วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

อริยสัจ ๔



 โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล


ทุกข์ สมุทัย นิโร ธมรรค 

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔ ก็เอามาพิจารณาดู


ทุกข์ คือ เหตุหรือต้นเหตุแห่งทุกข์

สมุทัย คือ สาเหตุที่เกิดทุกข์

นิโรธ คือ หนทางดับทุกข์วิธีดับทุกข์แก้ทุกข์

มรรค คือ ความสำเร็จพ้นทุกข์ ผลของความพ้นทุกข์


จะเปรียบทุกข์ ก็คือ อารมณ์ หรือลมหรือไฟก็ได้ เป็นผลส่งมากระทบ สมุทัย ก็คือ จิตใจเรานี่เองให้เกิดความรู้สึกต่างๆ นิโรธ ก็คือ วิธีดับทุกข์ แก้ทุกข์ มรรค ก็คือผลจากดับทุกข์ จึงเปรียบกับธาตุทั้ง ๔ 

 ทุกข์ ก็คือ ลมกับไฟ ก็คือ ธาตุลมกับธาตุไฟ

สมุทัย ก็คือ ใจร่างกาย ก็คือดิน ธาตุดิน

นิโรจน์ ก็คือ การดับทุกข์ หรือแก้ทุกข์ ก็เป็นธาตุน้ำ

มรรค ก็คือ สมาธิ ต้นเหตุหรือรากของมรรค 


เมื่อพิจารณาง่ายๆอย่างนี้ ทุกข์คือลม สมุทัยคือจิต นิโรธคือตา(หลับตา) มารวมกันพิจารณาได้ความว่า ลมหรืออารมณ์เป็นต้นเหตุของจิต วิธีแก้ทุกข์ก็เอาจิตจับลมหรืออารมณ์ อารมณ์ก็จะสงบ แต่จิตก็ยังถูกกระทบก็ได้ เราจึงเอาตา (นัยตา)  จับกับจิต เมื่อตาถูกเพ่งจับอยู่กับจิต จิตก็จะสงบได้ง่าย ก็สรุปได้ความว่า จิตเพ่งจับลม ตาเพ่งจับจิต ตาจึงเป็นตัวบังคับหรือควบคุมจิตให้จับกับลม ลมสงบ จิตก็สงบตาม จิตถูกตาบังคับ คือเพ่งจิต เพ่งลม เมื่อเป็นเช่นนี้ ลมสงบจิตสงบสงบตาเป็นผู้เพ่งให้จิตกับลมสงบตาก็พลอยสงบไปในตัว

 

เมื่อตาเพ่งจิตทะลุถึงลม ตา จิต ลมจึงผสมกันหรือสัประยุทธ์กันเป็นเนื้อเดียวกัน รวมกันนิ่งเป็นหนึ่งเดียว ท่านก็ได้สมาธิโดยอัตโนมัติแล้ว สมาธิก็คือหลักเบื้องต้นของมรรคนี่เอง พระพุทธเจ้าเห็นเหตุและผล จึงเอามาเป็นปัญญา ค้นหาสมาธิ เพื่อจะได้เข้าสู่ความสำเร็จ สมาธิคือรากของมรรคนี่เอง


