วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562

ยมทูต


                                                                                                                               โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

ไหนๆ จะเขียนเรื่องจิต-วิญญาณแล้ว อะไรที่ผู้เขียนประสบมาด้วยตัวเองจากการฝึกสมาธิ สมถะ๔๐ และวิปัสสนา จากหลักปฏิบัติสมาธิแบบอานาปานะสติ กำหนดลมหายใจเข้า-ออก ตามหลักของท่านท้าวมหาพรหมส่องโลก ผู้เขียนเรียกว่าท่านปู่ มีหน้าที่คอยดูแลชาวโลก ดูแลพระพระพุทธศาสนา จึงผลิตบรรดาผู้ปฏิบัติสมาธิมาช่วยเหลือพระพุทธศานาอีกแรงหนึ่ง ท่านสอนวิธีฝึกสมาธิอย่างเดียว นั่งให้รู้นั่งให้เห็นเรียนด้วยจิต วิชชาทั้งหลายของผู้เขียนจึงเกิดจากอำนาจจิตของสมาธิ หลวงพ่อปานก็เก่งเพราะจิต จึงเป็น”ไอดอล”ให้ผู้เขียนนำมาใช้ด้วยการฝึกจิตและก็เกิดวิชชาความรู้ด้วยจิตจริงๆ ของท่านเพราะพระพุทธเจ้าก็สำเร็จด้วยอำนาจจิตจริงๆ ก็เอาคำนี้มาพิจารณาเรื่องการปฏิบัติสมาธิแล้วก็นับว่าเป็นบุญพา วาสนานำพาให้ได้ท่านปู่หรือท้าวมหาพรหมส่องโลกแอบมาฝังในจิตของเรา จึงทำให้รู้เรื่องสมาธิได้รวดเร็ว เพียงชั่วคืนเดียวก็นั่งสมาธิได้อุปจาระสมาธิ แถมได้พิเศษนั่งเห็นตัวเรา กายเรา เพ่งต่อจนถึงเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด หรืออากาสานัญจายะตะนะ ฌาน๕  แล้วจึงมาค้นหาวิธีว่าเราปฏิบัติสมาธิอย่างไร ถึงเพ่งอากาศได้ไม่มีที่สิ้นสุดในปีพ.ศ.๒๕๑๑ และก็ค้นอานาปานะสติ กำหนดลมหายใจให้สงบได้อย่างไร จึงรู้ว่าลมหายใจสงบ จิตสงบ ตา(หลับ)สงบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือตัวสมาธิแท้จริงหรืออุปจาระสมาธิ  จิตเป็นเอกัคคะตา ตาเป็นอุเบกขา เพ่งจิตกับตามาเป็นหนึ่งเดียวคือจตุตถฌาน

อุปจาระสมาธิคือสมาธิแท้จริง เพราะสมาธิฝึกทุกวันมันก็เกิดเป็นอัปปนาสมาธิยิ่งเกิดตัวรู้ตัวเห็นมากขึ้น ก็จะเห็นเรื่องวิญญาณชัดเจน  วิญญาณในที่นี้ไม่ว่าจะเป็นสัมภะเวสีหรือผีพเนจรหรือโอปปะติกกะที่เป็นเทพ-พรหม เมื่อท่านปฏิบัติระดับนี้แล้ว อย่าว่าแต่วิญญาณที่ไหนก็สามารถเห็นได้ จะเป็นวิญญาณที่มาจากนรกหรือสวรรค์ก็สามารถรู้และเห็นได้ แค่อุปจาระสมาธิหรือจตุตถะฌานก็สามารถเห็นวิญญาณต่างๆได้ ตายแล้ววิญญาณไปอย่างไร ไปไหน จะรู้ละเอียดหรือเห็นละเอียด ก็อยู่ที่อำนาจจิต ตามชั้นตามฌานที่ปฏิบัติ ใกล้-ไกล นรก-สววรรค์ เมื่อท่านสมาธิก็เปรียบเหมือนได้สมาธิ ตาทิพย์ หูทิพย์ ก็จะสามารถเห็นได้สารพัดผี สามารถเห็นกายตัวเองกายคนอื่น นอกจากจะพยายามคืนคว้าเรื่องจิตเรื่องวิญญาณแล้ว อยากจะดูอะไรอีกล่ะ เทวดาตามต้นไม้ วิญญาณตามศาลต่างๆ ที่ต่างๆ โรงพยาบาล ตามวัดวา อยากดูผีหรือเทวด เพีนงแต่ท่านเข้าใจวิธีใช้จิตให้เป็นประโยชน์ ท่านก็จะรู้เห็นด้วยตัวเอง อยากเห็นชัดก็ฝึกจิตให้”ธิ” เพิ่มขึ้นอีก แล้วแต่ความเพียรความอุตสาหะ ท่านต้องหัดฉลาดหัดค้นคว้าด้วยจิตจึงจะเก่ง หัดเพ่งจิตให้ ธิ ธิ ธิ ก็จะเห็นชัดเจนเองครับ   

