วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ปักกลด (หลวงตายิ้ม)


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            ความจริงเรื่องของหลวงตายิ้ม ท่านมีเยอะ ผู้เขียนจำได้ก็เอามาเขียนให้รู้ถึงปฏปทาของพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติ ซึ่งไม่ค่อยจะเล่าเรื่องของท่านให้ใครฟัง นอกจากลูกศิษย์ก้นกุฏิเท่านั้น แต่สำหรับผู้เขียนกับหลวงตาละก็ไม่ได้เชียว ท่านรู้เรื่งอการปฏิบัติของผู้เขียน ก็มักจะเล่าเรื่องให้ลูกศิษย์คนอื่นๆ ฟัง และยกตัวอย่าง อธิบายเหตุผลให้เข้าใจกัน ผู้เขียนก็ชอบเปิดเผยความลี้ลับ การปฏิบัติของหลวงตายิ้มให้พวกเขาฟังกัน ถึงได้รู้ว่า หลวงตายิ้มท่านปฏิบัติ ไปธุดงส์หรือไปปักกลด ก็จะถูกผู้เขียนตามไปดู ก็จะเห็นพฤติการณ์ของท่านเสมอ มันก็แปลกมากเวลาท่านบอกว่าไปปฏิบัติที่ไหน ผู้เขียนก็จะตามไปดู คือกำหนดไปดู ว่าท่านปฏิบัติแล้วได้ผจญหรือประเชิญกับอะไรบ้าง มันก็เห็นเป็นภาพขึ้นมาในจิต ก็ต้องบอกเสียก่อนว่า ผู้เขียนฝึกสมาธิ จนจิตเป็นเอกัคคะตารมณ์สามารถรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ เห็นทุกข์-โรคภัยของคนป่วย ทัง้คน-ทั้งผี หรือวิญญาณมามากต่อมากแล้ว ก็สามารถเพ่งจิต หรือกำหนดจิต รักษาคน รักษาผี-วิญญาณได้ ก็อธิบายให้เข้าใจก่อนเดี๋ยวจะหาว่าโม้หรือคุยโอ้อวดครับ ผู้เขียนรักษาคนช่วยคนช่วยวิญญาณ มาขวบจนวันนี้ ๔๕ ปีเต็มๆ

เรื่องนี้ก็เป็นตอนหนึ่งที่ผู้เขียนจำได้ ตอนไปปฏิบัติกับหลวงตาท่าน ท่านก็เล่าว่า ท่านไปธุดงส์ปักกลดที่ใดบ้าง จังหวัดใดบ้าง แต่ถ้าผู้เขียนนั่งอยู่ด้วย ก็จะใช้จิตตามไปดูการปฏิบัติของท่านบ่อยๆ แล้วท่านก็ไม่ใช่จะเล่าอะไรๆ ให้ฟังง่ายๆ ถ้าไม่มีลูกศิษย์ถาม ก็จะไม่เล่า ไม่แสดงอะไรที่พิเศษให้ใครดู หรือใครฟัง นอกจากผู้เขียนมาเล่า มาถามท่านถึงจะบอก เพราะผู้เขียนไปเปิดเผยความลับของท่านก่อน ท่านจึงเอาผู้เขียนเป็นตัวสอนลูกศิษย์ เป็นตัวอย่าง หรือยกตัวอย่างให้ลูกศิษย์รุ่นพี่ๆ ฟัง วันนี้จะมาหรือไม่มาท่านจะบอก ลูกศิษย์ทั้งก็ชอบรอผู้เขียนมาปฏิบัติและเข้าโบสถ์พร้อมกัน เพราะชอบมารอกันก่อน ถ้ามาเจอผู้เขียนก็จะได้ฟังเรื่องราวต่างๆ จากผู้เขียน หลวงตาจะเล่าให้ฟัง ตอนผู้เขียนเดินภาวนากลับบ้าน หลวงตาก็จะบอกว่า เดี๋ยวโยมสงค์มา ถามดูสิว่าเดินภาวนากลับบ้านเป็นอย่างไร

