วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2558

สำแดงเดช


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

วันพระที่สองผู้เขียนก็เข้าวัดโพธิ์ ไปเอง เพราะตรงกับวันหยุดเสาร์หรืออาทิตย์นี่แหละ ก็ไปถึงวัดโพธิ์ก็บ่ายแล้ว จึงไปเดินสำรวจวัดโพธิ์ดูเพราะไม่ได้มายี่สิบกว่าปีแล้ว ก็เดินไปโบสถ์ใหม่ที่มาเมื่อครั้งก่อน ก็เห็นมีคนมานั่งกันเต็ม ก็เลยลงไปนั่งข้างล่าง แถวระเบียงโบสถ์ นั่งสมาธิเอากำไรไว้ก่อน ถึงเวลาค่ำ รอพระเทศน์และก็สวดเทพก็เห็นพวกร่างทรงมากันหลายคน ก็พยักหน้าสวัสดีกันตามมารยาท ยังไม่สนิทกัน พอตกห้าโมงเย็น คนก็ลดน้อยลง ก็ขึ้นไปนั่งสมาธิในโบสถ์ต่อ พอลืมตามาก็เห็นร่างทรงมากันเยอะ ก็มานั่งคุยกันตามอัธยาศัย บางคนก็คุยเรื่องสมาธิ เรื่ององค์เรื่องฌาณกัน แต่คราวนี้ก็เห็นกันชัดๆ เพราะเข้ามานั่งคุยกันใกล้ๆ จึงสังเกตเห็นพวกร่างทรงพวกนี้ ก็รู้ว่าพวกร่างทรงพวกนี้แปลกมาก เรียกว่า แทบไม่ต้องดูองค์ ใครทรงองค์อะไร ตัวร่างคนนั้นก็จะตัดผม แต่งตัวไปตามองค์ของแต่ละคน เช่น ทรงพ่อ ร.๕ ก็จะตัดผม แต่งหนวดให้เหมือนพ่อ ร. ๕ หมอชีวกโกมารภัทรก็จะหัวล้านและไว้หนวดเครายาวขาวเหมือนกับในรูป พวกเขาก็เข้ามาถามถึงการปฏิบัติสมาธิ ก็เลยรู้ว่า พวกเขามีองค์แล้วไม่ต้องมานั่งสมาธิ ผู้เขียนก็บอกว่า พวกคุณคิดผิดแล้ว จะเป็นเทพพรหมองค์ไหนใหญ่เล็ก ก็ต้องมาปฏิบัติสมาธิกันทั้งนั้น ไม่ฝึกสมาธิไม่เก่งหรอก เพราะสมาธิเป็นพลังจิตเสริมองค์รับองค์ได้สมบูรณ์ ก็เลยสอนวิธีปฏิบัติสมาธิให้ พวกร่างทรงก็เลยเข้าใจ และก็ถามเรื่องเมื่อคืนวานและบอกให้เล่าให้ฟังหน่อย เพราะพวกเขาไม่ได้เข้าร่วมฟัง เล่นเอาถามผู้เขียนว่า โอ้โฮคุณเห็นละเอียดขนาดนี้เชียวหรือ ยังกับดูหนังเลย ก็บอกว่าผมปฏิบัติสมาธิมาตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๑ จนมาวัดโพธิ์วันนี้ พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้ว นั่งปีแรกก็เห็นแล้ว นั่งสมาธิก็ต้องนั่งเป็น รู้หลักปฏิบัติและมีความเพียร ความอุตสาหะ

สักพักพระก็ขึ้นมาเทศน์ พวกร่างทรงก็นั่งสมาธิฟังเทศน์กันเป็นแถว พวกที่เชื่อผู้เขียนก็ทำกัน พอพระเทศน์จบ พวกร่างทรงก็เข้ามาบอกว่า ปู่ ปู่ ผมฟังพระเทศน์ได้ผลจริงๆ ฟังไปพิจารณาไป เออแปลก ไม่ง่วง ไม่ขี้เกียจ ไม่เมื่อย ก็ทำความสงสัยให้ปู่แดง ทีนี้ก็ฟังเทศน์เสร็จ พระเสด็จกลับลงธรรมมาสกลับกุฏิ ปู่แดงก็สวดพิธีเทพ พวกที่ฟังผู้เขียนสอนสมาธิก็นั่งสมาธิฟังกัน จิตก็รู้บ้างไม่รู้บ้าง พอปู่แดงสวดจบ ก็ถามว่าวันนี้พระพุทธเจ้าปางไหนเสด็จมา ผู้เขียนเห็นก็บอกไป พระพุทธเจ้าปางนี้เสด็จ เจ้าปู่แดงก็พยักหน้า เจ้าร่างทรงที่มาฝึกนั่งสมาธิ ก็เข้ามากระซิบบอกว่า มานั่งใกล้ปู่แล้ว ผมเริ่มเห็นและก็ถามว่า ปลายๆ แถวจะมีเทวดาแต่งอย่างนี้ๆ ผู้เขียนก็บอกว่าใช่ เล่นเอาดีใจยกใหญ่ พอดีคุณสมนึกก็เข้ามากระซิบว่า คุณสงค์ ผมมีคนป่วยเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่ง มาให้รักษา หลังจากสวดพิธีเทพก่อน พวกร่างทรงก็ถามว่ามีอะไรหรือ หรือก็ตอบเขาไปว่า จะมีพระสงฆ์มาให้รักษา
สักครู่ก็เห็นคุณสมนึกพาพระมารูปหนึ่งหน้าตาใหญ่ค่อนข้างหนา เข้ามาหา แล้วก็ปรึกษาอธิบายให้ฟัง คุณสมนึกก็บอกว่า ผมรักษาเอาน้ำตาเทียนโปะแผลพุพองตรงข้อพับข้อศอก ตอนเปิดให้ดูมันเฟะมากแล้ว ยิ่งโปะเทียนรักษา แผลก็ยิ่งเฟะมาก เป็นน้ำเหลืองเยิ้มไปหมด ก็เห็นพวกร่างทรงไปนั่งรวมกันเป็นกลุ่ม กำลังดูผู้เขียนจะทำอะไร และก็คงวิจารณ์เรื่องผู้เขียน พระรูปนี้ชื่อพระประธาน ครับ ก็บอกให้ท่านส่งแขนให้ ก็กำหนดจิตแล้วก็คว้าจับ เอามือซ้ายตะปบกับบริเวณแผลที่กำลังเฟอะหรือเฟะ พอเพ่งจับถอนก็เงยหน้าหาทางขว้างออก ปรากฏว่าพวกร่างทรงก็นั่งขวางประตูโบสถ์ พอมองไปทางหน้าต่าง ก็มีร่างทรงนั่งขวางตรงหน้าต่าง ตอนนี้ก็กลั่นใจจับถอนอยู่พูดไม่ได้ ก็ชี้มือไปทางหน้าต่างและโบกมือให้ขยับหนีตรงทางหน้าต่าง เท่านั้น พวกร่างทรงรวมทั้งปู่แดง  หัวหน้า ก็ขยับเปิดทางหน้าต่าง แล้วก็ขว้างของหรือวิญญาณออกไปทางหน้าต่างพอขว้างออกไปเท่านั้น พวกร่างทรงก็มีอากัปกริยาแตกต่าง บางคนก็ยกมือฟาด บางคนก็ยกมืออัด บางคนก็ส่งมาพนมมือ ป้องกันตัวเอง ก็รู้ว่าท่าทางที่แสดงเป็นเรื่องของแต่ละองค์ เพราะอะไรหรือครับ ตอนจับของขว้างออกไป เชื่อไหม มันเป็นกลิ่นศพ เน่าเหม็นสุดทน จริงๆ เล่นเอาทั้งคนทั้งองค์แตกตื่นตกใจ ผู้เขียนก็เห็นวิญญาณเป็นกลุ่มดำวิ่งออกหน้าต่างไปเลย  ตลอดระยะทางที่ผีหรือวิญญาณวิ่งตามทางที่ขว้าง พร้อมกับกลิ่นศพเหม็นมากวิ่งไปตามทาง ผ่านร่างทรงที่นั่งแหวกทางที่ตรงหน้าต่าง กับขยับตัวถอยแยกออกไปแทบจะนั่งทับกัน แถมยังแสดงท่าทางตกใจกลัวด้วย นี่ก็เป็นการจับถอนครั้งแรกเท่านั้น พวกร่างทรงก็ยังนั่งตกใจอยู่ พวกเขามองผู้เขียนกันตาแป๋ว แต่ผู้เขียนเห็นอาการลีลาท่าทางขององค์ของร่างทรง แล้วแทบจะอดกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เพียงยกแรกเท่านั้นก็แตกตื่นใจกันแล้ว ก็หันมาจับอีก กำหนดจิต แล้วจับถอนอีก พวกร่างทรงก็ขยับตัว คงนึกว่า เฮ้ยๆ เอาอีกแล้วว่ะ คราวนี้ก็เตรียมตัวเตรียมใจสู้มั้ง  พอผู้เขียนคว้าจับถอนก็ขว้างออกทางหน้าต่าง แต่คราวนี้กลิ่นน้อยมาก แสดงว่าครั้งแรกถอนไปเยอะแล้ว ครั้งที่สองกลิ่นซากศพแทบไม่มีกลิ่น เล่นเอาพวกร่างทรงทั้งหลายถอนหายใจกันเฮือกใหญ่ เพราะไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก ก็ดูจะสบายใจกันบ้าง ถึงกับลดมือลงจากท่าทางแล้ว ก็ดูพวกเขาปลอดโปร่งใจ แต่พอผู้เขียนจับถอนอีกพวกเขาก็แสดงท่าทางออกมาอีก คราวนี้จับถือก็ไม่มีอะไรโล่งหมด ก็บอกพวกเขาว่าหมดแล้ว เท่านั้นแหละ ก็ขยับตัวกัน เข้ามาใกล้ ผู้เขียนก็ถามพระผู้ป่วยว่าเป็นอย่างไรพระอาจารย์ประธานก็บอก เออแปลกหายปวดหายคันเลย ก็บอกท่านว่า เดี๋ยวก็ยุบหายแล้ว ผีมันออกก็จะหาย


