โดยปู่สงค์
สวนพุฒตาล
ผู้เขียนปฏิบัติสมาธิมาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๑๑
ก็ไปรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ เลยใช้สมาธิรักษาคนมีทุกข์มาตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๒
เรียกว่ายิ่งรักษา ก็ยิ่งฝึกสมาธิมากขึ้น คุ่กันไป ถ้าจะให้พูดว่าฝึกสมาธิระดับอุปจารสมาธิ
หรือ อัปปนาสมาธิเพิ่มขึ้น วิชชา๓ ก็จะเพิ่มขึ้นตามอำนาจจิตสมาธิ
ถ้าพูดถึงฌานก็ต้องระดับเพ่งอากาศ เพ่งวิญญาณ เพ่งอรูปฌาน
หรือเพ่งความว่างเปล่าและกระทั่งเพ่งจิตถึงวิมุตติ และเพ่งวิมุตติถึงกายพระโสดา
พระสกิทาคา พระอนาคามี และกายพระอรหันต์ ถ้าเป็นสมาธิก็เพ่งกาย เพ่งอากาศ
หรืออากาสานัญจายะตะนะ คือ ฌาน๕ แต่สมาธิก็เพ่งอุปจาระสมาธิ สมาธิกับฌานคู่กัน แต่สมาธิเกิดอุปจาระสมาธิ
ฌาน๔เกิดจตุตถะฌานแต่สมาธิใช้จิตเพ่งในสมถะ๔๐ ก็จะรู้เห็นเรื่องวิญญาณต่างๆได้
เพราะสมาธิใช้จิตเพ่ง พิจารณาในกายตัวเอง จึงเห็นเรื่องอาการ๓๒ เห็นเรื่องวิญญาณ
เกิดจากลมจิต เอาจิตเพ่งจับลมให้สงบ
แต่มีอีกตัวหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ ตา หรือการหลับตา ทำสมาธิ
ผู้ปฏิบัติมักมองผ่านเรื่องหลับตา ความจริงการหลับตาก็คือการใช้
“ตา” หรือ ตาใน เพ่งจับไปด้วย รู้แต่เพียงใช้จิต จุดสำคัญจึงอยู่ตรงนี้
จิตจับลมหายใจ ตาก็เพ่งจับไปด้วย แต่หารู้ไม่ว่า เจ้าตานี่แหระที่สำคัญ เพราะมันเพ่งจับไปกับจิต
ก็เลยรู้ว่า จิตจับลม ตาจับจิต เมื่อจับกันแน่น หรือสัมปยุตกัน
จนเป็นเนื้อเดียวกันถึงจะเป็นอุปจาระสมาธิ หรือฌาน๔ ก็คือ จตุตถะฌาน แล้วเอามาเพ่งพิจารณาในสมถะ๔๐
ก็จะเข้าใจถึงเรื่องสมาธิกับฌาน สมาธิก็จะเพิ่มเป็น จากอุปจาระสมาธิ
เป็นอัปปนาสมาธิ และก็เป็นปรมัตถะสมาธิ พวกวิชชาต่างๆ ก็จะเกิดตามอำนาจสมาธิ
เพราะสมาธิทำให้จิตสามารถเพ่งฌานได้เร็ว เพ่งอากาศฌาน๕ได้ง่าย
สมาธิทำให้รู้เห็นเร็วมาใช้คู่กับฌาน ก็เลยได้ประโยชน์ร่วมกัน สมาธิจะเห็นเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ
จนชำนาญหรือรู้เห็นมามาก จึงรู้วิธีเพ่ง"ฌาน” หรือวิญญาณ จึงจะเพ่งวิญญาณเข้าฌาน๖
ได้ คือ วิญญาณายะตะนะ นั่นแหละ
พวกวิญญาณ ก็พวกเทวดา หรือเทวโลก หรือพรหมโลกที่มีรู้ร่างให้เราเห็น
