วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ปักกลด (หลวงตายิ้ม)


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            ความจริงเรื่องของหลวงตายิ้ม ท่านมีเยอะ ผู้เขียนจำได้ก็เอามาเขียนให้รู้ถึงปฏปทาของพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติ ซึ่งไม่ค่อยจะเล่าเรื่องของท่านให้ใครฟัง นอกจากลูกศิษย์ก้นกุฏิเท่านั้น แต่สำหรับผู้เขียนกับหลวงตาละก็ไม่ได้เชียว ท่านรู้เรื่งอการปฏิบัติของผู้เขียน ก็มักจะเล่าเรื่องให้ลูกศิษย์คนอื่นๆ ฟัง และยกตัวอย่าง อธิบายเหตุผลให้เข้าใจกัน ผู้เขียนก็ชอบเปิดเผยความลี้ลับ การปฏิบัติของหลวงตายิ้มให้พวกเขาฟังกัน ถึงได้รู้ว่า หลวงตายิ้มท่านปฏิบัติ ไปธุดงส์หรือไปปักกลด ก็จะถูกผู้เขียนตามไปดู ก็จะเห็นพฤติการณ์ของท่านเสมอ มันก็แปลกมากเวลาท่านบอกว่าไปปฏิบัติที่ไหน ผู้เขียนก็จะตามไปดู คือกำหนดไปดู ว่าท่านปฏิบัติแล้วได้ผจญหรือประเชิญกับอะไรบ้าง มันก็เห็นเป็นภาพขึ้นมาในจิต ก็ต้องบอกเสียก่อนว่า ผู้เขียนฝึกสมาธิ จนจิตเป็นเอกัคคะตารมณ์สามารถรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ เห็นทุกข์-โรคภัยของคนป่วย ทัง้คน-ทั้งผี หรือวิญญาณมามากต่อมากแล้ว ก็สามารถเพ่งจิต หรือกำหนดจิต รักษาคน รักษาผี-วิญญาณได้ ก็อธิบายให้เข้าใจก่อนเดี๋ยวจะหาว่าโม้หรือคุยโอ้อวดครับ ผู้เขียนรักษาคนช่วยคนช่วยวิญญาณ มาขวบจนวันนี้ ๔๕ ปีเต็มๆ

เรื่องนี้ก็เป็นตอนหนึ่งที่ผู้เขียนจำได้ ตอนไปปฏิบัติกับหลวงตาท่าน ท่านก็เล่าว่า ท่านไปธุดงส์ปักกลดที่ใดบ้าง จังหวัดใดบ้าง แต่ถ้าผู้เขียนนั่งอยู่ด้วย ก็จะใช้จิตตามไปดูการปฏิบัติของท่านบ่อยๆ แล้วท่านก็ไม่ใช่จะเล่าอะไรๆ ให้ฟังง่ายๆ ถ้าไม่มีลูกศิษย์ถาม ก็จะไม่เล่า ไม่แสดงอะไรที่พิเศษให้ใครดู หรือใครฟัง นอกจากผู้เขียนมาเล่า มาถามท่านถึงจะบอก เพราะผู้เขียนไปเปิดเผยความลับของท่านก่อน ท่านจึงเอาผู้เขียนเป็นตัวสอนลูกศิษย์ เป็นตัวอย่าง หรือยกตัวอย่างให้ลูกศิษย์รุ่นพี่ๆ ฟัง วันนี้จะมาหรือไม่มาท่านจะบอก ลูกศิษย์ทั้งก็ชอบรอผู้เขียนมาปฏิบัติและเข้าโบสถ์พร้อมกัน เพราะชอบมารอกันก่อน ถ้ามาเจอผู้เขียนก็จะได้ฟังเรื่องราวต่างๆ จากผู้เขียน หลวงตาจะเล่าให้ฟัง ตอนผู้เขียนเดินภาวนากลับบ้าน หลวงตาก็จะบอกว่า เดี๋ยวโยมสงค์มา ถามดูสิว่าเดินภาวนากลับบ้านเป็นอย่างไร

