วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เจ้าคุณอรหันต์



โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

เรื่องนี้ผู้เขียนได้ประสบมาด้วยตัวเองเพราะไปงานศพเพื่อนผู้อำนวยการโรงงานการซ่อม กรมช่างอากาศดอนเมือง นาวาอากาศโทโกวิท ฐิติวร เพราะอาศัยรถท่านมาทำงานตอนนั้นอยู่สวนพุฒตาล มาขับรถให้ผ.อ.โกวิทที่สี่แยก บ้านพักท่านอยู่ใกล้สี่แยกสะพานแดง ผู้เขียนก็ต้องไปนั่งคอยท่านเป็นประจำ ก็ใช้เวลาว่างนั่งคอยก็นั่งสมาธิไป ปรากฏว่าท่านออกมาเห็นผู้เขียนนั่งหลับตา ก็เขกหัวและว่า อดนอนมาอีกซิ ก็ตอบท่านว่า “ผมนั่งสมาธิ” ท่านก็ไม่เชื่อ มีอยู่วันหนึ่งหลังกลับจากทำงาน ก็มานั่งคุยกันที่บ้านผ.อ.โดกวิท ก็มีพี่หม่อม ภริยาของน.อ.ชวลิต ผ.อ.กองซ่อมบริภัณฑ์ ก็มาหาพี่ออ ภรรยาของผ.อ.โกวิท ซึ่งเป็นเพื่อนรักกันมาก ปรากฏว่าพี่หม่อมก็เดินมาเจอผู้เขียนนั่งคุยกันอลู่หลังบ้าน องค์พี่หม่อมก็ลงมานั่งกราบผู้เขียน เล่นเอาพี่ออ รีบบอกว่า พี่หม่อมๆ ไหว้จ่าสงค์ทำไม ก็ตกใจยืนดูองค์พี่หม่อมส่งภาษาเทพ ลงไปนั่งสั่นกับพื้น ความลับของผู้เขียนจึงแตก ถูกพี่หม่อมเปิดเผย เพราะพี่หม่อมทรงองค์ปู่กรมช่างอากาศ สะพานแดง  บางซื่อ พระนามว่า “ท่านปู่ท้าวสิทธิธรรมราชา”  หลังจากประทานพรกันเสร็จ  ผู้เขียนก็บอกให้ท่านถอยไป คราวนี้พี่หม่อมก็บอกพี่ออกับน.อ.โกวิทว่า จ่าคนนี้คือท่านปู่ใหญ่ องค์ของฉันต้องลงมากราบไหว้ ขอพรท่าน เท่านั้นเองเล่นเอาทั้งผ.อ.โกวิทกับภริยา แม้แต่พี่หม่อมถึงกับตกใจ ไม่นึกว่าผู้เขียนจะมีองค์ปู่ใหญ่ ตั้งแต่นั้นมาผ.อ.โกวิทและครอบครัว ถึงรู้ความจริง ที่นั่งหลับตาทำสมาธิเป็นจริง ไม่กล้าเขกหัวอีกเลย

ทีนี้ตั้งแต่ขับรถประจำตัว เวลามีงานศพ ท่านก็จะต้องไปรดน้ำศพ และก็จะอยู่สวดศพถึงสองทุ่มครึ่ง ผู้เขียนก็ใช้เวลาว่างช่วงนี้ประมาณ ๕โมงกว่าหรือ ๖โมงเย็น ไม่ให้เสียเวลาไปเปล่าๆ ก็เดินข้ามไปฝั่งวัดพระศรีมหาธาตุ มีคลองกั้นอยู่อยู่กับฝั่งฌาปนกิจศพของกองทัพอากาศ ก็ใช้กระดาษ A4 นี่แหละปูเป็นที่นั่ง แต่งชุดทหารนี่แหละ นั่งทำสมาธิ พวกที่ไปรดน้ำศพ ฟังพระสวด ก็จะเขียนผู้เขียนไปนั่งสมาธิ ไม่มายุ่งกับเรื่องศพ ปฏิบัติสมาธินี้พวกเพื่อนๆในที่ทำงานจะรู้ดีจนชินแล้ว

และวันนี้แหละ ที่ผู้เขียนไปนั่งสมาธิ และได้พบเห็นเรื่องราวของพระอริยะสงฆ์ระดับพระอรหันต์ เริ่มนั่งสมาธิตั้งแต่ ๖โมงเย็นไป พอเข้าฌาน ก็ไม่รับรู้เรื่องอื่นๆเพราะจิตไม่ได้ส่งไปภายนอก พอจิตเข้าฌานแล้วร่างกายเราก็เหมือนตอไม้หรือศิลา รู้แต่จิต ก็ปรากฏว่า มีสิ่งหนึ่งส่งลงมาจากบนฟ้า ก็แว่บจิตไปดู ก็เห็นเป็นจุดสีทองหรือคล้ายเพชร ลอยแวบๆลงมาจากอากาศทก็เพ่งจิตดูว่าเป็นอะไร เพราะกระแสที่ส่งลงมาให้รู้ให้เพ่งดู ก็ต้องเป็นกระแสฌานที่พิเศษแน่ จิตก็จับอยู่กับจุดสีทองหรือเพชรนั่นแหละ ยิ่งลอดลงมาใกล้ กระแสฌานยิ่งรุนแรง จึงได้เห็นชัด เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่มีรังสีกลับบัวสีทองหรือฉัพพรรณรังสี ที่แท้เป็นท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯ  แห่งวัดเทพศิรินทรันั่นเอง พอมาถึงยอดโพธิและก็ลอยมาใกล้ผู้เขียนนั่งสมาธิอยู่ รังสีของท่านกลับทำให้จิตใจแจ่มใส ปลอดโปร่งมาก ท่านลอยอยู่กลางอากาศไม่เกินสามเมตร ถ้าลุกขึ้นยืน ก็จะแตะต้องตัวท่านได้เลย แปลกมากท่านนั่งสมาธิแบบพับเพียบ ท่านก็ลอยมาหยุดนิ่งตรงหน้าผู้เขียน ในจิตก็กล่าวคำนมัสการท่านและก็ยกมือพนมไหว้ ก็ได้ยินท่านกล่าวว่า  “ลูกอุตสาหะไว้ เพียรไว้นะ อย่าทิ้ง”  ในจิตของผู้เขียนก็ตอบท่านว่า “ขอรับ” ก็เห็นท่านพยักหน้า เพ่งดูท่านประมาณไม่ต่ำกว่าสิบนาทีหรือมากกว่า สักครู่ก็เห็นท่านเจ้าคุณนรฯ ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า เป็นแสงเพชรกระพริบหายไป จึงลืมตาขึ้น จึงรู้ว่าเจ้าคุณนรฯ ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงเรียกท่านว่าเจ้าคุณนรฯ เจ้าคุณอรหันต์

หลังจากได้ส่งกระแสท่านเจ้าคุณอรหันต์ เพราะลืมตาดูนี่เองทำให้เห็นข้างกาย ทางซ้ายมือมีกองไฟอยู่กองหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่าบุคคลใดได้มีจิตเป็นกุศลมาจุดให้ ตอนนั้นร่างกายก็ยังแข็งทื่อเหมือนศิลาหรือตอไม้ ขยับไม่ได้ ก็ใช้สายตาตรวจดู รู้ว่ามีอะไรมาอยู่บนตัก ก็ใช้จิตสำรวจดูก่อนจึงรุ้ว่า กบหรือเขียดตัวเล็กขึ้นมานอนบนตัก และก็มีแมลงจะเป็นจิ้งหรีดหรือตั๊กกะแตน มันโดดลงจากตัก ก็เอาจิตมาเพ่งดูและบอกว่าพวกเจ้าลงจากตักฉันได้แล้ว ฉันจะถอนฌาน จิตก็รู้จิตก็เห็น แตต่ก็ยังมีอีกอย่างนอนอยู่บนตักก็เพ่งจิตไปบอกอีก เห็นงูเห่าตัวเท่าข้อมือผู้ใหญ่ มันขยับตัวเลื้อยลงจากตัก ก็ลืมตาดู จริงอยากที่เห็น ก็ดูซิว่างูเห่ามันจะเลื้อยไปทางไหน แต่ปรากฏว่า งูเห่าพอลงจากตักได้กฌหายแว๊บไปต่อหน้าต่อตา พอพวกสัตว์ลงไปหมด จิตก็ถอนจากฌาน มีความรู้สึกปกติ ขยับกายได้แล้ว ก็หันไปมองทางงานศพ กำลังเลิกพอดี จึงลุกขึ้นมาดับไฟ เก็บข้าวของและแต่งตัวให้เรียบร้อย พอเดินมาฝั่งงานศพ ผ.อ.โกวิท ก็ออกมาคุยด้วย และถามว่ายุงไม่กัดหรือ ไม่กลัวงูเงี้ยวเขี้ยวขอหรือ

พอขับรถกลับจากวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ก็เล่าเรื่องการนั่งสมาธิ เรื่องท่านเจ้าคุณนรฯ เรื่องงูพวกสัตว์นอนบนตักให้ฟัง  เล่าถึงคนมาจุดกองไฟ พระอรหันต์เสด็จลงมา ผ.อ.โกวิทก็หายสงสัย ทำไมเวลาขับรถ ผู้เขียนยกมือส่งวิญญาณตามถนนช่วยให้วิญญาณที่มาขอส่วนบุญพ้นทุกข์ไปกันเป็นจำนวนมาก


วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ฌาน ๖ เพ่งวิญญาณ



โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            เมื่อสมาธิเกิด จิตกับตา รวมกันเป็นสมาธิ ต้องเข้าจตุตถะฌานหรือฌาน๕ ตัวรู้กับตัวเห็นเกิดเป็นสมาธิ จิตก็จะเห็นเรื่อง จิต-วิญญาณ คนเราตายแล้ว วิญญาณออกจากร่าง เราก็ต้องรู้ต้องเห็น วิญญาณออกจากร่างอย่างไร วิญญาณมันล่องลอยไปไหน จิตเราก็ต้องเห็น เห็นว่าจิตเป็นสมาธิ จิตเป็นสมาธิไม่ต้องหลับตาก็เห็น การหลับตาก็เข้าสมิก่อนแต่พอจิตชำนาญสมาธิ อุปจาระสมาธิจนขั้นอัปปนาสมาธิ หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น การเห็นเช่นนี้ เขาเรียกว่าจิตเห็น หรือเห็นด้วยจิตจิตจึงมีพลังจิตหรืออำนาจจิต  จิตมีกำลัง ฌานมากๆ พลังสมาธิก็จะมาก     การจะเพ่งฌานหรือวิญญาณได้ ก็ต้องรู้เห็นเรื่องวิญญาณ “วิญญาณ”ก็คือสัมภะเวสี กับโอปปะติกกะ

            การจะบรรลุถึงระดับฌาน๖ ก็ต้องมีจิตกับตาเป็นสมาธิ ขั้นอุปปจาระสมาธิ ถึงระดับอัปปนาสมาธิ และก็ต้องศึกษา เรื่องจิต-วิญญาณ ให้มากๆ ไม่ใช่เห็นวิญญาณตัวเดียว หรือเห็นผี หรอเห็นเทวดา ก็มาคุยโม้ได้ ต้องศึกษาค้นคว้าเรื่องผีหรือสัมภะเวสีกับพวกเรื่องเทพเทวดาชั้นต่างๆ การเพ่งวิญญาณ หรืออากาสานัญจายะตะนะ การเพ่งวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุดหรือฌาน ๖ นี่เอง ผู้เขียนก็ได้ใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี จึงเห็นผีหรือวิญญาณต่างๆ มาเป็นร้อยเป็นพัน ปัจจุบันก็เป็นหมื่นวิญญาณ จึงกล้าคุยได้ว่า เห็นผีมาเยอะแยะนับไม่ถ้วน ผีหรือวิญญาณมันไปไหนบ้าง เพราะเห็นผีหรือวิญญาณหรือเทวดามามาก แต่ไปสามารถจับผีหรือจะเพ่งผีหรือวิญญาณให้ชัดเจนแจ่มใสได้ ช่วยรักษาให้วิญญาณพ้นทุกข์ได้สารพัด ก็ยังไม่รู้ว่า วิญญาณจะให้สิ้นสุดมันเพ่งอย่างไร

            การช่วยผีหรือวิญญาณให้พ้นทุกข์พ้นวิบากกรรม ให้ไปเกิดมากมายก่ายกอง ไม่มีวันที่สิ้นสุด เพราะคนเราตาย สัตว์ตายก็จะกลายเป็นวิญญาณ จึงไม่มีการสิ้นสุด แม้กระทั่งเราตาย ก็ไม่สิ้นสุด เรพาะเราก็ต้องตายกลายเป็นผีหรือวิญญาณ พอมาปฏิบัติ”ฌาน” ต่างๆ ตามหลักพระพุทธศาสนา พอเพ่งฌานจนกลายเป็นสมาธิ(จิต-ตา) จึงได้รุ้ว่า การรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณมากก็เพื่อจะพิสุจน์ว่า วิญญาณทั้งหลายมีจริง ก็คือสัมภะเวสีกับโออะติกกะ ผีมีจริง เทวดามีจริงเรพาะสมิของพระพุทะเจ้าสามารถรู้เห็นได้ด้วยการปฏิบัติ สมถะและวิปัสสนา ถ้าฝึกจิตไม่เข้าสมาธิ ก็จะไม่รู้เห็นความจริง วิญญาณมันคลุมจิตนี่เอง จิตมันอยู่ในวิญญาณ วิญญาณถูกเพ่งมากๆ ก็สลายหายไปจนว่างเปล่า จิตสมาธิ ก็เพ่ง ธิเข้าไปอีก เหมือนกับจิตเพ่งทะลุเข้าไปใน ”อากาศ” ไม่มีจิตหรือมีวิญญาณอะไรปรากฏในที่ว่าง แต่กลับรู้ว่านี่มันทะลุเข้ามาถึง”สุญญกาศ” มันสะอาดสดใส ยิ่งเพ่งก็ยิ่งมองทะลุเข้าไป จึรู้ว่านี่คือ”สูญญตา” ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณ เหมือนมันอยู่ในที่ไกลๆ เบื้องบนอากาศ ยิ่งเพ่งยิ่งว่าง ก็เห็นจุดๆ หนึ่ง ใส เหมือนเพชรเล็กๆ เม็ดเล็กจริงๆ ถ้าไม่เพ่งจิตก็จะไม่เห็น  จึงรู้ว่า เพชรเม็ดเล็กๆ ก็คือ จิต ปรากฏขึ้นมา ด็เพ่งจิตเข้าไปอีก เพชรเม็ดเล็กๆ นั้น มันยิ่งสดใสสว่าง ยิ่งเพ่ง เพชรก็หายไปพร้อมกับแสงเพชรก็ดับหายไป ครวานี้จึงรู้ว่าไม่มีจิตอยู่ในตัว หรือตัวเรา ก็เกิดตัวรู้ตามมาว่า จิตเข้า”วิมุติ” ดับความจำหมาย ดับสัญญา ไม่มีอะไรเหลือในจิตอีกเลย จิตยังคงเพ่งนิ่งต่อไป ก็ปรากฏว่าเห็นแสงสว่างเป็นแนวทางเดินเข้าไป แต่ในจิตรู้และเห็นว่าปลายทางเข้าเป็นที่ว่างเปล่า แต่มีจุดเล็กๆ สดใสสว่างเจิดตา เหมือนเพชรที่ถูกเจียระไนสะอาดแล้ว  ก็ได้ยินพูดมาในหูว่า “เจ้าอย่าเพิ่งเข้าไป อีกสามปีค่อยเข้า” และก็ได้ยินเสียงบอกว่า “นั่นคือ แดนนิพพาน”

