วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

วิสาขะ ๖๓

วิสาขะ ๖๓

โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

 

วันพุธที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ขึ้น ๑๕ค่ำ เดือน๖


            เริ่มนั่งสมาธิ สองยามไปแล้วก็ปรากฏว่าเป็นภาพให้เห็นเป็นโบสถ์ มีพระประธาน พระสงฆ์นั่งอยู่ในโบสถ์กัน แล้วปรากฏว่ามีเสียงสวดนำ ทุ้ม มาจากบนอากาศ จำได้ว่า เป็นเสียงของพระพุทธเจ้า!!! เคยได้ยินมาแล้ว พอสวดนำก็มีเสียงสวดตามไปทั่ว ก็รู้ว่า...พระพุทธเจ้า มาสวดนำหน้า พระสงฆ์ทั้งหลายสวดตาม จำได้ก็มี ปาฏิโมกข์และไตรปิฏก มงคลรัตนสูตรและธรรมจักร เกือบสองชั่วโมง ก็นั่งฟังท่าน พอเกือบถึงตีสองเสียงสวดมนต์ก็เงียบไป ก็ปรากฏเป็นภาพพระประธานในโบสถ์ที่เห็นครั้งแรกปรากฏมาให้เห็นอีกที พระสงฆ์นั่งในโบสถ์เหมือนทำสมาธิ  แล้วก็เงียบ ประมาณตีสองได้มั้ง ภาพนั้นก็หายไป เหลือตาความสงบนิ่ง ก็สงสัยว่า ทำไมวิสาขะปีนี้ไม่เห็นความตื่นเต้าเหมือนที่เคยเห็นมา หรือว่าพี่นี้เป็นปีหนู ไม่ใช่หนู่ธรรมดา ปีหนูผี ถึงมีโรคโควิดเข้ามายุ่ง หรือว่า พระพุทธองค์มาโปรด สวดให้ล้างอาถรรพ์ทั้งหลายให้หมดสิ้นแก่ชาวพุทธและชาวโลก จึงไม่มีเรื่องตื่นเต้นให้เห็น มันเป็นความสงบเงียบ


คราวนี้ก็มาดูวันพฤหัสที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ แรม๑๕ค่ำ เดือน๖ ก็อาบน้ำมนต์นั่งสมาธิอีก ประมาณสองยามกว่านี่แหระ พอนั่งสมาธิสักครู่หนึ่ง จิตก็สงบนิ่ง ปรากฏว่ามีมือมาจับมือเราแล้วบอกว่า ลูก...ไป๊!!!  จำได้เป็นเสียงปู่หรือท่านท้าวมหาพรหมส่องโลก ท่านก็บอกว่า ไป...ลูก พอคว้ามือเราปั๊บ(ท่านจับมือเรา) เหมือนตัวเราพุ่งขึ้นบนอากาศรู้สึกว่ามันทะลุ เรานั่งสมาธิ เรารู้ว่ามันทะลุอากาศขึ้นไปเรื่อยๆ รู้แต่ว่ามันทะลุทะลวงอย่างเดียว สูง สูง สูง แล้วก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่สามารถคำนวณได้ จนกระทั่งรู้สึกว่ามันหลุกจากเขตชั้นบรรยากาศโลก ลอยไปที่นึงไปที่ๆนึง ซึ่งมีแต่ความว่างเปล่า เหมือนลอยเคว้งคว้างอยู่ในความว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย ปรากฏว่ามือก็ถูกปล่อย ได้ยินเสียงบอกว่า นี่คือ...จักรวาล!!! ระบบจักรวาล ท่านปล่อยให้เราพิจารณาในจักรวาลมีอะไรบ้าง ปรากฏว่าที่นี่เป็นที่อยู่ ของพรหมและมหาพรหมสูงๆ ชั้นสูงประเภทมหาพรหม พอพิจารณาดูอีกครั้ง นอกจากจักรวาลนี้แล้ว ยังมีเหนือจักรวาลขึ้นไปอีก ก็นั่งสมาธิไปดูอีกว่ามีอะไร


เหนือจักรวาลเป็นอะไร ก็ได้คำตอบว่านี่คืออนันตจักรวาล ซึ่งเหนือกว่าจักรวาล จักรวาลเป็นที่อยู่ของมหาพรหม ระหว่างจักรวาลกับอนันตจักรวาลเป็นที่อยู่ของพระอรหันต์ ส่วนอนันตจักรวาลเป็นที่อยู่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อ้อ!! เป็นเช่นนี้เอง เราก็เลยรู้ว่าจักรวาลนี้เป็นที่อยู่ของมหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ แล้วมหาพรหมนี้ต้องสำเร็จเป็นพระอรหันต์เสียก่อน แล้วสำเร็จอรหันต์ถึงเป็นพระพุทธเจ้า มิน่าเล่า!!! มหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย สามารถขึ้นแดนอรหันต์ แดนพระพุทธเจ้าได้ แล้วก็เป็นตัวแทนของพระอรหันต์และพระพุทธเจ้าได้และลงมาสร้างบารมี ประหนึ่งแทนพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้าได้