พอผู้เขียนมาถึงท่าก็บอกว่า “โยมไม่ต้องสงสัย โยมทำได้” และหลวงตาก็ให้ผู้เขียนเล่าเรื่องเดินกลับบ้านให้ลูกศิษย์ฟัง และก็จะถามว่า ถ้าเป็นพวกเราเดินกลับกันบ้างสิ จะใช้เวลาเดินทางกันเท่าไหร่ ลูกศิษย์ก็กะเวลาเท่านั้นๆ ไม่มีใครถูกเลย แต่หลวงตากลับบอกว่า แค่ครึ่งชั่วโมง หรือ ๓๐ นาทีเท่านั้น พวกลูกศิษย์ก็บอกว่าไม่น่าเชื่อ หลวงตาก็หัวเราะ ฮึฮึ และก็บอกให้ผู้เขียนเล่าต่อ ก็อธิบายและเล่า การเดินภาวนาให้ฟัง “มันอย่างนี้อย่างนี้” เดินไป ภาวนา ตั้งจิตอย่างนี้ เดินไปก้าวไป มันก้าวโหย่ง ลอยอย่างนี้ ก็อธิบายให้ฟังอย่างละเอียด เดินภาวนาตั้งแต่อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินตีหนึ่ง ไปถึงบ้านผู้เขียนตึหนึ่งครึ่ง แค่ครึ้งชั่วโมง เล่าไปก็ต้องมองดูหลวงตา ท่านรู้เวลาเป๊ะพอดี พวกที่บอกว่าไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะหลวงตาพูดถูกเป๊ะเลย


เรื่องของหลวงตาไปปฏิบัติมา ก็จะถูกผู้เขียนเห็นและเล่าให้ฟัง ก็ถูกทุกอย่าง ราวนี้ก็เช่นกัน ท่านไปปักกลดที่ใกล้เชิงเขา เป็นป่ารก และท่านก็เจอทั้งงูจงอาง เจอทั้งเสือลายพาดกลอน ท่านก็บอกว่าไปปักกลดอยุ่ข้างลำธารกว้าง ๕ เมตรได้ ผู้เขียนก็ตามจิตไปดู ก็เห็นหลวงตา เป็นภาพหลวงตาปักกลดอยู่ แต่หน้ากลดหลวงตานั้นกลับมีเหมือนภูเขาเล็กๆ อยู่ ก็เพ่งจิตดู จึงเห็นเป็นจอมปลวกนั่นเอง สูงขนาดท่วมหัวคน ใหญ่ แต่ก็แปลกใจทำไมหลวงตากลับมานั่งตรงจอมปลวก แล้วหลวงตากำลังเพ่งจิตดูจอมปลวกทำไม ก็ปรากฏว่าในจอมปลวก มีงูใหญ่นอนขดอยู่ในจอมปลวก ก็เห็นว่าหลวงตานั่งมาสองวันแล้ว งูก็ยังนอนสงบไม่ไปไหน พอวันที่สาม หลวงตาชักกลดย้ายที่ปักกลด ถัดไปอยู่ข้างลำธาร ใกล้ต้นมะม่วงใหญ่ ห่างจากจอมปลวกใหญ่มักสิบเมตรได้ ปรากฏว่าพอย้ายกลดจึงเห็นทางเข้าของจอมปลวกของงูใหญ่นั้น ถึงกับร้องอ้อ หลวงตาไปนั่งขวางทางเข้าออกของพญานาคเข้าน่ะซี ได้โอกาสก็ลืมตามาบอกพวกลูกศิษย์ว่า หลวงตาไปปักกลดขวางทางเข้าออกของพญานาคน่ะซี เลยต้องย้ายกลดหนี เล่นเอาหลวงตาหัวเราะ ฮึฮึ ผู้เขียนก็บอกต่อ ไม่ย้ายกลดหนีได้อย่างไร