ผู้เขียนเข้าใจเหตุนี้ ก็คือ จิตจับลมหายใจให้สงบ โดยใช้ในตาที่หลับเพ่ง บังคับจิต ตาหลับหรือหลับตา จึงต้องใช้เป็นตาในเพ่งจับจิต จับลม จึงรู้ว่าสมาธิจะทำอย่างไร ก็มาค้นคว้าเรื่องสมาธิโดยหลักอานาปานสติ การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก หาหลักและวิธีจะบังคับลม ก็คือ หาที่ตั้งของจิตก็พบว่า เวลาหายใจเข้า-ออกทางรูจมูก หรือประตูลมนี่เอง ก็เพ่งดูว่าลมมันเข้า-ออก จะกระทบอะไรบ้าง จึงหาจุดหลัก หรือวิธีภาวนา ก็พบว่าถ้าเอาลงมาไว้ปลายจมูก หรือปลายจงอยจมูก จะรู้สึกว่าจับลมหายใจได้ง่าย ที่นี้ ลมเข้า ๒ รูจมูก จะทำอะไรให้มารู้สึกพร้อมกันก็พบว่าสองรูจมูกมีที่แบ่งกึ่งกลางรูจมูกทั้งสอง ก็เลยเอาที่ตั้งของจิตไว้ปลายจะงอยจมูก ให้จิตอยู่กึ่งกลางรูจมูกทั้งสอง ก็พบว่าตรงนี้เอาจิตตั้งไว้ จะรู้ว่าเวลาหายใจเข้า จะรู้ว่าลมหายใจจะเข้า-ออกพร้อมกัน เมื่อทดลองดู ก็รู้ว่าเป็นจริงแน่ เพราะทำให้เรารู้สึกว่าลมหายใจเข้า-ออกพร้อมกันได้ ทีนี้จิตก็อยู่กับลมหายใจ รู้ลมหายใจได้ง่ายมาก ก็หายใจเข้า-ออกบังคับลมหายใจให้สงบได้ง่ายมาก พอเข้าใจวิธีหายใจเข้าออก ก็มีความรู้สึกว่ามันมีอะไรตามเข้าไปกับจิตตลอดเวลา หรือคู่ไปกับการหายใจ จึงจับได้ว่าตานี่เอง มันจับคู่ไปกับลมหายใจ พอหายใจเข้าลึกเท่าไหร่ เจ้าตัวรู้สึกนี่เอง มันจะบอกว่าหายใจเข้าไปลึกขนาดไหน จึงจะพอกับความต้องการของใจ ก็รู้ทันทีว่า การหลับตาเป็นประโยชน์ โดยใช้ตาเราจับกับลมหายใจไปด้วยนี่เอง แถมตาก็ยังช่วยจิตจับบังคับลมหายใจได้ด้วย 


ทีนี้ก็เลยใช้จิตจับกับลมหายใจเข้า-ออกตา ก็ช่วยบังคับจิต จึงจะบังคับลมหายใจได้สม่ำเสมอเพราะจิตบังคับลม และตาในบังคับจิตนี่เอง ที่เราได้ในคืนแรกก็เพราะเหตุนี้ จิตบังคับลมหายใจ ตาบังคับจิต จิตบังคับลมหายใจสงบ จิตก็จะสงบตาม เพราะจิตถูกตาในเราเพ่งจิตบังคับนี่เอง เมื่อตาบังคับจิต จิตบังคับลม เพ่งจนเป็นเนื้อเดียว กันอันเดียวกัน ที่เดียวกัน จึงเกิดสมาธินี่เอง ก็เพราะมาค้นคว้าวิธีทำสมาธินี่แหละ จึงเป็นหลักของสมาธิแท้จริง



พอรู้ว่า ตาก็คือตัวสำคัญในการฝึกสมาธิ จึงเอาหลักอานาปานสติมาใช้ ปรากฏว่าตาเป็นตัวตั้งระยะของลมหายใจสมมุติระยะหายใจตั้งไว้ ๔ นิ้ว เวลาหายใจเข้า ลมหายใจจะเข้าไปตามจิต ๔ นิ้ว เวลาหายใจออกก็จะออก ๔ นิ้ว นี่คือทำให้หายใจเข้าออกสม่ำเสมอ เท่ากันไม่หายใจเข้าสั้น หรือยาว ก็เหลือแต่ว่าจะปรับความเร็ว ความช้าให้เท่ากันอย่างไร ก็เพิ่งจับตรงปลายจงอยจมูกหรือที่ตั้งของจิต เราก็จะรู้ว่าลมหายใจเข้า-ออก มันผ่านตรงนี้ ตาก็เพ่งจับจิต ให้บังคับลมหายใจได้ง่าย และปรับลมหายใจ ทีนี้จิตกับลมกับตา ก็สัประยุทธ์รวมกันได้ง่ายขึ้น และรวดเร็ว เมื่อตากำหนดระยะทาง จิตก็คุมลมหายใจ ก็จะรู้ว่าจิตกับตา บังคับลมหายใจได้คงที่ จากตอนแรกลมหายใจหยาบ พอถูกเพ่งจับก็จะมาอยู่กลาง คือจะถูกปรับ จนลมหายใจละเอียด คือลมหายใจจะถูกหดเข้า ตามความรู้สึกจิต จนจาก ๔ นิ้วมา ๓ นิ้วครึ่ง ๓ นิ้ว ๒ นิ้วครึ่ง ๒ นิ้วนิ้วครึ่ง เหลืออีกหุนนึง จิตใกล้เข้าสมาธิจิต กับตาก็ผสมกันตลอด แต่ตอนนี้ใกล้จะถึงจุดที่ตั้งของจิต คือปลายจงอยจมูก ตอนนี้แหละ ผู้เขียนให้ชื่อว่า ตอนต่อฌาณ หรือตอนจะเข้าจุดสงบ ตาก็คือตามไปดู ก็จะเห็นว่าจะเกิดอาการวิตกครับ ก็คือตัวเราจะรู้สึกตัวเบา ตัวโปร่ง ตัวพอง ตัวขยาย หรือเกิดอาการโยก แกว่ง นี่คือตัววิตก เกิดจากจิตเราหลุด ก็จับกับอาการต่างๆ ก็เลยเกิดวิตก เกิดความสงสัยทำไมเกิดอาการอะไร เขาจึงเรียกว่าจิตเป็นวิตกนี่เอง โดยมากเกิดกับผู้ปฏิบัติหลุดจากที่ตั้งของจิต เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เอาตามาจับกับจิต เพ่งบังคับจิตให้อยู่กับที่ตั้งของจิตที่เรากำหนด จิตก็ถูกตาจับนิ่งไว้ จึงเป็นจิตวิตก ตาที่จับก็เลยเป็นวิจารณ์ เพราะเพิ่งจับวิตกเกิดวิจารณ์ จับนิ่งไว้ตรงที่ตั้งปลายจงอยกึ่งกลางรูจมูก เมื่อจิตสงบเพราะตาเพ่งจับ ตาจึงเป็นตัววิจารณ์จำไว้ จุดนี้ ที่วิจารณ์จับ หรือตาจับ ก็จะใช้ประโยชน์ตอนต่อไป ตอนเกิดวิตกกับวิจารณ์ เขาเรียกว่า ฌาณแรกคือปฐมฌานจ้ะ