เทพพรหมทั้งหลายที่มาปกปักรักษาพระพุทธรูปจึงมีฤทธิ์มีอำนาจไม่เหมือนกัน แล้วแต่จะสำเร็จวิชาอะไร ก็เอา     วิชาที่สำเร็จมาช่วยคน พระพุทธรูปมีออำนาจเพราะเทพพรหมเท่านี้แหละ มีหน้าที่ปกป้องพระพุทธรูป พออธิบายให้ฟังได้ว่า เทพทั้งหลายก็มาปฏิบัติสำเร็จเป็นมหาเทพแล้วถึงจะเป็นพรหม และถึงจะเป็นมหาพรหม ตามลำดับขั้นตอนอย่างนี้  ถึงจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์จะต้องปฏิบัติกี่ภพกี่ชาติถึงจะสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่จึงมีอำนาจจึงมาสร้างบารมีสร้างกุศลได้ พระพุทธเจ้าท่านไม่มายุ่ง จึงให้มหาพรหมทั้งหลายมาทำหน้าที่แทน มาสอนสมาธิ วิปัสสนา สอนธรรมะ มหาพรหมทั้งหลายที่สำเร็จอรหันต์ถึงทำแทนได้ มหาพรหมสำเร็จพระพุทธเจ้า อดีตชาติเป็นมหาพรหมก่อนแล้วถึงมาเป็นอรหันต์และสำเร็จพระพุทธเจ้าหรือพรสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ พวกพรหมทั้งหลายก็ปฏิบัติอย่างนี้แหละ


พระพุทธเจ้าสูงสุด ถ้าอ้างพระพุทธเจ้าไม่มีใครเชื่อ จะหาว่าบ้า... บางคนไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริงด้วยซ้ำ นอกจากใช้ตัวแทนท่าน ตัวแทนท่านเป็นใครล่ะ ก็ใช้ท้าวมหาพรหมมาแทนท่าน มหาพรหมคือใครล่ะ ก็คือตอนที่ท่านยังไม่สำเร็จพรพุทธเจ้า ตอนท่าเป็นมหาพรหมนั่นแหละ เพราะคนเชื่อมหาพรหมแต่ไม่เชื่อพระพุทธเจ้ามีจริง แม้แต่ผีหรือเทวดาก็ยังเชื่อว่าไม่มีจริง


ตอนนี้ถึงเวลาเราจะกลับโลกมนุษย์และจะออกจากจักรวาลยังไง พอนั่งทำจิตพิจารณาอยู่ พอหลับตา ก็ได้ยินเสียงปู่ท่านบอกว่า “นั่งสมาธิ ทำจิตกลับซิ” พอนั่งสมาธิปั๊ปมีความรู้สึกจิตมัน วี๊ด  วี๊ด วี๊ด พอสิ้นเสียงวี๊ดก็ดิ่งลงมาถึงโลกมนุษย์เลย ดิ่งลงมาเหมือนดาวตก พอลืมตา อ้าว!!! มาถึงโลกมนุษย์แล้ว พอมานั่งพิจารณาวันวิสาขะปี๖๓นี้ ก็ได้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าละเอียดขึ้น ได้ความรู้เกี่ยวกับจักรวาล อนันตจักรวาล พระพุทธรูปทั้งหลายมีเทพพรหมคอยดูแล สถานที่ที่พระพุทธเจ้าอยู่คืออนันตจักรวาล คือที่อยู่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่เองและทำให้รุ้ว่าทำไมพระอรหันต์และพระพุทธเจ้าเสด็จมาจากท้องฟ้า อยู่ที่ไหนกันแน่? สงสัยมานานแล้วก็เพิ่งจะรู้ว่าพระอรหันต์อยู่ระหว่างจักรวาลกับอนันตจักรวาล พระพุทธเจ้าอยู่เหนือจักรวาลคืออนันตจักรวาล ๕๐กว่าปีที่ปฏิบัติมาเพิ่งรู้ความจริงในวิสาขะ ๖๓ นี่เอง 

 


วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

โลกันต์เปิด เดือนดับ


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

 