ตั้งแต่ชั้นต้นของเทวโลก ชั้นแรกไปถึงชั้น๖ และพรหมโลกตั้งแต่ชั้นแรกไปถึงชั้น๑๖
ปาริสัจจาไปจนถึงอะกะนิษฐา และพอถึงอากิญจัญจายะตะนะก็เพ่ง
อรูปวิญญาณหรือเพ่งความว่างเปล่าถ้าเทียบกับสมาธิก็เท่ากับเราเพ่งวิญญาณอยู่ในความว่างหรืออากาศ
คือเพ่งจิต จิตเพ่งวิญญาณจนหายกลายเป็นอากาศ และจิตก็เพ่งอากาศจนถึงสุญญากาศคือความว่างเปล่านี่แหละ
ทางสมาธิเรียกว่าสุญญตา ทางฌาน๗ ก็เพ่งสุญญตานี่เอง
ทางสมาธิเพ่งสุญญตา ก็จะเห็นจิต พอเพ่งจิตไปก็เกิดวิมุตติ
จิตเป็นวิมุตติแล้ว ก็เพ่งในวิมุตติ จะเห็นพระโสดา กานพระสกิทาคา กายพระอนาคามี
และกายพระอรหันต์ สมาธิจึงเร็วกว่าฌาน เพราะการเข้าฌานไปช้าๆเนิบๆ
การเพ่งสุญญตาหรือสูญญตา ก็คือเพ่งลึกเข้าไปกลางอากาศนั่นเอง
สุญญตาก็คือความว่างเปล่าหรือในที่ไม่มีวิญญาณ จึงเรียกว่า เพ่งอรูปวิญญาณก็ได้
จึงเป็นกิญจัญจายะตะนะ เพ่งความว่างเปล่าเป็นฌาน๗ พอเพ่งความว่างเปล่าก็จะเห็นจิต
จิตก็คือตัวรู้หรือสัญญา ความจำหมายนี่เอง จึงเป็นเนวสัญญายะตะนะหรือฌาน๘
ฌาน๘ก็คือจิตนี่แหละ
พอเพ่งจิตเข้าไปอีก
จิตที่เราเห็นเป็นเพมือนเพชรเม็ดเล็กๆ ก็จะถูกอำนาจของจิตขั้นอัปปนาสมาธิ
ก็จะเกิดจิตแจ่มใส เพราะถูกพลังสมาธิขจัดกิเลส ตัณหา หรือมีอะไรอยู่ในจิต
ตนจิตส่องแสงเหมือนเพชรที่ถูกเจียระไนจนสะอาด จึงจะเป็นวิมุตตินี่เอง
ฌาน๘ เป็นเป็นตัวเพ่งจิต ให้สะอาดบริสุทธิ์
ความหมายก็คือจิตหลุดพ้น สิ้นความมัวหมองหรือกิเลสมารทั้งปวง จึงได้ชื่อว่า
วิมุตติ คือความหลุดพ้น แต่ยังไม่ถึงกับสิ้นอาสวะกิเลสทั้งสิ้น
อย่างนี้ก็ย่างเข้าเขตพระอนาคามี จึงต้องเพ่งสัญญาเวทะยิตะนิโรธ หรือฌาน๙
ของท่านฤาษีลิงดำ ทางสมาธิก็คือต้องเพ่งเข้าไปในวิมุตติ จึงจะเข้าเขตของนิพพาน
ก็ต้องเห็นพระโสดา เห็นพระสกิทาคา เห็นพระอนาคามี
จึงได้รู้ว่าเพ่งวิมุตติแล้วกลางใจของวิมุตติจึงเห็นพระอริยสงฆ์
เป็นรูปหรือเป็นตัวตนของพระสงฆ์ ให้เราเพ่งและเห็นบารมี รังสีของพระโสดา
จะมีสีทองหนารอบทั่วพระวรกายถึงได้รู้ว่านี่คือ พระโสดา เพราะรังสีที่ขยายนี่แหละ
ก็บอกว่าเป็นพระโสดาละเอียด ก็ว่ากันไป
พอเพ่งกายพระโสดาต่อรังสีก็จะขยายออกไปรอบพระวรกายแล้วก็หยุด
ก็เลยรู้ว่าเป็นพระสกิทาคา พอเพ่งพระสกิทาคา รังสีก็ขยายออกไปเป็น ๑คืบ แล้วก็หยุด
