โดยปู่สงค์
สวนพุฒตาล
หลักปฏิบัติหรือการฝึกสมาธิที่สำคัญๆจริงๆ ก็คือ
อานาปานะสติ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก ธรรมกาย กำหนดเพ่งลูกแก้ว-สัมมาอรหัง
พองหนอ-ยุบหนอ และมโนยิทธิ (เกิดจากอานาปานะสติ)
ผู้เขียน
เรืออากาศตรีประสงค์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หรือฉายา “ปู่สงค์ สวนพุฒตาล”
ได้เขียนจากประสบการณ์ในการฝึกจิต ฝึกสมาธิ ได้ค้นคว้าธรรมะกับการค้นคว้าด้วยจิต
มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๖๐
ก็ได้พบว่า
การฝึกจิตหรืออานาปานะสติ การกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้ เป็นหัวใจการปฏิบัติการฝึกสมาธิที่แท้จริง ผู้เขียนก็ค้นคว้าหลักการฝึกจิตมาหลายหลักการ
วิชาธรรมกายก็ได้จากหนังสือแม่ชีจันทร์ ซึ่งพิมพ์แจก วิชาธรรมกายก่อนพ.ศ. ๒๕๑๑
ละเอียด และก็ได้แจกเรื่องการปฏิบัติจิตของแต่ละอาจารย์ก็เอามาศึกษาดู กะไว้ว่า
อายุ ๕๐ จะบวชตลอดชีวิต แต่ที่ไหนได้ เหมือนดวงชะตาถูกบังคับให้มาฝึกจิต อายุ ๒๗
ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ มาฝึกจิต อานาปานะสติ เพราะใช้พองหนอ-ยุบหนอ หรือสัมมนาอะระหัง
ธรรมกาย ก็ฝึกไม่ได้ หรืออาจจะไม่เข้ากับ “จริตเรา”
แบบบรรดาอาจาย์สอนวิธีปฏิบัติสมาธิพูดกันไปสอนกันไป และพอผู้เขียนค้นพบ
วิธีกำหนดลมหายใจเข้า-ออกได้
และก็สามารถนั่งสมาธิได้ถึงการเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด ในคืนเดียว
ก็เลยค้นคว้าเรื่องอานาปานะสติตลอดมา หาความละเอียด ขั้นตอนการปฏิบัติจิต
เข้าสมาธิ ทำไมผู้ปฏิบัติสมาธิ จึงม่สามารถเข้าสมาธิได้ เพราะหลงโทษกันไปต่างๆ นาๆ
โทษกรรมโทษเวร โทษวาสนากันส่งไป พวกบรรดาอาจารย์สอนสมาธิ-กัมมัฏฐานหรือวิปัสสนา
ก็โทษว่าไม่ถูกกับจริต จึงฝึกไม่ได้
แต่ความจริงแล้ว จะโทษผู้ปฏิบัติก็ไม่ได้
เพราะตัวครูบาอาจารย์เป็นผู้สอนผู้บอกเองว่า ไม่ถูกกับจริต “จริงหรือไม่”
ผู้ปฏิบัติที่รู้แล้วเห็นแล้ว ก็จะตอบว่าไม่จริง เพราะได้ครูบาอาจารย์
สอนไม่เป็นหรือปฺบัติไม่รู้หลักแท้จริง แต่ละหลักปฏิบัติก็จะมีที่ตั้งของจิต
พุท-โธ อานาปานะสติ กำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก ตรงปลายจงอยจมูก, พองหนอ-ยุบหนอ
ตรงท้องงหรือจุดสะดือ, สัมมาอะระหังหรือธรรมกายเพ่งลูกแก้ว ฐาน ๗ ฐาน และมโนยิทธิ