จุดวิจารณ์ นี่แหละ เราก็เพิ่งวิจารณ์ต่อไปอีก ตอนนี้จิตกับตาก็จะผสมกันมากขึ้น หรือสัประยุทธ์กัน รวมกันเพ่งจุดวิจารณ์นิ่งนิ่งเข้าไปอีก จะรู้สึกว่าเพ่งลึกเท่าไหร่ หรือมีพลัง จิตตาเพ่งมาก พอถึงจุดปิติ ก็จะเกิดขึ้นมา เพ่งมากน้ำตาของปิติก็จะมาก และเป็นผลดี ความปิติก็จะมาก น้ำตาไหลมาก ก็คือปิติมากถ้ารู้สึกน้ำตาไหลน้อย ความปิติจะมีน้อย ปีติก็ขึ้นอยู่กับพลังจิตตาเพ่งนี่แหละ ถ้าปิติเกิดมาก ก็รู้ได้ว่าน้ำตาไหลมาก จิตใจกายก็จะอิ่มเอิบมาก เป็นผลดีแก่กายใจเรา รอจนความปิติค่อยลดลง คือมันอิ่มแล้วก็จะลดลงมาเอง จิตกับตาก็รวมกันเพ่งตรงปิติ หรือจุดปิติ เพ่งเข้าไปอีก ก็จะทะลุเข้าไปในปิติ ปิติก็จะหายเข้าไปสุดที่เพ่ง ก็จะเกิดสุขตามมา ก็คือนั่งยิ้มอย่างสบายอกสบายใจ หรือแบบถูกอารมณ์นั่นแหละ 


ปิติ ก็คือ ฌาน ๒ หรือ ทุติยะฌานนั่นเอง ปิติ-วิจารณ์ก็คือจุดเพ่งที่เดียวกัน คือตรงปลายจงอยจมูก กึ่งกลางประตูรูจมูก วิจารณ์ ก็อยู่ตรงนี้ ปิติก็อยู่ตรงนี้ที่เดียวกัน ทีนี้ก็เพ่งที่ปิติ ก็เกิดสุข ตรงที่เดียวกันกับปิติ เกิดสุข ก็คือ ฌาน ๓  หรือตติยฌาน พอนั่งยิ้ม นั่งอิ่มอกอิ่มใจ จนพอใจแล้ว ก็จะสงบจิตกับตา ก็เพ่งตรงจุดสุขนั่นแหละ ที่เดียวกันหมดวิจารณ์ ปิติ สุข พอมาถึงตอนนี้ ฌาน ๓ จิตกับตาก็สัประยุทธ์รวมกันแน่น หรือมากขึ้นอีก ก็มาเพ่งสุขต่อ พอจิตกับตาเพ่งสุขนิ่งเข้าไปในสุข ตอนนี้จิตก็จะนิ่งมาก เป็นเอกัคคตารมณ์ ส่วนตาก็จะนิ่งสงบจนเป็นอุเบกขา ไม่ใช่อุเบกขาธรรมดา แต่ถูกตาเพ่งเข้าไปในอุเบกขา เลยไม่ใช่ วางเฉยหรือสงบแบบธรรมดา แต่ตาก็นิ่งลึกเป็นไงอุเบกขาจึงนิ่งก็เลยเป็นเฉย นิ่ง ลึกที่สุด อุเบกขามีชื่อว่า การวางเฉย ไม่รับรู้อะไร จึงเป็นการวางเฉยไม่ธรรมดา แต่เป็นวางเฉยพิเศษ นิ่ง ลึก  หรือจุดกลางวางเฉยนั่นแหละ  จิตที่นิ่งเป็นเอกัคคตารมณ์ก็คือ  อารมณ์เดียวกัน รวมกัน นิ่ง  หรือ จุดนิ่ง อุเบกขา สงบนิ่ง สองตัวนี้ ก็คือ เอกัคคตากับอุเบกขา จึงมารวมกันเป็น จิตเป็นตัวรู้ ตาจึงเป็นตัวเห็น ก็คือ สมาธินี่เองหรือเรียกว่า อุปจารสมาธิ ฌานก็จะเรียกจตุตถฌานก็คือฌาน ๔ นี่เอง