ก็จะกลายเป็นพระสกิทาคาละเอียด พอเพ่งพระสกิทาคาต่อไปรังสีก็ขยายออกไปประมาณ ๒คืบ
ก็รู้ว่านี่คือพระวรกายพระสกิทาคาขยายหรือละเอียด จึงเป็นพระอนาคามี
ก็เพ่งพระวรกายพระอนาคามี ออกไปก็กลายเป็นรังสี หรือพระอรหันต์ รหือพระอนาคามีละเอียด
แล้วพระอนาคามีละเอียดก็จะกลายเป็นพระอรหันต์ แต่ผู้เขียนกลับเห็นรังสีที่รอบวรกายของพระอนาคามี
กลับถูกรวบรวมกันขึ้นไปเป็นรังสีกลีบบัว รหือฉัพพรรณรังสี เพ่งจิตต่อก็เห็นรังสีกลีบบัวมีขนาดแตกต่างกัน
ตอกแรกรังสีก็ประมาณ ๑๒-๑๓นิ้ว พอเพ่งต่อไปรังสีกลับบัวก็ขยายไปถึงประมาณ ๓๐นิ้ว
พอเพ่งต่อไปรังสีก็เพิ่มเป็น ๓๖นิ้ว
รังสีกลับบัวหรือฉัพพรรณรังสีก็มีขั้นตอนเหมือนกัน
พอมาอ่านเรื่องวิปัสสนาก็เลยรู้ว่า พระอรหัต็มีขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูงสุด
ก็ต้องเพ่งพิจารณาดูรังสีพระอรหันต์ ยิ่งเปล่งรังสีสว่างสดใสมาก รังสีก็จะขยายใหญ่
รังสีฉัพพรรณรังสีที่สว่างมากก็คือพระพุทธเจ้า หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อสมัยผู้เขียนไปนั่งสมาธิในวัดโพธิ์ท่าเตียนทุกวันพระไม่ว่าข้างขึ้นข้างแรม
๘ค่ำ หรือ ๑๕ค่ำ ก็มักจะพบเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จนำหน้าเหล่าเทพ-พรหม เทวดาทั้งหลาย
มาปรากฏให้เห็น และจึงเห็นรังสีฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้า
และก็เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปประทับในพระพุทธรูปที่เป็นพระประธาน
และเหล่าสาวกก็จะไปยืนข้างหน้าและข้างหลัง จึงรู้ว่าท่านฝึกจิตระดับอุปจาระสมาธิ
สามารถเพ่งอากาศได้หรือระดับฌาน๕ ก็สามารถเห็นพระพุทธเจ้าได้ตั้งแต่พ.ศ.๒๕๑๙ โน่น
และปรากฏว่าไปนั่งในโบสถ์วัดหน ก็จะเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จ
ผู้เขียนก็จะได้บารมีจากพระพุทธรูปปางต่างๆ เป็นรังสีจากฝ่าพระหัตถ์บ้าง
จากกลางจุดที่อยู่กลางหน้าผาก เป็นลำแสงพุ่งมากกระทบบ่อย และผู้ที่ร่วมนั่งสมาธิบางท่านก็พลอดได้รับ
บางร่างรับไม่ไหวก็เอนเอียงจะหงายท้อง ผู้เขียนจึงต้องยื่นมือไปรอประคองด้านหลังจึงนั่งปกติได้
ก็พอดีวันศุกร์ที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ จิตหรือความรู้สึกบอกว่า
วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม เป็นวิสาขบูชา หรือเรียกกันว่าวันพระใหญ่ ขึ้น ๑๕ค่ำ
เดือน๖ ทำไมเราไม่นั่งสมาธิดูล่ะ จิตมันคิดอย่างนี้ เคยนั่งดูอริยะสงฆ์มามากแล้ว
ลองนั่งสมาธิดูซิ พระพุทธเจ้า วันพระใหญ่ จะทำอย่างไร
พอเช้าวันวิสาขะ ก็สวดมนต์
นั่งทำสมาธิและก็ลงไปทำน้ำทิพย์มนต์ในตุ่มข้างล่าง ที่ใช้รักษาคนป่วยสารพัดมา
แต่ตอนกลางคืนก็อาบน้ำมนต์ที่ทำไว้ตั้งแต่วันมาฆะบูชา เดือน๓ อาบให้ตัวเองและรักษาผู้อื่น
ยังเหลือครึ่งตุ่นก็มาอาบเอง และเติมน้ำจนเต็มตุ่มเพ่อจะทำน้ำทิพย์มนต์วันวิสาขะ พอรุ่งอรุณก็สวดมนต์จนเช้าวันเสาร์ที่
๑๘ วันวิสาขะ ก็มาทำน้ำทิพย์มนต์ กะว่าพอสวดมนต์คืนวันวิสาขะ เที่ยงคืน
พระจันทร์เต็มดวง ก็ลงมาอาบน้ำทิพย์มนต์
ปรากฏว่า คราวนี้ท่านปู่ หรือท้าวมหาพรหมส่องโลก
ลงมาช่วยอาบให้ เพราะรู้ว่าท่านมาประทับจิตอาบให้ แปลกมาก
พออาบเสร็จก็ประมาณ๑๙-๒๐นาที
ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดขาวไปนั่งสมาธิต่อคราวนี้รู้ว่าตัวเองถูกประจุพลังสมาธิไว้แน่น
พอหลับตาจิตก็เพ่งไปที่พระพุทธเจ้าเสด็จ แบบนั้น
ก็เห็นบริเวณที่ผู้เขียนนั่งสมาธิไป เห็นพระอริยสงฆ์หรือพระอรหันต์ต้องมีกลีบบัวหรือรังสีฉัพพรรณรังสีเต็มลานกว้างไปหมด
พอเพ่งจิตดูก็เห็นที่ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์หรือศรีมหาโพธิ์
ก็จำได้ว่าได้พบพระอริยะสงฆ์องค์หนึ่ง ห่มสีกลัก นั่งเพ่งไปในป่าหรือธรรมชาติ
และก็ส่งจิตตามไปดู เลยเห็นชัดว่า
คือพระอริยะสงฆ์องค์กำลังเพ่งธรรมชาติและเพ่งลำธานหรือสายน้ำ ท่านปู่ผู้เขียนก็บอกว่า
พระอริยะสงฆ์องค์นี้ก็คือพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธโคดม
ถึงกลับร้องอ้อ เราเคยมาพบแล้วและที่เดียวกันแน่นอน
แต่คราวนี้กลับไม่มีลำธารกว้างใหญ่ แต่เป็นที่ราบเรียบไปหมด
แถมยังมีพระอรหันต์ทีมี่รังสีกลีบบัวนั่งเต็มลาน หรือที่ๆเคยเป็นลำธาร
แต่เห็นที่ประทับอยู่ไกล น่ากลัวจะเข้าไปไม่ถึง
เพราะมีพระอรหันต์นั่งกันเต็มลานไปหมด เป็นพันองค์ขึ้นไป ก็นึกในใจว่า
แล้วเราจะเข้าไปใกล้ๆได้ยังไง ก็ได้ยินเสียงในจิตว่า เจ้าตอนนี้สามารถเข้าไปได้แล้ว