เสาร์ แรม๑๕ค่ำ เดือน๑๐ นรกเปิด

ความหมายของโลกันต์เปิดหรือนรกเปิด ผู้เขียนก็เพิ่งรู้ว่า ทำไมเดือนดับ มีความหมายสำคัญอย่างไร เพราะตั้งแต่ปฏิบัติและค้นคว้าโดยมาก  จะทำพิธีอะไรก็ตามมักจะเลือกเอาเดือนสว่างๆ หรือข้างขึ้นกันเป็นส่วนมาก และเดือนมืดน้อยๆ จะถือเป็นเคล็ดดีหรืออย่างไร ผู้เขียนก็เช่นกัน แต่มักจะถือ ตามดวงชะตาของผู้คนเป็นหลักสำคัญมากกว่า ปีร้าย เดือนร้าย วันร้าย หรือเดือน วัน ไม่ดีประกอบกันเป็นส่วนมาก และข้อสำคัญต้องเป็นส่วนประกอบแต่สิ่งดีๆ วันดีๆ เดือนดีๆ ปีดีๆ ของเจ้าขอดวงชะตา และก็หลีกเลี่ยงวันอัปมงคล เช่นวันไหนเป็นกาลกิณี วินาส อุบาทว์ ตามโหราศาสตร์หรือวันไม่ดีในปฏิทิน ก็จะพยายามหลีกเลี่ยง เพราะพวกปากหอยปากปู หรือพวกปากเสีย ชอบทักท้วง หรือโต้แย้งเอาน่ะซี เพราะผู้เขียนปฏิบัติสมาธิและค้นคว้าตำรับตำราต่างๆมากมายและปัจจุบันก็ยังปฏิบัติมาตั้งแต่ ๒๕๑๑ ถึงพ.ศ.๒๕๖๒ ก็ยังค้นคว้าธัมมะ และวิชาความรู้ซึ่งมีมากมายในโลกนี้ไม่รู้จักจบ


เรื่องนี้เรื่อง เดือนดับ ก็เป็นความรู้ที่เพิ่งค้นพบถึงเรื่องลี้ลับในโลกนี้ซ฿งก็เกิดจากการฝึกจิต สมาธิของพุทธศาสนา


เรื่องลี้ลับนี้ผู้ที่จะรู้ได้ถึงจะรู้ความจริงเรื่องจิต-วิญญาณ แขนงหนึงที่มีมากมาย จะต้องฝึกจิตหรือสมาธิ ขั้นอุปจาระสมาธิขึ้นไปถึงจะรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ ซึ่งปุถุชนคนธรรมดาหรือไม่นับถือพุทธศาสนา จะไม่รู้ไม่เห็นความลี้ลับของโลกที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยกเว้นพวกมีซิกเซนต์หรือสัมผัสที่๖ หรือผู้มีบารมีติดมาแต่ชาติปางก่อน แต่ก็มีผู้รู้ผู้เห็นเรื่อง เดือนดับ น้อยมากจริงๆ ผู้เขียนฝึกสมาธิถึง ๓๐-๔๐ปี จนมีระดับสมาธิฌาน๘ หรือขึ้นปรมัตถะสมาธิมาหลายปี ก็เพิ่งรู้เห็นเรื่องเดือนดับ คือ วันเสาร์ แรม๑๕ค่ำ ตรงกับเดือนไหนก็ตาม เป็นวันปล่อยผี หรือ นรกแตก เป็นวันร้ายแรงสำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิ ผู้เขียนจึงเขียนเตือนผู้ฝึกสมาธิ ไม่ว่าจะเก่งระดับไหน ถึงจะพอต่อสู้ วันนรกแตกหรือโลกันต์เปิดได้ กฌค้นพบโดยวิธีปฏิบัติสมาธินี่เอง


เพราะอยากรู้อยากเห็นความจริง ทำไมวันดับ เดือนดับ แรม ๑๕ค่ำ เขาถึงไม่นิยมทำพิธีกัน ก็มานั่งคิดพิจารณาเรื่องนี้ ตัวเราก็เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ตามวัยชรา จะเข้า๘๐แล้ว รุ้ว่าวันพระเขาปล่อยผีจะมีสองวัน วันโกนวันพระนี่แหละ ถือว่าเป็นวันเคราะห์ไม่ดีสำหรับโลกมนุษย์ คนดวงไม่ดีมักจะถูกผีเข้าหรือวิญญาณสิง ตั้งแต่ตะวันตกดิน หรือ ๖โมงเย็นไปแล้ว แล้วก็อย่าสงสัยว่าจริงหรือไม่จริง ผู้เขียนรักษาโรคผีผีมานับไม่ถ้วน รู้เห็นเรื่องผีหรือวิญญาณมาสุดคนานับ ในใจเราก็คิดว่าทำน้ำมนต์ อาบน้ำมนต์รักษาโรคคนมามากมาย ยกเว้นไม่เคยทำน้ำมนต์อาบวันแรม๑๕ค่ำเลยสักครั้ง ในใจก็บอกตัวเองว่า โรคภัยไข้เจ็บมันก็คงจะถูกขับไปกับวันแรมหรือวันดับ ถือเป็นเคล็ดไปในตัว ดับโรค ดับภัย ดับเคราะห์ ภายในจิตก็มีเสียงบอกง่า “ก็ลองดูซิ” ครับ เท่านั้นก็ได้เรื่องเลย น้ำมนต์ทำไว้รักษาคนตั้งแต่เข้าพรรษา ก็อาบตัวเอง พออาบตัวเองก็รู้สึกว่ามันโล่งดี ก็มานั่งสมาธิต่อตอนสองยามกว่าๆ เรื่องอาบน้ำมนต์ผู้เขียนจะทำน้ำมนต์เอง อาบวันพระใหญ่ วันวิสาขะ วันมาฆะ วันเข้าพรรษา หรือวันสำคัญๆ ตอนเที่ยงคืนเป็นประจำ ตั้งแต่ปฏิบัติสมาธิรักษาโรคต่างๆให้ผู้คนมาตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๒  ก็ไม่เคยให้พระสงฆ์องค์เจ้าที่ไหนอาบให้เลยจนถึงปัจจุบันนี้ครับ