ลองกำหนดจิตเพ่งดูในงานศพก็ได้ ยิ่งตอนรอรดน้ำศพท่านก็จะเห็นวิญญาณมาป้วนเปี่ยนอยู่กับศพนั่นแหละ ยิ่งตอนตายใหม่ๆ วิญญาณจะออกจากร่างอย่างไร เป็นรูปร่างคนตายหรือดวงวิญญาณ ถ้าจิตเป็นจะเห็นทั้งนั้น วิญญาณล่องลอยอย่างไร เหมือนดูทีวีหรือโทรภาพและยิ่งตอนแขกมาในงานก็จะเห็นวิญญาณเหมือนตัวคนเป็นๆ ที่แต่งตัวไว้กับศพนั่นแหละ ถ้ามีบุญหรอเป็นผู้ปฏิบัติก็เหมือนตัวคนเป็นๆออกมาต้อนรับแขกที่มางานศพและทักทายแขกและเพื่อนฝูง ขอบคุณแขกบ้าง และทักทายถามเพื่อนคนนู้นคนนี้ไม่มาหรือ และก็พาไปนั่งที่ พอถึงเวลาพระสวด วิญญาณก็จะเดินไปนั่งหน้ารูปศพพนมมือฟังสวดและเวลาสวดจบวิญญาณก็ออกมาขอบคุณแขกและส่งแขก แต่ผู้ไม่ปฏิบัติสมาธิจะไม่เห็นเรื่องพิเศษเหล่านี้ บางครั้งไปดูตั้งแต่รดน้ำศพก็เห็น เสร็จพิธีแล้วกลับไปเจอวิญญาณมายืนตรงมุมสี่มุมหรือสี่ทิศ ก็สงสัยจึงเพ่งดูว่าเป็นใครก็พบว่า วิญญาณที่ยืนทั้งสี่ทิศก็คือยมทูตนี่เอง รูปร่างหน้าตาก็เหมือนเงาะป่าตัวดำผิวดำ นุ่งผ้าเตี่ยว แขนขาเปล่าเปลือย ก็สงสัยว่ามายืนประจำทิศทำไม ก็ได้รับคำตอบว่า มารอรับวิญญาณหรือร่างคนตาย ก็ดูซิว่ายมทูตทั้งสี่จะจับวิญญาณอย่างไร พอวิญญาณออกจากร่าง ซึ่งเหมือนมันซ้อนตัวอยู่ก็เป็นภาพรูปร่างลุกจากศพ แล้วยมทูตทั้งสี่ก็ประกบหรือเกาะกุมวิญญาณ ก็ร้องอ้อในใจ มันเป็นเช่นนี้ พอจับกุมวิญญาณแล้วก็พาเดินคุมตัวไปแบบนั้นแหละ จิตก็ยังสงสัยว่า คนตายหนึ่งคนมียมทูตตั้ง๔ ตนจับแบบนี้แล้วตายหลายๆศพ จะเอายมทูตมาได้หมดอย่างไร   นึกว่ายมทูตมีแค่ ๔ตน ทีนี้ไปงานศพที่ไหนก็นั่งสมาธิเพ่งจิตดู ถึงได้รู้ว่ามีทุกแห่ง รูปร่างวิญญาณแตกต่างและเครื่องแต่งตัว เครื่องประดับก็แสดงถึงชั้นหรือยศคล้ายแบบนั้น บางครั้งก็เดินมาจากใต้พื้นดินก็มี

