โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล
ก็เพราะเหตุจากที่ผู้เขียนได้พบพระอรหันต์เจ้าคุณนรรัตน์ เห็นท่านเสด็จมาจากท้องฟ้าเบื้องบน ลักษณะเป็นเหมือนดาวลอยกระพริบ กระพริบ ลอยลงมาจนกระทั่งใกล้ยอดโพธิ์ ที่ผู้เขียนเห็นในวัดพระศรีมหาธาตุบางเขน ในวันงานศพนาวาอากาศโทจรัญ แย้มศิริ จึงได้พบกับพระอรหันต์เจ้าคุณนรรัตน์ ก็เลยสงสัย ว่าทำไมพระอรหันต์ท่านเสด็จลงมาจากท้องฟ้า ท่านอยู่ที่ไหนกันแน่ นั่นก็เป็นข้อสงสัยของผู้เขียนตลอดมา จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๖๓ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม วันพฤหัสบดี วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ได้ถูกท่านปู่หรือท่านท้าวมหาพรหมสองโลก ท่านมาคว้าแขนผู้เขียน พาผู้ขึ้นไปบนอากาศ ผู้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนไปถึงจักรวาล (อยู่ในตอนวิสาขะ ๖๓) แล้วท่านก็ปล่อยมือ ท่านบอกว่าที่นี่ คือจักรวาล!! ทำให้ผู้เขียนได้รู้ว่า เหนือจักรวาลนี้เป็นที่อยู่ของมหาพรหมใหญ่ๆ และพระอนาคามี และสูงขึ้นไปอีกเป็นที่อยู่เป็นดินแดนของพระอรหันต์และเหนือดินแดนของพระอรหันต์ขึ้นไปอีกคือแดนอนันตจักรวาลเป็นที่อยู่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่ในจักรวาลนี้เราจะไปไหนต้องตัวเองเดินไปเอง ก็สามารถไปได้แค่นี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนถูกครูบาอาจารย์พาขึ้นไปที่จักรวาล แต่คราวนี้ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ สิงหาคม สิงหาคมแรม ๙ ค่ำเดือน ๙ ผู้เขียนได้มีโอกาสขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง นั่งสมาธิก็คิดว่า วันนี้แปลกเป็นวันพฤหัสบดี วันครูตรงกับกับแรม ๙ ค่ำเดือน ๙ คงมีอะไรพิเศษแปลกๆ ก็เลยนั่งสมาธิ พอจิตเข้าสมาธิ ก็รู้ว่าปู่มา ท่านก็มาแตะแขนผ้าซิ่นไปเที่ยวจักรวาลอีกครั้ง แต่คราวนี้ขึ้นอย่างนิ่มนวลไม่เหมือนครั้งแรก ครั้งแรกขึ้นเร็วเหมือนจรวดทะลุทะลวงสูงขึ้นไปบนฟ้า แต่คราวนี้ท่านแต่แขนก็สามารถตามท่านขึ้นไปข้างบนได้เลย และนิ่มนวลกว่าครั้งแรก กลับนิ่มนวลเหมือนเปิดทางเดินให้เราเดินสบาย ตัวจะลอยลิ่วๆขึ้นไป ไม่มีลมกรอกหู ไม่มีอะไรผ่านหู ลอยไปในอากาศ ไม่มีอากาศมาปะทะไกลเราเลยไปที่ว่างเปล่าที่โล่งมันสบายบอกไม่ถูก มันละเอียดกว่าครั้งแรก และเร็วกว่าครั้งแรก