ผู้เขียนชอบนั่งสมาธิตั้งแต่ ๔ทุ่ม ไปถึงตี๒ ตี๓ เป็นประจำและ ก็ชอบนั่งสมาธิค้นคว้าธัมมะและโลกวิญญาณไปด้วย จึงถือเป็นเรื่องท่องเที่ยวในเวลาค่ำคืน ทีนี้พอเข้านั่งสมาธิในคืนแรม ๑๕ค่ำ ครู่เดียวก็เกิดเรื่องวิญญาณต่างๆ ไม่รู้ว่ามาจากไหน เป็นหัวกะโหลกต่างๆ เป็นร่างศพคนต่างชาติที่ไม่เคยเห็นมาในชีวิต มาปรากฏให้เห็นเยอะแยะไปหมด แพล็บเดียว  ไม่รู้ว่าผีหรือว่าวิญญาณมันมามากมาย แถมยังมีพายุพัดใส่ร่างเราอีก ถึงกับร้องในใจว่า นี่มันอะไรกันว๊ะ! ทำไมมันร้ายแรงขนาดนี้ ยังกับไปเจอพายุทะเลทราย


ตอนแรกนั่งสมาธิรับได้สู้ได้ พวกผี-วิญญาณสารพัดก็ยังโหม กระหน่ำใส่ร่างกายเรามันยิ่งมากันมาก ก็รู้ว่าถ้าจะต้านกับพลังพวกนี้ ก็คงจะสู้ได้ไม่นาน แม่งไม่ได้มาแค่ป่าช้าหรือแค่ร้อยๆพันๆวิญญาณ แต่นี่มันยกกันมาทั่วสารทิศในโลกเชียวหละ ก็ได้สินเสียงภายในกายว่า เจ้าก็เปลี่ยนคำภาวนาใหม่ซีและก็บอกว่าให้ภาวนา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้พนมมือสวด ก็สอนเป็นตอนๆ ปรากฏว่า พอพนมมือสวด วิญญาณที่ลอยมาปะทะร่างเรา แยกออกไปรอบข้าง ก็ได้ยินเสียงบอกอีกว่า จิตนิ่ง แล้วสวดต่อ “นิพพานัง สูญโญ” ปรากฏว่าครางนี้วิญญาณที่วิ่งมาปะทะตัวเรากลับหายแว๊บไปหมดเลย ไม่มีวิญญาณตัวไหนผ่านผ่ามือ ผ่านข้างกายเราได้ ชั่สโมงกว่าๆ นรกแตก หรือโลกันตืเปิด หายไปหมดสิ้นเลย ร่างกายเราก็คืนเป็นปกติ เหลือแต่ความว่างเปล่า ไม่มีวิญญาณเหลือสักตัวเลย ก็มาพิจารณาตัวเอง ถึงกลับแปลกใจ อาการปวดเมื่อสังขารเราก็กลับปลอดโปร่างไปด้วย จึงรู้ว่าเรื่องราวของโลกันต์เปิด หรือ วันพระดับ มันมีทั้งดีทั้งเสีย และก็ได้ความรู้เรื่องเสาร์แรม๑๕ค่ำ มันรุนแรงร้ายกาจขนาดไหนผลร้ายก็ต้องปะทะ กับโลกวิญญาณมากมายทั่วสารทิศ ถ้าพลังจิตไม่เข้มแข็งหรือไม่สูงพอ ก็ขาดใจตาย และก็เป็นเรืงอที่ผู้เขียนปะทะกับวิญญาณที่มากที่สุดเหลือประมาณ ที่ปฏิบัติอยู่ทุกวันก็สู้กับวิญญาณเป็นป่าช้าๆ ผีหรือเดรัจฉานวิชาก็แค่เป็นกลุ่มเป็นก้อน แต่นี่มันถึงกับปะทะผีเป็นหมื่นๆตัวเชียว ทั่วสารทิศ ก็ทำให้เราได้ความรู้เพิ่มเติมขึ้นมาอีก รู้ความสำคัญของงหัวใจพุทธศาสนา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้มาตั้งนานแล้ว เห็นมาตั้งนานแล้ว แตไม่รู้วิธีใช้ ต้องฝึกจิต สมาธิ ระดับไหน ถึงจะใช้ได้เป็นประโยชน์ เพราะไม่รู้เห็นเรื่องจิตเรื่องสมาธิ จึงไม่รู้เห็นเรื่องคุณประโยชน์ของพระพุทธศานาหรือพระพุทธเจ้าของเรา ไม่น่าเชื่อ ถ้าผู้เขียนไม่ค้นพบวิชาของพระพุทธเจ้า ปานนี้ก็คงจะสู้กับวิญญาณนรกเปิด วันพระดับ เสาร์แรม๑๕ค่ำ ทั้งคืนแน่นอน  ไม่น่าเชื่อ แค่ใช้จิตเพ่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ภูตผีปีศาจก็ทำอะไรเราไม่ได้  แถมเพ่งจิตต่อ นิพพานัง สูญโญ วิญญาณทั้งหมดก็ได้อานิสงส์ไปเกิดหรือพ้นทุกข์ไปหมดสิ้น ความจริงพุทธศาสนาลึกซึ้งมาก แต่เรากลับไม่รู้


