหลักของธรรมกาย และพองหนแ-ยุบหนอ หรือจะเพ่งทำอะไร ต้องได้หรือเข้าใจการปฏิบัติอานาปนสติก่อน จึงจะเข้าใจหลักอื่นๆ ได้ง่าย  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น