            พอถึงตอนนี้แล้ว จะถอยกลับอย่างไร วิญญาณก็ไม่มี จิตก็ไม่มี กายก็ไม่มี จะเอาอะไรมายึดเป็นทางกลับได้ ก็ได้ยินเสียงบอกว่า “ ยังเข้าไปไม่ได้” เหมือนเดินถิยออกจากทางสว่าง จิตจึงกลับมาสู่ตัวเรา ก็สงสัยว่า กลับมาได้อย่างไร พอมานั่งเพ่งจิตพิจารณาดูว่า ทำไมกลับมาได้ ก็เพราะสัญญายังไม่ดับนี่เอง ยังมีเชื้อสัญญาติดอยู่ ก็มาพิจารณา ท่านพระฤาษีลิงดำ ท่านบอกว่า มีฌาน๙ ที่รู้ๆ มาก็มีฌาน๘ เท่านั้น ก็สงสัยฌาน๙ ของท่านก็คือ “สัญญาเวทยิทตะนิโรธ” พอมาเพ่งพิจารณาฌาน๙ ของท่านฤาษี ก็รู้ว่า ฌาน๘ ยังดับสัญญาไม่หมดสิ้น แต่ฌาน๙ ของท่าน  ดับสัญญาทั้งหลายหมด จึงได้พระอนาคามีสูงสุด แล้วถึงจะเป็นพระอรหันต์

            ก็มาพิจารณาดูตัวเองว่า เรากลับมาได้อย่างไร แสดงว่าความจำหมาย ยังไม่หมดสิ้นเพราะมีสัญญาเป็นเชื้อสายนี่เอง ผู้เขียนถึงได้กลับมาได้เมื่อพิจารณาดูการปฏิบัติฌาน๖ เพ่งสิญญาณได้ มันก็ดับฌาน๗ ฌาน๘ ไปติดๆกัน เหมือนได้ฌาน๑ ฌาน๒ ฌาน๓ ฌาน๔ และได้ฌาน๕ เพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด ในคืนเดียว  แล้วมาค้นคว้าเรื่องฌาน๑ ถึงฌาน๕ ให้ละเอียด จนสามารถใช้จิตหรือพลังจิต พลังสมาธิรักษาคน รักษาสัตว์ รักษาวิญญาณได้ และก็ค้นคว้าธรรมะการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า มาตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ มาจนกระทั่งทุกวันนี้พ.ศ. ๒๕๖๐ จึงรุ้ว่า สมาธิ สมถะ และวิปัสสนา เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา พอค้นคว้าอานาปานะสติ การกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นหลักหรือหัวใจสำคัญของพุทธองค์ ได้อานาปานะสติแล้ว ไปพิจารณาหลักของธรรมกาย และพองหนแ-ยุบหนอ หรือจะเพ่งทำอะไร ต้องได้หรือเข้าใจการปฏิบัติอานาปนสติก่อน จึงจะเข้าใจหลักอื่นๆ ได้ง่าย  

ฌาน ๕



โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

เมื่อจิตกับตารวมกันเป็นหนึ่ง ตัวรู้ตัวเห็นก็คือสมาธิที่แท้จริง หรือจตุตถะฌาน เราก็ยังเพ่งนิ่งเข้าไปใน จตุตถะฌาน หรือสมาธินั่นแหละ  คราวนี้ก็เพ่งสมาธิเข้าไปในจิตที่นิ่ง ก็จะเกิดจุดสว่างขึ้นในจิต เป็นจุดเล็กๆเหมือนกับจุดศูนย์กลางจิตหรือใจเรา ก็เอาสมาธิเพ่งเข้าไปในจุดขาวสว่างหรือนวล ยิ่งเพ่งจุดสว่าง จุดก็ขยายออกจากจุดเหมือนจุดศูนย์กลาง ขยายไปทั่วรอบทิศ จากจุดสว่างยิ่งเพ่งยิ่งขยายออกไปเป็นวงกว้าง เราจะรู้จะเห็นการขยายของจุดสว่างใหญ่ขึ้น ขยายกระจายออก จิตก็จะรู้ว่า ได้เห็นแสงสว่างขยายกระจายออก จิตก็จะรู้ว่าแสงสว่างขยายกระจายออกเป็นวงกว้างขึ้นไปเรื่อยๆ  แสงสว่างนี้ขยายออกไปถึงไหน กระจายไปทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ตึกรามบ้านช่อง หรือคลอง แสงสว่างจะปกคลุมสิ่งต่างาเหล่านั้น มันเหมือนหรือคล้ายกับว่าได้กลืนกินทุกอย่าง มันหายไปหมด รู้และเห็น แต่ว่าอะไรก็ตามที่แสงสว่างจากจุดเล็กๆ  ขยายกระจายออกใหญ่กว้างขวางไปที่ใด ที่นั้นๆ ก็มีแสงงสว่าง ทุกสิ่งทถกอย่างที่ขวางทางแสงสว่างจะหายเข้าไปหรือละลายเป็นแสงสว่าง ยิ่งเพ่งหรือทำใจให้จิตสมาธิมากขึ้น แสงสว่างก็จะกระจายออกไปทั่วทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ในท้องฟ้าก็จะถูกแสงสว่างที่เกิดจากเพ่งจิตสว่างไปทั่วทั้งพื้นดินในอากาศในท้องฟ้า มันไม่มีอะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่าหรือแสงสว่าง ขาว-โปร่งโล่งไปหมด จิตหรือสมาธิ ก็จะเห็นแต่ความสว่างไปทั่วทั้งโลกก็ว่าได้

            จิตแรกก็รู้ว่านี่คืออากาศนั่นเอง ความจริงอากาศก็คือความว่างเปล่า จิตก็ไม่สามารถเพ่งจิต ตัวอากาศได้ เท่ากับเราเพ่งอยู่กับความว่างเปล่า ไม่มีตัวตนให้เราจับต้องหรือเห็นเป็นรูปร่างได้ อากาศก็ยังกระจายไปทั่วพิภพจักรวาล คนเราจึงไม่มีหลักอะไร หรือจิตเข้าไปรู้เห็นอากาศได้ และก็ไม่มีปัญญาที่จะจับอากาศมาเพ่งได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านเก่งครับ ท่านมีวิธีจับอากาศมาเพ่งได้ด้วยการเพ่งจิตในกาย ก็คือ สติปัฏฐาน ๔ นี่เอง จับเท่าไหร่ เพ่งอากาศเท่าไหร่ก็ไม่เห็น แต่พอมาเพ่งในจิตเรา กายเรา จิตหรือสมาธิเกิดแล้ว จึงจะเพ่งจิตเพ่งในกายเราได้ พอจิตเพ่งในจิต ก็เกิดจุดขาวสว่างต้องจิตเป็นสมาธิ “จิตกับตา” เป็นหนึ่งเดียว สมาธิจึงเกิดสมาธิ ก็คือตัวรู้กับตัวเห็น

ตัวรู้คือจิต ตัวเห็นคือตา สมาธิคือการเพ่งจิต หรือเพ่งให้”ธิ” มันมากขึ้น ตัวธิหรืออุปจาระสมาธิจึงรู้เห็นเรื่องอากาศ คือจุดขาวๆ เมื่อจิตเพ่งเข้าไป จุดขาวๆ ก็สว่าง ยิ่งเพ่งยิ่งขยายเป็นวงกว้างจนสุดลูกหูลูกตา แม้ในอากาศก็มีแสงสว่าง จึงรู้ว่าการเพ่งจิตในจิตเรา จึงรู้ว่าวิธีเพ่งอากาศ หรืออากาสาณัญจายะตะนะ ฌาน ๕ คือเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด เวลาจิตมันบรรลุถึงการเข้าฌาน เข้าสมาธิ จิตจึงเกิดตัวรู้ตัวเห็น คือสมาธิ สมาธิก็เกิดจากการเข้าฌาน เอาจิตกับตามารวมกันหรือเอกัคคะตารมณ์