ก็ต้องฝึกจากพุทโธ อานาปานะสติก่อนถึงจะเข้ามโนยิทธิได้
ผู้เขียนก็ได้เขียนเรื่องอานาปานะสติ จึงรู้หลักอานาปานะสติได้ชำนาญ
แล้วเอามาใช้กับธรรมกาย วิชาธรรมกาย หลวงพ่อ “สด” วัดปากน้ำภาษีเจริญ
ได้ค้นพบวิชาธรรมกาย เพ่งลูกแก้ว
“การเพ่งลูกแก้ว” ตามหลักเพ่งลูกแก้วให้เท่าๆ
กับเม็ดพุทธาใน ใช้ลูกแก้วเพ่งเข้าในรูจมูก ผู้หญิงซ้าย ผู้ชายขวา และก็ภาวนา
“สัมมาอรหัง” เพ่งลูกแก้วให้เคลื่อนเข้ารูจมูก ฐานที่ ๑
เพ่งลูกแก้วเคลื่อนไปเพลาจมูก(แนวนัยต์ตา) เพ่งลูกแก้วด้วยการภาวนาสัมมาอรหัง
ลูกแก้วเคลื่อนไป จอมประสาท หน้าผาก และแต่ละครั้งการภาวนาลูกแก้วไม่ต่ำกว่า ๓
ครั้ง เพ่งลูกแก้วเคลื่อนไปฐาน ๔ บนสุดภายในกะโหลกศรีษะ
ตรงนี้นัยต์ตาก็ต้องเพ่งกลับหรือเหลือกกลับเหมือนมองเข้าไปภายใน
จะต้องภาวนาสัมมาอรหัง ให้ลูกแก้วเคลื่อนไปด้วย ก็จะเคลื่อนไปจุดกลืนอาหารตรงคอ
นี่คือฐานที่ ๕ จิตก็ยังเพ่งลูกแก้วภาวนาสัมมนาอรหัง
ให้ลูกแก้วเคลื่อนที่ลงไปตรงสะดือคือฐานที่ ๖ ตรงนี้ลูกแก้วมาหยุดตรงสะดือ
“ศูนย์กลางกายมนุษย์เรา”
แต่ของธรรมกายให้เพ่งลูกแก้วเคลื่อนกลับขึ้นมาเหนือสะดือ
๒ นิ้ว และก็เพ่งลูกแก้วเข้าไปกลางกาย และจิตต้องบังคับลูกแก้วให้อยู่กั๊ก กาย
กลาง กั๊ก กาย ก็คือ กากบาทลากเส้นตรงจากเอวซ้ายไปเอวขวา เอวก็ต้องแบ่งกึ่งกลาง
และเส้นกึ่งกลางหน้าท้องกับกึ่งกลางด้านหลัง ลากมาตัดกันเป็นกากบาท
จุดกึ่งกลางก็คือ ”กากะบาท” เอาลูกแก้วเพ่งตรงกลางกากบาท นิ่งอยู่ตรงกากบาท
จิตเพ่งไว้ ลูกแก้วก็จะขยายเป็นวงใหญ่เท่ากับไข่แดง ไข่ไก่ ก็ต้องเพ่งเข้าไปอีก
ก็จะเห็นกายเราหรือกายหยาบ และก็เพ่งในกายก็จะเห็นกายละเอียด ก็ต้องเพ่งกายใน
ก็จะเห็นหลักของพระธรรมกายที่สอนและปฏิบัติกันมา
นักปฏิบัติทั้งหลายรู้ไหมว่า
การเพ่งลูกแก้วเป็นหลักของพระธรรมกาย ก็ไม่ใช่ของง่ายๆ เพราะปรากฏว่า
การเพ่งลูกแก้ว ประกอบการภาวนา เพ่งไปภาวนาไป ลูกแก้วก็หลุดจากจิต หายไปง่ายๆ
ก็ต้องมาตั้งต้นการเพ่งลูกแก้วใหม่ ธรรมการจึงยากแก่การปฏิบัติมาก
เพราะกว่าจะจับลุกแก้วให้อยู่ได้ ต้องคุมให้ลูกแก้วเคลื่อนที่ถึง ๗ ตำแหน่ง หรือ ๗
จุด ปัญหาก็อยู่ที่การเพ่งลูกแก้วนี่แหละ ก็มาพิจารณาเรื่องการเพ่งลูกแก้ว
ทำไมลูกแก้วที่ใช้ประกอบการเพ่ง
