วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ท่านฤาษีลิงดำ

 


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

 

ตั้งแต่ผู้เขียนปฏิบัติมาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๑๑ ก็พบว่าพระอริยสงฆ์ที่ถูกชะตา ก็มีท่านฤาษีลิงดำนี่แหละ  เพราะท่านมีอะไรแปลกๆ ทำให้ผู้เขียนสนใจเรื่องปฏิบัติปฏิปทาของท่านเป็นพิเศษ ก็พอดีมารู้ข่าวว่าท่านสอนมโนยิทธิที่ซอยสายลมบ้านพลเอกท่านนึงและท่านก็ออกหนังสือวิปัสสนากรรมฐาน ก็สนใจท่านเป็นพิเศษ เพราะแปลกใจว่าท่านทำไมจึงมีวิชามโนยิทธิขึ้นมา ตอนนั้นผู้เขียนปฏิบัติอานาปานะสติ “พุทโธ” จึงสงสัยในวิชามโนยิทธิของท่านฤาษีลิงดำ  พิจารณาดูแล้วก็รู้ว่า อ๋อ! มันก็เป็นสายเดียวกันกับอานาปานะสตินี่เอง ก็เกิดจากพุทโธนี่แหละ ก็ต้องได้อุปจาระสมาธิเสียก่อน และได้อัปปนาสมาธิ และปรมัตถะสมาธิ ได้ถึงขั้นนี้แล้ว ก็คือมโนยิทธินี่เอง


เพราะฉะนั้นจึงรูว่าเกิดมาจากต้นตอเดียวกัน ก็เลยสงสัยว่ามโนยิทธิเป็นอย่างไร พอนั่งสมาธิได้ขนาดนี้แล้วได้ถึงปรมัตะสมาธิ แล้วก็รู้ว่ามันคืออานาปานะสตินี่เอง และอยากรู้ว่าท่านฤาษีลิงดำสอนมโนยิทธิอย่างไร จึงสนใจเป็นพิเศษ พอดีที่ทำงานผู้เขียนมีลูกศิษย์ท่านฤาษีลิงดำชื่อนายปัญญาทำงานอยู่กับผู้เขียนด้วย นายปัญญาเขาก็ถามว่า พี่อยากรู้จักท่านฤาษีลิงดำหรือ? ผมจะพาไปเพราะผมเป็นลูกศิษย์ของท่านที่ซอยสายลม ก็ตกลงไปกับปัญญา ไปพิสูจน์เพื่อศึกษามโนยิทธิ 