ครั้งแรกขึ้นแบบทะลุทะลวง เดินทางนิ่มนวลกว่าเยอะไม่มีกระแทก ไม่มีอะไรมาต้านทานเราพุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว พุ่งไปอย่างสบายผิดกว่าครั้งแรก ละเอียดอ่อนกว่าครั้งแรก ชั่วแพล็บเดียวก็ถึงที่นึง ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน พอลืมตาดู ก็เห็นจุดที่ลอยบนอากาศนั้นมีแสงเหมือนดาว พอมองเข้าไปทะลุ อ๋อ เป็นพระอรหันต์นี่เอง พระอรหันต์ทั้งนั้นเลย เอ... แล้วขึ้นมาแดนอรหันต์ได้ยังไง พอชำเลืองดูข้างกายเรา กลับมีรังสีอยู่ติดกับตัวเราอยู่ข้างขวาเรา ไอ้ตอนที่ปู่มาแต่เราเป็นรังสีเหมือนรูปคนให้เห็น อ๋อ..เราขึ้นมาได้เพราะรังสีท่านปู่นี่เอง ไม่งั้นเราก็ขึ้นมาไม่ได้ พอพิจารณาดูดาวทั้งหลาย อ๋อ พระอรหันต์ทั้งนั้น ทั้งนั่งสมาธิ ทั้งยืน แต่ไม่เห็นปางไสยาสน์ ท่านนั่งมีรังสีห่อหมดทุกองค์ ก็สงสัย ทำไมเราขึ้นมาได้ เพราะรังสีของท่านปู่คุ้มกายเรานี่เอง ก็นั่งดู พิจารณา ก็มีเสียง “นี่คือแดนพระอรหันต์” มิน่า ถึงไม่เห็นพระสงฆ์ อนาคามี หรือมหาพรหมต่างๆ เราขึ้นมาสูงกว่าครั้งแรก ก็ชำเลืองตามองไปข้างล่าง พวกท่านอยู่ข้างล่างเรานี่เอง (อีกขั้นนึง) เราขึ้นมาถึงแดนอรหันต์แล้วหรือนี่
พอขึ้นมา เอ๊ะ ก็อยากรู้พระอรหันต์เสด็จกันอย่างไร ปรากฏว่าเวลาท่านจะเสด็จไปไหน ท่านลอยไป ไม่ต้องเดินท่านจะไปไหนก็เคลื่อนตามใจนึก ว่าท่านเสด็จอย่างนี้ หรือจิตของท่านนึกอยากไปไหนท่านก็ลอยไปเลย ไอ้เราก็นั่งนึกเอง แปลก ที่จักรวาลเราต้องเดินเองไปเอง แต่ที่นี่จะไปไหนใช้จิตไปไหนได้ตามใจปรารถนา อากาศที่นี่กลับละเอียดอ่อนกว่าชั้นจักรวาลที่เคยมาครั้งแรก อ๋อ มันคนละชั้นมันละเอียดผิดกัน เอ๊ะ เราขึ้นมาเดินอรหันต์ แต่กลับไม่เห็นกายเรา เสียงท่านก็ตอบขึ้นมาว่า ก็เจ้ายังไม่ได้บวช จึงไม่เห็นตัว ยังไม่ได้บวชก็ไม่สามารถขึ้นมาที่นี่ได้ ที่ขึ้นมาได้เพราะรังสีท่านปู่คุ้มกายเรา เราเหมือนแขก VIP ได้ยินเสียงท่านพูด กลับเถอะ ได้เวลากลับแล้ว ท่านก็พาผู้เขียนลงจากดินแดนอรหันต์ มาสู่แดนจักรวาล พอลงมาสู่จักรวาล จุดนี้เราเคยมาแล้ว นี่จุดนี้คือที่อยู่ของอนาคามีและมหาพรหมนั่นเอง ท่านก็บอกว่า คราวนี้ส่งเจ้าแค่นี้แหละ อ้าว ลงเองเถอะ เพราะเราเคยลงเองแล้ว ตอนที่มาจักรวาลครั้งแรก พอรังสีข้างกายเราหายไป เท่านั้นแหละ เข้าสมาธิ นั่งสมาธิลงมา คราวนี้เวลาลงนิ่มนวลละเอียดไม่สะดุดไม่วี๊ดวี๊ด และเร็วกว่าด้วย ลงมาอย่างนิ่มนวล ทางเดินเรียบละเอียดมาก ผิดกับครั้งแรกมาก ก็นั่งพิจารณา แดนอระหันต์มันละเอียดกว่าจักรวาลอีก