เท่านั้นแหละเหมือนตัวเราได้บัตรพิเศษ วีไอพี
แปล๊บเดียว เข้าไปอยู่ด้านหน้า ห่างจากอาสนะที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จมาประทับประมาณ๙-๑๐ก้าว
เข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มพระอรหันต์ แต่ไม่เห็นตัวเรา
ตารู้ว่าเข้าไปนั่งในกลุ่มพระอรหันต์ พอพิจารณาดู อ้าว รังสีกลีบบัวหายไปหมด
เห็นเพียงแต่พระอรหันต์เศียรโล้น
ทำไมเป็นอย่างนี้
สักครู่ก็ได้ยินเยื้องบนอากาศมีเสียงเหมือนสวดมนต์พร้อมกับเห็นลูกกลมสีเหลืองทอง
ลอยลงมาจากบนท้องฟ้า ตอนแรกเห็นลูกกลมขนาดเท่าลูกบอลใหญ่ ลอยลงมาจึงเห็นเป็นสีทองทึบไม่ใสโปร่งลอยลงมาก็ขยายใหญ่สักสองศอกกว่าๆ
ลงมาประทับที่อาสนะใต้ต้นโพธิ์ รู้ว่าอาสนะหรือฐานที่รองรับก็เหมือนในโบสถ์เรานี่แหละ
ปรากฏว่าเห็นพระอรหันต์นั่งคุกเข่าและก้มเศียร
ตอนนี้มีรังสีให้เห็น
กำลังพนมมือพร้อมกับก้มเศียร ก็เพ่งไปดูดวงสีทองซึ่งลงมาเหมือนตั้งบนฐานที่รองรับ
เห็นได้ชัดเจนวงกลมสีทองก็ขยายออกเป็นรังสีหุ้มห่อพระพุทธองค์
เห็นวรกายเป็นองค์ที่นั่งสมาธิ เพ่งอากาศเพ่งน้ำก็จำได้ว่าเป็นองค์เดียวกัน
รังสีที่ห่อหุ้มเป็นเหมือน พระพุทธชินราช
พอเพ่งชัดเจนจึงรู้ว่าเป็นพระฉัพพรรณรังสีสว่างไสวทั่วรอบพระวรกาย เหมือนกำลังเพ่งดูมิติเดียว
เป็นพระอริยะสงฆ์เดียว เป็นพระพุทธรูป กระทั่งรังสีกระจายรอบ
จึงเห็นเป็นพระพุทธองค์กำลังอยู่ในปางมารวิชัย เอาพระหัตถ์ขวาพาดลงก็รู้ว่า พระอรหันต์กำลังก้มลงพร้อมน้อมเศียรในท่าคุกเข่า
ก็ได้ยินเสียงพระพุทธองค์ เหมือนปาติโมกข์แบบนั้น
และเหมือนกับ มงคลจักรวาลใหญ่ พอสวดเสร็จ ก็เห็นท่านยกพระหัตถ์ขวาปางประทานพร
ผู้เขียนก็เพ่งดู ก็เห็นท่านลืมพระเนตรหรือลืมตา เหมือนนัยน์ตามนุษย์เรา แต่เหมือนเพชรคมชัด
เหมือนจิตผู้เขียนไปจ้องมองดูท่าน ท่านก็จ้องตาเรา เท่านั้น นัยน์ตาของพระพุทธองค์เหมือนมีเพชรรวมอยู่ในนัยน์ตาหรือพระเนตร
เป็นนัยน์ตาเพชรจริงๆ ปรากฏว่า เพชรในดวงตาของท่านแตกเป็นเม็ดเล็ก
เหมือนเพชรสุกใสมากมายมารู้ตัวว่า กำลังจ้องตากับพระพุทธองค์ก็ถูกเพชรเม็ดเล็กๆ
พุ่งเข้าใส่ตา แต่เพชรก็กลับพุ่งตรงกลางหน้าผากทะลุเข้าไปในสมองในจิตเรามันสว่างโล่งไปหมด
แต่ก็รู้ว่า เพชรที่พุ่งมาจากพระเนตรก็พุ่งใส่พระอรหันต์ที่ก้มเศียร