พอไปถึงที่นั่น ปัญญารุ่นน้องคนนี้ก็จัดที่จัดทางให้นั่ง จะได้เห็นท่านฤาษีลิงดำมาสอน ตอนแรกไปถึงยังไม่มีคนเยอะนัก พอสักพักนึงเวลาเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ ท่านฤาษีก็ออกมาพบลูกศิษย์ ผู้เขียนก็นั่งดูท่าน ปรากฏว่าจิตก็ทำสมาธิเพ่งดูท่าน เท่านั้นแหละ! ปรากฏว่ามีภาพลอยออกมาจากตัวท่านเป็นขี่ม้าถือดาบ พอเพ่งดูอ้าว..เป็นพระเจ้าตากสิน!!!  มีคำว่ากูผู้ชนะลอยมาให้เห็น เห็นชัดเจนดีแล้วท่านก็หายไป อีกสักครู่หนึ่งก็มีภาพเป็นมหาฤาษีองค์ใหญ่ลอยจากตัวท่านออกมา ผู้เขียนก็จำพระนามท่านไม่ได้ ก็เพ่งดูซักพักนึง ในใจก็นึกบอกว่า พระองค์นี้ พระรูปนี้มีพระฤาษีด้วย พอเห็นชัดเจนแล้วท่นก็หายไปจากจิตเรา สักครู่ก็มีหลวงพ่อปานลอยออกมาจากตัวท่าน อ้าว...โอ้โห มีทั้งพระเจ้าตากสิน ฤาษีมหาฤาษี แล้วก็ยังมีหลวงพ่อปาน ก็นึกในใจว่าพระองค์นี้เก่ง พอเห็นหลวงพ่อปานสักพักนึง  พลวงพ่อปานก็หายไปจากจิต สักครู่นึงก็มีพระพุทธรูปรู้สึกว่าเป็นปางพระพุทธชินราชนี่แหละ ก็รู้ด้วยจิตว่าพระอริยสงฆ์รูปนี้ปรารถนาพุทธภูมิเพราะมีพระพุทธรูปปางนี้ ก็ชมว่าท่านเก่ง นึกพอใจปฏิปทาท่าน เพราะผู้เขียนเห็นมาเยอะพวกสายอริยสงฆ์ที่สมาธิ สมถะ วิปัสสนานี่แหละที่ปรารถนาพุทธภูมิ จะมีพระพุทธรูปและครูนาอาจารย์ลอยมาให้เห็น พอฟังท่านเทศน์จบ ลืมตามาก็ทำบุญกัน ผู้เขียนก็ทำบุญไปร้อยนึง เจ้าปัญญาก็เอาเหรียญหลวงพ่อฤาษีลิงดำมาแจก  อ้าว...เหรียญหลวงพ่อฤาษีลิงดำทำมีพระเจ้าตากสินมหาราชขี่ม้า เขียนไว้ กูผู้ชนะ เหมือนกับที่ผู้เขียนเห็นใจจิต ทุกวันนี้เก็บอยู่มราไหนจำไม่ได้ กลังกลับจากซฮยสายลม พอมาทำงานก็คุยกับเจ้าปัญญารุ่นน้องว่า เอ๊ย...หลวงพ่อองค์นี้เก่งว่ะ มีพระเจ้าตากสิน ฤาษีองค์เบ้อเน้อองค์ใหญ่ หลวงพ่อปาน พระพุทธชินราช เอ๊ย... หลวงแกแกเก่งว่ะ! เราก็นึก เอ๊ามโนยิทธิตรงไหนวะ? ตัง้แต่กลับจากสายลมก็มานั่งสมาธิพิจารณาดู เลยรุ้ว่า มโนยิทธินีนะ ก็เกิดจากอานาปานะสตินี่เอง ฝึกตั้งแต่อุปจาระสมาธิ อัปปนาสมาธิ ถึงปรมัติสมาธิ ก็จิตมีฤทธิ์นี่เอง มีฤทธิ์ทางใจ อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง ถ้าฝึกไม่ได้ขึ้นนี้ก็ไม่มีฤทธิ์ทางใจ มิน่า หาคนที่ปฏิบัติปรมัตถะสมาธินี้ยาก เพราะถึงขึ้นนี้แล้วก็จะเกิดวิชชา๑ถึง๘ ถ้าฝึกได้ระดับนี้ อภิญญา๖ ก็เกิดตามมา พอมาพิจารณาดูอภิญญา๕ นี่นะก็คือฤทธิ์ทางใจนี่เองหรือมโนยิทธินี่เอง อภิญญา๖ คือสิ้นอาสวะกิเลส เพราะผู้เขียนก็ปฏิบัติมาถึงระดับนี้ถึงเข้าใจ ท่านสามารถเอามโนยิทธิมาอยู่ในกลุ่มอภิญญา๖ ได้