พอผู้เขียนมาถึงท่าก็บอกว่า “โยมไม่ต้องสงสัย โยมทำได้” และหลวงตาก็ให้ผู้เขียนเล่าเรื่องเดินกลับบ้านให้ลูกศิษย์ฟัง และก็จะถามว่า ถ้าเป็นพวกเราเดินกลับกันบ้างสิ จะใช้เวลาเดินทางกันเท่าไหร่ ลูกศิษย์ก็กะเวลาเท่านั้นๆ ไม่มีใครถูกเลย แต่หลวงตากลับบอกว่า แค่ครึ่งชั่วโมง หรือ ๓๐ นาทีเท่านั้น พวกลูกศิษย์ก็บอกว่าไม่น่าเชื่อ หลวงตาก็หัวเราะ ฮึฮึ และก็บอกให้ผู้เขียนเล่าต่อ ก็อธิบายและเล่า การเดินภาวนาให้ฟัง “มันอย่างนี้อย่างนี้” เดินไป ภาวนา ตั้งจิตอย่างนี้ เดินไปก้าวไป มันก้าวโหย่ง ลอยอย่างนี้ ก็อธิบายให้ฟังอย่างละเอียด เดินภาวนาตั้งแต่อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินตีหนึ่ง ไปถึงบ้านผู้เขียนตึหนึ่งครึ่ง แค่ครึ้งชั่วโมง เล่าไปก็ต้องมองดูหลวงตา ท่านรู้เวลาเป๊ะพอดี พวกที่บอกว่าไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะหลวงตาพูดถูกเป๊ะเลย