พอออกจากสมาธิวันนี้วันพฤหัสบดีวันครูแรม ๙ ค่ำเดือน ๙ มันพิเศษอย่างนี้นี่เอง ขึ้นไปแดนอรหันต์มันละเอียดอ่อนอย่างนี้นี่เอง ยิ่งศึกษาก็ยิ่งเข้าใจยิ่งขึ้นไปอีก เข้าใจพุทธศาสนายิ่งขึ้นไปอีก มันมีความมหัศจรรย์ ถ้าไม่ปฏิบัติเราก็ไม่รู้สึกขนาดนี้ ก็จะไม่รู้ว่าพระอรหันต์อยู่ที่ไหน เพิ่งมารู้ความจริงวันนี้นี่เอง ท่านอยู่ในแดนของท่าน แดนอรหันต์ เวลาท่านจะไปไหนมาไหน จะลงมาโลกมนุษย์ ก็แป๊บเดียวเร็วยิ่งกว่ามโนยิทธิเสียอีก ยิ่งปฏิบัติไป ยิ่งเข้าใจพุทธศาสนาลึกซึ้งมากขึ้น ความลี้ลับความลึกซึ้งของพุทธศาสนา การจะเข้าอรหันต์เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธหรือสมาธิ วิปัสสนา ดับกิเลสตัณหาทุกอย่าง สิ้นอาสวะกิเลส ท่านก็สามารถเข้าแดนอรหันต์ได้ สมัยก่อนสิ้นอาสวะกิเลสแล้วก็เป็นอรหันต์ได้ สมัยนี้ยิ่งละเอียดกว่าเก่า ยิ่งกว่าสมัยก่อนเยอะสมัยนี้กิเลสเยอะ สมัยนี้ต้องล้างกิเลส ล้างอุปทาน สิ้นอาสวะกิเลสทั้งปวง ถึงจะเข้าสู่แดนอรหันต์ได้
พระพุทธเจ้าจึงสอนทุกข์ สมุทัย นิโร ธมรรคท่านเข้าใจ ๔ ข้อนี้ ทุกข์เกิดคืออะไร สมุทัยเหตุที่เกิดทุกข์ นิโรธวิธีดับทุกข์ มรรคผลคือเข้าสู่นิพพาน เป็นอรหันต์หมด ไม่มีเชื้อกิเลสไม่มีเวียนว่ายตายเกิด ก็มานั่งพิจารณาดู ทำไมเราถึงเข้าไปรวมในกลุ่มพระอรหันต์ได้ เมื่อวันวิสาขะ ๖๒ เราอยากรู้พระพุทธเจ้าเสด็จมาอย่างไร เหมือนได้บัตร VIP จากท่านปู่ ได้มีโอกาสเจอพระอรหันต์เป็นพันๆองค์ นั่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ เราเข้าไปในกลุ่มอรหันต์ได้ แต่กลับไม่เห็นตัวเรา ก็แปลกใจ ทำไมเราไม่เห็นกายเรา เสียงท่านปู่บอกว่า เพระเจ้ายังไม่ได้บวชนี่ คือคำตอบจากท่านครั้งแรก และครั้งนี้ได้มีโอกาสอีกครั้ง ขึ้นไปแดนอรหันต์ด้วยรังสีของท่านปู่ รู้ว่ารังสีของท่านก็เป็นฉัพพรรณรังสีเหมือนกัน คุ้มกายเราอยู่พาเราขึ้นไปได้ ครั้งนี้ก็ไม่เห็นตัวเราอีก ท่านปู่ก็ตอบเหมือนเดิมอีก ก็เจ้ายังไม่ได้บวช จึงไม่เห็นกายเจ้า เราขึ้นมาได้ เพราะฉัพพรรณรังสีของท่านปู่ รังสีเป็นเหมือนกับรังสีตอนพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากอนันตจักรวาลลงมา จึงรู้ว่าอดีตชาติท่านบำเพ็ญมาเป็นมหาพรหม แล้วจึงมาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ และเป็นหนึ่งในพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ท่านจึงสามารถพาผู้เขียนขึ้นไปได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น