หัวใจของพระพุทธศาสนา คือ สมาธิ สมถะ๔๐ และวิปัสสนากัมมัฏฐาน หรือโพธิปักขิยะธรรม ๓๗หมวด หัวใจที่ย่อๆมาคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พอปฏิบัติสูงๆ แล้วก็คือ นิพพานัง สูญโญ ผู้เขียนก็ชอบศึกษาค้วคว้าธัมมะ ของพระพุทธองค์จึงรู้ว่า ขั้นสูงสุดของพระพุทธศาสนาก็ต้องผ่าน สมาธิ สมถะ๔๐ และวิปัสสนา พอปฏิบัติถึงวิปัสสนา แล้วจึงเข้าใจ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คำสุดท้ายก็คือ นิพพานัง สูญโญ ไม่มีอะไร ความว่างเปล่า


พอผู้เขียนมาใช้จิตภาวนา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา วิญญาณทั้งหลาย ไม่ว่านรกแตกโลกนรกเปิด กลับได้ผลเป็นพิเศษ รู้ได้รู้ว่าเป็นเรื่องของวิญญาณมากมายมันผุดขึ้นมา ไม่เก่งไม่กล้า ถึงได้ไปทดสอบกับเรื่องอย่างนี้ อันตรายมากจริงๆ แต่ผู้เขียนกลับได้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าธัมมะ ได้รู้วิธีทำลายนรกแตก ผลที่ได้ร่างกายปลอดโปร่ง โรคต่างๆ แทบจะหายไปกับลมพายุโลกันต์ จิตกลับมีพลังกล้าแข็งขึ้นอีกเป็นทวีคูณกลับเป็นผลดี แต่ถ้าท่านทนกับอานุภาพพายุโลกันต์ไม่ได้ รับรองตายอย่างเดียว อย่าไปเสี่ยงดีกว่า!

 

 


พระสัพพัญญู


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

 

            ความหมายของสัพพัญญู ก็ย่อมหมายถึง ผู้รู้ด้วยตนเอง ก็พอจะเข้าใจได้ว่า หมายถึงพระพุทธเจ้าท่านเองเป็นพระสัพพัญญู สามารถรู้หรือตรัสรู้ได้ด้วยตัวสติปัญญาของตัวท่านเอง ปรากฏว่าทุกวันนี้ก็จะมีคนเราหรือปุถุชนก็มี พระสงฆ์องค์เจ้าก็มี จึงถือ สัพพัญญู รู้และสำเร็จด้วยตนเงอแบบนั้น ผู้เขียนก็เห็นท่านๆ ที่ปฏิบัติหรืออ่านหนังมือ ก็มักจะเอามาถกเถียงกันให้ยุ่งยากไปหมด ปัจจุบันพระสงฆ์องค์เจ้าก็ถือคำสัพพญญูมาปฏิบัติ ผู้อ่านเขียนหนังสือมามากศึกษาธัมมะโดยนั่งสมาธิประกอบไปด้วย จนรู้เรื่องสมาธิหรืออุปจาระสมาธิดี จึงรู้เรื่องสัพพัญญู


