วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

พองหนอ-ยุบหนอ


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            เมื่อผู้เขียนฝึกอานาปานะสติ การกำหนดลมหายใจ เข้า-ออก ได้ระดับสมาธิขั้นอุปจาระสมาธิ และอัปปนาสมาธิ มีเวลาว่างหลังจากไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิแล้วก็ลองมาค้นคว้า วิชาพองหนอ-ยุบหนอ ดูตามตำราท่านบอกว่า เพ่ง พองหนอ-ยุบหนอ ตั้งใจไว้ที่ท้อง และก็ได้พบเห็นผู้ปฏิบัติ พองหนอ-ยุบหนอ ที่บรรดาอาจารย์ท่านสอนไว้ที่สะดือบ้างที่ท้องบ้าง เหนือสะดือมาสองนิ้วบ้าง หรืออยู่กับลมหายใจบ้าง เลยไม่รู้ความจริงว่าไว้ตรงไหนกันแน่ เลยทำให้นักปฏิบัติยุ่งเหยิงกันไปหมด ความถูกต้องของการปฏิบัติแต่ละอาจารย์เลยไม่เหมือนกัน อาจารยืใดได้แบบไหนมาก็สอนลูกศิษย์กันต่อ

            เมือ่เป็นเช่นนี้ เราผู้ปฏิบัติก็ต้องค้นคว้าหาความจริง หลักวิชาที่ปฏิบัติถูกต้องว่าเป็นอย่างไร เท่าที่พบเห็นผู้ฝึกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็น อานาปานะสติ,  สัมมาอรหัง ธรรมกาย หรือพองหนอ-ยุบหนอ หรือจะเป็นมโนยิทธิ ก็ตามพอผู้ปฏิบัติไม่ได้ ก็มักจะโทษกับจริตหาว่าไม่เข้าจริงหรือไม่ถูกจริต แต่ความจริง ส่วนมากไม่รู้ที่ตั้งของแต่ละตำรา คือ จิตวางไว้ตรงไหน จึงทำให้ปฏิบัติกันไม่ได้ เลยหลงโทษกันไปต่างๆนาๆ ไม่มีเวลาบ้าง ยังไม่หมดเวร-กรรม หรือยังไม่ถึงเวลา ถ้าพูดว่ายังไม่ถึงเวลา คนผู้นี้ก็มีสิทธิปฏิบัติได้ ก็พูดกันไปต่างๆนาๆร้อยแปด  ถ้าพูดว่าฝึกจิต ฝึกสมาธิไม่เป็นก็เป็นบ้า สติเสียหรือวิปลาสไป แต่ถ้าพูดว่า “ไม่ถูกกับจริต” ละก็พวกผู้ปฏิบัติและบรรดาครูบาอาจารย์หรือเกจิอาจารย์ไม่รู้จริง ไม่เห็นจริง เพราะหลงโทษกับ “จริต” ความจริงไม่เข้าจริต เพราะทำไม่ได้ ฝึกไม่ได้ จึงพากันโทษจริตส่งไป

            ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติวิชาใดเข้าใจจึงรู้ว่า เพราะไม่รู้หลักปฏิบัติที่แท้จริงหรือถูกต้อง ก็เลยภาวนากันส่งๆไป พองหนอ-ยุบหนอ หายใจเข้า-หายใจออก หรือจะเพ่งลูกแก้วแบบพระธรรมกาย ส่วนมโนยิทธิก็เกิดจากอานาปานะสติ ระดับฌาน๖-ฌาน๗ ขึ้นไป ฌาน๘ ถึงจะเข้ามโนยิทธิ ฤทธิทางใจได้

            ที่ผู้เขียนพูดอย่างนี้เพราะเท่าที่เห็นฝึกกันมาตามแม่ชีสอน พระสอนกัน ถูกบ้างไม่ถูกบ้างก็อธิบายให้ฟัง เพราะบรรดาครูบาอาจารย์ ไม่รู้ที่ตั้งของจิต ได้แต่ภาวนากันไป ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง สงบบ้างไม่สงบบ้างก็เพราะไม่มีที่จั้งของจิตนั่นเอง เมื่อผู้เขียนรู้ที่ตั้งของจิต อานาปานะสติ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก อยู่ที่ปลายจงอยจมูก จึงสามารถคุมลมหายใจเข้า-ออก ให้สงบโดยเร็ว และก็เดินตามหลักของวิชาอานาปานะสติ จึงได้จิตรู้จิตเห็น หรือตัวรู้ตัวเห็น มารวมกันและประสานเข้ากันจนเป็นหนึ่งเดียว จึงเกิดตัวสมาธิ  เมื่อได้สมาธิจากอานาปานะสติ ก็เอาจิตมาค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ วิชาธรรมกาย วิชาพองหนอ-ยุบหนอ จิตเกิดตัวรู้ตัวเห็น (คือสมาธิ เอกัคคะตารมณ์) หรือจิตเข้ามาฌาน ๔ ก็คือจตุตถฌานนี่เอง เมื่อจิตเป็นสมาธิจึงมาจับหลักวิชาพองหนอ-ยุบหนอที่ท้อง พอเพ่งจิตกับลมหายใจเข้าออกตรงหน้าท้อง บริเวณที่เวลาหายใจเข้ามันพองหนอ หายใจออกยุบหนอ พอเอาจิตจับบริเวณหน้าท้อง พื้นที่ท้องมันกว้างใหญ่กว่าเพ่งลูกแก้วอีก ก็ลองใช้ตำราอานาปานะสติ  เพ่งจิตกับท้องนั่นแหละ พอจิตจับหน้าท้อง เพ่งอยู่หน้าท้อง ลมมันพองขึ้นพองลง จิตมันก็ยังเพ่งดูท้องกับลมหายใจ ปรากฏว่า หน้าท้องที่เป็นลานหรือฐานกว้าง กลับหดตัวลงมาเป็นวงกลมได้ เมื่อพิจารณาลมหายใจ เพ่งเข้าไปอีก ลมก็จะเบาลงทุกที ท้องที่เป็นวงกว้าง ก็หดตัวลง แคบลงด้วย แปลกไหม