เรื่องของหลวงตาไปปฏิบัติมา ก็จะถูกผู้เขียนเห็นและเล่าให้ฟัง ก็ถูกทุกอย่าง ราวนี้ก็เช่นกัน ท่านไปปักกลดที่ใกล้เชิงเขา เป็นป่ารก และท่านก็เจอทั้งงูจงอาง เจอทั้งเสือลายพาดกลอน ท่านก็บอกว่าไปปักกลดอยุ่ข้างลำธารกว้าง ๕ เมตรได้ ผู้เขียนก็ตามจิตไปดู ก็เห็นหลวงตา เป็นภาพหลวงตาปักกลดอยู่ แต่หน้ากลดหลวงตานั้นกลับมีเหมือนภูเขาเล็กๆ อยู่ ก็เพ่งจิตดู จึงเห็นเป็นจอมปลวกนั่นเอง สูงขนาดท่วมหัวคน ใหญ่ แต่ก็แปลกใจทำไมหลวงตากลับมานั่งตรงจอมปลวก แล้วหลวงตากำลังเพ่งจิตดูจอมปลวกทำไม ก็ปรากฏว่าในจอมปลวก มีงูใหญ่นอนขดอยู่ในจอมปลวก ก็เห็นว่าหลวงตานั่งมาสองวันแล้ว งูก็ยังนอนสงบไม่ไปไหน พอวันที่สาม หลวงตาชักกลดย้ายที่ปักกลด ถัดไปอยู่ข้างลำธาร ใกล้ต้นมะม่วงใหญ่ ห่างจากจอมปลวกใหญ่มักสิบเมตรได้ ปรากฏว่าพอย้ายกลดจึงเห็นทางเข้าของจอมปลวกของงูใหญ่นั้น ถึงกับร้องอ้อ หลวงตาไปนั่งขวางทางเข้าออกของพญานาคเข้าน่ะซี ได้โอกาสก็ลืมตามาบอกพวกลูกศิษย์ว่า หลวงตาไปปักกลดขวางทางเข้าออกของพญานาคน่ะซี เลยต้องย้ายกลดหนี เล่นเอาหลวงตาหัวเราะ ฮึฮึ ผู้เขียนก็บอกต่อ ไม่ย้ายกลดหนีได้อย่างไร เล่นเจอเอาของแข็ง พญานาคตัวเบ้อเร้อ เล่าแล้วก็อดหัวเราไม่ได้ดันไปกระเซ้าหลวงตาหนีพญานาคเข้าน่ะซี ก็บอกกับลูกศิษย์รุ่นพี่ว่า หลวงตาน่ะ ท่านไม่กลัวพญานาคหรอกครับแต่พญานาคกลัวหลวงตาต่างหาก ก็เล่าให้ฟังต่อ ที่ท่านย้ายกลดหนีเพราะกลัวพญานาคจริงๆ เล่นเอาลูกศิษย์ที่ฟังถึงกับหันหน้ามาจ้องผู้เขียนกันเป็นตาเดียวและก็สร้างความตื่นเต้นกัน  พอเล่าว่า หลวงตาท่านกลัวพญานาคจะอดตายต่างหาก เพราะหลวงตาเล่นนั่งจ้องพญานาคมาสองวันเต็มๆ แล้ว ท่านก็ได้คิด ถ้าสามวันพญานาคอาจอดตายได้ บาปตกกับท่านเปล่า จึงย้ายกลดหนีออกห่างปากทางเข้าออกของพญานาคอยู่น่ะซี  พญานาคก็ออกไม่ได้ เพราะหลวงตาท่านนัง่สมาธิขวางทางอยู่ ก็เคยเล่าให้พวกเราฟังหลายครั้งว่า งูเห่า งูจงอาง หรือพญานาค เจอหลวงตาก็จะสงบหัวลงมากราบท่านหลายหนแล้ว คราวนี้ก็เช่นกัน ท่านจะเอาจอมปลวกบังลม บังพายุพัด ไม่ให้รบกวนเท่านั้น แต่นังสมาธิแล้สก็ไม่อยากถอนสมาธิน่ะซี แต่หลวงตาท่านรู้ก็รู้ว่ามีพญานาคอยู่ในจอมปลวก และเคยมีพระธุดงส์มาเจอพญานาคเผ่นออกจากป่าไปหลายรูป  วันนี้มาเจอท่านก็เลยสะกดพญานาคบ้าง จะได้ไม่ไปเกเรหรือไปกวนพระธุดงส์รูปอื่นต่อไป ผู้อ่านก็จงเข้าใจไว้ด้วย พระอริยสงฆ์ดังเช่นหลวงตายิ้ม ท่านเป็นถึงพระอนาคามี สูงถึงระดับฌานแปดหรือเหนือแล้ว ย่อมสยบพญานาค ซึ่งอยู่ในชั้นแรกของเทวโลก คือชั้นจาตตุมมหาราชิกา มีผู้ปฏิบัติสมิสูงๆเท่านั้น จึงจะรู้ถึงระดับจิต สมาธิ ของผู้ปฏิบัติเก่งๆ เท่านั้นและการปฏิบัติจิตของหลวงตาระดับนี้ก็สะกดงู เสือ พญานาค สัดว์ทั้งหลายได้เช่นกัน จึงไม่เป็นที่สงสัยสำหรับผู้เขียนและเรื่องแปลก เรื่อพญานาคตัวนี้ ก็มาเผชิญกับผู้เขียนในไร่จ่าตำรวจวันชัย เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๘ ต้องไปหาอ่านตอน “พญานาคไร่จ่าวันชัย” โน่นครับ อิทธิฤทธิ์ บารมีของพระอริยสงฆ์ พระสำเร็จอภิญญา พระอนาคามี ท่านคุ้มครอง และก็แสดงฤทธิ์ได้ด้วยอำนาจจิต บารมีสมาธิ และก็กล้าพูดได้ว่า เรื่องพระอริยสงฆ์รูปไหนเก่งอะไร ผู้เขียนก็ได้พบปะมามากเช่นกัน เรื่องการปฏิบัตินี้สำคัญมาก และถ้าหลวงตาไม่เก่ง ก็คงจะไม่สามารถเป็นอาจารย์ผู้เขียนได้

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เสือเลียตัก

โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            ตอนฝึกกับหลวงตายิ้มมันสนุกขึ้นทุกวัน เรื่องของผู้เขียนจะทำอะไร หลวงตาท่านรู้หมด ที่นี้มาถึงตาผู้เขียนบ้าง หลวงตาท่านเล่าว่า ท่านไปปฏิบัติหรือธุดงส์ไปที่ไหนบ้าง ตอนท่านเล่าไป ผู้เขียนก็ตั้งจิตตามไปดู ปรากฏว่ามีเรื่องที่ไปปฏิบัติที่ป่าจังกหวัดราชบุรี แถวๆวัดหนองโกปัจจุบันนี้ พอท่านเล่า ไปนั่งสมาธิกลางป่า ก็เห็นเป็นภาพขึ้นมาในจิต ท่านนั่งสมาธิอยู่บนแท่นหิน และมีภาพเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่มากไม่ต่ำกว่า ๗-๘ ศอก ตัวเท่าม้าเขื่องๆ มานอนกลิ้งหน้าบริเวณที่นั่ง และก็มีตัวใหญ่ เดินมาหาหลวงตาและตัวหัวกลิ้งบนตัก แถมยังเลียตักหลวงตาเสียอีก ก็ฌพ่งจิตดูสิว่า เสทอมันจะกินหลวงตาหรือทำอะไรหลวงตาต่อไป ปรากฏว่า กลับเห็นหลวงตาเอามือมาลูบหัวเสือเล่นเสียอีก ก็พิจารณาดูหลวงตา ก็เห็นท่านลืมตาลูบหัวเสือเล่นยังกับลูบหัวเด็กอย่างงั้น