ผู้เขียนก็เพิ่งเข้าใจก็เพ่งรู้ แต่ก็ยังสงสัยเรื่องท่านอีกเพราะไปอ่านเรื่องต่างๆก็สงสัย ท่านบอกว่าให้เล่นฌาน ฌาน ๑ ถึงฌาน ๔ ไปกลับมาอย่างนี้ เราก็นึกว่าแหม เล่นฌาน... ยังกับเล่นขายขนมเล่นง่ายๆ พอฝึกทบทวนไปเล่นฌาน๑ถึงฌาน๔ เพื่อเวลาเข้าฌานจะได้เกิดความชำนาญขึ้นนี่เอง ท่านพูดอะไรง่ายๆ เพื่อชำนาญวันนี้ จะเข้าฌานไหนก็ได้ ท่านยังมีอะไรแปลกอีกเยอะ เราปฏิบัติมาเห็นมีแค่ฌาน๘ เขาพูดถึงแค่ฌาน๘ แต่ท่านฤาษีลิงดำกลับบอกว่ามีฌาน๙ ยิ่งทำให้ผู้เขียนสงสัย เอ๊ะ อะไรกันวะนี่ เพิ่งเคยได้ยินมาก็เลยตามท่านไปดูซิว่าฌาน๙ เป็นยังไง พอปฏิบัติไปปฏิบัติไปก็เข้าใจ อ๋อ...ฌาน๙ ของท่านคือสัญญาเวทยิตนิโรธมรรคนี่คือฌาน๙ ระดับพระอนาคามีนี่เอง ถึงร้องอ๋อ... องค์นี้แปลก ทำห้ผู้เขียนอยากตามผลงานของท่านว่าท่านจะมีอะไรมาพูดให้เราฟังอีก ปรากฏว่ามโนยิทธิของท่าน ดลับทะลุฟ้าทะลุมิติทะลุจักรวาลได้ จะไปไหนก็ไปได้ เราก็นึกเอ๊ะ...อะไรกันอีกนี่  เอ๊ะ ทะลุไปนอกฟ้านอกจักรวาล แล้วท่านฤาษีก็กล้าเขียนเรื่องนี้ สามารถไปดวงจันทร์ ไปดาวอังคาร ดาวศุกร์ได้ ก็นึกว่ามันจะไปได้จริงๆมั๊ยนี่ ผู้เขียนปฏิบัติมาเรื่อย พอมาปี ๒๕๖๓ นั่งสมาธิไป เพราะมีความสงสัยว่าพระอรหันต์ท่านมาจากไหน ลอยมาจากท้องฟ้า มาจากไหน บนท้องฟ้ามีอะไรมั้ย พอมาปฏิบัติเข้าก็มีครูบาอาจารย์ผู้ขียนนี่แหละ ท่านท้าวมหาพรหมส่องโลก ท่านก็บอกผู้เขียนว่า ....ไป๊!!! ก็ไม่รู้ว่าไปไหนเหมือนกัน ท่านก็จับมือผู้เขียน จิตมันทะลุโลก ทะลุอวกาศเลยไปนอกโลก ไปถึงที่ที่หนึ่งท่านก็ปล่อยมือ ก็บอกว่า “เอ้า...พิจารณาดูซิมีอะไร” แล้วท่านก็บอกว่า ที่นี่...คือจักรวาล  ผู้เขียนก็สงสัยขึ้นไปได้ยังไง ก็ปรากฏว่าพอทำจิตเพ่งดูก็รู้ว่าที่จักรวาลนี้เป็นที่อยู่ของพรหมโลกทั้งหลายมหาพรหมทั้งหลายและสูงขึ้นไปอีกเหนือจักรวาลเป็นที่อยู่ของพระอนาคามี และสูงขึ้นไปอีกคืออนันตจักรวาล อ๋อ เลยเข้าใจว่าระหว่างจักรวาลกับอนันตจักรวาลเป็นที่อยู่ของพระอนาคามี พระอรหันต์ และอนันตจักรวาลเป็นที่อยู่ของพระพุทธเจ้า และดาวที่เราเห็นลอยลงไปในโลกก็คือพระอรหันต์ ท่านอยู่ที่นี่!! เลยรู้ว่า อ๋อ ท่านฤาษีลิงดำท่านรู้จริงเห็นจริง