            ถ้ารู้ความจริงมันไม่แปลกหรอกครับ เพราะเราเพ่งจิตอยู่กับบริเวณหน้าท้อง จิตก็จะเพ่งหน้าท้องให้สงบลงตามด้วย พองพะนอ-ยุบหนอ หรือลมหายใจเข้าออก มันก็ละเอียดตามลงมา เพราะจิตเพ่งจับไว้ ท้องยิ่งสงบ วงหน้าท้องก็จะแคบลงมารวมกันเป็นจุดๆ ก็เห็นความจริงว่า จิตตอนภาวนาพองหนอ ยุบหนอนี่เอง ทำให้จิตสงบ  เมื่อเป็นเช่นนี้  พองก็ไม่พอง ยุบก็ไม่ยุบ จิตสงบท้องก็สงบ (ทะเลไม่มีคลื่น หรือลูกข่างหมุนอยู่กับที่) จิตก็เลยอยู่นิ่งกับความสงบ เพ่งจิตเข้าไปในจุดสงบนั้น บริเวณหน้าท้องก็รวกันเป็นจุดเดียว  พอเพ่งจุดเดียวนั้นก็คือ กลางท้องเรานี่เอง พอเห็นจุดชัดเจน จุดที่เราเพ่งก็คือสะดือเรานั่นแหละ สะดือก็คือศูนย์กลางกายเรา ก็เพ่งจิตเข้าไปตรงสะดือ จิตเพ่งนิ่ง แต่คราวนี้เป็นจุดสว่างขึ้นมาแทน ก็เพ่งจุดสว่าง ยิ่งเพ่งยิ่งสว่างไปทั่ว แสงสว่างกระจายไปไหน บังทุกสิ่งทุกอย่างหมด แสงสว่างเหมือนอากาศ  ก็กระจายออกเป็นวงกว้าง ตัวเราก็ไม่มี มันหายเข้าไปในแสงสว่างแบบนั้น ก็เลยรู้ว่า พองหนอ-ยุบหนอ ก็เพ่งอากาศได้เหมือนกันนะ ก็เพิ่งรู้และเห็นด้วยตัวเอง จิตก็เพ่งเข้าไปกลางกายหรือทะลุเข้าในสะดือ กลับเห็นสว่างในกาย ดูจนทั่วจนพอใจแล้ว จิตก็ยกกลับมาเพ่ง จุดสะดือตือ จิตก็สงบสมาธิก็เพิ่มขึ้น  ก็เพ่งเข้าไปในศูนย์กลางสะดือ ธิ เข้าไปอีก ครวานี้จิตเหมือนกับจิตเข้าไปอยุ่ในความว่างเปล่า รุ้ว่าในความว่างเปล่ามันเป็นสุญญากาศฆือศูนย์อากาศ ยิ่งเพ่งยิ่งว่างเปล่า ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณ ก็เลยรู้ว่านี่คือ “สูญญตา” ไม่มีอะไรจริงๆ จิตก็เพ่งเข้าไปในสูญญตาหรือ “อวกาศ” คาวมจริงจิตมันนิ่งในสูญญตาจนรู้วึกว่า จิตอยู่กลาง “สูญญตา”  นั่นนิ่งอยู่นาน ก็เกิดจุดเล็กๆ เป็นสีทอง ก็ขยายใหญ่ขึ้นทุกที จนเห็นเป็นกายพระพุทธรูปหรือพระพุทธองค์ นั่งขัดสมาธิ เปล่งแสงรังสีออกมารอบกาย เห็นท่านเปล่งรังสีอยู่นาน จนตัวเรารู้สึกพออกพอใจ ก็เห็นพระพุทธองค์ลอยถายห่างออกไป จนเป็นจุดสีทองเล็กๆ แล้วก็หายไป พอถอยจิตมาก็รู้สึกว่า จิตใจสบายแบบบอกไม่ถูก มานั่งพิจารณา พองหนอ-ยุบหนอ มันเป็นเช่นนี้หรือจุดศูนย์กลางสะดือสามารถเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุดได้ เพ่งจุดในกายก็เห็นกายในได้ เห็นอาการ ๓๒ ได้ เข้าสูญญตาได้ เข้าถึงพระพุทธเจ้าได้ ต้องขอเวลาศึกษาก่อน

            แต่ที่รู้ๆจากการปฏิบัติมา อานาปานะสติ จะเป็นหลักปฏิบัติที่เป็นหัวใจพระพุทธศาสนามากกว่าหลักอื่นๆ


2 ความคิดเห็น:

  1. รบกวนขอเบอร์ตืดต่อปู่ได้มั้ย email : paparpattshantipar@gmail.com คะ ขอบคุณคะ

    ตอบลบ