เล่นเจอเอาของแข็ง พญานาคตัวเบ้อเร้อ เล่าแล้วก็อดหัวเราไม่ได้ดันไปกระเซ้าหลวงตาหนีพญานาคเข้าน่ะซี ก็บอกกับลูกศิษย์รุ่นพี่ว่า หลวงตาน่ะ ท่านไม่กลัวพญานาคหรอกครับแต่พญานาคกลัวหลวงตาต่างหาก ก็เล่าให้ฟังต่อ ที่ท่านย้ายกลดหนีเพราะกลัวพญานาคจริงๆ เล่นเอาลูกศิษย์ที่ฟังถึงกับหันหน้ามาจ้องผู้เขียนกันเป็นตาเดียวและก็สร้างความตื่นเต้นกัน  พอเล่าว่า หลวงตาท่านกลัวพญานาคจะอดตายต่างหาก เพราะหลวงตาเล่นนั่งจ้องพญานาคมาสองวันเต็มๆ แล้ว ท่านก็ได้คิด ถ้าสามวันพญานาคอาจอดตายได้ บาปตกกับท่านเปล่า จึงย้ายกลดหนีออกห่างปากทางเข้าออกของพญานาคอยู่น่ะซี  พญานาคก็ออกไม่ได้ เพราะหลวงตาท่านนัง่สมาธิขวางทางอยู่ ก็เคยเล่าให้พวกเราฟังหลายครั้งว่า งูเห่า งูจงอาง หรือพญานาค เจอหลวงตาก็จะสงบหัวลงมากราบท่านหลายหนแล้ว คราวนี้ก็เช่นกัน ท่านจะเอาจอมปลวกบังลม บังพายุพัด ไม่ให้รบกวนเท่านั้น แต่นังสมาธิแล้สก็ไม่อยากถอนสมาธิน่ะซี แต่หลวงตาท่านรู้ก็รู้ว่ามีพญานาคอยู่ในจอมปลวก และเคยมีพระธุดงส์มาเจอพญานาคเผ่นออกจากป่าไปหลายรูป  วันนี้มาเจอท่านก็เลยสะกดพญานาคบ้าง จะได้ไม่ไปเกเรหรือไปกวนพระธุดงส์รูปอื่นต่อไป ผู้อ่านก็จงเข้าใจไว้ด้วย พระอริยสงฆ์ดังเช่นหลวงตายิ้ม ท่านเป็นถึงพระอนาคามี สูงถึงระดับฌานแปดหรือเหนือแล้ว ย่อมสยบพญานาค ซึ่งอยู่ในชั้นแรกของเทวโลก คือชั้นจาตตุมมหาราชิกา มีผู้ปฏิบัติสมิสูงๆเท่านั้น จึงจะรู้ถึงระดับจิต สมาธิ ของผู้ปฏิบัติเก่งๆ เท่านั้นและการปฏิบัติจิตของหลวงตาระดับนี้ก็สะกดงู เสือ พญานาค สัดว์ทั้งหลายได้เช่นกัน จึงไม่เป็นที่สงสัยสำหรับผู้เขียนและเรื่องแปลก เรื่อพญานาคตัวนี้ ก็มาเผชิญกับผู้เขียนในไร่จ่าตำรวจวันชัย เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๘ ต้องไปหาอ่านตอน “พญานาคไร่จ่าวันชัย” โน่นครับ อิทธิฤทธิ์ บารมีของพระอริยสงฆ์ พระสำเร็จอภิญญา พระอนาคามี ท่านคุ้มครอง และก็แสดงฤทธิ์ได้ด้วยอำนาจจิต บารมีสมาธิ และก็กล้าพูดได้ว่า เรื่องพระอริยสงฆ์รูปไหนเก่งอะไร ผู้เขียนก็ได้พบปะมามากเช่นกัน เรื่องการปฏิบัตินี้สำคัญมาก และถ้าหลวงตาไม่เก่ง ก็คงจะไม่สามารถเป็นอาจารย์ผู้เขียนได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น