            ที่ท่านพูดมาจริงๆทุกๆอย่าง ผู้เขียนปฏิบัติมา ๕๔ปี ถึงได้รู้ความจริงเทวโลก พรหมโลก พระอรหันต์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านอยู่สูงถึงขนาดนี้ ถ้าไม่มีจิตไม่มีสมาธิถึงระดับนี้ก็ขึ้นมาไม่ถึงและก็ไม่รู้ความจริงด้วย อ๋อมิน่า มโนยิทธิคือฤทธิ์ทางใจ เมื่อเราสำเร็จสามารถไปได้ทุกที่ทุกแหน่งในจักรวาล คือใจเราจะไปไหนก็ได้ ทำให้เรารู้ว่าอานาปานะสติกับมโนยิทธิเกี่ยวข้องกัน จึงกล้าพูดได้ว่ามาจากรากญานเดียวกัน เพราะผู้เขียนปฏิบัติสมาธิจากครูผู้สุดยอดของผู้เขียนสอยแต่สมาธิอย่างเดียวจึงได้มาถึงขั้นนี้ ได้อุปจาระสมาธิถึงปรมัตถะสมาธิและชอบศึกษาพระอริยสงฆ์ทั้งหลายระดัยโสดา สกิทาคา อนาคามี  แม้แต่พระอรหันต์ต่างๆ ฝึกสมาธิขั้นต้นอย่างไร ฝึกฌานสมาบัติอย่างไร ไม่ใช่ฝึกง่ายๆก็ต้องเข้าใจสมาธิ เป็นทางตรงของพุทธศาสนาก็คือปรารถนาพุทธภูมิ จะเร็วกว่าผู้ปฏิบัติฌาน ถ้าจะอธิบายก็เสียเวลาเปล่าๆ คุณจะเข้าสมาธิอย่างไร เพ่งอากาศยังไง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องทำจิตสงบแล้วถึงจะเข้าสมาธิเพ่งอากาศ เพ่งสัญญา เข้าสมถะ๔๐ก่อน  ถ้าไม่มีสมาธิก็เข้าสมถะ๔๐ ไม่ได้ เข้าสมถะ๔๐ จนชำนาญแล้วก็มาแยกเป็นวิปัสสนาหรือโพธิปักขิยธรรม ๓๗หมวด ถึงจะเข้าโสดา สกิทาคา อนาคามี เข้าอรหันต์ได้ กว่าจะเข้าสมถะก็ต้องเห็นอาการ ๓๒ก่อน เห็นกายเราจนชำนาญแล้วก็อยู่ในสมถะ๔๐ นั่นแหละ ท่านก็ไปพิจารณาอันไหนเป็นก็ไปแยกเอา อันไหนเป็นวิปัสสนา ถ้าท่านไม่เข้าฌานท่านก็ไปไหนไม่ได้เดินฌานต่อไปไม่ได้ เพราะไม่เกิดตัวรู้ตัวเห็น ถ้าจะให้อธิบายละเอียด มันยุ่ง มันยาว มันซับซ้อน  แล้วก็ถกเถียงเหมือนเอากำปั้นทุบดิน อย่างทุกวันนี้ ผีไม่มี วิญญาณไม่มี เทวดาไม่มี พระพุทธเจ้าไม่มี กว่าจะเข้าสมาธิเพ่งอากาศ เพ่งวิญญาณ มันลึกซึ้งมาก  ถ้าท่านผู้ใดสามารถเข้าสมาธิ สมถะ วิปัสสนาได้นั่นแหละ ท่านถึงจะรู้เรื่องพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ทุกวันนี้ก็ถกเถียงกันเรื่องท่านฤาษีลิงดำ รู้มั้ยว่าเขาเถียงกันว่าอย่างไร  เขาถกกันว่าไปได้จริงหรือเปล่า ไปโลกพระจันทร์ พระอังคาร พระศุกร์ จะไปโลกไหนก็ได้ ไปแกแลคซี่หรือจักรวาลก็ได้ ไปเผ้าอรหันต์ เฝ้าพระพุทธเจ้าก็ได้ เพราะอะไรล่ะ เพราะท่านสำเร็จมโนยิทธิหรือผู้ที่สำเร็จถึงพระอนาคามีและสำเร็จอรหันต์ ทุกวันนี้ยังมีการถกเถียงว่าท่านเป็นอรหันต์หรือยัง