            ความจริง พระพุทธเจ้าที่เป็นผู้ค้นพบคำว่าสัพพัญญูนี้โดยพระองค์เอง วันหนึ่งผู้เขียนไปวัดก็เห็นรูปพระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญทุกข์กิริยา ทรมายกายจนอดอาหารเหลือแต่ซี่โครง ก็ยืนเพ่งจิตดู ทำไมท่านทรมานพระวรกาย พอจิตเพ่งดู ความจริงก็ปรากฏออกมาให้รู้ให้เห็นเป็นฉากๆ หรือจะพูดว่า มองทะลุเข้าไปในภาพ ก็ปรากฏให้เห็นในจิต เหมือนกับเข้าไปดูด้วยตนเองใกล้ภาพที่ปรากฏ ก็อธิบายให้ผู้เขียนเห็น และได้ฟังเสียงอธิบายออกมาด้วย ภาพพระพุทธองค์ทรงทรมานพระวรกาย ก็ขยับให้เราเห็นเป็นมนุษย์นี่แหระ และก็มีเสียงได้ยินมาว่า นี่ถ้าเราทรมานสังขารอยู่อย่างนี้ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง มีแต่ทางตายอย่างเดียว แล้วก็เลิกทรมานวรกาย ต้องมาฉันอาหารใหม่และคิดหาวิธีใหม่ เท่านั้นท่านก็เลิกทรมานมาฉันอาหารเพื่อจะได้มีชีวิต มีกำลังทำวิธีใหม่ ก็เลยรู้ว่า เพราะเหตุนี้เอง ท่านเบญจวัคคีทั้ง ๕ ก็เลยเลิกเคารพพระพุทธองค์ ผู้เขียนก็เพ่งจิตพิจารณาดูท่านต่อไปทนกระทั่งท่านเสวยอาหารเรียบร้อย นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ไม่รู้ว่าต้นอะไร เพราะมัวแต่เพ่งจิตจับท่านอยู่ รู้แต่ว่าท่านพูดว่า เสวยพระอาหารอิ่มหรือพอประมาณ ก็รู้สึกสดชื่นมีเรี่ยวมีแรง นั่งปล่อยอารมณ์ตามธรรมชาติ ท่านก็รู้ว่า หายใจคล่องสบายดี พอท่านจับอารมณ์การหายใจ แจ่มใส จิตก็เลบจับเอาลมหายใจ รู้วิธีควบคุมลมหายใจให้มันราบเรียบ ท่านก็เลยรู้วิธีปรับลมหายใจหรืออานาปานะสติ รู้วิธีทำจิตให้สงบ ท่านจึงหลับตาเข้าอานาปานะสติ นั่งสงบนิ่งใต้ต้นสาระ ผู้เขียนก็เพ่งดูการปฏิบัติของท่าน จนรุ่งสว่าง ท่านจึงได้สำเร็จวิชาสมาธิแบบอานาปานะสติ การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก จนรุ่งสางเพียงชั่วคืนเดียว พระพุทธองค์จึงเป็นสัพพญูองค์เดียวที่ค้นคว้าและสำเร็จอานาปานะสติก่อนวิชาอื่น ถ้าผู้เขียนจะอธิบายต่อก็จะหาว่าอวดอุตริหรือยกเมฆ เพราะตอนนี้ผู้เขียนฝึกสมาธิถึงระดับประมัตถะจึงสามารถมองทะลุและตามจิตเข้าไปดูได้ เพราะผู้เขียนฝึกคืนเดียวได้อุปจาระสมาธิและฌาน๕ คือเพ่งอากาศหรือเพ่งอากาสานัญจายะตะนะ เพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด เพราะสมาธิมีระดับแปจาระสมาธิ อัปปนาสมาธิ และประมัตถสมาธิ ถ้าเป็นฌานสมาบัติ ก็ถึงฌาน๘ และฌาน๙ สัญญาเวทะยิตนิโรธแล้ว  จึงรู้ว่าพระพุทธองค์สำเร็จอานาปานะสติตั้งแต่อุปจาระสมาธิ เพ่งาอากาศ เพ่งวิญญาณ เพ่งจิตจนเป็นวิมุตติ เพ่งพระโสดา เพ่งพระสกิทาคา เพ่งพระอนาคามี จนสำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์ แล้วจึงสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ผู้เขียนก็ปฏิบัติมาในแนวนี้แหระ โดยท่านท้าวมหาพรหมส่องโลก เป็นผู้อบรมสั่งสอน จึงกล้าพูดว่า พระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วจึงสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใน๕ปีต่อมา พวกนักปฏิบัติทั้งหลาย ท่านจะเป็นพระสัพพัญญูรู้ด้วยตนเองอีกหรือ