เออแปลกดีท่านเก่งมาก อำนาจจิตท่านสูง จึงเมตตาเสือลายพาดกลอนอย่างกับลูก  แถมยังมีเสืออีกสองตัวมานอนเล่นหยอกล้อกันอีก แต่เจ้าตัวใหญ่กลับมาเล่นกับหลวงตา หยอกล้อหลวงตา เอาหัวเกยตักบ้าง เลียตักบ้าง คลุกเคล้าหัวอยู่บนตักนั่นแหละ แพล๊บเดียว เจ้าสองตัวที่นอนหยอกล้อ ก็ลุกมาเคล้าคลอตัวหลวงตาอีก เล่นรุมกันเลย ทีนี้ก็เห็นท่านเอามือจับหัว ลูบหัวเล่นทั้งสามตัว ท่านก็เอ่ยปากพูดว่า ไปไป ไปนอนเล่นของพวกเจ้า ข้าจะนั่งสมาธิ และก็ตบตัวแบบสั่งไปในตัว ก็เห็นเสือสามตัว ขยับหัวและออกจากตัวหลวงตา ลงมากลิ้งตรงหน้าลาน แล้วก็ลุกเดินนำหน้า พากันเดินเข้าป่าใกล้ๆ ไป

พอเห็นจนจบเหตุการณ์แล้ว ก็ยังสงสัยว่า แล้วมีเหตุการณ์อะไรกับหลวงตาอีก ก็เห็นมีภาพให้เห็นต่อไปอีก กับหลวงตา ก็ดูต่อไปก็เห็นหลวงตาเดินเข้าไปในป่าแถวๆ นั้น ไปจ๊ะเอ๋กับงูเข้า ก็สงสัยว่าเป็นงูอะไร ก็เพ่งจิตดู ก็เห็นชัด เป็นงูจงอางตัวเท่าน่องได้ ชูหัวสูงว่าศรีษะหลวงตา แผ่แม่เบี้ย กำลังจ้องจะเล่นงานหลวงตาอยู่ ก็เพ่งดูอีกว่าอะไรมันจะเกิดขึ้นต่อไป ก็เห็นหลวงตายืนจ้างหน้างูอยู่ นึกว่าจะฉกกัดหลวงตากลับเห็นงูจงอางผงกหัวและลดหัวลง แล้วก็กลับหลังหัน เลื้อยเข้าทางข้างป่าไป เล่นเอาผู้เขียนนึกชมอำนาจจิตบารมีของท่านจริง

พอรู้เห็นเรื่องราวของหลวงตาหมดแล้ว ก็ลืมตามาดูท่าน ก็เห็นพวกลูกศิษย์กำลังดูผู้เขียนอยู่ จึงถามหลวงตาว่า หลวงตาท่านถูกเสือมาเลียตัก ก็เล่าให้ฟัง ตอนท่านนั่งสมาธิ เสือมาขลุกขลิก บนตัดหลวงตา แถมเลียตักหลวงตาอีก เล่าตามที่เห็น เล่นเอาลูกศิษย์ที่ฟัง ถึงกับร้องโอ้โฮเลย ผู้เขียนเล่าก็ทำไม้ทำมือประกอบไป เสือมันทำอย่างไร ก็เล่าให้ฟังละเอียด ท่านลูบหัวเสือทั้งสามตัวเล่นพักนึง แล้ก็บอกให้เสือทั้งสามตัวไปหากินซะ หลวงตาจะนั่งสมาธิ ยิ่งเล่าให้ฟัง เสือมันตัวใหญ่อย่างกับลูกม้าเขื่องๆ เรียกว่าเล่าเป็นฉากๆ ละเอียดละออเลยพวกลูกศิษย์นี่นั่งฟังแล้วตื่นเต้นตามไปด้วย เล่าไปก็เหลือบตาดูหลวงตาไป ว่าท่านจะมีกริยาโต้เถียงหรือห้ามอะไร ก็ได้แต่เห็นท่านั่งเคี้ยวหมากและร้องฮึ ฮึ ฮึ ผู้เขียนก็บอกว่า เชื่อหรือไม่ก็ถามหลวงตาดูซิว่าจริงหรือไม่ที่ผมพูด เพราะเห็นอย่างไร ก็พูดไปอย่างนั้น ก็เห็นท่านพยักหน้า ก็ทำให้ผู้ฟังตื่นเต้นกันใหญ่  มีนึกว่าหลวงตาจะเผชิญหน้ากับเสือทั้งสามตัว