“ฌาน ๕” เพื่อความละเอียดในการอธิบาย จะได้เข้าใจยิ่งขึ้น “จิตกับตา” เป็นสมาธิเดียวกัน รวมกันได้แล้ว ก็คือการเพ่งตาเข้าไปในจิต จิกับตาก็จะเป็นอุเบกขา จิตจะรวมกันสงบ เป็นเนื้อเดียวอันเดียวแล้ว จิตจึงเป็นตัวรู้ ตาจึงเป็นตัวเห็น ทีนี้จิตกับตาหรือสมาธิ ก็เพ่งเข้าไปในอุเบกขา จิตกับตาจึงเป็นเอกัคะตารมณ์สมาธิ  จึงเกิดเป็นสมาธิเข้าจตุตะถฌานก็ยกจิตหรือสมาธิ ตัวรู้ตัวเห็นมาเพ่งในกายเรานี่แหละเป็นการเริ่มต้นของจิตเพ่งกาย

พอจิตเพ่งในกาย หรือนิ่งอยู่กับกาย รู้ไหมว่า “กาย” มันถูกเพ่งมากขึ้นกายก็จะสลายหายไปกับจิต “กาย”มันหายไปไหน ตัวรู้ตัวเห็นหรือจิตสมาธก็จะตามไปดู ก็เพ่งจิตให้ธิเข้าไปอีก คราวนี้ จิตสมาธิก็เพ่งทะลุความว่างเปล่าหรือกายที่เราเพ่งอยู่ หรือเพ่งเข้าไปในอากาศนั่นแหละ เพราะจิตยังไม่ได้ยกไปไหน จิตก็ยังจับอยู่ในกายที่สลายเป็นอากาศนั่นแหละ เมื่อจิตทะลุเข้าไปกลางอากาศหรือความว่างเปล่าที่เราเพ่งอยู่คราวนี้ จึงเกิดจุดสว่าง หรือแสงสว่างขึ้น จิตนิ่งเพ่งอากาศหรือจุดสว่างก็จะยิ่งขยายไป กระจายเป็นรัศมี สีขาวนวล ยิ่งเพ่งยิ่งขยายไปทั่วทุกแห่งทุกหน แม้แต่ในอากาศ ก็สว่างเป็นสีขาว การเพ่งอากาศจึงเกิดจากการเพ่งกาย กายเราเองจึงรู้ห็นอากาศที่เกิดจากในตัวเรา ซึงเป็นการเพ่งจิตในกาย ก็พิจารณาในปฏฐาน ๔ นั่นเอง ปัฏฐาน ๔ มีเพ่งจิตในจิต เพ่งกายในกาย เพ่งเวทนาในเวทนา และเพ่งธรรมในธรรม

การเพ่งกายจึงจะรู้เห็นวิธีการเพ่งอากาศ หรือการเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด หรืออากาสานัญจายตะนะ ก็คือฌาน ๕ การเพ่งกายก็คือจุดเริ่มต้นให้เราพิจารณาดูในกายนี่เอง จิตเพ่งกายในกาย ก็จะเห็น ”อายะตะยะภายใน ๖” จิตเที่ยวในกายนี่เอง

จิตที่เป็นสมาธิก็จะเห็นอากาศ ๓๒ เกสา โลมา .... เมื่อเห็นอาการ ๓๒ แล้ว จิตก็ยังเที่ยวในกาย ดูโน่นดูนี่ต่อไป ยิ่งเข้าฌานหรือสมาธิก็ยิ่งเกิด อะไรที่เกิดในจิตตอนเข้าฌานหรือเข้าสมาธิ จิตก็เพ่งพิจารณาดูกายต่อไป

ความจริงแล้ว การเล่นฌานที่จริง ก็ยกจิตกลับมาอยู่ในฌาน๔ หรือจตุตถะฌาน ก็พิจารณากายหรือกายในกาย จิตก็จะเกิดตัวรู้ตัวเห็น ในกาย(สมาธิ) มีอยู่ครั้งหนึ่งเห็นวิญญาณผลุดแทรกเข้ามาในสมาธิ ก็มีความสงสัยว่า ญาหรือวิญญาณ จะเข้ามาในสมาธิได้อย่างไร ก็เพ่งจิตดูวิญญาณตัวนั้น ก็เลยรู้ความจรริงว่า  วิญญาณที่สามารถเข้ามาในจิตตอนนั่งสมาธิ จะหมดวิบากกรรม มาเพื่อให้ช่วยนั่นเอง
        
          ก็เพ่งจิตเข้าไปช่วย เปิดทางและส่งวิญญาณไปเกิดวิญญาณนั้นได้รับผลบุญบารมี จิตส่งให้หรือเสริมให้ ก็จะกล่าวขอบพระคุณครับ และก็จะหายไปจากสมาธิจิต ต่อมาตอนนั่งสมาธิอีก คราวนี้ก็เพ่งจิตช่วยหวังจะส่งไปอีก เรื่องแปลกๆก็เกิดขึ้นกับจิตในฌาน๔ อีก ก็มีวิญญาณแปลกแทรกเข้ามาอีก จิตก็เพ่งหวังจะช่วยส่ง แต่คราวนี้วิญญาณกลับมองดูผู้เขียนแถมหัวเราะชอบใจอีก ก็เพ่งดูวิญญาณ ทำไมถึงหัวเราชอบใจ แถมไม่รู้สึกกับการเพ่งจิต ก็เกิดความสงสัย วิญญาตัวนี้มันแน่ ไม่กลัวพลังจิต อำนาจจิตของเรา จิตก็รู้ว่า วิญญาณตัวนี้คือ ครูบาอาจารย์ท่านส่งมาทดสอบจิตเรา พอรู้เหตุผลแล้วเท่านั้น เจ้าวิญญาณก็นอนตายให้เราดู ก็คือ “ศพ” พอเข้าใจปัญญาก็เกิดขึ้น เพ่งศพหรืออสุภะต่อไป
        
         นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นเรียนอสุภะ๑๐ ต่อไปด้วยจิตสมาธิ ก็ใช้จิตเพ่งพิจารณาอสุภะ๑๐ หรือศพต่อไป ตายวันแรกเป็นอย่างไร วันที่สองเป็นอย่างไร วันที่สามจิตก็เพ่งกับศพ ก็มาลำดับอสุภะ๑๐ วันแรกศพจะแข็ง วันที่สองศพจะอืด วันที่สามน้ำเหลืองจะแตกเฟะ วันที่๔ พวกหนอนก็จะไชจากข้างในมาข้างนอก วันที่๕ หนอนก็ไชหรือกินเนื้อหนัง ไส้ พุง เครื่องใน หรือาการ๓๒ วันที่๖ กินจนทั่วตัว หัว เนื้อหนังก็หมด เพ่งไปจนถึงวันที่๗ เส้นเอ็นที่ยึดก็เริ่มหมด วันที่๘ เอ็นหมด กระดูกก็ไม่มีเอ็นมายึดติด วันที่๙ กระดูกก็แยกชิ้น กระจายเหลือแต่กระดูก หนอนก็แทะกระดูกไม่ได้ ก็กระจายเรี่ยราด พอถึงวันสุดท้ายหรือวันที่๑๐ หรือมากกว่า กระดูกก็จะถูกอากาศ ความร้อน แสงแดด กระดูกก็จะแห้ง กร่อนเป็นผงไปในที่สุด ก็เลยรู้ว่า การเพ่งจิตในกาย ก็เพ่งอสุภะ๑๐ เป็นไปตามขั้นตอน จึงเรียกว่า เรียนอสุภะ๑๐ ด้วยจิต