จึงลูกใหญ่เล็กไม่เท่ากัน มีความสงสัยกันบ้างไหม รู้แต่เพ่งลูกแก้ว
เพ่งอย่างไร หรือเพ่งแบบพวกยิบปซี น่าจะอธิบายวิธีการเพ่งลูกแก้วให้เข้าใจ
ก็ต้องค้นหาวิธีการเพ่งลูกแก้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้
ผู้ปฏิบัติ อานาปานะสติ หรือเพ่งลมหายใจได้สมาธิ อุปจาระสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิ
จิตกับตา รวมกันเป็นอันหนึ่ง หรือเข้าจตุตถฌานก็ลองเอาสมาธิ(จิต+ตา) มาเพ่งกับลูกแก้วดู ก็จะพิสูจน์ได้ว่า
“ธรรมกาย” ทำไมเพ่งลูกแก้ว เพราะเป็นอุบายฝึกจิต เมื่อจิตฝึกสมาธิได้ดีแล้ว แค่จตุตถฌานหรือฌาน ๔
ก็เอาจิตมาเพ่งกับลูกแก้ว เมื่อได้อานาปานะสติแล้ว จึงเอามาเพ่งลูกแก้ว
พอจิตจับเพ่งกับลูกแก้ว ความจริงก็คือรู้วิธีเพ่งลูกแก้วขึ้นมาในจิต
พอหลับตาเพ่งลูกแก้ว พอจิตสงบนิ่งเพ่งไป ก็ปรากฏว่า ลูกแก้วกลับหดได้
ยิ่งเพ่งยิ่งหด จิตสมาธิมาก ลูกแก้วก็หดเพราะอะไรรู้ไหม
เพราะจิตเพ่งด้วยสมาธิ จิตยิ่งนิ่ง ลูกแก้วยิ่งหด ด้วยอำนาจสมาธิของจิตนั่นเอง
ถ้าท่านลืมตาเพ๋ง ก็จะเห็นลุกแก้วเป็นปกติ ไม่หดตามจิต
การหลับตาจิตจะเป็นสมาธิได้แนบแน่น การหดตัวของลูกแก้วจึงเห็นได้ด้วยจิต
ถ้าลืมตาเพ่งจิตของผู้เพ่งต้องได้ฌานสูงๆ ฌาน ๕ ฌาน ๖ ขึ้นไป
จิตจึงจะเพ่งห้ลูกแก้วหดตัวและเล็กลงได้
การหลับตากับการลืมตาจึงมีอานุภาพผิดแปลกกัน ก็ขึ้นอยุ่กับอำนาจจิตหรือฌานสูงๆ
ข้อพิสูจน์นี้เองทำให้ผู้เขียนเห็นความเพ่งจิตกับลูกแก้ว
ลุกแก้วเป็นอุบายฝึกจิตของธรรมกาย จึงต้องเข้าใจเรื่องลูกแก้ว
ไม่เข้าใจเรื่องลูกแก้ว ก็จะเข้าธรรมกายไม่ได้
เมื่อรู้วิธีปฏิบัติจิตทางอานาปานะสติ ก็มาใช้กับการเพ่งลูกแก้ว
ถึงจะเข้าใจเรื่องลูกแก้ว
หลักปฏิบัจิของผู้เขียนก็ได้จากหนังสือแม่ชีจันทร์
แจกไว้เมื่อ ๕๐ ปี
ก่อนที่ผู้เขียนจะมาฝึกอานาปานะสติ พุท-โธ ในปี ๒๕๑๑ และใช้พลังจิตสมาธิรักษาคนป่วยถูกผีเข้า-เจ้าสิง
และสารพัดทุกข์มาหลายปี ก็ไปถอดขันธ์พวกเจ้าเข้าทรง ร่างทรง
ก็เอาของที่ไปรับและมีลูกแก้วที่ไปรับมาจากการฝึกธรรมกาย
ลูกแก้วก็มหญ่-เล็กไม่เท่ากัน และก็เคยเห็นลูกแก้วที่ใช้กับการปฏิบัติ “ธรรมกาย”
หลังจากนั่งสมาธิแล้ว ก็เห็นลูกแก้วที่เขาเอามาถวาย ก็เลยนั่งดูลูกแก้ว
ก็คิดพิจารณาดูว่า ทำไมเขาจึงเพ่งลูกแก้วกัน ทำไมตอนศึกษาพระธรรมกาย
