โดยปู่สงค์
สวนพุฒตาล
ความหมายของสัพพัญญู ก็ย่อมหมายถึง
ผู้รู้ด้วยตนเอง ก็พอจะเข้าใจได้ว่า หมายถึงพระพุทธเจ้าท่านเองเป็นพระสัพพัญญู
สามารถรู้หรือตรัสรู้ได้ด้วยตัวสติปัญญาของตัวท่านเอง
ปรากฏว่าทุกวันนี้ก็จะมีคนเราหรือปุถุชนก็มี พระสงฆ์องค์เจ้าก็มี จึงถือ สัพพัญญู
รู้และสำเร็จด้วยตนเงอแบบนั้น ผู้เขียนก็เห็นท่านๆ ที่ปฏิบัติหรืออ่านหนังมือ
ก็มักจะเอามาถกเถียงกันให้ยุ่งยากไปหมด
ปัจจุบันพระสงฆ์องค์เจ้าก็ถือคำสัพพญญูมาปฏิบัติ
ผู้อ่านเขียนหนังสือมามากศึกษาธัมมะโดยนั่งสมาธิประกอบไปด้วย
จนรู้เรื่องสมาธิหรืออุปจาระสมาธิดี จึงรู้เรื่องสัพพัญญู
ความจริง
พระพุทธเจ้าที่เป็นผู้ค้นพบคำว่าสัพพัญญูนี้โดยพระองค์เอง
วันหนึ่งผู้เขียนไปวัดก็เห็นรูปพระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญทุกข์กิริยา
ทรมายกายจนอดอาหารเหลือแต่ซี่โครง ก็ยืนเพ่งจิตดู ทำไมท่านทรมานพระวรกาย
พอจิตเพ่งดู ความจริงก็ปรากฏออกมาให้รู้ให้เห็นเป็นฉากๆ หรือจะพูดว่า
มองทะลุเข้าไปในภาพ ก็ปรากฏให้เห็นในจิต
เหมือนกับเข้าไปดูด้วยตนเองใกล้ภาพที่ปรากฏ ก็อธิบายให้ผู้เขียนเห็น
และได้ฟังเสียงอธิบายออกมาด้วย ภาพพระพุทธองค์ทรงทรมานพระวรกาย
ก็ขยับให้เราเห็นเป็นมนุษย์นี่แหระ และก็มีเสียงได้ยินมาว่า นี่ถ้าเราทรมานสังขารอยู่อย่างนี้ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง
มีแต่ทางตายอย่างเดียว แล้วก็เลิกทรมานวรกาย ต้องมาฉันอาหารใหม่และคิดหาวิธีใหม่
เท่านั้นท่านก็เลิกทรมานมาฉันอาหารเพื่อจะได้มีชีวิต มีกำลังทำวิธีใหม่
ก็เลยรู้ว่า เพราะเหตุนี้เอง ท่านเบญจวัคคีทั้ง ๕ ก็เลยเลิกเคารพพระพุทธองค์ ผู้เขียนก็เพ่งจิตพิจารณาดูท่านต่อไปทนกระทั่งท่านเสวยอาหารเรียบร้อย
นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ไม่รู้ว่าต้นอะไร เพราะมัวแต่เพ่งจิตจับท่านอยู่
รู้แต่ว่าท่านพูดว่า เสวยพระอาหารอิ่มหรือพอประมาณ ก็รู้สึกสดชื่นมีเรี่ยวมีแรง
นั่งปล่อยอารมณ์ตามธรรมชาติ ท่านก็รู้ว่า หายใจคล่องสบายดี
พอท่านจับอารมณ์การหายใจ แจ่มใส จิตก็เลบจับเอาลมหายใจ
รู้วิธีควบคุมลมหายใจให้มันราบเรียบ ท่านก็เลยรู้วิธีปรับลมหายใจหรืออานาปานะสติ
รู้วิธีทำจิตให้สงบ ท่านจึงหลับตาเข้าอานาปานะสติ นั่งสงบนิ่งใต้ต้นสาระ
ผู้เขียนก็เพ่งดูการปฏิบัติของท่าน จนรุ่งสว่าง ท่านจึงได้สำเร็จวิชาสมาธิแบบอานาปานะสติ
การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก จนรุ่งสางเพียงชั่วคืนเดียว
พระพุทธองค์จึงเป็นสัพพญูองค์เดียวที่ค้นคว้าและสำเร็จอานาปานะสติก่อนวิชาอื่น
ถ้าผู้เขียนจะอธิบายต่อก็จะหาว่าอวดอุตริหรือยกเมฆ
เพราะตอนนี้ผู้เขียนฝึกสมาธิถึงระดับประมัตถะจึงสามารถมองทะลุและตามจิตเข้าไปดูได้
เพราะผู้เขียนฝึกคืนเดียวได้อุปจาระสมาธิและฌาน๕
คือเพ่งอากาศหรือเพ่งอากาสานัญจายะตะนะ เพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะสมาธิมีระดับแปจาระสมาธิ อัปปนาสมาธิ และประมัตถสมาธิ ถ้าเป็นฌานสมาบัติ
ก็ถึงฌาน๘ และฌาน๙ สัญญาเวทะยิตนิโรธแล้ว
จึงรู้ว่าพระพุทธองค์สำเร็จอานาปานะสติตั้งแต่อุปจาระสมาธิ เพ่งาอากาศ
เพ่งวิญญาณ เพ่งจิตจนเป็นวิมุตติ เพ่งพระโสดา เพ่งพระสกิทาคา เพ่งพระอนาคามี
จนสำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์ แล้วจึงสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ผู้เขียนก็ปฏิบัติมาในแนวนี้แหระ
โดยท่านท้าวมหาพรหมส่องโลก เป็นผู้อบรมสั่งสอน จึงกล้าพูดว่า
พระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วจึงสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใน๕ปีต่อมา
พวกนักปฏิบัติทั้งหลาย ท่านจะเป็นพระสัพพัญญูรู้ด้วยตนเองอีกหรือ
ถ้าพระพุทธเจ้าไม่สอนอานาปานะสติ
ท่านจะรู้ด้วยตนเองได้อย่างไร พระพุทธเจ้าก็ละทนทุกข์ทรมาน
ตอนนั้นก็ยังไม่เป็นพระสัพพัญญู จึงต้องหลงไปทรมานพระวรกาย
มาได้เป็นพระสัพพัญญูตอนปฏิบัติอานาปานะสตินี่หรอก
พระคุณเจ้าทั้งหลายยังจะมาอวดรู้เห็นด้วยตน
เองความรู้หลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้าต่างหาก จะเป็นอานาปานะสติ
กำหนดลมหายใจเข้า-ออก มะโนยิทธิ พองหนอ-ยุบหนอหรือธรรมกาย
หรือหลักปฏิบัติสมาธิทั้งหลาย ก็ต้องมาจากอานาปานะสติเป็นขั้นแรก
พวกท่านที่ปฏิบัติกัน อาจารย์ เกจิอาจารย์ สอนกันไม่รู้เรื่อง
ผิดๆถูกๆก็ว่ากันส่งไป ถูกจริตไม่ถูกจริตก็สอนกัน
พระพุทธเจ้าท่านสอนหลักปฏิบัติเป็นแนวทางให้ค้นคว้าในสมาธิ สมถะ
วิปัสสนาทั้งนั้น ในคำสอน สอนมาก่อนไม่ใช่สัพพัญญูที่พวกเราจะค้นคว้าเองได้
ที่เข้าใจผิดกันแบบทุกวันนี้ รู้เห็นด้วยตนเองที่จริงเป็นหลักแนวทาง
พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ในการฝึกสมาธิ ก่อนจะรู้สมาธิ รู้สมถะ รู้วิปัสสนา ตามลำดับ แต่บรรดานักปฏิบัติกลับรู้ไม่จริง
จึงไม่เกิดตัวรู้ตัวเห็นของสมาธิขั้นแรกก็คืออุปจาระสมาธินี่เอง