ถ้าจิตไม่เกิดตัวรู้ตัวเห็น หรือสมาธิแท้จริง ก็เรียนอสุภะ๑๐ ไม่ได้ พระสงฆ์องค์เจ้าหรือผู้ปฏิบัติ จึงต้องไปเรียนกับศพจริง หรือเรียนจากภาพผ่าตัดของคนตาย ได้ตาดูของจริง เห็นกับตา ถึงได้รู้ว่า อาการ๓๒ มันเป็นอย่างไร เวลาตายแล้วเป็นอสุภะ๑๐ อย่างไร จิตที่เป็นสมาธิเท่านั้นจึงจะเห็น

นอกจากประโยชน์สมาธิเพ่งอสุภะ๑๐ แล้ว ยังได้ประโยชน์จากความตายหรือศพอีกอย่างด้วย ก็คือไปเห็นความจริงในการดับกิเลส กามตัณหา พวกราคะ ด้วยเหตุผลประกอบกันอย่างไร  สมมุติว่าคนตายเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุด เป็นนางงามอะไรก็ตามแต่ เวลาตายก็ไปยืนเพ่งหรือนั่งเพ่งสมาธิดูศพ จากเพ่งพิจารณาอสุภะ๑๐ เปลี่ยนมาเพ่งดูรูป รส กลิ่น เสียง ดูกายที่สวยสดงดงาม เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการเพ่งศพ ก็พิจารณาดูความสวยความงามของคนตายไปพร้อมกันก็ได้ หน้าสวย อกสวย รุปร่างสวย ผิวสวยหรืออะไรในกายสวย ก็พิจารณาดูว่า คงทนอยู่ได้ไหม เสื่อมไปสลายไปตามอสุภะ๑๐ มัวแต่หลงติดในรูป รส กลิ่น เสียง หรือความสุข ความพอใจ หรือโผฏฐัพพะ อะไรนั่น

ความจริงฌาน๔ ขึ้นมาก็อยู่สมถะ ๔๐ รวมๆ กันอยู่ จะมีความสัมพันธ์ เพ่งในกาย เพ่งในจิต เพ่งอากาศ เพ่งวิญญาณ ล้วนแล้วแต่อยู่ในเรื่อง ฌาน ทั้งนั้น หรือพิจารณาสมถะ๔๐ แล้ว พอเข้าใจแล้ว ก็เอาสมถะ๔๐ มาแยกพอจารณา ถึงได้รู้ว่า อยู่ในสติปัฏญาน๔ สัมมัปปทาน๔ พละ๕ โพชฐงค์๗ อินทรีย์๕ มรรค๘ อิทธิบาท๔ สมถะ๔๐ จึงเป็นรากฐานของโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด



วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561

ธรรมกาย-สัมนาอรหัง



โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            หลักปฏิบัติหรือการฝึกสมาธิที่สำคัญๆจริงๆ ก็คือ อานาปานะสติ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก ธรรมกาย กำหนดเพ่งลูกแก้ว-สัมมาอรหัง พองหนอ-ยุบหนอ และมโนยิทธิ (เกิดจากอานาปานะสติ)

            ผู้เขียน เรืออากาศตรีประสงค์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หรือฉายา “ปู่สงค์ สวนพุฒตาล” ได้เขียนจากประสบการณ์ในการฝึกจิต ฝึกสมาธิ ได้ค้นคว้าธรรมะกับการค้นคว้าด้วยจิต มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๖๐

            ก็ได้พบว่า การฝึกจิตหรืออานาปานะสติ การกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้ เป็นหัวใจการปฏิบัติการฝึกสมาธิที่แท้จริง  ผู้เขียนก็ค้นคว้าหลักการฝึกจิตมาหลายหลักการ วิชาธรรมกายก็ได้จากหนังสือแม่ชีจันทร์ ซึ่งพิมพ์แจก วิชาธรรมกายก่อนพ.ศ. ๒๕๑๑ ละเอียด และก็ได้แจกเรื่องการปฏิบัติจิตของแต่ละอาจารย์ก็เอามาศึกษาดู กะไว้ว่า อายุ ๕๐ จะบวชตลอดชีวิต แต่ที่ไหนได้ เหมือนดวงชะตาถูกบังคับให้มาฝึกจิต อายุ ๒๗ ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ มาฝึกจิต อานาปานะสติ เพราะใช้พองหนอ-ยุบหนอ หรือสัมมนาอะระหัง ธรรมกาย ก็ฝึกไม่ได้ หรืออาจจะไม่เข้ากับ “จริตเรา” แบบบรรดาอาจาย์สอนวิธีปฏิบัติสมาธิพูดกันไปสอนกันไป และพอผู้เขียนค้นพบ วิธีกำหนดลมหายใจเข้า-ออกได้ และก็สามารถนั่งสมาธิได้ถึงการเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด ในคืนเดียว ก็เลยค้นคว้าเรื่องอานาปานะสติตลอดมา หาความละเอียด ขั้นตอนการปฏิบัติจิต เข้าสมาธิ ทำไมผู้ปฏิบัติสมาธิ จึงม่สามารถเข้าสมาธิได้ เพราะหลงโทษกันไปต่างๆ นาๆ โทษกรรมโทษเวร โทษวาสนากันส่งไป พวกบรรดาอาจารย์สอนสมาธิ-กัมมัฏฐานหรือวิปัสสนา ก็โทษว่าไม่ถูกกับจริต จึงฝึกไม่ได้

            แต่ความจริงแล้ว จะโทษผู้ปฏิบัติก็ไม่ได้ เพราะตัวครูบาอาจารย์เป็นผู้สอนผู้บอกเองว่า ไม่ถูกกับจริต “จริงหรือไม่” ผู้ปฏิบัติที่รู้แล้วเห็นแล้ว ก็จะตอบว่าไม่จริง เพราะได้ครูบาอาจารย์ สอนไม่เป็นหรือปฺบัติไม่รู้หลักแท้จริง แต่ละหลักปฏิบัติก็จะมีที่ตั้งของจิต พุท-โธ อานาปานะสติ กำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก ตรงปลายจงอยจมูก, พองหนอ-ยุบหนอ ตรงท้องงหรือจุดสะดือ, สัมมาอะระหังหรือธรรมกายเพ่งลูกแก้ว ฐาน ๗ ฐาน และมโนยิทธิ ก็ต้องฝึกจากพุทโธ อานาปานะสติก่อนถึงจะเข้ามโนยิทธิได้ ผู้เขียนก็ได้เขียนเรื่องอานาปานะสติ จึงรู้หลักอานาปานะสติได้ชำนาญ แล้วเอามาใช้กับธรรมกาย วิชาธรรมกาย หลวงพ่อ “สด” วัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้ค้นพบวิชาธรรมกาย เพ่งลูกแก้ว

          “การเพ่งลูกแก้ว” ตามหลักเพ่งลูกแก้วให้เท่าๆ กับเม็ดพุทธาใน ใช้ลูกแก้วเพ่งเข้าในรูจมูก ผู้หญิงซ้าย ผู้ชายขวา และก็ภาวนา “สัมมาอรหัง” เพ่งลูกแก้วให้เคลื่อนเข้ารูจมูก ฐานที่ ๑ เพ่งลูกแก้วเคลื่อนไปเพลาจมูก(แนวนัยต์ตา) เพ่งลูกแก้วด้วยการภาวนาสัมมาอรหัง ลูกแก้วเคลื่อนไป จอมประสาท หน้าผาก และแต่ละครั้งการภาวนาลูกแก้วไม่ต่ำกว่า ๓ ครั้ง เพ่งลูกแก้วเคลื่อนไปฐาน ๔ บนสุดภายในกะโหลกศรีษะ ตรงนี้นัยต์ตาก็ต้องเพ่งกลับหรือเหลือกกลับเหมือนมองเข้าไปภายใน จะต้องภาวนาสัมมาอรหัง ให้ลูกแก้วเคลื่อนไปด้วย ก็จะเคลื่อนไปจุดกลืนอาหารตรงคอ นี่คือฐานที่ ๕ จิตก็ยังเพ่งลูกแก้วภาวนาสัมมนาอรหัง ให้ลูกแก้วเคลื่อนที่ลงไปตรงสะดือคือฐานที่ ๖ ตรงนี้ลูกแก้วมาหยุดตรงสะดือ “ศูนย์กลางกายมนุษย์เรา”