เพราะฉะนั้น สมาธิเรียกฌาน ๔  นี้ว่า อุปจารสมาธิหรือจตุตถฌาน จึงอธิบายให้เข้าใจ อุปจารสมาธิ ก็คือ สมาธิที่แท้จริง คือ จิตเป็นตัวรู้ ตาเป็นตัวเห็น สมาธิกับฌาน จึงเป็นของคู่กันมา และก็กลายเป็น ปุจฉา-วิสัชนา กันว่า สมาธิเกิดก่อนฌาน หรือฌานเกิดก่อนสมาธิ ความจริงอะไรเกิดขึ้นก่อนก็ได้ อยู่ที่ผู้ปฏิบัติของแต่ละบุคคล จะได้แบบไหนก่อน ถ้าจะอธิบายเกิดก่อนและมาค้นเรื่องสมาธิจึงได้เกิดฌาน แต่บางท่านก็ต้องมาฝึกฌานก่อนถึงจะทำให้เกิดสมาธิ ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ฝึกแต่ละบุคคล ไม่ต้องไปเถียงอะไรถูกได้ทั้งนั้น


เมื่อรู้เรื่องหลักปฏิบัติสมาธิ ก็ต้องปฏิบัติสมาธิ ระดับอุปจารสมาธิหรือระดับฌาน ๔  จึงจะเกิดตัวรู้ตัวเห็น ท่านที่ฝึกสมาธิ ฝึกฌานระดับ”จิตกับตา” สัประยุทธ์การรวมกันเป็นสมาธิ หรือฌาน๔ จตุตถฌาน พวกท่านเหล่านี้แหละ จึงสามารถเข้าสมถะ วิปัสสนา เข้าถึงมรรคผล หรือสามารถเป็นอริยบุคคลที่แท้จริงได้ พระสงฆ์องค์เจ้าก็เหมือนกัน ค่าระดับจิตเป็นอุปจารสมาธิ หรือจตุตถฌาน จึงจะเป็น อริยสงฆ์ได้ เพราะอริยสงฆ์ อริยบุคคล รู้จักเรื่องสมาธิ ฝึกสมาธิหรือฝึกฌานเป็น จึงจะเกิดตัวรู้ตัวเห็นหรือ “ทิพย์จักขุ” ได้ทั้งนั้น เว้นแต่ว่า บุคคลใดมีความพิเศษในตัวก็จะฝึกได้เร็วและมีความเพียรมีความอุตสาหะมากกว่ากัน


ถ้าท่านใดบุคคลใด ฝึกจิตหรือฝึกฌาน ไม่เข้าถึงแก่นสมาธิ ก็ถือว่ายังฝึกไม่เป็น ถ้าฝึกถึงแก่นสมาธิ คือนิ่ง สงบ จนเป็นเนื้อเดียว ก็จะเป็นสมาธิขึ้นมาเอง 