ทีนี้ก็เล่าให้ฟัง ท่านถูกลมเพลมพัด ตอนท่านไปเก็บจีวรที่ตากนั่นแหละ พระประธานก็เถียงผู้เขียน อาตมามีหลวงพ่อโตทรงร่างคุ้มร่างนะ และยังมีมีดหมอของหลวงพ่อเดิม ของจะเข้าร่างอาตมาได้อย่างไร พวกร่างทรงได้ฟังก็หูผึ่งจะจริงหรือเท็จก็ฟังต่อ ผู้เขียนก็บอกว่า ถ้าท่านเก่งจริงผีมันก็เข้าไม่ได้หรอก ก็อธิบายให้ฟัง ผีมันจะเข้าหรือของมันจะเข้าได้ก็ต้องอ่อนกว่ามันสู้มันไม่ได้น่ะซี ก็บอกว่าท่านโดนลมเพลมพัด ตอนค่ำที่ท่านไปเก็บจีวรนั่นแหละตากราวไว้ก็ไปเก็บเอามาพาดตรงข้อศอกที่โดนนี่แหละ มันปล่อยมาตามลม เห็นเป็นผ้าขี้ริ้วห่อศพหรือวิญญาณพวกเล่นของเขาปล่อยทุกวันพระ โดนตอนค่ำตะวันจกดินนั่นแหละ ยิ่งไปถอนไปโปะก็ยิ่งออกฤทธิ์เฟะน่ะซี ก็เพราะท่านไม่ได้ฝึกสมาธินั้นด้วย ถ้าฝึกสมาธิเก่งๆ ผีมันก็เข้าไม่ได้ ของก็เข้าไม่ได้ หลวงพ่อโตก็ช่วยไม่ได้เพราะไม่มีจิต มีดหมอหลวงพ่อเดิมก็ติดกับอังสะ ก็ช่วยไม่ได้ผู้ใช้ของ ใช้พระ ใช้ของศักดิ์สิทธิ์ ก็ต้องมีจิตสมาธิด้วยและก็บอกว่า ถ้าท่านมีพลังจิตหรืออำนาจสมาธิถึงจะคุ้มครองตัวเองได้ มีดหมอก็มีฤทธิ์คุ้มได้ เดี๋ยวท่านกลับไปนี้ถึงบ้านหรือตำหนักคุณสมนึกก็จะแห้ง ยุบหายแล้วทีนี้ก็ไม่เถียงเลย เห็นไหมตอนผมกำหนดจิตจับถอนและขว้างออก ก็จะเห็นวิญญาณหรือผีมันพุ่งออกไปตรงหน้าต่าง  แล้วก็ถามพวกที่นั่งข้างทางนั้นดูซีว่า ผีมันจริงหรือเปล่า เห็นแทบตายองค์ก็ลงมาฟาดกันให้ยุ่งไปหมด พวกร่างทรงก็บอกว่า ผมตื่นเต้นจะตาย องค์ลงมาช่วยฟาดป้องกันให้ ทีแรกรุนแรงมาก กลัวจริงๆ ครั้งที่สองก็ตื่นเต้น แต่น้อยมาก ครั้งที่สาม ไม่มีรู้ได้เลยว่าถอนของหมดแล้ว และพอพระกลับบ้านก็ยุบหายจริงๆ พวกร่างทรงเห็นอานุภาพปราบผี พวกเขาจึงศรัทธาผู้เขียน และก็เป็นเหตุให้เปิดการรักษาในวิหารพ่อปรกโพธิ์ครับ 

ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

รักษาในวิหาร


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

                เป็นเพราะเข้าโบสถ์วัดโพธิ์ท่าเตียน หรือวัดพระเชตุพนวรวิหาร หรือวัดพระเชตุพนมังคลาวาส ความจริงผู้เขียนสมัยเด็กก็เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเมี้ยนมาก่อน และก็มีความสัมพันธ์กับบิดาผู้เขียน พันโทปลั่ง เทพหัสดิน ณ อยุธยา สมัยสมเด็จป๋า พระวันรัต วัดโพธิ์โน่น แต่ไม่นึกว่าอีกยี่สิบปี ผู้เขียนก็กลับมาปฏิบัติในวัดโพธิ์ท่าเตียนอีก ด้วยการชักชวนของคุณสมนึกหรือน้ำตาเทียนพิชิตโรค พอกลับมาครั้งแรกราว ๒๕๒๐ กว่า ก็เจอพวกร่างทรงกลุ่ม “ปู่แดง” ซึ่งเป็นหัวหน้าหรือผู้นำของเจ้าวัดโพธิ์และก็เป็นปู่ใหญ่ด้วย คุณสมนึกเข้าวัดโพธิ์มาก็เข้าสังกัดอยู่กับ”ปู่แดง” และก็มีความนับถือเจ้าแดงมาก ถึงกับยอมเป็นลูกน้อง”ปู่แดง” และก็ชมความเก่งกล้าของปู่แดงให้ผู้เขียนฟัง ถึงกับพาผู้เขียนเข้ามาพิสูจน์ หลังจากคุณสมนึกถูกเปรตในสวนพุฒตาลเล่นงาน ก็สงสัยในตัวผู้เขียนว่า ปู่ผู้เขียนเป็นใครกันนะ ทำไมเพียงแต่บอกให้เปรตปล่อยขาลูกศิษย์สาว คราวไปขุดสมบัติในสวนพุฒตาลข้างบ้านผู้เขียน เปรตมันถึงกับกลัวผู้เขียน พูดคำเดียวให้เปรตปล่อย เปรตก็ปล่อยทันที ทั้งที่คุณสมนึกเองก็ถือว่าเป็นอาจารย์หรือปู่คนหนึ่ง ก็เลยคิดจะพามาให้พวกเจ้าวัดโพธิ์มาดูร่างดูองค์ของผู้เขียนมากกว่า เพราะตัวเองไม่สามารถดูเห็น ก็ต้องหลอกให้เข้าวัดโพธิ์มาให้พวกเจ้าปู่แดงดูแทน แต่เป็นผลดีให้ผู้เขียนได้ประสบการณ์ เรื่องจิต-วิญญาณมากขึ้น