            แต่ของธรรมกายให้เพ่งลูกแก้วเคลื่อนกลับขึ้นมาเหนือสะดือ ๒ นิ้ว และก็เพ่งลูกแก้วเข้าไปกลางกาย และจิตต้องบังคับลูกแก้วให้อยู่กั๊ก กาย กลาง กั๊ก กาย ก็คือ กากบาทลากเส้นตรงจากเอวซ้ายไปเอวขวา เอวก็ต้องแบ่งกึ่งกลาง และเส้นกึ่งกลางหน้าท้องกับกึ่งกลางด้านหลัง ลากมาตัดกันเป็นกากบาท จุดกึ่งกลางก็คือ ”กากะบาท” เอาลูกแก้วเพ่งตรงกลางกากบาท นิ่งอยู่ตรงกากบาท จิตเพ่งไว้ ลูกแก้วก็จะขยายเป็นวงใหญ่เท่ากับไข่แดง ไข่ไก่ ก็ต้องเพ่งเข้าไปอีก ก็จะเห็นกายเราหรือกายหยาบ และก็เพ่งในกายก็จะเห็นกายละเอียด ก็ต้องเพ่งกายใน ก็จะเห็นหลักของพระธรรมกายที่สอนและปฏิบัติกันมา

            นักปฏิบัติทั้งหลายรู้ไหมว่า การเพ่งลูกแก้วเป็นหลักของพระธรรมกาย ก็ไม่ใช่ของง่ายๆ เพราะปรากฏว่า การเพ่งลูกแก้ว ประกอบการภาวนา เพ่งไปภาวนาไป ลูกแก้วก็หลุดจากจิต หายไปง่ายๆ ก็ต้องมาตั้งต้นการเพ่งลูกแก้วใหม่ ธรรมการจึงยากแก่การปฏิบัติมาก เพราะกว่าจะจับลุกแก้วให้อยู่ได้ ต้องคุมให้ลูกแก้วเคลื่อนที่ถึง ๗ ตำแหน่ง หรือ ๗ จุด ปัญหาก็อยู่ที่การเพ่งลูกแก้วนี่แหละ ก็มาพิจารณาเรื่องการเพ่งลูกแก้ว ทำไมลูกแก้วที่ใช้ประกอบการเพ่ง  จึงลูกใหญ่เล็กไม่เท่ากัน มีความสงสัยกันบ้างไหม รู้แต่เพ่งลูกแก้ว เพ่งอย่างไร หรือเพ่งแบบพวกยิบปซี น่าจะอธิบายวิธีการเพ่งลูกแก้วให้เข้าใจ ก็ต้องค้นหาวิธีการเพ่งลูกแก้ว

            เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติ อานาปานะสติ หรือเพ่งลมหายใจได้สมาธิ อุปจาระสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิ จิตกับตา รวมกันเป็นอันหนึ่ง หรือเข้าจตุตถฌานก็ลองเอาสมาธิ(จิต+ตา) มาเพ่งกับลูกแก้วดู ก็จะพิสูจน์ได้ว่า “ธรรมกาย” ทำไมเพ่งลูกแก้ว เพราะเป็นอุบายฝึกจิต  เมื่อจิตฝึกสมาธิได้ดีแล้ว แค่จตุตถฌานหรือฌาน ๔ ก็เอาจิตมาเพ่งกับลูกแก้ว เมื่อได้อานาปานะสติแล้ว จึงเอามาเพ่งลูกแก้ว พอจิตจับเพ่งกับลูกแก้ว ความจริงก็คือรู้วิธีเพ่งลูกแก้วขึ้นมาในจิต พอหลับตาเพ่งลูกแก้ว พอจิตสงบนิ่งเพ่งไป ก็ปรากฏว่า ลูกแก้วกลับหดได้ ยิ่งเพ่งยิ่งหด จิตสมาธิมาก ลูกแก้วก็หดเพราะอะไรรู้ไหม เพราะจิตเพ่งด้วยสมาธิ จิตยิ่งนิ่ง ลูกแก้วยิ่งหด ด้วยอำนาจสมาธิของจิตนั่นเอง ถ้าท่านลืมตาเพ๋ง ก็จะเห็นลุกแก้วเป็นปกติ ไม่หดตามจิต การหลับตาจิตจะเป็นสมาธิได้แนบแน่น การหดตัวของลูกแก้วจึงเห็นได้ด้วยจิต ถ้าลืมตาเพ่งจิตของผู้เพ่งต้องได้ฌานสูงๆ ฌาน ๕ ฌาน ๖ ขึ้นไป จิตจึงจะเพ่งห้ลูกแก้วหดตัวและเล็กลงได้ การหลับตากับการลืมตาจึงมีอานุภาพผิดแปลกกัน ก็ขึ้นอยุ่กับอำนาจจิตหรือฌานสูงๆ ข้อพิสูจน์นี้เองทำให้ผู้เขียนเห็นความเพ่งจิตกับลูกแก้ว ลุกแก้วเป็นอุบายฝึกจิตของธรรมกาย จึงต้องเข้าใจเรื่องลูกแก้ว ไม่เข้าใจเรื่องลูกแก้ว ก็จะเข้าธรรมกายไม่ได้ เมื่อรู้วิธีปฏิบัติจิตทางอานาปานะสติ ก็มาใช้กับการเพ่งลูกแก้ว ถึงจะเข้าใจเรื่องลูกแก้ว

            หลักปฏิบัจิของผู้เขียนก็ได้จากหนังสือแม่ชีจันทร์ แจกไว้เมื่อ ๕๐ ปี  ก่อนที่ผู้เขียนจะมาฝึกอานาปานะสติ พุท-โธ ในปี ๒๕๑๑ และใช้พลังจิตสมาธิรักษาคนป่วยถูกผีเข้า-เจ้าสิง และสารพัดทุกข์มาหลายปี ก็ไปถอดขันธ์พวกเจ้าเข้าทรง ร่างทรง ก็เอาของที่ไปรับและมีลูกแก้วที่ไปรับมาจากการฝึกธรรมกาย ลูกแก้วก็มหญ่-เล็กไม่เท่ากัน และก็เคยเห็นลูกแก้วที่ใช้กับการปฏิบัติ “ธรรมกาย” หลังจากนั่งสมาธิแล้ว ก็เห็นลูกแก้วที่เขาเอามาถวาย ก็เลยนั่งดูลูกแก้ว ก็คิดพิจารณาดูว่า ทำไมเขาจึงเพ่งลูกแก้วกัน ทำไมตอนศึกษาพระธรรมกาย ที่แม่ชีจันทร์เขียนไว้ให้เพ่งลูกแก้วเท่าเมล็ดในผลพุดธา ก็เคยเอาลูกแก้วมาเพ่งดูและก็ปฏิบัติตามหลักแม่ชีจันทร์ เขียนบันทึกไว้ในหนังสือ ก็นั่งเพ่งลูกแก้ว แล้วหลับตาเพ่ง แค่จ่อรูจมูกข้างขวา เพ่งให้ลูกแก้วเคลื่อนเข้าไปในรูจมูก ภาวนาสัมมาอรหังกี่ครั้งลูกแก้วก็ไม่เคลื่อนเข้าไปในรูสักที ยิ่งเพ่งลูกแก้วอยู่เฉยๆ ก็มี พอหยุดเพ่ง ลูกแก้วก็หาย ทำอย่างไร ก็ต้องมาเพ่งจับตาดูลูกแก้วใหม่ พอหลับตาเพ่งอีก ลูกแก้วก็ไม่ขยับเข้าไปหรือเคลื่อนที่เข้าในรูจมูก เพ่งๆ เผลอ ลูกแก้วก็หายอีก ทำอย่างไรก็ไม่ได้ เพ่งจนเบื่อ รู้สึกว่าธรรมกาย เพ่งลูกแก้วไม่ได้ พอไปนั่งคุยกับพระกับเจ้า หรือผู้ปฏิบัติ ก็ได้คำตอบมาต่างๆ นาๆ สารพัด “ไม่ถูกกับจริต” บุญยังไม่พอ  ไม่มีวาสนา อะไร ๆจิปาถะ เท่าที่ได้ยินพระสงฆ์องค์เจ้ามักจะพูดว่า “ไม่ถูกกับจริต” เป็นส่วนมาก พอมาฝึกอานาปานะสติได้ คราวนี้ก็มามองลูกแก้วใหม่ พอตาจับกับลูกแก้ว ก็รู้ทันทีว่า ตัวสำคัญของพระธรรมกาย คือ ลูกแก้ว ก็เอาจิตเพ่งจับกับศูนย์กลางของลูกแก้ว ความแปลกประหลาดก็เกิดขึ้น จิตที่เป็นสมาธิหรือจตุตถะฌานก็เห็นความสำคัญลูกแก้ว พอจิตเพ่งลูกแก้ว คราวนี้ลูกแก้วหดได้ ยิ่งเพ่งยิ่งหด ก็เลยเพ่งลูกแก้วนิ่งอยู่อย่างนั้น หดเล็กลงเท่ากับเม็ดผลพุทธาในได้จริงๆ