ทุกวันนี้ ฝึกจะไปเข้าวิปัสสนากรรมฐาน ไม่รู้จักวิธีฝึกสมาธิ ฝึกฌาน ได้ฌาน๔ หรืออุปจารสมาธิ ก็จะฝึกต่อหรือเดินต่อไปไม่ได้ เพราะสมาธิเป็นรากฐานเบื้องต้นของสมถะ ๔๐ แล้วถึงจะถึงวิปัสสนากรรมฐาน ถึงได้พูดกันส่งๆไปว่าไปเข้ากรรมฐานหรือวิปัสสนา จึงถือว่าไม่จริงหรือพูดไม่ถูก จะพูดถูกจริง ต้องบอกว่า ไปฝึกสมาธิก่อน หรือฝึกเข้าฌานก่อนถึงจะถูก พระสงฆ์องค์เจ้าหรือครูบาอาจารย์มัวแต่สอนน้ำๆให้ฟัง ให้ปฏิบัติกัน กว่าจะสอนเนื้อสมาธิให้ ก็เข้าวัดเข้าวาฝึกเป็นอาทิตย์ เป็นเดือนๆ เป็นปีๆ ปัจจุบันจึงหาบรรดาครูบาอาจารย์หรือพระสงฆ์องค์เจ้ามาสอนสมาธิจริงยาก มีแต่เอาหนังสือตามตำรามาสอนกัน อภิธรรมบ้างไตรปิฎกบ้าง ผู้เขียนเที่ยวมาหลายวัด ก็มีแต่สอนกันไปแบบเรื่อยเปื่อย โดยมากผู้ฝึกสอนไม่รู้จริงมากกว่า หรือสอนกันไปแต่ละวัน สอนแล้วหมดภาระตัวเอง เท่าที่ผ่านมาวัดไหนสอนสมาธิเป็นแสดงว่า อาจารย์เป็นผู้รู้จริง ตัวอย่าง หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน สอนพองหนอ-ยุบหนอ,หลวงพ่อสนองวัดสังฆทาน สอนพุท-โธ อานาปานสติ,หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สอนมโนยิทธิ,หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ สอนธรรมกาย ท่านอริยะสงฆ์เหล่านี้จึงเป็นหลักปฏิบัติจริงๆ นี่ก็คือรากฐานอริยสัจ ๔ เป็นรากฐานเริ่มต้นเท่านั้น


การรวมพลังธาตุทั้ง ๔ นี้ ก็ได้จาก พระกะกุสันโธ เพ่งไฟ  แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ไฟทั้งหลายให้ดู พระโกนาโคมก็แสดงปาฏิหาริย์ปฐวีให้ดู พระกัสสโปก็แสดงปาฏิหาริย์เรื่องอากาศให้ดู พระพุทธโคดมก็เพ่งสูญหรือศูนย์กลางไฟ กับสงบไฟได้ ดินได้ พระกัสสโปก็แสดงปาฏิหาริย์เรื่องลม พระพุทธโคดมก็เพ่งเข้ากลางใจของธาตุไฟ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ให้เป็นจุดนิ่งทั้งหมดได้คือว่า ท่านเพ่งกลางใจหรือใจกลางไฟ ดิน อากาศ และน้ำ ให้นิ่งได้ทั้งหมด  ก็พบวิธีว่าจะทำอย่างไร รวมธาตุทั้ง ๔ มาอยู่ในกายท่านได้ธาตุทั้ง ๔ ต่างมีอิทธิฤทธิ์มารวมกันได้ ก็มีแต่ทำใจให้ว่างหรือเป็นศูนย์ นี่แหละ 


ปาฏิหาริย์ของธาตุทั้ง๔ จึงสามารถมารวมกันได้เป็นหนึ่งเดียว ก็คือทำจิตให้ว่างนี่เอง จึงสามารถรวมธาตุทั้ง ๔ มาอยู่ในกายได้ จึงเป็นปางปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ ก็เลยเป็นรากฐานให้เกิดอริยสัจ ๔ และเพราะอริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ก็เลยเป็นรากฐานกำเนิดสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ และปรมัตถสมาธิ และก็รู้ว่าสมาธิ ก็คือรากฐานของสมถะ ๔๐  และวิปัสสนาหรือโพธิปักขิยธรรม ๓๗หมวด จึงไปรู้เห็นเรื่องวิญญาณ และเพ่งวิญญาณ เป็นอากาศ เพ่งอากาศเป็นสูญญตา  เพ่งสูญญตาก็เห็นจิต เพ่งจิตเป็นวิมุติ เพ่งวิมุตก็จะเห็นทางเดินของนิพพาน ก็จะเห็นพระอริยสงฆ์คือพระโสดา เพ่งพระโสดา เห็นพระสกิทาคา เพ่งพระสกิทาคา ก็เห็นพระอนาคามี เพ่งพระอนาคามีจึงเห็นพระอรหันต์ จึงได้รู้เห็นรังสีของพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี พระอรหันต์ ถึงได้รู้บ่อเกิดของ พระพุทธเจ้าของเราก็คืออริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคคือความจริง


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น