ที่แม่ชีจันทร์เขียนไว้ให้เพ่งลูกแก้วเท่าเมล็ดในผลพุดธา
ก็เคยเอาลูกแก้วมาเพ่งดูและก็ปฏิบัติตามหลักแม่ชีจันทร์ เขียนบันทึกไว้ในหนังสือ
ก็นั่งเพ่งลูกแก้ว แล้วหลับตาเพ่ง แค่จ่อรูจมูกข้างขวา
เพ่งให้ลูกแก้วเคลื่อนเข้าไปในรูจมูก
ภาวนาสัมมาอรหังกี่ครั้งลูกแก้วก็ไม่เคลื่อนเข้าไปในรูสักที
ยิ่งเพ่งลูกแก้วอยู่เฉยๆ ก็มี พอหยุดเพ่ง ลูกแก้วก็หาย ทำอย่างไร
ก็ต้องมาเพ่งจับตาดูลูกแก้วใหม่ พอหลับตาเพ่งอีก ลูกแก้วก็ไม่ขยับเข้าไปหรือเคลื่อนที่เข้าในรูจมูก
เพ่งๆ เผลอ ลูกแก้วก็หายอีก ทำอย่างไรก็ไม่ได้ เพ่งจนเบื่อ รู้สึกว่าธรรมกาย
เพ่งลูกแก้วไม่ได้ พอไปนั่งคุยกับพระกับเจ้า หรือผู้ปฏิบัติ ก็ได้คำตอบมาต่างๆ นาๆ
สารพัด “ไม่ถูกกับจริต” บุญยังไม่พอ
ไม่มีวาสนา อะไร ๆจิปาถะ เท่าที่ได้ยินพระสงฆ์องค์เจ้ามักจะพูดว่า
“ไม่ถูกกับจริต” เป็นส่วนมาก พอมาฝึกอานาปานะสติได้ คราวนี้ก็มามองลูกแก้วใหม่
พอตาจับกับลูกแก้ว ก็รู้ทันทีว่า ตัวสำคัญของพระธรรมกาย คือ ลูกแก้ว
ก็เอาจิตเพ่งจับกับศูนย์กลางของลูกแก้ว ความแปลกประหลาดก็เกิดขึ้น จิตที่เป็นสมาธิหรือจตุตถะฌานก็เห็นความสำคัญลูกแก้ว
พอจิตเพ่งลูกแก้ว คราวนี้ลูกแก้วหดได้ ยิ่งเพ่งยิ่งหด
ก็เลยเพ่งลูกแก้วนิ่งอยู่อย่างนั้น หดเล็กลงเท่ากับเม็ดผลพุทธาในได้จริงๆ
ท่านผู้ปฏิบัติก็ต้องมีข้อสงสัย
ทำไมลูกแก้วหดเล็กลงได้ เพื่อให้หายสงสัย ลูกแก้วหดได้เพราะพลังจิต
ที่เป็นสมาธินี่เอง ยิ่งเพ่งลูกแก้ว ก็เหลือเท่าเม็ดพุทธา ก็นึกถึงหลักพระธรรมกาย
ก็เอาลูกแก้วมาจ่อกับรูจมูกข้างขวา “ผู้ชายขวาผู้หญิงซ้าย”
พอลูกแก้วจ่อรูจมูกก็ภาวนา “สัมนาอรหัง” คือฐานที่ ๑ คราวนี้
ภาวนาไปจิตก็เพ่งให้ลูกแก้วเคลื่อนที่เข้าไปในรูจมูก ก็เคลื่อนได้ไปตามอำนาจจิตสมาธินี่เอง
คราวก่อนเพ่งลูกแก้วเคลื่อนไม่ได้
เพราะอำนาจจิตยังไม่เข้าสมาธิ จึงบังคับลูกแก้วไม่ได้
เหตุเพราะพลังจิตหรืออำนาจสมาธิต่างหาก ไม่ใช่อ้างแต่ว่า “ไม่ถูกกับจริต”
กันพร่ำเพรื่อ จึงพิสูจน์ได้ว่า
ถูกจริตหรือไม่ถูกจริต ข้อไหนคือความจริง
แสดงว่าผู้ฝึกยังไม่รู้จริงไม่เห็นจริง ผู้ฝึกก็เถียงหรือตอบว่า
ผู้เป็นอาจารย์หรือผู้สอนสอนกันมาอย่างนี้
ก็สรุปได้ว่าทั้งอาจารย์ผู้สอนทั้งผู้ฝึกหลงผิดกันมาตลอด
พอจิตกับลูกแก้วพร้อมกับภาวนา
“สัมมาอรหัง” คราวนี้ลูกแก้วเคลื่อนไปได้ดังจิต เข้าไปสู่ฐานที่ ๒