            ถ้าพระพุทธเจ้าไม่สอนอานาปานะสติ ท่านจะรู้ด้วยตนเองได้อย่างไร พระพุทธเจ้าก็ละทนทุกข์ทรมาน ตอนนั้นก็ยังไม่เป็นพระสัพพัญญู จึงต้องหลงไปทรมานพระวรกาย มาได้เป็นพระสัพพัญญูตอนปฏิบัติอานาปานะสตินี่หรอก พระคุณเจ้าทั้งหลายยังจะมาอวดรู้เห็นด้วยตน เองความรู้หลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้าต่างหาก จะเป็นอานาปานะสติ กำหนดลมหายใจเข้า-ออก มะโนยิทธิ พองหนอ-ยุบหนอหรือธรรมกาย หรือหลักปฏิบัติสมาธิทั้งหลาย ก็ต้องมาจากอานาปานะสติเป็นขั้นแรก พวกท่านที่ปฏิบัติกัน อาจารย์ เกจิอาจารย์ สอนกันไม่รู้เรื่อง ผิดๆถูกๆก็ว่ากันส่งไป ถูกจริตไม่ถูกจริตก็สอนกัน


พระพุทธเจ้าท่านสอนหลักปฏิบัติเป็นแนวทางให้ค้นคว้าในสมาธิ สมถะ วิปัสสนาทั้งนั้น ในคำสอน สอนมาก่อนไม่ใช่สัพพัญญูที่พวกเราจะค้นคว้าเองได้ ที่เข้าใจผิดกันแบบทุกวันนี้ รู้เห็นด้วยตนเองที่จริงเป็นหลักแนวทาง พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ในการฝึกสมาธิ ก่อนจะรู้สมาธิ รู้สมถะ รู้วิปัสสนา ตามลำดับ แต่บรรดานักปฏิบัติกลับรู้ไม่จริง จึงไม่เกิดตัวรู้ตัวเห็นของสมาธิขั้นแรกก็คืออุปจาระสมาธินี่เอง จึงไม่ได้ตาวิเศษหรือตาทิพย์ตัวรู้ตัวเห็นขั้นต้น จึงไม่ได้เป็นสัพพัญญูรู้เห็นด้วยตัวเองหรือเรียกว่าไม่รู้จักหลักของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ฝึกจิตให้ตายก็ไม่ได้สมาธิจริง แล้วสัพพัญญูจะเกิดได้อย่างไร


ผู้เขียนโต้เถียงกับนักปฏิบัติทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือภิกษุสงฆ์ ที่หลงจิตกับคำว่าสัพพัญญูมามากต่อมาก ที่ยังฝึกจิตไม่เข้าสมาธิหรืออุปจาระสมาธิเสียที เพราะหลงติดว่ารู้ด้วยตนเองหรือสัพพัญญู เพราะฝึกสมาธิไม่เป็นไม่ถูกต้อง ประเภทเดียวกับพวกที่ชอบสอนว่าไม่ถูกกับจริต ก็เลยต้องปล่อยให้โง่ตามครูบาอาจารย์ ลองหันมาฝึกหลักสมาธิให้ถูกต้องก็จะเห็นความจริง


 พระพุทธเจ้าท่านบรรลุด้วยจิต จึงบัญญํติธัมมะ เพื่ออธิบายสั่งสอนพวกไม่เข้าใจสัพพัญญู  ให้เป็นอภิธรรม และการปฏิบัติแบบปัญญาไว้ให้ศึกษา ก็ต้องแล้วแต่บุญวาสนาของแต่ละบุคคล พวกได้ปัญญาก็เป็นมยะปัญญา ปัญญาวิมุตติ ฝ่ายศึกษาธรรมไป  พวกที่ปฏิบัติวิปัสสนาก็สอนสมาธิ สมถะ วิปัสสนาไป พวกลูกผสมกึ่งปัญญากึ่งวิปัสสนาไปแล้วแต่บุคคลจะชอบ เลยทำให้ปัจจุบันนี้ แบ่งเป็นฝ่าย ฝ่ายปฏิบัติธรรมก็แบ่งเป็นสายปัญญา พวกกึ่งปัญญาพวกสมาธิผสมกันและสายวิปัสสนา เลยเป็นปัญหาเกิดการแบ่งแยก ฝ่ายปฏิบัติธรรมก็ว่าสายวิปัสสนานั่งสมาธิแล้วรู้เห็นโน่นรู้เห็นนี่ไม่จริง บรรดาพวกลูกศิษย์ก็พลอยทะเลาะกันแบบเสื้อเหลือเสื้อแดง ฝ่ายกึ่งกลางก็พวกเสื้อขาว


ฝ่ายธัมมะประเภทอ่านหนังสือ อภิธรรม ไตรปฏก หรือได้ปัญญาทางธัมมะ แต่ไม่เคยฝึกจิต ฝึกสมาธิแบบวิปัสสนา จึงไม่รู้ความจริง พวกลูกศิษย์ก็เลยทะเลาะกัน สู้ฝ่ายกลางๆธัมมะก็ได้ปฏิบัติก็ได้สบายกว่ากันเยอะ  ฝ่านธัมมะก็เป็นฝ่ายบุ๋น ฝ่ายวิปัสสนาก็เป็นฝ่ายบู๊  เลิกทะเลาะกันเถียงกันเถิด คนโง่เท่านั้นถึงได้หลงเถียงกัน อาจารย์องค์โน้นเก่ง องค์นี้เก่ง ขอบอกว่าอาจารย์เก่งหรือเป็นพระอริยะสงฆ์ที่แท้จริงต้องเก่งทั้งธัมมะและวิปัสสนา