เรื่องก็มีอยู่ว่า วันแรกที่ย่างเข้าวัดโพธิ์ ก็เห็นพวกเจ้าวัดโพธิ์มีจำนวนมากถึง ๔๐-๕๐ คน ตอนเข้ามาในโบสถ์ใหญ่ก็เห็นพวกร่างทรงแล้ว คุณสมนึกก็กระซิบผู้เขียนขอแยกไปคุณกับกลุ่มเจ้าหรือปู่แดง ผู้เขียนก็ไปกับน้องชาย มนตรี (หรือหลวงตาตั๋ง) เทพหัสดิน ณ อยุธยา พร้อมกับน้องสะใภ้ นาตยาหรือแดง เทพหัสดิน ณ อยุธยา ตอนนั้นก็เป็นลูกศิษย์หลวงตายิ้มอยู่ พอผู้เขียนกับน้องชาย ย่างเข้าวัดโพธิ์พวกร่างทรงเป็นกลุ่มก็จับตาดูพวกผู้เขียน เพราะเห็นคุณสมนึกเดินมากับกลุ่มผู้เขียน พวกเจ้าวัดโพธิ์ก็รู้ว่าจะต้องพาใครมาแน่ ต้องมีองค์แน่ ก็เห็นสมนึกเดินเข้าไปคุยกับเจ้าวัดโพธิ์ ผู้เขียนกับน้องชายก็กราบพระประธาน แล้วก็นั่งสมาธิกัน แต่ก็รู้ว่าเจ้าวัดโพธิ์กำลังตรวจดูพวกผู้เขียน ก็พอดี พระมาเทศน์ ผ๔เขียนก็นั่งสมาธิฟังเทศน์ต่อ แต่ไม่ลืมบอกน้องสะใภ้หรือแดงว่า นั่งสมาธิไม่ต้องกลัว ให้มานั่งตรงหน้าตั๋งหรือพี่ก็ได้ เพราะพวกเจ้าวัดโพธิ์กำลังส่งฌาณมาตรวจพวกเรากัน เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิกันต่อ และก็จริงๆ พวกปู่แดงพวกเจ้าวัดโพธิ์ส่งจิตมาตรวจเราจริงๆ แต่พอส่งมาผู้เขียนก็ตัด “ฌาณ” ไม่ให้เข้ามาใกล้บริเวณที่เรานั่งกัน จนกระทั่งพระเทศน์จบก็ได้เรื่องเลย พวกเจ้าวัดโพธิ์โดยการนำของปู่แดงคุณสมนึกก็ยกทีมมานั่งล้อมพวกผู้เขียน และก็มาทำตาปริบๆ มองดูพวกเรา คุณสมนึกก็แนะนำให้รู้จักกัน และเจ้าปู่แดงก็บอกว่า คุณสงค์ องค์ของคุณเป็นพระฤๅษีองค์ที่ ๑๐ และปู่ของคุณก็เป็นปู่ทางอินเดีย อยู่ในชั้นสามของเทวาลัย และบอกน้องชายเป็นองค์ทางพุทธ ก็เลยนั่งคุยกันและก็เชื้อเชิญให้มาวัดโพธิ์ จะมาทุกวันพระ ฟังเทศน์จบก็จะมีสวดเทพหรือทางคนทรงกัน ก็พอดีน้องชายบอกว่า พี่ดึกแล้ว ขอตัวกลับก่อน ตอนนั้นน้องชายอยู่ฝั่งธนบุรีเลยวัดปากน้ำภาษีเจริญไปหน่อย คุณสมนึกก็บอกว่า คุณสงค์ เดี๋ยวกลับพร้อมผม ผู้เขียนอยู่สวนพุฒตาลคุณสมนึกอยู่ปากเกร็ด ต้องขึ้นรถเมล์สาย ๓๐ ก็เป็นอันว่าผู้เขียนก็ต้องอยู่ร่วมกับคุณสมนึกและเจ้าวัดโพธิ์ ก็ดีครับ จะได้พิสูจน์พวกร่างทรงกันไปด้วย

ทีนี้ก็ถึงพิธีสวดเทพ เจ้าแดงเป็นประธานและให้ผู้เขียนไปนั่งใกล้ๆ กับเจ้าปู่แดง และคุณสมนึกเป็นผู้ใหญ่กว่าเพื่อนไปนั่งตรงอีกข้างของปู่แดง ก็เริ่มสวดภาษามคธนี่แหละ และก็คล้ายสวดทางอินเดีย หรือฟังคล้ายๆ ภาษาเทพ ผู้เขียนพอฟังแล้วก็สำรวมจิตเข้าสมาธิฟัง และดูไปด้วยเรื่องแปลกก็เกิดขึ้น ปู่แดงสวดเก่ง ปรากฏว่าเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จนำหน้าเป็นพระสงฆ์เรานี่แหละ จะเป็นพระคนเราหรือพระสงฆ์เดินนำหน้า ก็เพ่งจิตดูตอนนี้มือพนมไหว้ ก็เห็นพระพุทธองค์จะเป็นพระสงฆ์มนุษย์แบบเราก็ไม่เชิง เดี๋ยวเปลี่ยนไปเหมือนเทวรูป หรือพุทธรูปมีชีวิตชีวานี่แหละ ลอยนำหน้าพวกเหล่าเทพเทวดาทั้งหลาย มีทั้งพระอินทร์ พระพรหม เหล่าทวยเทพเหาะลอยตามพระพุทธองค์ เป็นริ้วขบวนตามพระสงฆ์หรือพระพุทธเจ้า รอยๆ ตัวก็มีรังสีสีทองกระจายออกมา พอลอยนำหน้ามาถึงพระประธาน พระพุทธเจ้าก็เข้าไปอยู่ในพระประธาน คือท่านถอยพระวรกายเหมือเข้าไปนั่งในองค์พระประธาน และก็เหล่าเทวดา อินทร์ พรหม  ก็มายืนประดับอยู่ด้านข้างพระพุทธรูป


กระทั่งเจ้าปู่แดง สวดพิธีเสร็จ ท่านก็เสด็จออกจากองค์พระประธานแล้วก็ลอยหายขึ้นไปบนอากาศ ก็พอดีลืมตามา ก็เห็นพวกเจ้าปู่แดงและร่างทรงทั้งคุณสมนึกกำลังนั่งดูผู้เขียนกันอยู่ ก็เลยชมเจ้าปู่แดงว่า คุณแดง คุณสวดเก่งมากนะ วันนี้พระพุทธเจ้าองค์ปางรำพึงเสด็จลอยนำหน้ามีเทพยดา พระอินทร์ พระพรหม เทวดาทั้งหลาย เสด็จมาเป็นขบวน และพระพุทธเจ้าก็เสด็จถอยพระวรกายเข้าไป คือนั่งซ้อนในพระประธาน พระพุทธรูป องค์นี้แหละและเหล่าเทพ-พรหม ก็ยืนพนมมืออยู่ด้านข้างๆ หลังของพระประธาน พูดแล้วก็ชี้มือ อธิบายให้ฟังตามที่ผู้เขียนเห็น เล่นเอาเจ้าวัดโพธิ์ แม้แต่ปู่แดงถึงกับร้องโอ้โฮ พวกร่างทรงก็พลอยตื่นเต้นกันใหญ่ ปู่แดงถึงกับพูดว่า ปู่สงค์ นี่ได้ดวงตา ตอนแรกเรียก”คุณสงค์”  ตอนนี้เรียกปู่สงค์เลย พวกร่างทรงดูจะเป็นมิตรมากขึ้น พูดง่ายๆ ก็เริ่มมีความศรัทธาตัวผู้เขียน เพราะสงสัยว่า อะไรคุณสงค์เพิ่งมาครั้งเดียว เห็นโน่นเห็นนี่คนที่ตื่นเต้นมากก็คือปู่แดง เพราะคิดว่าจะได้ผู้เขียนมาเป็นเจ้าวัดโพธิ์น่ะซี นี่เป็นเพียงอารัมบทยังไม่เข้าเรื่องรักษาคนในวิหารระ ต้องเป็นวันพระหน้า เพราะเป็นวันเริ่มต้นของการรักษาในวัดโพธิ์

ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

เปรตสวนพุฒตาล

โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            สมัยตอนผู้เขียนเป็นเด็กๆ  อยู่ในสวนพุฒตาลก็ผจญกับเรื่องผีๆ จิปาถะพอโตมาหน่อยก็ได้ยินเรื่อง เสียงเปรตมันร้องมาจากวิมานเมฆ พวกผู้ใหญ่เขาเจอกัน แม้แต่คุณพ่อผู้เขียน พันโทปลั่ง เทพหัสดิน ณ อยุธยา ก็เคยเจอจังๆ มาแล้ว ตอนโตแล้วถึงตอนปฏิบัติ ๒๕๑๑ อายุ ๒๗ ปี ผู้เขียนก็เจอกับตัวเอง ตอนสะพานแรกจะเข้าบ้านผู้เขียน กำลังเดินกลับบ้านประมาณ ๓ ทุ่มกว่า ก็ได้ยินเสียงร้องกรี๊ด เสียงยาวแหลมมาจากอากาศก็เลยยืนมองดูตามเสียงร้อง ก็เห็นเป็นเงายาวดำสูงๆ กำลังวิ่งก้าวยาว ผ่านหน้าผ่านตาไป เสียงก็ยังยาวตาม แต่ไม่เห็นตัวชัด วิ่งจากตรงหน้าผู้เขียนข้ามคลองไปตามทาง ข้ามรั้วสังกะสี เข้าวิมานเมฆ หายไปต่อหน้าต่อตา เล่นเอาขนลุก นึกด่าในใจ แม่งร้องซะขนลุกเชียว พอกลับไปถึงบ้าน อาบน้ำเรียบร้อยก็เข้าไปนั่งในห้องรับแขก ซึ่งจะมีบิดา-มารดา พี่น้องมานั่งชุมนุมดูโทรทัศน์และคุยกันคุณพ่อก็ถามว่าไปไหนมาวันนี้ถึงกลับบ้านดึกเลย คุณพ่อก็เคยเตือนไว้ไปไหนก็อย่ากลับดึกดื่นเกินสามทุ่มนะ แต่คราวนี้ผู้เขียนกลับเกินสี่ทุ่ม เห็นคุณพ่อถามด้วยความสงสัย เป็นไงล่ะคืนนี้กลับดึกเจออะไรเข้าล่ะ เล่นเอาคุณพ่อหัวเราะ  เพราะต้องเจออะไรเข้าแน่