            ท่านผู้ปฏิบัติก็ต้องมีข้อสงสัย ทำไมลูกแก้วหดเล็กลงได้ เพื่อให้หายสงสัย ลูกแก้วหดได้เพราะพลังจิต ที่เป็นสมาธินี่เอง ยิ่งเพ่งลูกแก้ว ก็เหลือเท่าเม็ดพุทธา ก็นึกถึงหลักพระธรรมกาย ก็เอาลูกแก้วมาจ่อกับรูจมูกข้างขวา “ผู้ชายขวาผู้หญิงซ้าย” พอลูกแก้วจ่อรูจมูกก็ภาวนา “สัมนาอรหัง” คือฐานที่ ๑ คราวนี้ ภาวนาไปจิตก็เพ่งให้ลูกแก้วเคลื่อนที่เข้าไปในรูจมูก ก็เคลื่อนได้ไปตามอำนาจจิตสมาธินี่เอง

            คราวก่อนเพ่งลูกแก้วเคลื่อนไม่ได้ เพราะอำนาจจิตยังไม่เข้าสมาธิ จึงบังคับลูกแก้วไม่ได้ เหตุเพราะพลังจิตหรืออำนาจสมาธิต่างหาก ไม่ใช่อ้างแต่ว่า “ไม่ถูกกับจริต” กันพร่ำเพรื่อ จึงพิสูจน์ได้ว่า  ถูกจริตหรือไม่ถูกจริต ข้อไหนคือความจริง แสดงว่าผู้ฝึกยังไม่รู้จริงไม่เห็นจริง ผู้ฝึกก็เถียงหรือตอบว่า ผู้เป็นอาจารย์หรือผู้สอนสอนกันมาอย่างนี้ ก็สรุปได้ว่าทั้งอาจารย์ผู้สอนทั้งผู้ฝึกหลงผิดกันมาตลอด

            พอจิตกับลูกแก้วพร้อมกับภาวนา “สัมมาอรหัง” คราวนี้ลูกแก้วเคลื่อนไปได้ดังจิต เข้าไปสู่ฐานที่ ๒ คือเพลาตาตรงดั้งจมูกหักนั่นแหระ อยู่ตรงกึ่งกลางตาทั้งสอง ตอนนี้ไม่ต้องพะวงกับลูกแก้วแล้ว เพราะจิตบังคับลูกแก้วตลอดเวลา รับรองไม่หายไม่แว่บเหมือนเมื่อก่อน เพราะจิตยังจับสมาธิอยู่กับลูกแก้ว คราวนี้ก็กำหนดจิตเพ่งลูกแก้ว แล้วภาวนา “สัมมาอรหัง” อย่างน้อยสามครั้งหรือจะมากกว่า จิตบังคับลูกแก้วได้เร็วก็แค่สามครั้งตามคำสอนหรือแนะนำ ที่นี้ลูกแก้วก็เคลื่อนขึ้นไปตรงหัวโหนกหรือกลางจอมประสาท พอเพ่งจิต ลูกแก้วก็เคลื่อนไปอยู่กลางฐานที่ ๓ แล้วก็เพ่งให้ลูกแก้วเคลื่อนที่เข้าไปในกะโหลก การเคลื่อนอยู่กลางเพดานกะโหลกนี้ก็คือฐานที่ ๔ ตรงจุดนี้ก็มีความสำคัญ ต้องจำให้แม่น ตอนเพ่งจิตบังคับลูกแก้วจะให้เคลื่อนที่ ต้องเพ่งตากลับเข้าไปภายใน พร้อมเพ่งให้ลูกแก้วหมุนตัวกลับเข้าไปภาใน เพื่อให้ลูกแก้วเคลื่อนไปสู่ฐานที่ ๕ คือช่องกลืนอาหารนี่เอง ตาต้องเหลือกกลับเข้าไปภายใน เพื่อบังคับลูกแก้วนี่เอง พอลูกแก้วเข้ามาอยู่ตรงปากช่องกลืนอาหารก็เพ่งลูกแก้วพร้อมคำภาวนาต่อไป ก็จะเห็นลูกแก้วเคลื่อลงไปในช่องหลอดอาหาร ก็ต้องเพ่งนานหน่อย จนลูกแก้วเคลื่อนไปจุดสะดือ ก็คือฐานที่ ๖ ก็จะต้องเพ่งนิ่งไว้ แล้วก็เพ่งบังคับให้ลูกแก้วเคลื่อนที่จากสะดือขึ้นมาสองนิ้ว กลางกายด้านหน้ากับด้านหลัง แล้วก็เพ่งจิตให้กึ่งกลางเอวขวา ตั้งแต่กึ่งกลางเอวซ้ายมากึ่งกลางเอวขวา ลากเส้นกึ่งกลางหน้าหลัง กึ่งกลางเอวซ้ายขวา เอามาตัดกันเหมือน “กากบาท” ตรงจุดกึ่งกลางกากบาทคือจุดเพ่งสำคัญของธรรมกาย หลังจากเพ่งจุดที่ ๖ ตรงสะดือแล้วก็ยกลูกแก้วขึ้นเพ่งเข้ากลางกายคือจุดกากบาทหรือจุดศูนย์กลางของธรรมกาย เมื่อเอาลูกแก้วคลุมกากบาท ทีนี้แหระก็ยกจิตไปเพ่งตรงกากบาท ก็จะเกิดจุดแสงสว่างจุดขาว ยิ่งเพ่งจิต จุดสว่างก็ขยายใหญ่ขึ้น ก็ดูต่อไป จุดสว่างไม่เป็นจุด แต่แสงสว่างยิ่งกระจายทั่วไปหมด ตัวเราก็ไม่มีเพราะถูกความสว่างปิดหรือคลุดไปหมด ยิ่งเพ่งยิ่งสว่างขยายไปทั่วมีแต่แสงสว่างกระจายไปทุกหนแห่ง มีแต่แสงสว่างไปหมด ก็รู้ทันทีว่า นี่คือการเพ่งอากาศจากศูนย์กายกากบาท

            หลังจากเพ่งแล้วจนสว่างทั่ว ก็คืนจิตมาพิจารณาดู ไม่เคยได้ยินหรือมีใครสอนอธิบายเรื่องธรรมกายก็สามารถเพ่งอากาศได้ เพราะผู้เขียนก็นั่งสมาธิ แบบอานาปานะสติ และก็ได้เพ่งอากาศในคืนเดียว ก็เพิ่งมาพบเห็น ศูนย์กลางกายของวิชาก้สามารถเพ่งอากาศได้