กลางหน้าผากเหมือนกัน
แต่จิตผู้เขียนก็ดูว่า
เพชรที่พุ่งมาจากพระเนตรของพรุทธเจ้าเป็นร้อยเป็นพันเม็ด
แต่ละเม็ดก็พุ่งเข้าสู่พระหน้าผากของพระอรหันต์จนครบถ้วน จึงเห็นพระเนตรหลับลง
ก็พบว่า พระอรหันต์ก้มเศียรเหมือนกราบพระพุทธเจ้าแล้วก็พนมมือถอยออกมาสามก้าว
แล้วลุกขึ้นยืนทั้งท่าพนมมือ หันหลังเดินออกไปเหมือนเดินขึ้นบนอากาศแบบนั้น
จนหายหมด
ก็นึกในใจว่าทำไมไม่เห็นเทพเทวดาหรือพรหม
หรือพระอินทร์เสด็จลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พอนึกแค่นี้ก็ได้ยินเสียงอึกทึกคึกโครม
เหมือนมีใครกำลังเข้ามาในบริเวณก็เห็นขบวนเหล่าเทวดาเสด็จลงมากันทั่วไปหมดทุกทิศทุกทาง
กำลังเหาะลอยลงมา
ก็หันไปดูพระพุทธเจ้าก็เห็นลอยจากอาสนะขึ้นไป
ลอยเหนือยอดโพธิ์ และข้างล่างก็มีเทวดาลอยเป็นชั้นๆ แทบไม่มีที่นั่ง ก็ได้ยินเสียงพระพุทธเจ้าสวด
ยกพระหัตถ์ขวาแบบประทานพร ฟังคล้ายสวดธรรมจักร
แล้วก็ประทานพรให้เหล่าเทวดาเป็นรังสีกระจายทั่วบริเวณ
เป็นเหมือนลำแสงออกจากพระหัตถ์เบื้องขวากระจายไปทั่วทุกทิศ พอท่านลดมือมาวางบนตัก
แต่เป็นปางสมาธิ แล้วท่านก็ลอยขึ้นไปในอากาศท่านั่งสมาธิ ก็เห็นเทวดา อินทร์ พรหม
ก็เสด็จลอยตามหายขึ้นไปในอากาศ จนลับสายตา
เหตุการณ์ตั้งแต่ตอนเข้าไป เราไม่ใช่พระอรหันต์
ไม่ได้แต่งชุดพระสงฆ์ ทำไมจึงเข้าไปรวมกับพระอรหันต์ระดับแนวหน้า หรือวีไอพี
หรือได้อภิสิทธิ์ เข้าใกล้พระพุทธเจ้าได้ ที่แปลกก็คือ ข้างในจิตบอกว่า
เจ้ามีสิทธิ์เข้าไปรวมกลุ่มพระอรหันต์ ตอนเข้าพระอรหันต์ไม่มีรังสี และสังเกตดูรังสีหรือกลีบบัวจะใหญ่และเล็กไปตามลำดับกัน
แต่ตัวเรากลับไม่เห็นแต่ตอนเข้าไปรวมกับพระอรหันต์ กลับไม่ได้มีรังสีทุกองค์
แต่พอพระพุทธเจ้าเสด็จมาจึงเห็นรังสีทุกพระอรหันต์ แปลกมาก และก็เห็นการเสร็จลงมาจากฟ้าหรือดาวดึงส์
กลับใช้รังสีห่อพระวรกายลอยมา แต่เวลาเสด็จกลับ เป็นพระพุทธองค์เสด็จ
และก็แปลกประหลาดมาก ไปสบพระเนตรพระพุทธเจ้าเข้าจึงถูกยิงใส่กะโหลก ทะลุจิต
ได้ยินข้างในบอกว่า โดนเข้าแล้ว และก็อธิบายให้ฟังว่า เพชรที่ถูกยิงใส่
ก็คืออำนาจจิตที่เปล่งมาจากพระเนตรทองของพระพุทธองค์ ท่านก็ได้ประทานจิตให้นี่เอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น