ลูกศิษย์ผู้เขียนชื่อ ประชา ยิ้มพรพิพัฒน์ผล หรือเจ้าหัวล้าน ชอบโกนหัวเป็นประจำ ชอบทำบุญประจำ และจะทำบุญอุทิศให้พ่อแม่ที่ตายทุกปี ก็ชวนผู้เขียนไปด้วย ไปพักโรงเจใกล้วัดสัมประทุน ปรากฏว่าในวัดมีทำพิธีทางจีน เครื่องเซ่นไหว้เป็นโต๊ะยาวเหยียดประมาณ ๒๐-๓๐ เมตร และสองข้างถนนจะมีเสื่อปูตลอดทั่วบริเวณ พิธีไหว้เซียนก็ประมาณ ๔-๕ทุ่ม ผู้เขียนก็ไปนั่งบนเสื่อ รอดูเซียนเสด็จมา ก็นั่งสมาธิเพิ่งได้ขั่วโมงเดียวเจ้าประชาก็มานั่งด้วยและถามผู้เขียนว่า ช่วยดูแม่ผมว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผู้เขียนก็บอกเจ้าประชา นั่งอยู่ตั้งนานแล้วเพิ่งมาบอก แต่พอหลับตาดูก็เห็นถนนที่เซียนจะเดินก็เปิดเป็นถ้ำลึกลงภายในใต้ดิน เห็นเป็นทางยาวลึก ก็บอกเจ้าประชาว่า “แม่”เจ้าอยู่ในนรกอีกสองปีจึงจะพ้น ส่วนพ่อเจ้ากระดูกอยู่ที่นี่เป็นเซียนไปแล้วเมื่อสามปีก่อน พูดยังไม่ทันขาดคำเรื่องแปลกก็เกิดขึ้น เห็นส่วนลึกของอุโมงค์ใต้ดิน รถจิ๊ปวิ่งเข้าได้ สุดทางอุโมงคืเห็นมีคนสามคนเดินขึ้นมาจากใต้อุโมงค์จนมาถึงทางขึ้น มีผู้ชายตัวใหญ่ผิวดำนุ่งผ้าเตี่ยว ร่างกำยำใหญ่กว่าผู้เขียนสองเท่า เหมือนคนเราปกตินี่แหละ หิ้วปีกผู้หญิงแกมประคอง ซ้าย-ขวา พอมาถึงตรงหน้าผู้เขียน ยมทูตสองตนก็ส่งเหมือนโยนขึ้นมาตรงหน้าผู้เขียน ทำนองผลักขึ้นมาแล้วก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในอุโมงค์ทอดยาว พร้อมกันนั้นถนนก็เลื่อนปิดเอง

พอมามองผู้หญิงที่ถูกผลักหรือโยนขึ้นมาก็เห็นรูปร่างหน้าตาได้ชัดเจน ก็ถามว่าแม่เจ้าตัวเตี้ยๆ หัวโหนกอย่างนี้ แต่มีรอยบุ๋มกลางหน้าผากใช่มั้ย เล่นเอาเจ้าประชาตกใจ ผู้เขียนก็พูดต่อ แม่เป็นอัมพาตตายใช่มั้ย ขึ้นมายินตรงหน้านี้แล้ว บอกว่า ลุกขอเสื้อผ้ากับอาหารให้แม่ เท่านั้นเจ้าประนั่งกราบตรงหน้ารู้ว่าแม่ขึ้นจากนรกแล้ว เจ้าประชาจะไม่ตกใจได้อย่างไร เมื่อผูเขียนบอกพ่อเจ้ากระดูกก็อยู่ที่นี่เป็นเซ๊ยไปแล้วเมื่อสามปีก่อน แม่ตกนรกอีกสองปีถึงจะพ้น แต่นี่พอรู้ว่าแม่สามารถขึ้นจากนรกก่อนกำหนดสองปีได้ ไม่ตกใจหรือดีใจได้อย่างไร และแถมบอกลักษณะของแม่ได้ถูกต้องอย่างกับเห็นจริงๆ

นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เห็นยมทูต หน้าที่ของยมทูต ตามจับดวงวิญญาณไม่พอ ยังพาดวงวิญญาณไปส่งเขต โลกมนุษย์กับสวรรค์อีกด้วย แต่ยมทูตเหล่านี้แต่งทรงดีหน่อย หน้าที่ของยมทูตก็แบ่งกัน พวกไหนจับวิญญญาณลงนรกก็พาไป พวกไหนเอาวิญญาณในนรกส่งขึ้นมาโลกมนุษย์ก็แบ่งกันไป พวกไหนมีหน้าที่ทำโทษก็แบ่งกันไป เหมือนเข้าคุกนั่นแหละ ต้องถามพวกที่เข้าคุกมาเป็นอย่างไรบ้าง ติดคุกก็เหมือนใช้กรรม  คนไม่ปฏิบัติก็ไม่รู้ว่านรก ก็คือคุกของคนเราโลกเราธรรมดาๆนี่เอง ออกจากคุกออกจากนรกยังมาทำกรรมทำชั่วอีกก็เข้าคุกไปใช้กรรมต่อ ก็คงมีคนสงสัยว่า “ทำไมคนเราตาย” ยังมีวิญญาณร่อนเร่อยู่อีกหรือ ไม่เข้าไปอยู่ในนรกไปใช้กรรมหรือว่าถูกจับไม่ไหมด หรือว่ายมทูตมีน้อย เปล่าหรอกครับ บางวิญญาณตายแล้วมีวคามดมีบุญยมทูตจึงไม่จับต่างหาก บาป-กรรมมีไม่พอจะเอาไปใช้กรรม มิน่า วิญญาณจึงเร่ร่อนอยู่ในโลกมนุษย์เป็นจำนวนมาก เพราะบุญกุศลและบารมีค้ำจุนนี่เอง ท่านไหนทำความดีสร้างแต่กุศล ยมทูตก็มารอรับนะครับแต่พาไปส่งแดนสวรรค์ ถ้าทำชั่วก็ส่งลงนรก นี่เป็นเหตุผลจริงๆครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น