คือเพลาตาตรงดั้งจมูกหักนั่นแหระ อยู่ตรงกึ่งกลางตาทั้งสอง
ตอนนี้ไม่ต้องพะวงกับลูกแก้วแล้ว เพราะจิตบังคับลูกแก้วตลอดเวลา
รับรองไม่หายไม่แว่บเหมือนเมื่อก่อน เพราะจิตยังจับสมาธิอยู่กับลูกแก้ว
คราวนี้ก็กำหนดจิตเพ่งลูกแก้ว แล้วภาวนา “สัมมาอรหัง” อย่างน้อยสามครั้งหรือจะมากกว่า
จิตบังคับลูกแก้วได้เร็วก็แค่สามครั้งตามคำสอนหรือแนะนำ
ที่นี้ลูกแก้วก็เคลื่อนขึ้นไปตรงหัวโหนกหรือกลางจอมประสาท พอเพ่งจิต
ลูกแก้วก็เคลื่อนไปอยู่กลางฐานที่ ๓ แล้วก็เพ่งให้ลูกแก้วเคลื่อนที่เข้าไปในกะโหลก
การเคลื่อนอยู่กลางเพดานกะโหลกนี้ก็คือฐานที่ ๔ ตรงจุดนี้ก็มีความสำคัญ
ต้องจำให้แม่น ตอนเพ่งจิตบังคับลูกแก้วจะให้เคลื่อนที่ ต้องเพ่งตากลับเข้าไปภายใน
พร้อมเพ่งให้ลูกแก้วหมุนตัวกลับเข้าไปภาใน เพื่อให้ลูกแก้วเคลื่อนไปสู่ฐานที่ ๕
คือช่องกลืนอาหารนี่เอง ตาต้องเหลือกกลับเข้าไปภายใน เพื่อบังคับลูกแก้วนี่เอง
พอลูกแก้วเข้ามาอยู่ตรงปากช่องกลืนอาหารก็เพ่งลูกแก้วพร้อมคำภาวนาต่อไป
ก็จะเห็นลูกแก้วเคลื่อลงไปในช่องหลอดอาหาร ก็ต้องเพ่งนานหน่อย
จนลูกแก้วเคลื่อนไปจุดสะดือ ก็คือฐานที่ ๖ ก็จะต้องเพ่งนิ่งไว้
แล้วก็เพ่งบังคับให้ลูกแก้วเคลื่อนที่จากสะดือขึ้นมาสองนิ้ว
กลางกายด้านหน้ากับด้านหลัง แล้วก็เพ่งจิตให้กึ่งกลางเอวขวา
ตั้งแต่กึ่งกลางเอวซ้ายมากึ่งกลางเอวขวา ลากเส้นกึ่งกลางหน้าหลัง
กึ่งกลางเอวซ้ายขวา เอามาตัดกันเหมือน “กากบาท”
ตรงจุดกึ่งกลางกากบาทคือจุดเพ่งสำคัญของธรรมกาย หลังจากเพ่งจุดที่ ๖
ตรงสะดือแล้วก็ยกลูกแก้วขึ้นเพ่งเข้ากลางกายคือจุดกากบาทหรือจุดศูนย์กลางของธรรมกาย
เมื่อเอาลูกแก้วคลุมกากบาท ทีนี้แหระก็ยกจิตไปเพ่งตรงกากบาท
ก็จะเกิดจุดแสงสว่างจุดขาว ยิ่งเพ่งจิต จุดสว่างก็ขยายใหญ่ขึ้น ก็ดูต่อไป
จุดสว่างไม่เป็นจุด แต่แสงสว่างยิ่งกระจายทั่วไปหมด ตัวเราก็ไม่มีเพราะถูกความสว่างปิดหรือคลุดไปหมด
ยิ่งเพ่งยิ่งสว่างขยายไปทั่วมีแต่แสงสว่างกระจายไปทุกหนแห่ง มีแต่แสงสว่างไปหมด
ก็รู้ทันทีว่า นี่คือการเพ่งอากาศจากศูนย์กายกากบาท
หลังจากเพ่งแล้วจนสว่างทั่ว
ก็คืนจิตมาพิจารณาดู
ไม่เคยได้ยินหรือมีใครสอนอธิบายเรื่องธรรมกายก็สามารถเพ่งอากาศได้
เพราะผู้เขียนก็นั่งสมาธิ แบบอานาปานะสติ และก็ได้เพ่งอากาศในคืนเดียว