พอเล่าเสร็จพวกลูกศิษย์ก็หันไปดูว่าหลวงตาจะว่าอย่างไร พวกเขาไม่รู้หรอกว่าหลวงตาเราเก่ง แต่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง หรือลูกศิษย์คนไหนฟัง พอเล่าไปสักพักและดูว่าหลวงตาจะปฏิเสธไหม พวกลูกิษย์ต่างยิ้มพอใจในปฏิปทาของหลวงตา พักสักครู่ผู้เขียนก็เล่าต่ออีก พวกลูกศิษย์ก็ร้องหายังมีอีกหรือ ที่นี้หูผึ่งเลย หลวงตาก็หันมาจ้องผู้เขียนอีก ดูสิจะเล่าอะไรให้ฟัง ก็บอกว่า ตรงบริเวณที่หลวงตาไปธุดงส์หรือปฏิบัติธรรมนั่นแหละ ก็ถามว่ารู้ไหมหลวงตาเผชิญกับอะไร ก็เล่าให้ฟัง ก็เห็นหลวงตาเดินเข้าไปในป่าบริเวณนั้นแหละ ก็สงสัยว่า ท่านหยุดยืนอยู่กับที่ทำไม ก็มองตรงไปที่หลวงตาจ้องมองดู เล่นเอาต้องร้องโอ้โฮเลย  พวกลูกศิษย์ต่างก็ถามว่า พี่พี่อะไร ต้องเล่าชะงักไว้เพื่อให้พวกเขาตื่นเต้นจะได้ถามไง ก็ตอบว่า งูจงอางลำตัวเท่ากับน่องหลวงตา เล่นเอาลูกศิษย์หันไปดูน่องหลวงตากันเป็นตาเดียว น่องหลวงตาก็ใหญ่ไม่เบา พอเห็นน่องหลวงตาถึงกับร้องโอ้โฮเลย แถมยังร้องตัวเบ้อเร้อเลย และก็หันมาถามต่อว่า แล้วไงต่อพี่ ก็ตอบว่า มันก็ก็ เล่นเอาคนฟังใจหายนึกว่าจะเล่าแล้วเป็นอันตรายต่อหลวงตาน่ะซี ก็บอกว่า มันชูหัว พร้อมกับยกมือทำให้ดู สูงกว่าศรีษะหลวงตา เกือบศอกหนึ่งแผ่แม่เบี้ยใหญ่กว่าฝ่ามือแผ่อีก มันชูหัวส่ายไปส่ายมา เตรียมตัวจะฉกน่ะซี ก็ทำมือจะชกหรือฉกหลวงตาให้ดู มันยกหัวฉกอย่างนี้ สามทีเท่านั้น ก็ลดหัวลงราบกับพื้นเลื้อยเข้าป่าไปเลย เล่นเอาคนฟังสะดุ้งตามท่าทางมือฉกให้ดู ก็บอกว่า งูจงอางมันก้มหัวเคาระหลวงตา ไม่ได้ฉก ทำเป็นตกใจไปได้ มันผงกหัวไหว้หลวงตาสามที แล้วก็เผ่นเข้าป่าไป เล่นเอาคนฟังหัวใจจะวาย นึกว่ามันจะฉกกัดหลวงตาน่ะซี