ทีนี้ก็ทำให้ญาติพี่น้องหันมาดูกันเป็นตา เพราะเรื่องต่างๆ มักจะเกิดจากผู้เขียนเป็นส่วนมาก ก็รู้ว่าต้องมีเรื่องแน่ๆ ก็หันมาฟังกัน ผู้เขียนก็เล่าว่า เมื่อตอนเดินเข้ามาเมื่อกี้นี้เอง พอเดินมาถึงสะพานแรกซึ่งเป็นบ้านเก่าของพลเอกสถิตย์ ยุทธการ และต่อมาก็เป็นบ้านของพลเอกพร พอก้าวขึ้นบนสะพาน ก็มีเสียงกรี๊ดๆ ยาวแหลม บาดหัวใจเชียว พร้อมกับมีเงาสูงยาวดำ เห็นเป็นตัวคนสูงๆ นี่แหละ วิ่งปาดหน้าไปดื้อๆ เกือบจะเหยียบตัวผู้เขียน ห่างกันซักก้าวสองก้าวเล่นเอาตกใจ ถึงกับร้องด่า ไอ้ห่าเกือบเหยียบหัวกูเข้าให้แล้วซิไอ้เปรต เสียงร้องพร้อมกับมันวิ่งไปวิมานเมฆ  เล่นเอาคุณพ่อมองหน้า และก็เล่าให้ฟังว่า พ่อเองก็เจอตรงแถวนั้นแหละ สองสามครั้ง จึงเตือนไม่ให้ลูกๆ กลับดึก เล่นเอาพี่ๆ น้องๆ นั่งมองตากัน เพราะยังไม่เคยเจอ

แต่เปรตตัวนี้ เคยได้ยินภริยาของพลเอกพร ธนะภูมิ เคยเจอและเล่าให้ฟัง ตอนท่านนั่งสมาธิสวดมนต์ ได้ยินเสียงร้องกรี๊ด แล้วเห็นเงาสูงดำ วิ่งผ่านหน้าต่างไป ก็รู้ว่าเป็นเปรต ต่อมาราว พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้มั้ง ผู้เขียนก็ไปนั่งสมาธิตรงบริเวณบ้านผู้เขียน ก็ไปเจอของที่ฝั่งไว้ใต้ดิน ก็มีอาจารย์สมนึก หรือฉายา น้ำตาเทียนพิชิตโรค รู้จักกัน มีตำหนักอยู่ตรงข้ามคานเรือปากเกร็ด  ก็ติดตามผู้เขียนมาที่บ้าน มานั่งตรวจที่ตรวจทาง หน๊อยดันบอกไปเจอขุมทรัพย์ฝังในสวนพุฒตาล ความจริงผู้เขียนรู้แล้ว มีฝังไหใส่ข้าวของไว้สมัยก่อน แต่อ.สมนึกบอกว่ามีทองมีเพชรฝังไว้มากมาย ลองขุดดูไหมล่ะ ผู้เขียนก็บอกว่า อยากลองของหรือ ก็เอาซิ อ.สมนึกก็นั่งสมาธิชี้ตรงนี้มีของมีอะไร แกอธิบายยังกับเห็นกับตา หารู้ไม่ว่าวิญญาณที่บริเวณบ้านผู้เขียน เขามาติดต่อคุยกับผู้เขียนบ่อยๆ ก็เลยนึกสนุก ให้อ.สมนึก แกเจอดีกันเสียบ้าง ก็จัดแจงวางแผนขุดสมบัติกันทันที

พอตอนทำพิธี อ.สมนึกก็ทำพิธีกั้นบริเวณที่จะขุด แล้วซัดข้าวตอกไล่วิญญาณ ทีนี้ถึงพิธีขุด ก็ทำพิธีบวงสรวง ผู้เขียนก็ปล่อยให้อาจารย์สมนึกแสดงเอง แต่ในใจผู้เขียนก็อยากจะรู้ว่า วิญญาณในที่นี้เขาจะเอาอย่างไร แต่ก็ได้บอกผู้เขียนว่า ปล่อยให้เขาทำเถอะ ท่านก็อยู่เฉยๆ พอสวดพิธีเสร็จ ก็ให้พรรคพวกที่มาช่วยลงมือด้วย ในพิธีอ.สมนึก ก็เอาลูกศิษย์สาวสองสาวเข้ามานั่งในพิธี หารู้ไม่ว่า จะทำพิธีอะไรห้ามเอาผู้หญิงเข้าไปเกี่ยวข้องในพิธี ก็เคยทักท้วงแล้ว อ.สมนึก กลับคุยว่าไม่เป็นไร ผมคุ้มครองได้ ก็เริ่มขุดกันตอนสี่ทุ่ม ก็ขุดกันไปคุยกันไป ถ้าได้ของมาต้องแบ่งกัน ว่ากันไป แต่ผู้เขียนเคยเห็นของอยู่ตรงทางเข้าบ้านผู้เขียน ก็ไม่ได้บอกให้อ.สมนึกรู้ แกก็ฉลาดมาชี้ตรงที่ผู้เขียนขุดเปิดดู เพราะได้ตะกรุดทองตะกรุดเงินใส่กระถางมังกรเก่าและมีฝาปิดไว้ ปรากฏว่า ผุหมด เหลือที่ดีๆ แค่กำมือ อ.สมนึกก็นั่งชี้มือให้ขุดตรงโน้นตรงนี้ เผลอแพล๊บเดียวไปนั่งคู่กับลูกศิษย์สาวทั้งสอง

เรื่องแปลกก็เกิดขึ้น ผู้เขียนเห็นอ.สมนึกไปจู๋จี๋ลูกศิษย์สาว ในจิตก็บอกว่า เดี๋ยวเถอะ อ.สมนึกโดนแน่ ลูกศิษย์สาวถึงกับนอนตักอ.สมนึก ในใจก็บอกว่า น่ากลัวจะไม่ดีละมั้ง แพล๊บเดียว ได้เรื่องเลยละ ผู้เขียนก็กำลังนั่งดู มีกระแสฌาณอะไรส่งมาวะ ก็พอดีได้ยินอ.สมนึก ร้องเรียกผู้เขียนเสียงหลง ก็คงเพราะตกใจ ก็ลืมตาดู ก็เห็นเหตุการณ์ อ.สมนึกกำลังคะเย่อดึงร่างลูกศิษย์สาวอยู่ ก็สงสัยว่า แกดึงสู้กับอะไร พอมองไปก็เห็นลูกศิษย์สาวถูกดึงออกนอกสายสิญจน์ ครึ่งค่อนตัวแล้ว ก็ได้ยินอ.สมนึกบอกว่า คุณสงค์ช่วยผมด้วย ผีมันจะดึงร่างสาวออกไปพ้นสายสิญจน์แล้ว ถ้าพ้นสายสิญจน์ อาการก็จะหนัก จึงเพ่งมองไปดู อะไรมันดึงขาผู้หญิงวะ ก็เห็นเป็นเงาดำ มีแขนเหมือนไม้ไผ่ เป็นลำดำเหมือนแขนคน ก็มองตามขึ้นไปดู ถึงกับร้อง อ้อ เปรต นี่เอง กำลังดึงขาลูกศิษย์สาวที่ชื่อ”หน่อย”อยู่นี่เอง

กำลังชักคะเย่อกันอยู่ ก็มองดูเปรตซิ มันหน้าตาเป็นอย่างไร แขนขายาวเหมือนท่อนไม้ไผ่นั่นแหละ แต่เป็นเงาดำให้เห็นเป็นแขน ก็ไล่ไปดูหน้าตาเปรต มันเป็นอย่างไร มันก็ไม่ก้มหน้ามาให้ดูสักที เห็นแต่แสงไฟ เหมือนเทียนจุดไว้ตรงหัวมัน ก็นึกในใจ ไอ้หอก อยากจะดูหน้าเปรตตัวนี้ก็ไม่ได้  หันมาดูเจ้าหน่อยลูกศิษย์สาวอ.สมนึก ก็ถูกดึงออกมาถึงคอแล้ว ก็เลยเพ่งจิตมองหัวเปรต และบอกว่า “ปล่อยเขาซะ”  ปล่อยเขา เท่านั้น เรื่องแปลกก็เกิดตามเข้ามาอีก คราวนี้เห็นเปรต มันสะบัดแขนดำๆ ใส่มาทางข้างหน้า เจ้าหน่อยถึงกับกระเด็นกลับเข้ามาในสายสิญจน์ และเจ้าเปรตตัวนี้ก็ถึงกับร้องกรี๊ดๆ  ก้าวขาโย่งๆ เข้าไปในรั้วเขตวิมานเมฆ หายไปต่อหน้าต่อตา แล้วก็หันมาดูอ.สมนึก นั่งใจเสียอยู่ในวงสายสิญจน์ด้วยความตกใจและเหนื่อยใจแทบจะขาด เพราะออกแรงชักคะเย่อกับเปรต พอสักครู่ก็เอ่ยบอกผู้เขียนว่า เลิกเถอะ พิธีแตกแล้ว