ก็เพิ่งมาพบเห็น ศูนย์กลางกายของวิชาก้สามารถเพ่งอากาศได้
ทำไมสมัยก่อนเมื่อ ๕๐กว่าปี
จึงไม่สามารถเพ่งลูกแก้วที่แม่ชีจันทร์เขียนไว้ แต่พอมาได้การฝฝึกแบบอานาปานะสติ
แล้วจึงสามารถเพ่งลูกแก้วได้ จึงได้ความรู้ว่าถ้าจะเพ่งลูกแก้วได้ถูกต้อง
ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเข้าจตุตถฌานหรือฌาน ๔ จึงจะเพ่งลูกแก้วได้
เพราะจิตเข้าสมาธิแล้ว
พอมาเพ่งหลัดธรรมกายอีก
คราวนี้จิตเข้าศูนย์กายโดยไม่ต้องเพ่งษูนย์กลางลูกแก้ว จิตมันเข้าไปกลางกากบาท
ครวานี้เพ่งจิตเข้าไปในกลางกั๊กกาย กลับไปเห็นเรื่องราวภายใน
แสงสว่างในกายก็ทำให้เราเห็นได้ง่าย ให้เราเห็นและพิจารณาไป แสงสว่างหรือจุดสว่าง
ส่องไปตรงไหนในร่างกาย เห็นตรงไหน ความรู้ก็เกิดจากจิตเรา และอธิบายในกายให้ฟัง
ให้เข้าใจ ธรรมกายก็สอนให้รู้เห็นในกายเหมอืนกัน เกิดความสงสัยอะไร ก็เพ่งจิตดู
ก็จะเกิดปัญญาสอนและแนะนำภายในจิต ยิ่งเห็นยิ่งเข้าใจ
เมื่อมาเทียบกับการพิจารณาภายใน ก็คือพิจารณาอายะตะนะภายใน ๖ นี่เอง
ก็มาปฏิบัติแบบพระธรรมกายอีก ก็ยังเพ่งกากบาทสูนย์กลางกาย
แต่ครวานี้ก็ปรากฏเป็นกายตัวเรา ก็ลองเพ่งจุดกากบาทในกลางกายของตัวเราก็ปรากฏว่า
กลางกายตัวเราสว่าง ยิ่งเพ่งก็ยิ่งสว่าง จิตก็อยู่กับการเพ่งกายเรา
ปรากฏว่ากายเราไม่มี แต่จิตก็ยังเพ่งต่อไปในความสว่าง ว่างเปล่า ก็เกิดเป็นจุดสีทองก็เพ่งจุดสีทองเข้าไปอีก
คราวนี้จุดสีทองก็ปราฏขยายใหญ่ขึ้น กลับเห็นเป็นพระพุทธรูป
ลอยอยู่กลางอากาศในใจกึ่งกลางจิต ยิ่งเพ่งก็ยิ่งชัด เห็นชัดในพระพุทธรูป
พอเห็นชัดก็รู้ว่า นี่เป็นเหมือนพระสงฆ์รูปหนึ่งหรือองค์หนึ่ง
แต่งกายแบบครองผ้าสังฆะฏิเหมือนพระสงฆ์จะเข้าโบสถ์สวดปาติโมกข์นั่งเข้าสมาธิอยู่
ก็นั่งเพ่งจิตกับพระอริยะสงฆ์องค์ที่ปรากฏให้เห็นกลางอากาศหรือกลางจิตใจเรา
ยิ่งเพ่งดูก็ยิ่งมีรังสีกระจายออกจากองค์พระพุทธรูปนั้น ก็เห็นรังษีกระจายรอบกายท่านสักประมาณ ๑ นิ้ว
พอจิตเพ่งจับก็ได้รับรู้ว่า นี่คือพระโสดา ก็เพ่งจิตกับพระที่เห็นต่อไป แต่คราวนี้
รังสีก็เปล่งออกมา ถ้าประมาณดูแล้ว ก็คงไม่เกิน ๑ คืบ เป็นสีเหลืองทอง
สีเข้มกว่าครั้งแรก พอเกิดความสงสัยในจิต จิตก็บอกว่า นี่คือรังสีของพระสกิทาคา
ก็นั่งต่อไปอีก จิตก็เพ่งกับรูปพระอริยะสงฆ์ต่อไป คราวนี้รังสีกลับสว่าง