            ทำไมสมัยก่อนเมื่อ ๕๐กว่าปี จึงไม่สามารถเพ่งลูกแก้วที่แม่ชีจันทร์เขียนไว้ แต่พอมาได้การฝฝึกแบบอานาปานะสติ แล้วจึงสามารถเพ่งลูกแก้วได้ จึงได้ความรู้ว่าถ้าจะเพ่งลูกแก้วได้ถูกต้อง ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเข้าจตุตถฌานหรือฌาน ๔ จึงจะเพ่งลูกแก้วได้ เพราะจิตเข้าสมาธิแล้ว

            พอมาเพ่งหลัดธรรมกายอีก คราวนี้จิตเข้าศูนย์กายโดยไม่ต้องเพ่งษูนย์กลางลูกแก้ว จิตมันเข้าไปกลางกากบาท ครวานี้เพ่งจิตเข้าไปในกลางกั๊กกาย กลับไปเห็นเรื่องราวภายใน แสงสว่างในกายก็ทำให้เราเห็นได้ง่าย ให้เราเห็นและพิจารณาไป แสงสว่างหรือจุดสว่าง ส่องไปตรงไหนในร่างกาย เห็นตรงไหน ความรู้ก็เกิดจากจิตเรา และอธิบายในกายให้ฟัง ให้เข้าใจ ธรรมกายก็สอนให้รู้เห็นในกายเหมอืนกัน เกิดความสงสัยอะไร ก็เพ่งจิตดู ก็จะเกิดปัญญาสอนและแนะนำภายในจิต ยิ่งเห็นยิ่งเข้าใจ เมื่อมาเทียบกับการพิจารณาภายใน ก็คือพิจารณาอายะตะนะภายใน ๖ นี่เอง ก็มาปฏิบัติแบบพระธรรมกายอีก ก็ยังเพ่งกากบาทสูนย์กลางกาย แต่ครวานี้ก็ปรากฏเป็นกายตัวเรา ก็ลองเพ่งจุดกากบาทในกลางกายของตัวเราก็ปรากฏว่า กลางกายตัวเราสว่าง ยิ่งเพ่งก็ยิ่งสว่าง จิตก็อยู่กับการเพ่งกายเรา ปรากฏว่ากายเราไม่มี แต่จิตก็ยังเพ่งต่อไปในความสว่าง ว่างเปล่า ก็เกิดเป็นจุดสีทองก็เพ่งจุดสีทองเข้าไปอีก คราวนี้จุดสีทองก็ปราฏขยายใหญ่ขึ้น กลับเห็นเป็นพระพุทธรูป ลอยอยู่กลางอากาศในใจกึ่งกลางจิต ยิ่งเพ่งก็ยิ่งชัด เห็นชัดในพระพุทธรูป พอเห็นชัดก็รู้ว่า นี่เป็นเหมือนพระสงฆ์รูปหนึ่งหรือองค์หนึ่ง แต่งกายแบบครองผ้าสังฆะฏิเหมือนพระสงฆ์จะเข้าโบสถ์สวดปาติโมกข์นั่งเข้าสมาธิอยู่ ก็นั่งเพ่งจิตกับพระอริยะสงฆ์องค์ที่ปรากฏให้เห็นกลางอากาศหรือกลางจิตใจเรา ยิ่งเพ่งดูก็ยิ่งมีรังสีกระจายออกจากองค์พระพุทธรูปนั้น ก็เห็นรังษีกระจายรอบกายท่านสักประมาณ ๑ นิ้ว พอจิตเพ่งจับก็ได้รับรู้ว่า นี่คือพระโสดา ก็เพ่งจิตกับพระที่เห็นต่อไป แต่คราวนี้ รังสีก็เปล่งออกมา ถ้าประมาณดูแล้ว ก็คงไม่เกิน ๑ คืบ เป็นสีเหลืองทอง สีเข้มกว่าครั้งแรก พอเกิดความสงสัยในจิต จิตก็บอกว่า นี่คือรังสีของพระสกิทาคา ก็นั่งต่อไปอีก จิตก็เพ่งกับรูปพระอริยะสงฆ์ต่อไป คราวนี้รังสีกลับสว่าง สีทองเข้มขึ้นอีก ยิ่งเพ่งก็ยิ่งขยายเป็นศอก ก็ยิ่งเพ่งต่อไป รังสีก็เพิ่มขึ้นอีก ก็หยุดขยาย จิตที่เกิดความสงสัย พระทางนี้เป็นองค์อะไร จิตก็บอกว่า ท่านก็คือพระอนนาคามี ก็ทำให้เราเข้าใจว่า พระโสดารังสีกายขนาดไหน พระสกิทาคารังสีขนาดไหน พระอนาคามีรังสีขนาดไหน พอถอนจากสมาธิ ก็มาพิจารณาดูว่า แม่ชีจันทร์พิมพ์หนังสือพระธรรมกายแจก ทำไมพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี ไม่เหมือนกับที่จิตเราเห็น พระพุทธรูปหรือพระอริยะสงฆ์ที่เราเห็นด้วยจิตในสมาธิจึงไม่เหมือนกับรูปที่เขียนสอนไว้ในหนังสือ

            ต่อเมื่อรฝึกสมาธิบ่อยๆ ก็เห็นพระอรหันต์ ก็คือพระอริยะสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งอยู่วัดเทพศิรินทร์ เคยเห็นปฏิปทาของท่าน ปฏิบัติอย่างเดียว ท่านมุ่งแต่พระอรหันต์ วันหนึ่งผู้เขียนไปงานศพนายทหารชั้นนาวาอากาศโทเป็นเพื่อกับนาวาอากาศเอกโกวิท ฐิติวร ผู้เป็นเจ้านายผู้เขียน กรมช่างทหารอากาศ ดอนเมือง ผู้เขียนเป็นพันจ่าอากาศเอกประสงค์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นคนขับรถให้ท่าน พอรดน้ำศพ ผู้เขียนก็ไปนั่งอีกฝั่งของวัดพระศรีมหาธาตุบางเขน มีคลองกั้นระหว่างฌาปนกิจศพของกองทัพอากาศ อีกฝั่งหนึ่งเป็นสถานที่วัด ท่านไปงานศพ แต่ผู้เขียนกลับไปนั่งสมาธิ เพราะนั่งสมาธิครั้งนี้ถึงได้เห็นพระอรหันต์เจ้า คือท่านเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ จึงรู้เห็นเรื่อง พระอรหันต์เป็นครั้งแรก ผู้เขียนก็บันทึกไว้ใน “เจ้าคุณอรหันต์” จึงรู้ว่าพระอรหันต์เจ้า ก็คือพระอริยะสงฆ์ผู้ปฏิบัติสำเร็จเป็นพระอรหันต์ จะต้องมีฉัพพรรณรังสีหรือรังสีกลีบบัว พระอรหันต์จึงมีรังสีเหมือนกลับบัว เป็นสีทองกลีบบัวเล็ก ใหญ่ ก็จัรู้ว่าเป็นพระอรหันต์ชั้นต้น พระอรหันต์ชั้นกลาง แล้วถึงจะเป็นพระอรหันต์ชั้นพระพุทธเจ้า ถ้าพวกปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ไม่รู้จัดธรรมเบื้องต้น ศีล สมาธิ ปัญญา ขั้นที่ ๒ ก็คือ สมาธิ มยปัญญา ขั้นที่ ๓ ก็คือ สมถะ ๔๐ และวิปัสสนา ถ้าฝึกจิตสมาธิไม่ถึงขั้น จตุตถะฌานหรือฌาน ๔ ท่านก็ไม่สามารถเข้าถึง สมถะ ๔ๆกับวิปัสสนาได้

                 ผู้สนใจสอบถามเรื่องการปฏิบัติธรรม สามารถโทรสอบถามปู่สงค์ ได้ที่เบอร์ 086-644-7377 ค่ะ