(มีต่อ)


อ. สมนึกแกกลัวจริงๆ เสร็จแล้วก็ไปนั่งคุยกันในห้องรับแขกของผู้เขียน ซึ่งมีคุณพ่อคุณแม่ ละพี่ๆ น้องๆ เข้ามาแจมด้วย เพราะพวกเขานั่งดูพวกเราทำพิธีขุดกัน และก็เห็นเหตุการณ์ แต่ไม่รู้ว่าชักคะเย่อกับอะไอยู่ ตอนนี้จิตใจปกติแล้วก็มาเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง เจ้าหน่อยลูกศิษย์สาวนอนหนุนตัก อ.สมนึกเพลิน ดันมีอะไรมาดึงขาลากออกจากวงสายสิญจน์ ร้องจ๊ากเลย คว้ามืออ.สมนึกได้ก็ดึงไว้ ตอนแนกนึกว่าดึงสู้ได้ แต่ที่ไหนกลับสู้ไม่ไหว ก็เลยต้องเรียกคุณสงค์ช่วย มันจะแย่อยู่แล้ว ก็มีคนถามว่า อ้าว ละอาจารย์มีองค์หลวงปู่ตื้อล่ะทำไมไม่เรียกให้ท่านช่วยล่ะ เพราะหลวงปู่ตื้อเป็นพระอริยสงฆ์ มีอานุภาพมาก เก่งมาก ก็แสดงว่า อ้างหลวงปู่ตื้อมาลงทรง นี่ก็หน้าแตกเพราะสู้ผีเปรตไม่ได้  ถูกเปรตโยนลูกศิษย์สาว ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์หงายท้อง อวดเก่ง เอาผู้หญิงเข้ามาในพิธีได้ ก็แย่นะซี  ตั้งแต่นั้นมาอ.สมนึกไม่กล้าเหยียบย่างเข้าสวนพุฒตาลอีกเลย

เปรตในสวนพุฒตาล ก็ยังมีให้เห็นอีกตัวอยู่ในดงต้นยางอายุเป็นร้อยปี เคยมานั่งตากลม ก็เห็นในดงต้นยางมีอะไรอยู่วะ ก็เพ่งมองดู อ้าวเจ้าเปรตอีกตัวยืนอยู่กับต้นยาง สูงเท่ากันเลย  ก็เห็นมันยืน ส่ายหน้าล่อกแล่ก ยืนมองดูผู้เขียน ก็เลยเพ่งจิตส่งมันไปเกิดเถิด เจ้าพ้นวิบากกรรมแล้ว และตั้งแต่นั้นมา ผู้เขียนก็ไม่เคยเห็นหรือได้ยืนเสียงเปรตมาอีกเลย เพราะผู้เขียนนั่งสมาธิและแผ่กุศลให้พวกเปรตพ้นทุกข์ไปน่ะซี

ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

ประวัติปู่สงค์ สวนพุฒตาล

                ปู่สงค์ สวนพุฒตาล หรือ สวนพุดตาน เกิดวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๔๘๓ ตรงกับวันจันทร์ แรม ค่ำ เวลา ๒๓.๑๕ น. เป็นบุตรของพันโทปลั่ง กับคุณสมพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา มีพี่น้อง คน คนโต คุณประพาส หรือ บัง เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นหัวหน้าค่ายมวยสวนพุฒตาล ลูกหัสดินคนที่สอง คุณประพัฒน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นนายช่างเครื่องบิน บริษัท การบินไทย และเป็นนายทวารประจำทีมฟุตบอลสวนพุฒตาล แชมป์ประชาชนปีแรกของประเทศไทย คนที่สามก็คือ ปู่สงค์ หรือ เรืออากาศตรีประสงค์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา คนที่สี่ คุณมนตรี เทพหัสดิน ณ อยุธยา หรือหลวงตาตั๋ง องค์การโทรศัพท์ คนที่ห้าคือ บุษยทิพย์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หรือ บุษยทิพย์ คฤโฆษ พี่น้องเป็นนักกีฬา เป็นนักมวย นักฟุตบอล นักวิ่ง นักกรีฑา และนักปฏิบัติธรรม แต่ก็มีผู้เขียน ประสงค์ กับ มนตรี ที่ยังปฏิบัติธรรมอยู่ทุกวันนี้ พี่น้อง 5 คนนี้ หลวงพ่อโอภาสี หรือมหาชวน แห่งอาศรมบางมด เป็นผู้ตั้งชื่อให้ทุกคน

            ประวัติ ปู่สงค์ หันมาปฏิบัติธรรมในปีพ.ศ. ๒๕๑๑ นั่งสมาธิ ใช้หลัก อานาปาณะสติ หรือการภาวนาพุท-หายใจเข้า และ โธ หายใจออก ฝึกเองปฏิบัติเองอยู่ในกระท่อมคุณตาสำเภา หรือร้อยโท สำเร็จณรงค์ รุ่นเดียวกับจอมพลแปลก หรือ ป. พิบูลสงคราม  คุณตาตาย ก็ยืนมองดูกระท่อมร้างของคุณตาใจก็นึกว่า จะปล่อยกระท่อมทิ้งร้างทำไมล่ะ ยึดเอากระท่อมคุณตาเป็นที่ปฏิบัติธรรมดีมั้ง มันเกิดขึ้นในจิต    ก่อนปฏิบัติก็มีซิกเซ้นส์อยู่ในจิตแล้ว ก็ตัดสินใจขนหนังสือไปอยู่ในกระท่อม จำได้ว่า ก่อนเข้าพรรษา วันหนึ่ง พอตอนกลางคืน ก็นั่งสมาธิ ตอนนั้นสะสมตำราการนั่งสมาธิ สัมมาอรหัง  หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ธรรมกายก็มี  หยุบหนอ-พองหนอ ของวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ตำราของพระโมคคัลลา หลวงพ่อฟื้น วัดสระยายโสม สุพรรณบุรี ตำราของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ  หลวงปู่มั่นก็มี กะไว้ว่าจะบวชอายุ ๕๐ ตลอดชีวิต เพราะเคยอ่านไว้แล้ว ก็ตั้งจิต จะปฏิบัติสมาธิจริงๆ

ก็เริ่มนั่งในคืนเข้าพรรษา ประมาณ ๔ ทุ่ม ก็ภาวนา พุทโธ ก็แล้ว พองหนอ-ยุบหนอ ก็แล้ว สัมมาอรหัง ก็แล้ว จิตก็ไม่รวมกันทั้งนั้น ก็เกิดง่วงครับ ก็เอนตัวลงนอน เท่านั้นก็เกิดเรื่องเลย มีเหตุการณ์เกิดขึ้นทันตา ก็มีเสียงพายุพัดโหมใส่กระท่อม เล่นเอาขนลุกตกใจกลัวเพราะกระท่อมอยู่ในป่าข้างบ้านผู้เขียน เพียงแต่มีคลอง ๔-๕ เมตร กั้น และในป่ามันมีต้นไม้เก่าแก่อายุก็ประมาณร้อยปี แถมเป็นต้นโศกด้วย หลังรัฐสภาปัจจุบันนี้ เล่นเอาตกอกตกใจ เฮ้ยอะไรวะ อยู่ๆ ก็มีพายุพัดใส่กระท่อม ก็ลุกขึ้นมานั่งพิจารณาดู ทำไมลมมันพัดใส่แต่หน้ากระท่อมนะ มองดูไปรอบๆ ก็ไม่มีลม ใจก็บอกว่า เฮ้ย ผีหลอกแล้ว ก็นั่งขัดสมาธิเลย ภาวนาพุทโธ  นึกอะไรได้ก็ภาวนาไป รู้แต่ว่า พุทโธบ้าง สัมมาอรหังบ้าง และก็พองหนอ ยุบหนอ ก็แล้ว