แม้แต่หลวงตาฟังผู้เขียนเล่า ก็ยังส่ายหน้าเลย เพราะเล่าแล้วทำให้ลูกศิษย์ตื่นเต้นไปด้วย เล่นเอาหัวใจจะวาย นึกว่าจงอางจะแน่ เห็นไหม หลวงตาเคยเล่าให้ใครฟังบ้าง ก็ไปถามหลวงตาดูซี ว่าจริงไหม ก็บอกให้พวกลูกศิษย์ฟังว่า อย่าว่าแต่พวกที่ฟังจะตื่นเต้นเลย แม้แต่ผมเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้พวกคุณกันหรอก แต่ตื่นเต้นคนละแบบ ผมตื่นเต้นที่ได้ไปดูบารมีของหลวงตา ก็ยังสงสัยว่าหลวงตาใช้คาถาหรือบารมีบทไหนสยบเสือหรือสยบจงอาง ก็ได้คำตอบจสกหลวงตามาว่า แล้วโยมสงค์ล่ะใช้บทไหน ที่ลงไปนั่งในหลุมลูกนิมิต เล่นเอาผู้เขียนต้องไปมองดูหลวงตาบ้าง ไม่มีใครรู้ว่าผู้เขียนลงไปนั่งในหลุมลูกนิมิต และมีงูเห่าตัวเท่าลำแขนผู้ใหญ่ ยาวเกือบสองเมตรอยู่ในหลุมเดียวกับผู้เขียน หลวงตาก็บอกว่า ท่านก็ใช้บทนั้นแหละ พวกลูกศิษย์ได้ฟังผู้เขียนกับหลวงตาพูดเรื่องงู หลวงตาก็เล่าให้ฟัง โยมสงค์เคยลงไปนั่งสมาธิกับงูเห่ามาแล้วเล่นเอาคนฟังงง ลูกศิษย์กับอาจารย์คู่นี้มีความลึกลับอะไรกัน ผู้เขียนก็เล่าเรื่องหลวงตา หลวงตาก็เล่าเรื่องปฏิบัติของผู้เขียนให้ลูกศิษย์ฟัง ต่อเมื่อได้ฟังผู้เขียนเล่าเรื่องลี้ลับหรือความลับของหลวงตาออกมาให้บรรดาลูกศิษย์ฟัง จึงทำให้พวกลูกศิษย์รู้เรื่องหลวงตาดี และหลวงตาก็จะเล่าเรื่องการปฏิบัติ ประสบการณ์ของผู้เขียนให้ลูกศิษย์ฟัง พวกเขาจึงชอบฟังผู้เขียนเล่าอะไรของหลวงตาให้ฟัง


พวกเขาสงสัยกันว่าทำไมผู้เขียนรู้เรื่องการปฏิบัติหรือการไปธุดงสืของหลวงตากัน ก็เล่าให้ฟังว่า ตอนหลวงตาเล่าผมก็จับจิตตามดูหลวงตาน่ะซี มันก็เห็นขึ้นมาด้วยจิต เป็นภาพเหมือนเราดูทีวีอย่างนี้แหละ ไม่ได้ถอดจิตหรือถอดกายทิพย์หรอกพอหลวงตาเล่า จิตของผู้เขียนตามไปดูอย่างนี้ และเวลานั่งสมาธิ มีอะไรมันก็แทรกเข้ามา หรืออยากดูหรือสงสัย จิตก็จะตรวจดู ตอนนั่งสมาธิจึงได้รู้เห็นอะไรบ่อยๆ หวยก็เห็น พวกเทพเทวดาลอยมาก็เห็นคนหรือวิญญาณมานั่งปฏิบัติกับพวกเราก็เห็น เจ้าคนที่เป็นกระดูกก็เห็น จิตมันเป็นเอกัคคะตารมณ์แล้วก็จะเห็น หลวงตาพูดเข้าในพู ก็ได้ยิน ท่านส่งจิตมาสอนผม ว่าผม ก็ได้ยินหมด อยู่กันคนละมุมก็ตาม  ท่านอยู่ไกล วัดกับบ้านผู้เขียน หลวงตายังส่งกระแสจิตไปหาได้ หลวงตาท่านเก่ง รู้วาระจิต แต่ท่านไม่แสดงให้รู้เท่านั้น