            ท่านฤาษีลิงดำก็พูดแล้วพระอรหันต์ก็อยู่แต่เอื้อมเท่านั้น ท่านจะเข้าอรหันต์เอไหร่ก็ได้  จริงของท่าน ทุกวันนี้ท่านนอนอยู่ในโลงแก้วพระธาตุขึ้นเต็มตัว แล้วท่านก็มาปรากฏกายนั่งสมาธิบนโลงแก้ว บางครั้งก็เป็นพระพุทธชินราชหรือสมเด็จองค์ปฐม ผู้เขียนเห็นตั้งแต่แรกแล้ว ก็สงสัยทำไมหลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านว่าพระพุทธชินราชเป็นสมเด็จองค์ปฐม ความจริงพระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าคือปางนี้เอง พระพุทธชินราชหรือสมเด็จองค์ปฐมคือองค์เดียวกัน  ชินราชเป็นองค์สมบูรณ์ที่สุดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่นรู้ไหมครั้งนึงผู้เขียนเคยเฝ้าพระพุทธเจ้า ท่านเสด็จมาตอนวันวิสาขะ ท่านเสด็จมาจากอนันตจักรวาล ท่านเสด็จมาอย่างไรมีใครรู้บ้าง ผู้เขียนเห็นท่านใช้ฉัพพรรณรังสีห่อ ลอยลงมาจากเบื้องบน ลอยเสด็จลงมาในวันวิสาขะที่ด้านโพธิ์ที่ท่านตรัสรู้นั่นแหระ เป็นรังสีห่อพระวรกายท่านมา พอเสด็จลงมาถึงด้านโพธิ์ปั๊บก็ปรากฏว่ารังสีกลายเป็นฉัพพรรณังสีรูปแบบซุ้มพระพุทธชินราช อ๋อ ท่านเสด็จมาจากเบื้องบนใช้รังสีห่อพระวรกาย ใครอยากรู้รายละเอียดไปอ่านต่อตอนวิสาขะ๖๓ วันวิสาชะถึงได้เห็นพระพุทธเจ้าทรงงซุ้มชินราช แหม!  หลวงพ่อฤาษีลิงดำบอกว่าเป็นสมเด็จองค์ปฐมก็คือทรงที่สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่เอง... จึงเข้าใจเรื่ององค์ปฐมของท่านฤาษีลิงดำ ก็คือพระพุทธชินราชนี่เอง... ผู้เขียนจึงบอกว่าท่านฤาษีลิงดำก็คือพระโมคคัลลาในยุคนี้นี่แหละ ผู้เขียนเป็นนักศึกษาที่ค้นคว้าธรรมะ สมาธิ สมถะ วิปัสสนา นี่แหละถึงกล้าเขียน ไม่ใช่อวดเก่ง อวดอุตริ รู้เห็นอะไร ก็มาเขียนตามความเป็นจริง ที่เขียนเพราะมันจะเกิดประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ คุณลองมาศึกษาดู เรื่องจิต เรื่องวิญญาณ ปาฏิหาริย์พระพุทธเจ้ายังมีอีกเยอะ ผู้เขียนอายุมากแล้วจึงกล้าเขียนไว้เป็นแนวทางให้พวกท่านค้นคว้าสืบต่อไปข้างหน้า จะได้ค้นพบความจริงของพุทธศาสนา ท่านจะรู้อะไรถูกต้องอะไรไม่ถูกต้อง ท่านจะได้มีปัญญาไว้ถกเถียงกับพวกปัญญาอ่อน พวกไม่รู้จริงที่หลงเข้าใจผิดๆ ท่านจะได้รู้ว่าพระสงฆ์ที่ปฏิบัติกับไม่ปฏิบัติเป็นอย่างไร ท่านจะได้ไม่หลงไหว้พวกมารศาสนา อลัชชีที่เอาผ้าเหลืองมาหุ้มห่อ พระทุศีลและอลัชชีที่อยู่รกวัด แล้วก็ตั้งลัทธิต่างๆ ศาสนาต่อศาสนาอะไรเละเทะไปหมด บางคนก็ตั้งตัวเป็นมาฟียเอานักเลงมาคุมวัด ใครขึ้นเป็นใหญ่ก็เป็นของกูเป็นวัดกู วัดไม่ใช่ของส่วนตัว มายึดเป็นเจ้าของไม่ได้ เอาวัดเป็นที่ทำมาหากิน ทั้งที่วัดเป็นของส่วนรวมของพุทธศาสนา เงินบริจาคของวัดก็เอาไปใช้ส่วนตัว เอาไปทำประโยชน์ให้วัดหรือเปล่า บางวัดก็เอาลัทธิอะไรต่อมิอะไรมามั่วสุม ไม่รู้ว่าอันไหนพุทธแท้อันไหนพุทธเทียม อ้างเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาก็มี


แค่ยกตัวอย่างให้ฟัง ถ้าจะไหว้พระอริยสงฆ์ก็อย่างหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ขนาดท่านละสังขารยังห่วงพุทธศาสนาที่ท่านสร้างไว้ จึงได้เก็บสังขารไว้ให้สืบทอดในการปฏิบัติเพื่อพุทธศาสนาโดยเอาหลักปฏิบัติของหลวงพ่อฤาษีลิงดำนี่เป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด ท่านทำเพื่อพุทธศาสนาโดยเฉพาะและขอยืนยันอีกว่าเรื่องของมโนยิทธิของหลวงพ่อฤาษีลิงดำปฏิบัติแล้วเป็นจริงอย่างท่านสอน ถูกต้องทุกอย่างโดยไม่มีข้อสงสัย ท่านสมกับเป็นพระโมคคัลลาในยุคปัจจุบันจริงๆ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น