ก็ท่องอิติปิโสมงกุฏพระพุทธเจ้า คาถาหลวงพ่อโอภาสี ก็แล้ว ใจมันยังไม่หายสั่น  มันตกใจกลัว ขนลุกหมด ก็นึกในใจว่า อย่างนี้ผีมันต้องหลอกเราแน่ แต่ใจยังชื้อเพราะว่ายังมีพระเครื่องพวงใหญ่อยู่บนหัวเตียง แต่นัยน์ตาก็กวาดมองไปรอบกระท่อม คอยดูว่า ผีมันจะโผล่มาทางไหน เพราะกระท่อมเป็นเพียงกระต๊อบเหมือนเพิงหมาแหงน เห็นได้ทั่ว ปรากฏว่าท่องคาถา ภาวนาอะไรก็แล้ว เจ้าพายุก็ยังไม่หยุดพัด ก็เลยตัดสินใจว่า เป็นอะไรก็เป็นซีวะ ถ้าผีมันโผล่มาละก็จะเอาพระพวงใหญ่ฟาดผี เท่านั้นก็นั่งสูดลมหายใจเข้า-ออกลึกๆ สักครู่ จิตมันก็หายกลัว ลมหายใจมันก็สงบ ไม่ตื่นเต้นไปกับความกลัว ก็เลยรู้ว่าความกลัวมันทำให้จิตเราสั่นไปนี่เอง 

พอคุมลมหายใจปกติลงมันก็สงบ ก็เลยเอาจิตไปจับกับลมหายใจ จิตก็ไปดูตรงลมมันเข้าออก ตรงปลายจมูก กึ่งกลางของรูจมูกทั้งสองก็เลยรู้ว่า ลมเข้าลมออกมันอยู่ตรงนี้ ก็เลยเพ่งดูลมหายใจ ก็เลยว่า ที่ตั้งของจิตอยู่ปลายจมูกหรือจงอยจมูกนี่เอง สามารถรู้เห็นอาการของลมหายใจได้นี้จิตก็เลยเพ่งดูลมหายใจเข้า-ออก ก็เลยรู้ว่า จับกับลมหายใจก็จะบังคับลมหายใจ ไม่ให้หายใจเร็วหรือช้าได้ หายใจเข้าเท่าไหร่ ออกเท่าไหร่ เราก็รู้และบังคับได้ จะให้หายใจเป็นปกติให้พอดี พอดีได้ ก็อยู่ที่นี่เอง ก็เลยตั้งจิตภาวนา “พุท หายใจเข้า โธ หายใจออก” นี้พอดี พอดี หรือเท่าๆ กัน ก็จะทำให้ลมหายใจเป็นปกติ ก็ถือเอาที่ตั้งอยู่ตรงจงอยปลายจมูก ก็ถือเป็นจุดตั้งจิต เพราะจะควบคุมลมหายใจเข้า-ออก ไม่ให้เร็ว ไม่ให้ช้า  หรือไม่ให้ยาว  ไม่ให้สั้น ให้พอดีๆ กัน จิตก็เลยมีที่ตั้งของจิตตรงนี้นี่เอง 
พอภาวนาๆ เข้า จิตก็จะจากหยาบมาอย่างกลาง แล้วถึงจะมาละเอียด ก็ต้องตั้งระยะทางของลมหายใจไว้ก่อน หายใจเข้ากี่นิ้ว จึงจะพอดี หรือพอกับความต้องการของใจ สมมุติว่า เอาระยะลมหายใจเข้า ๔ นิ้ว พอดีกับความต้องการของใจหรือการหายใจ ก็เอาระยะสูดลมหายใจเข้า ๔ นิ้ว หายใจออก ๔ นิ้ว  เป็นหลักระยะทางลมหายใจ (ถ้าท่านใด จะหาระยะทางมากขึ้นหรือน้อย ก็แล้วแต่ความต้องการของใจเป็นหลัก) สมมุติว่า เราใช้ระยะทาง ๔ นิ้ว เป็นหายใจเข้า ๔ นิ้ว หายใจออก ๔ นิ้ว เราก็เพ่งจิตไว้กับลมหายใจ หรือใช้ทั้งจิตและนัยน์ตา จับกับระยะทางของลมหายใจเข้า ๔ นิ้ว ออก ๔ นิ้ว จิตก็จะจับอยู่กับลมหายใจ ระยะทางของลม ก็จะคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอ จากหยาบก็มาอย่างกลาง แล้วจะถึงมาละเอียด จาก ๔ นิ้ว ก็จะลดมาตามลำดับ ๓ นิ้วครึ่ง ๓ นิ้ว สองนิ้วครึ่ง สองนิ้ว หนึ่งนิ้ว

ก็เช่นเดียวกับเราเล่นลูกข่างนั่นแหละ ขว้างลูกข่างลงพื้น ลูกข่างก็จะวิ่งวนเป็นวงกว้างสักครู่ ก็จะตีวงแคบ และก็จะเหลือวงแคบๆ เข้า จิตก็เรา ลมหายใจของเรา ก็จะหดสั้น หดสั้นเข้าทุกที เพราะลมหายใจมันเริ่มสงบหรือละเอียดขึ้น จนถึงใกล้กับจงอยจมูกหรือที่ตั้งของจิต เหลือประมาณ ๑ หุน หรือสองหุน ใกล้จุดที่ตั้งแล้ว จิตจะสงบแล้ว ก็จะเกิดมรอาการปรากฏให้รู้ว่า จิตเริ่มสงบ ก็จะเกิดอาการตัวเบา วูบวาบในจิต ร่างกายบางครั้งรู้สึกจะสั่น โยกบ้าง ขยายบ้าง พองบ้าง หรืออาการบางอย่าง ตอนนั้นก็เป็น “การต่อฌาน” ทำให้เกิดวิตกขึ้น  เกิดความกลัวหรือตกใจ ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับการนั่งสมาธิ ตัวนี้แหละ ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความกลัวมาก ไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะอาการนี้แหละ ผู้ไม่เข้าใจจะกลัวมากถึงกับเลิกปฏิบัติกันไปมากต่อมาก เพราะอาการเหล่านี้ ตัวเบา ตัวโปร่ง ตัวขยาย หรือตัวลอย ก็มี หารู้ไม่ว่า นี้เป็นอาการของวิตกของผู้ปฏิบัติใหม่ๆ สำหรับผู้เขียนบอกว่าเป็นการต่อ”ฌาน” เป็นขั้นแรก ก็คือวิตก

ถ้าผู้ปฏิบัติเข้าใจเรื่องของวิตกหรือตัวกังวลตัวนี้ ก็แก้ไขได้โดยใช้จิตไปจับกับตัววิตกคือ จิตเพ่งไปจับตัววิตกหรืออาการวิตก โดยเพ่งจิตนิ่งไว้ อาการวิตกก็จะหายไป อาการเพ่งจิตจับวิตกไว้ให้แน่นก็คือ “วิจารณ์” วิจารณ์ก็เพ่งจิตจับวิตกนั่นแหละ อาการวิตกก็จะหายไป จิตก็จะนิ่งสงบ ก็ต่อฌานได้สำเร็จ ก็คือเข้าฌาน ๑ ไปได้แล้ว พอเพ่งจิตให้สงบต่อไป จิตก็จะนิ่งสงบมากขึ้น ก็จะเกิดอาการปิติ มีน้ำตาไหลออก ก็จะเข้าสู่ฌาน ๒ ต่อไป

พอจิตสงบมากขึ้น เพราะจิตนิ่งเพ่งมาก จิตก็สงบทวีคูณขึ้นอีก ตอนนี้ จิตสงบมากขึ้น น้ำตาที่ไหล ปิติ ก็จะหยุดแห้งหายไป จิตก็จะสงบมากขึ้นตามลำดับ ทีนี้ก็จะเกิดอาการขึ้นใหม่เหมือนคนกำลังมีความสุข เหมือนกับเรากำลังนั่งยิ้มอิ่มเอิบใจแบบนั้น บางท่านไม่รู้ว่าเวลาเขานั่งสมาธิแล้ว เห็นผู้ปฏิบัตินั่งยิ้ม ก็งงหรือสงสัย หารู้ไม่ว่า ผู้ปฏิบัติกำลังเกิดความสุขในจิตเป็นฌานสามแล้ว อิ่มเอิบสบายมาก แต่พอเพ่งจิตให้ธิ หรือให้นั่งเพ่งไปอีก คราวนี้ไม่มีอาการอะไร คือจิตมันนิ่งสงบๆ จริง ถึงอุเบกขา วางเฉย สงบนิ่ง นี่คืออาการของจิตที่จะเข้าเอกัคคะตารมณ์แล้ว จิตก็จะเพ่งเข้าไปอีก นิ่งจริงๆ หรือจิตเป็นหนึ่งเดียวหรือเข้าสู่ฌาน ๔ แล้ว หรือจตุตถฌาน ยิ่งเพ่งจิตให้นิ่งเข้าไปอีก ตัวรู้ตัวเห็นก็จะเกิดตามมาโดยอัตโนมัติ ก็ยิ่งนั่งสมาธิมากขึ้นอีก ก็จะเกิดเห็นความสว่าง ความว่างเปล่า ขึ้นมาในจิต พอเพ่งจิตเข้าไปอีก เรื่องแปลกก็เกิดขึ้นในตัวผู้เขียน