จึงไม่ได้ตาวิเศษหรือตาทิพย์ตัวรู้ตัวเห็นขั้นต้น
จึงไม่ได้เป็นสัพพัญญูรู้เห็นด้วยตัวเองหรือเรียกว่าไม่รู้จักหลักของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง
ฝึกจิตให้ตายก็ไม่ได้สมาธิจริง แล้วสัพพัญญูจะเกิดได้อย่างไร
ผู้เขียนโต้เถียงกับนักปฏิบัติทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือภิกษุสงฆ์ ที่หลงจิตกับคำว่าสัพพัญญูมามากต่อมาก
ที่ยังฝึกจิตไม่เข้าสมาธิหรืออุปจาระสมาธิเสียที
เพราะหลงติดว่ารู้ด้วยตนเองหรือสัพพัญญู เพราะฝึกสมาธิไม่เป็นไม่ถูกต้อง
ประเภทเดียวกับพวกที่ชอบสอนว่าไม่ถูกกับจริต ก็เลยต้องปล่อยให้โง่ตามครูบาอาจารย์
ลองหันมาฝึกหลักสมาธิให้ถูกต้องก็จะเห็นความจริง
พระพุทธเจ้าท่านบรรลุด้วยจิต
จึงบัญญํติธัมมะ เพื่ออธิบายสั่งสอนพวกไม่เข้าใจสัพพัญญู ให้เป็นอภิธรรม
และการปฏิบัติแบบปัญญาไว้ให้ศึกษา ก็ต้องแล้วแต่บุญวาสนาของแต่ละบุคคล
พวกได้ปัญญาก็เป็นมยะปัญญา ปัญญาวิมุตติ ฝ่ายศึกษาธรรมไป พวกที่ปฏิบัติวิปัสสนาก็สอนสมาธิ สมถะ
วิปัสสนาไป พวกลูกผสมกึ่งปัญญากึ่งวิปัสสนาไปแล้วแต่บุคคลจะชอบ
เลยทำให้ปัจจุบันนี้ แบ่งเป็นฝ่าย ฝ่ายปฏิบัติธรรมก็แบ่งเป็นสายปัญญา
พวกกึ่งปัญญาพวกสมาธิผสมกันและสายวิปัสสนา เลยเป็นปัญหาเกิดการแบ่งแยก
ฝ่ายปฏิบัติธรรมก็ว่าสายวิปัสสนานั่งสมาธิแล้วรู้เห็นโน่นรู้เห็นนี่ไม่จริง
บรรดาพวกลูกศิษย์ก็พลอยทะเลาะกันแบบเสื้อเหลือเสื้อแดง ฝ่ายกึ่งกลางก็พวกเสื้อขาว
ฝ่ายธัมมะประเภทอ่านหนังสือ อภิธรรม ไตรปฏก หรือได้ปัญญาทางธัมมะ
แต่ไม่เคยฝึกจิต ฝึกสมาธิแบบวิปัสสนา จึงไม่รู้ความจริง พวกลูกศิษย์ก็เลยทะเลาะกัน
สู้ฝ่ายกลางๆธัมมะก็ได้ปฏิบัติก็ได้สบายกว่ากันเยอะ ฝ่านธัมมะก็เป็นฝ่ายบุ๋น
ฝ่ายวิปัสสนาก็เป็นฝ่ายบู๊
เลิกทะเลาะกันเถียงกันเถิด คนโง่เท่านั้นถึงได้หลงเถียงกัน อาจารย์องค์โน้นเก่ง
องค์นี้เก่ง
ขอบอกว่าอาจารย์เก่งหรือเป็นพระอริยะสงฆ์ที่แท้จริงต้องเก่งทั้งธัมมะและวิปัสสนา
เท่าที่ผู้เขียนค้นพบมาครึ่งศตวรรษ จึงรู้เห็นฝ่ายที่สำเร็จเป็นพระอนาคามี
พระอรหันต์ ล้วนแต่เป็นพระฝ่ายปฏิบัติสมาธิ สมถะ วิปัสสนา ทั้งสิ้น ส่วนฝ่ายปัญญาก็ยังไม่เคยพบพระปัญญาวิมุติได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์สักรูปหนึ่ง
เพราะไม่รู้จักพระสัพพัญญู พระโสดา พระสะกิททาคา พระอนาคามี
ถึงไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ หาแบบหลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว ท่านเจ้าคุณนรรัตณ์
หลวงปู่ที่เป็นอริยะสงฆ์ก็เป็นแค่พระอนาคามีมากจริงๆ
ปัจจุบันก็ต้องยกให้หลวงปู่ฤาษีลิงดำเป็นอัจฉริยะให้ศึกษา
พระที่เก่งๆทางวิปัสสนา ใกล้เป็นพระอรหันต์มีอีกมาก แต่ไม่ชอบออกมาให้ค้นคว้า
และก็รู้ว่าพระอรหันต์ในประเทศไทย มีมากแล้ว จากสมัยพระพุทธเจ้า ๑,๒๕๐รูป
มาถึงปัจจุบันปี ๒๕๖๐กว่า มีพระอรหันต์เกิดขึ้นมากมายแล้ว จะครบพรุพุทธศาสนาอีก
๒,๔๓๘ปี ถึงจะได้มีอรหันต์ครบ ๕,๐๐๐องค์ ถึงจะเป็นยุคพระศรีอริยะเมตไตรสมบูรณ์
ท่านเอ๋ย มัวแต่คิดว่าตัวเองจะเป็นพระสัพพัญญูได้ต้องใช้เวลาเท่าไหร่
ทำไมไม่ปฏิบัติตามคำสอนและหลักของพระพุทธเจ้า ท่านปูทางเดินไว้ให้
เพียงแต่เพียรพยายามปฏิบัติก็จะเห็นหนทางสำเร็จ อย่ามัวยึดติด ถือความคิดผิดๆ กับ
หลักมั่วๆ ที่ไม่ใช่หลักพุทธองค์อยู่เลย
พอท่านปฏิบัติสมาธิได้ก็จะเข้าใจ เห็นทางเดินของพรุพุทธองค์เอง
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านปฏิบัติแล้ว จึงกล้าพูดได้ว่า พระนิพพานก็อยู่ใกล้มือ
แต่เราชาวพุทธกลับไม่รู้ ผู้เขียนก็ปฏิบัติแล้วจึงรู้ว่า ท่านฤาษีลิงดำเป็นผู้ค้นพบ มโนยิทธิองค์แรกด้วย
ก็ยังอยู่ในอภิญญา๖ ตราบใดสังขารยังไม่ได้สลายก็ยังไม่ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แต่ก็คงภายในพ.ศ.
๒๖๐๐ ก็มาค้นพบพระอรหันต์คือ หลวงพ่อปานวัดบางนมโค
ท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์เมื่อพ.ศ. ๒๕๕๐
ถ้าท่านปฏิบัติสมาธิได้ เพ่งจิตขั้นวิมุตติ
แล้วท่านจึงจะเห็นทางเดินของพระอริยะสงฆ์ พระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี และพระอรหันต์
ท่านถึงจะรู้เห็นเรื่องรังสีพระอริยะสงฆ์ต่างๆ ว่าท่านอยู่ในระดับชั้นไหนของพุทธศาสนา
ผู้เขียนจึงกล้าเขียนเรื่องราวของพระปฏิบัติเก่งๆ ที่ได้ประสบพบมาเป็นเวลาเกือบ
๕๐กว่าปีแล้ว เพราะหลวงตายิ้มแพ่งวัดสิงห์ บางขุนเทียน ลูกศิษย์ท่านมหาปิ่น
ท่านเป็นพระอนาคามี
และท่านฤาษีลิงดำก็เป็นแนวทางให้ผู้เขียนค้นพบเรื่องราวของพระอริยะสงฆ์
และก็ได้พบพระอริยะสงฆ์ระดับพระอนาคามี และระดับอรหันต์ทำให้ได้ค้นพบความจริง
ความลี้ลับของพระพุทธศาสนา
จึงได้กล้าเขียนกล้ายืนยันพระอริยะสงฆ์แต่ละองค์ได้ประสบมาด้วยตนเอง จนทุกวันนี้
พ.ศ.๒๕๖๒ นี้ครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น