สีทองเข้มขึ้นอีก ยิ่งเพ่งก็ยิ่งขยายเป็นศอก ก็ยิ่งเพ่งต่อไป รังสีก็เพิ่มขึ้นอีก
ก็หยุดขยาย จิตที่เกิดความสงสัย พระทางนี้เป็นองค์อะไร จิตก็บอกว่า
ท่านก็คือพระอนนาคามี ก็ทำให้เราเข้าใจว่า พระโสดารังสีกายขนาดไหน
พระสกิทาคารังสีขนาดไหน พระอนาคามีรังสีขนาดไหน พอถอนจากสมาธิ ก็มาพิจารณาดูว่า
แม่ชีจันทร์พิมพ์หนังสือพระธรรมกายแจก ทำไมพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี
ไม่เหมือนกับที่จิตเราเห็น
พระพุทธรูปหรือพระอริยะสงฆ์ที่เราเห็นด้วยจิตในสมาธิจึงไม่เหมือนกับรูปที่เขียนสอนไว้ในหนังสือ
ต่อเมื่อรฝึกสมาธิบ่อยๆ
ก็เห็นพระอรหันต์ ก็คือพระอริยะสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งอยู่วัดเทพศิรินทร์
เคยเห็นปฏิปทาของท่าน ปฏิบัติอย่างเดียว ท่านมุ่งแต่พระอรหันต์
วันหนึ่งผู้เขียนไปงานศพนายทหารชั้นนาวาอากาศโทเป็นเพื่อกับนาวาอากาศเอกโกวิท
ฐิติวร ผู้เป็นเจ้านายผู้เขียน กรมช่างทหารอากาศ ดอนเมือง
ผู้เขียนเป็นพันจ่าอากาศเอกประสงค์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นคนขับรถให้ท่าน
พอรดน้ำศพ ผู้เขียนก็ไปนั่งอีกฝั่งของวัดพระศรีมหาธาตุบางเขน
มีคลองกั้นระหว่างฌาปนกิจศพของกองทัพอากาศ อีกฝั่งหนึ่งเป็นสถานที่วัด ท่านไปงานศพ
แต่ผู้เขียนกลับไปนั่งสมาธิ เพราะนั่งสมาธิครั้งนี้ถึงได้เห็นพระอรหันต์เจ้า
คือท่านเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ จึงรู้เห็นเรื่อง พระอรหันต์เป็นครั้งแรก
ผู้เขียนก็บันทึกไว้ใน “เจ้าคุณอรหันต์” จึงรู้ว่าพระอรหันต์เจ้า
ก็คือพระอริยะสงฆ์ผู้ปฏิบัติสำเร็จเป็นพระอรหันต์
จะต้องมีฉัพพรรณรังสีหรือรังสีกลีบบัว พระอรหันต์จึงมีรังสีเหมือนกลับบัว
เป็นสีทองกลีบบัวเล็ก ใหญ่ ก็จัรู้ว่าเป็นพระอรหันต์ชั้นต้น พระอรหันต์ชั้นกลาง
แล้วถึงจะเป็นพระอรหันต์ชั้นพระพุทธเจ้า ถ้าพวกปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ไม่รู้จัดธรรมเบื้องต้น
ศีล สมาธิ ปัญญา ขั้นที่ ๒ ก็คือ สมาธิ มยปัญญา ขั้นที่ ๓ ก็คือ สมถะ ๔๐
และวิปัสสนา ถ้าฝึกจิตสมาธิไม่ถึงขั้น จตุตถะฌานหรือฌาน ๔ ท่านก็ไม่สามารถเข้าถึง
สมถะ ๔ๆกับวิปัสสนาได้
ผู้สนใจสอบถามเรื่องการปฏิบัติธรรม สามารถโทรสอบถามปู่สงค์ ได้ที่เบอร์
086-644-7377 ค่ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น