เท่าที่ผู้เขียนค้นพบมาครึ่งศตวรรษ จึงรู้เห็นฝ่ายที่สำเร็จเป็นพระอนาคามี พระอรหันต์ ล้วนแต่เป็นพระฝ่ายปฏิบัติสมาธิ สมถะ วิปัสสนา ทั้งสิ้น ส่วนฝ่ายปัญญาก็ยังไม่เคยพบพระปัญญาวิมุติได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์สักรูปหนึ่ง เพราะไม่รู้จักพระสัพพัญญู พระโสดา พระสะกิททาคา พระอนาคามี ถึงไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ หาแบบหลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว ท่านเจ้าคุณนรรัตณ์ หลวงปู่ที่เป็นอริยะสงฆ์ก็เป็นแค่พระอนาคามีมากจริงๆ  ปัจจุบันก็ต้องยกให้หลวงปู่ฤาษีลิงดำเป็นอัจฉริยะให้ศึกษา พระที่เก่งๆทางวิปัสสนา ใกล้เป็นพระอรหันต์มีอีกมาก แต่ไม่ชอบออกมาให้ค้นคว้า และก็รู้ว่าพระอรหันต์ในประเทศไทย มีมากแล้ว จากสมัยพระพุทธเจ้า ๑,๒๕๐รูป มาถึงปัจจุบันปี ๒๕๖๐กว่า มีพระอรหันต์เกิดขึ้นมากมายแล้ว จะครบพรุพุทธศาสนาอีก ๒,๔๓๘ปี ถึงจะได้มีอรหันต์ครบ ๕,๐๐๐องค์ ถึงจะเป็นยุคพระศรีอริยะเมตไตรสมบูรณ์ ท่านเอ๋ย มัวแต่คิดว่าตัวเองจะเป็นพระสัพพัญญูได้ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ทำไมไม่ปฏิบัติตามคำสอนและหลักของพระพุทธเจ้า ท่านปูทางเดินไว้ให้ เพียงแต่เพียรพยายามปฏิบัติก็จะเห็นหนทางสำเร็จ อย่ามัวยึดติด ถือความคิดผิดๆ กับ หลักมั่วๆ ที่ไม่ใช่หลักพุทธองค์อยู่เลย


พอท่านปฏิบัติสมาธิได้ก็จะเข้าใจ เห็นทางเดินของพรุพุทธองค์เอง หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านปฏิบัติแล้ว จึงกล้าพูดได้ว่า พระนิพพานก็อยู่ใกล้มือ แต่เราชาวพุทธกลับไม่รู้ ผู้เขียนก็ปฏิบัติแล้วจึงรู้ว่า  ท่านฤาษีลิงดำเป็นผู้ค้นพบ มโนยิทธิองค์แรกด้วย ก็ยังอยู่ในอภิญญา๖ ตราบใดสังขารยังไม่ได้สลายก็ยังไม่ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แต่ก็คงภายในพ.ศ. ๒๖๐๐ ก็มาค้นพบพระอรหันต์คือ หลวงพ่อปานวัดบางนมโค ท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์เมื่อพ.ศ. ๒๕๕๐


ถ้าท่านปฏิบัติสมาธิได้ เพ่งจิตขั้นวิมุตติ แล้วท่านจึงจะเห็นทางเดินของพระอริยะสงฆ์ พระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี และพระอรหันต์ ท่านถึงจะรู้เห็นเรื่องรังสีพระอริยะสงฆ์ต่างๆ ว่าท่านอยู่ในระดับชั้นไหนของพุทธศาสนา ผู้เขียนจึงกล้าเขียนเรื่องราวของพระปฏิบัติเก่งๆ ที่ได้ประสบพบมาเป็นเวลาเกือบ ๕๐กว่าปีแล้ว เพราะหลวงตายิ้มแพ่งวัดสิงห์ บางขุนเทียน ลูกศิษย์ท่านมหาปิ่น ท่านเป็นพระอนาคามี และท่านฤาษีลิงดำก็เป็นแนวทางให้ผู้เขียนค้นพบเรื่องราวของพระอริยะสงฆ์ และก็ได้พบพระอริยะสงฆ์ระดับพระอนาคามี และระดับอรหันต์ทำให้ได้ค้นพบความจริง ความลี้ลับของพระพุทธศาสนา จึงได้กล้าเขียนกล้ายืนยันพระอริยะสงฆ์แต่ละองค์ได้ประสบมาด้วยตนเอง จนทุกวันนี้ พ.ศ.๒๕๖๒ นี้ครับ