ตอนนั้นผู้เขียนนั่งสมาธิอยู่ในกระท่อมครั้งแรก นั่งๆ ไปมีแต่จิตเท่านั้น มีแต่ความว่างเปล่า กระท่อมก็ไม่มี บ้านตึกก็ไม่มี ต้นไม้ก็ไม่มี เสียงจักจั่น เสียงลมก็ไม่มี แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่มี  ทำไมมีแต่ความว่างไม่มีอะไรเลย ก็เกิดความสงสัยในจิต อะไรมันเกิดขึ้นกับตัวเรา ก็เลยนึกว่า อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด จะตายก็ให้มันตาย จิตก็ยิ่งสงบมากขึ้น เหมือนกับเราไปนั่งอยู่ในอากาศว่างๆ  ไม่มีเสียงไม่มีลม หรืออะไรรอบกาย แต่คราวนี้ก็เลยเพ่งในความว่างเปล่า มันเกิดอะไรขึ้น สักครู่ ก็เกิดเป็นแสงสว่าง จะขาวก็ไม่เชิง ก็เพ่งดูอากาศปรากฏว่า รอบๆ ตัวเรามีแต่อากาศทั้งนั้น ยิ่งเพ่งอากาศก็ยิ่งขยายกว้างออกไป สุดลูกนัยน์ตาหรือสุดจิตเรา ก็เลยรู้ว่าจิตกำลังเพ่งดูอากาศอยู่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีกระท่อม ไม่มีต้นไม้หรือตึก กำแพง ทั่วบริเวณมันว่างไปหมด ล้วนแต่เป็นอากาศทั้งนั้น

จิตก็เหมือนอยู่ในอากาศ ยิ่งเพ่งก็ยิ่งสว่างไสวไปทั่วทั้งบริเวณ ทั่งทั้งท้องฟ้า ไปจนสุดสายตามีแต่อากาศเท่านั้น ก็รู้ว่า นี่เรากำลังเพ่งอากาศอยู่หรือเราเข้าสู่อากาสานัญจายะตะนะ  เพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งเพ่งก็ยิ่งสว่างไสวไปทั่ว ไม่มีอะไรเลย ตึกรามบ้านช่องในสวนพุฒตาล บริเวณบ้านผู้เขียนหรือไกลออกไปก็ไม่มี มีแต่อากาศเท่านั้น ยิ่งเพ่งจิตเพ่งอากาศ ยิ่งทำให้จิตเราสว่างไสวลุกโพลน สบายแบบบอกไม่ถูก เหมือนพลังจิตยิ่งธิหรือเพ่งมาก ก็ยิ่งสมบูรณ์มากขึ้น จนกระทั่ง จิตมันอิ่มแล้ว ก็ลืมตา ถึงกับร้องโอ้โฮ นี่สว่างไสวทั้งข้างนอกข้างในเลยหรือ

เราก็มานั่งพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับ ก็ได้รับความจริงจากจิตภายในว่า นี่เรานั่งสมาธิคืนเดียวตั้งแต่ ๔ ทุ่ม ยัน ๘ โมงเช้า ถึงกับเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุดเชียวหรือ ไม่น่าเชื่อจะเข้าถึงระดับฌาน ๕ ได้เร็ว ก็กำลังนึกว่าจริงหรือเปล่าวะเนี่ย ก็มีเสียงหัวเราะอยู่ในจิตผู้เขียนว่า “ลูกทำได้” ก็สงสัยใครกันนะนั่งอยู่ในจิตของผู้เขียน ก็ยังไม่รู้ว่าใครกัน ก็นั่งปฏิบัติมาตั้งแต่คืนนั้นมาตั้งแต่ ๔ ทุ่มทุกคืน ก็เคยนั่งเพ่งจิตดูคนหัวเราะที่อยู่ในจิต ปรากฏว่า ได้เคยเห็น เพราะได้ยินเสียงนั้นบอกว่า ยังไม่ถึงเวลาจะรู้จักหรือเห็นท่าน ตั้งแต่นั้นมา เจ้าของเสียงก็จะคอยดูแลและบอกให้ผู้เขียนต้องลุกมาปฏิบัตินั่งสมาธิทุกวัน เวลารักษาคนป่วยก็ให้ผู้เขียนเพ่งจิตดูอาการคนป่วย แล้วก็เพ่งจิตรักษา ถ้าจนปัญญาก็แนะนำวิธีให้ บอกในจิตบ้าง เป็นภาพขึ้นมาในจิตให้เห็นบ้าง  หรือเขียนเป็นตัวหนังสือให้ปรากฏบ้าง ก็เลยทำให้ผู้เขียนต้องนั่งสมาธิดู เพ่งจิตตรวจโรคดู และก็ใช้พลังจิตเพ่งรักษา จนเกิดความชำนาญในจิต ยิ่งปฏิบัติมากในวัดในโบสถ์หรือในวิหาร ก็มักจะได้การพระทานพรจากพระพุทธเจ้า พระประธาน พระพุทธรูปปางต่างๆ อาทิ ปางประทานอภัย หรือบรมโลกนาถ ปางข้ามสมุทร และปางประทานพร ก็ยิ่งได้รับพลังบารมีมากมายจนร่างกายปลอดโปร่งเต็มไปด้วยพละกำลัง และโดยมากจะรับพรรับบารมีจากพระพุทธองค์ตามวัด พระประธาน แต่ก็ได้รับความแปลกใจเพราะผู้เขียนไม่เคยเห็นปู่ผู้เขียน หรือผู้ส่งเสียงบอกสอน รับพรหรือบารมีจากเทพหรือพรหมองค์ไหน

จนกระทั่งผู้ส่งเสียงภายในบอกว่าให้จัดพิธีไหว้ครู และก็สอนให้ทำอย่างไร ขึ้นบายศรีพรหม หนึ่งคู่ ใบหรือบายศรีหลัก ๙ ชั้น ต้นเดียว ใช้ต้นกล้วยเป็นต้นหลักบายศรีหลัก เรื่องแปลกก็ตามมา พอถึงเวลาสวดพิธีไหว้ครู ผู้เขียนกลับสวดไปได้โดยอัตโนมัติ ภาษาเทพหรือภาษาฮิบบลู หรือภาษคล้ายฮินดูก็พรั่งพรูออกมา ยิ่งสวดก็ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งดัง ต้นกล้วยหลักบายศรี ก็เหมือนพองขยายใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น เหมือนคนกำลังหายใจ ไม่มีเทพหรือเจ้าร่างใดจะอยู่ในห้องพิธีได้สักองค์เลย ถอยออกไปห่างหมด และเรื่องที่แปลก ต้นกล้วยบายศรีครบ ๑๐๘ วัน ก็ทำการสวดถอน ปรากฏว่าแห้งหมดทั้งต้น

ต้นกล้วยต้นนี้ก็ประหลาด ยืนได้ให้เห็นเป็นสง่าอยู่ต้นเดียว ก็ไปทำพิธีพลีต้นกล้วยมาทำบายศรีหลัก พอล้างสะอาดอุ้มหรือเชิญเข้าบ้าน พอวางกับพื้นบ้านเป็นหินลายต่างๆ สมัยโบราณ เดิมก็เป็นตำหนัก ๖ ตำหนักของท่านพ่อจุลจอม พอวางกับพื้นหิน ปรากฏว่ายางกล้วยนั้นไหลออกมาเป็นสีเลือด แดงเหมือนเลือดคนเราพอไหลมาถูกธรณีหรือพื้นบ้าน กลับเช็ดล้างอย่างไรก็ไม่ออก ตอนทำพิธีต้นๆ ก็เห็นพ่อปิยะหรือพ่อจุลจอมเสด็จทรงม้าเจ้ามาทางหน้าต่างได้แปลกมาก กำลังสวดก็ได้ยินเสียงพ่อจุลจอมหัวเราะชอบใจและบอกว่า “ไม่มีใครทำพิธีให้กู” พอสวดเชิญเทพ-พรหมก็เห็นตัวปู่ผู้เขียน นั่งลอยเป็นประธาน เท่านั้นเสียงสวดก็เต็มไปด้วยอำนาจบารมี กระแทกพวกร่างต่างๆที่เข้ามาร่วมพิธี กระเถิบหนีออกจากห้องไปหมด เหลือแต่ผู้เขียนนั่งสวดแต่ผู้เดียว จนกระทั่งสวดพิธีไหว้ครูเสร็จแล้ว จึงรู้ว่า ปู่ผู้เขียน คือ “ท่านท้าวมหาพรหมส่องโลก” ก็คือผู้ที่ส่งเสียงสอนผู้เขียนนี่เอง 


วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วิมุติ-นิพพาน

                                                                                                                      
                                                                                               โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

ความจริงวิมุติ-เป็นเพียงขึ้นแรกของการหลุดพ้น เวียนว่ายตายเกิด ยังไม่ถึงพระนิพพาน ถ้าเปรียบกับวิมุต ก็เท่ากับ ฌาน ๙ หรือวิโรธสมาบัติ ก็ได้ จะเข้านิพพาน ก็ต้องเข้านิโรธสมาบัติก่อน วิมุติก็คือฌาน ๙ นี่เอง ตอนแรกเข้าใจว่า วิมุติ คือนิพพาน แต่ความจริงนั้น เป็นการหลุดพ้นของวิญญาณเท่านั้น ยังไม่เป็นการหลุดพ้นของจิต เพราะเพ่งจิตวิญญาณก็หลุด ก็ยังคงเหลือจิต พอเพ่งจิตในจิต จิตก็หลุดไป ไม่มีจิตแล้ว ไม่มีอะไรเป็นตัวเรา มันว่างเปล่าไปหมด ไม่มีอะไรเป็นที่เกาะยึดของจิต เพราะวิญญาณไม่มี สัญญาความจำอะไรก็ไม่มี มันก็พลอยดับไปสิ้น ก็รู้ว่าตัวเราก็ต้องดับไปด้วย มันดับหมด ความจำ สัญญา ไม่มีตัวตน ไม่มีจิต ก็รู้ว่าน่ากลัว จะไม่ได้กลับแล้ว แต่ก็เกิดสงสัยว่าจิตดับแล้วหรือเข้าวิมุติ ก็คงไม่ได้กลับมามีชีวิตอีกหรือต้องตายภายใน ๗ วัน จิตก็ยังเถียงจิตขึ้นมา นี่เป็นเพียงวิมุติยังไม่เข้านิพพาน จิตก็กลับมาเป็นตัวเราอีก เพราะสงสัยพระนิพพาน อยู่นี่เอง ถึงได้กลับมา 

ก็นั่งพิจารณาเรื่องจิต จิตออกจากร่างก็เข้าวิมุติ แล้วนิพพานไปได้อย่างไรล่ะ  ก็มานั่งพิจารณาเรื่องจิต นี่แสดงว่าเราหลุดไปเข้าแค่วิมุติ จิตก็ยังคงมีเชื้ออยู่อีก ยังไม่ดับแน่นอน ก็มานั่งพิจารณาเรื่องจิตให้ทะลุเข้าไปอีก สมาธิก็ยังเพ่งสมาธิถึงจะถึงจุดแท้จริงสมาธิ เมื่อเพ่งจิตก็ต้องเพ่งจิตให้ลึกถึงหัวใจหรือจุดแท้ๆ ของจิต พอเข้าใจเรื่องเพ่งจิตก็ทะลุ ที่แท้จิตยังอยู่นี่เอง ยังไม่ดับ จิตก็เป็นจุดเล็กๆ เหมือนเพชร เป็นแสงให้เห็น อ้อ จิตยังไม่ดับ ยังไม่ถึงจิตอันแท้จริง อ้อ จะเข้านิพพานได้อย่างไร  เรายังฝึกไม่ถึงแก่นแท้ของจริงนี่เอง พอเพ่งจิตเข้าไปอีก ในจิตที่เห็นเป็นจุดเล็กๆ ทีนี้ก็เกิดสว่างไสวในจิต อ้อเราปฏิบัติยังไม่ถึง จะเข้านิพพานได้อย่างไร จุดที่สว่างไสวขึ้นมาก็รู้ว่า จิตจะเข้านิพพานได้ ก็ต้องจิตทะลุจิต เข้านิโรธสมาบัตินี่เอง ที่แท้วิมุติ ก็เป็นทางเดินของนิพพาน มิน่า พระอาจารย์จึงบอกว่า มี ๙ ฌาน หรือฌาน ๙ นี่เอง เป็นพระอนาคามีก็ต้องเข้าฌาน ๙ นิโรธสมาบัติ ถึงจะเข้าเป็นพระอรหันต์ได้ ที่แท้พระนิพพานก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล หรือแค่เอื้อม ก็คงจะจริง เพียงแต่เฉียดเข้าไปก็รู้ว่าสุขแน่นอนหรือบรมสุขของพระอรหันต์ทั้งหลาย จึงเข้าใจว่าจะเข้าพระนิพพานได้ก็ต้องได้วิมุติก่อน เพ่งจิตทะลุอรูปพรหมทั้ง๔ ดับความจำทั้งหลาย เพ่งอากาศ เพ่งวิญญาณ ถึงได้รู้ว่า เพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด เพ่งวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด ดับความจำ ดับสัญญา ถึงจะเข้าฌาน ๘ อรูปพรหม ๔ ถึงจะรู้เห็นทางเดินของวิมุติ เพ่งจิตเข้าไปในวิมุติ หรือเพ่งจิตเข้าไปในจิต ให้เห็นก็จะเข้าฌาน ๙ หรือนิโรธสมาบัติ อ้อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ที่ทำกันไม่ได้เพราะปัญญามันไม่เปิด แต่พอปัญญาเปิด ก็เข้าใจ แต่การเพ่งจิต ก็ต้องทีพลังจิต พลังสมาธิ ความเพียรในสมถะและวิปัสสนา ต้องมีโพธิปักขิยธรรม ๓๗ หมวด ถึงจะมีอำนาจจิตเพียงพอ สมาธิทะลุสมาธิ จิตทะลุจิตจึงถูกต้อง ความสงสัยของผู้เขียนนี่เองถึงได้เห็นทางเข้านิพพาน เข้าวิมุติได้แล้ว เหลือที่จะเข้านิพพาน ก็ต้องเพียรทำฌาน ๙ นิโรธสมาบัติ อีกขั้น ก็ยังไม่รู้ว่าจะหลุดพ้น แค่วิมุติ หรือจะเข้านิพพานได้ไหม แต่รู้ว่า ถ้าผู้เขียนจะดับเมื่อไหร่ก็ดับได้ แค่เข้าวิมุติก็ดับการเวียนว่ายตายเกิด เดี๋ยวนี่จึงไม่สนใจ จะอยู่หรือตาย ก็เพราะเข้าใจการปฏิบัติมาถึงระดับนี้ ก็พอเข้าใจแล้ว นี่ก็เป็นความรู้จากการปฏิบัติของผู้เขียน ๔๕ ปีเต็มๆ เพิ่งมาเพ่งจิต-วิญญาณ มัวแต่ตามดูวิญญาณมันไปไหน ที่แท้มันมีทุกแห่ง มัวแต่ดูวิญญาณคนอื่น เพิ่งจะหายโง่เอา ๔๕ ปีนี่เอง พอเห็นและเข้าใจได้ก็รู้ว่า อรูปฌาน ๔ ก็สำคัญมาก ถึงจะรู้ทางเดินของวิมุติ การหลุดพ้นเวียนว่ายตายเกิด มันอยู่แค่เอื้อมนี่เอง แต่ก็นับว่ายากจริงๆ ถ้าไม่มีพลังจิต พลังสมาธิ นับว่ายากมากๆ พอเข้าใจก็ร้องอ๋อ อยู่แค่นี้เอง แต่ต้องเข้าใจนะ ต้องมีพลังจิต พลังสมาธิเข้มแข็งจริงๆ ต้องทะลุสมถะ ๔๐ และวิปัสสนากัมมัฏฐานหรือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ หมวด 

แต่ผู้เขียนโชคดีมีพลังสมาธิ พลังมหาเทพ พลังมหาพรหม และพลังบารมีหนุน ก็ยังใช้การปฏิบัติถึง ๔๕ ปีเต็มๆ ถึงได้รู้ว่าทางเดินของวิมุติและทางเดินของนิพพาน ต้องมีความเพียร ความอุตสาหะกันจริงๆ ยิ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ ยิ่งต้องหนักในการปฏิบัติมาก จึงสำเร็จเป็นพระอนาคามี และเป็นพระอรหันต์ สำเร็จอภิญญาเยอะ อนาคามีก็เยอะ แต่เป็นพระอรหันต์นับองค์ได้

          ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า

วิธีฝึกสมาธิแบบเร่งรัด

วิธีฝึกสมาธิ “พุท-โธ” อานาปานะสติ(ลมหายใจเข้าออก) แบบเร่งรัด โดย
เรืออากาศตรีประสงค์  เทพหัสดิน ณ อยุธยา

วิธีฝึกสมาธิ
อุบายฝึกจิต  ให้เข้าสมาธิมีหลายแบบ หลายหลัก หลายลัทธิ หลายวิธี ซึ่งแล้วแต่บรรดาอาจารย์ จะค้นคว้า แล้วเอามาสอนลูกศิษย์กันต่อๆ มา จนไม่รู้ว่าจะเลือกหลักวิชาหรือตำราไหน ยิ่งปัจจุบันนี้ ก็เกิดลัทธิใหม่ๆ วิชาใหม่ๆ เช่น สมาธิหมุน สมาธิเหวี่ยง อะไรต่ออะไรให้ยุ่งกันหมด ทั้งสายสัญญาณะ จุดคอหอย ทั้งสำนักสงฆ์ ตำหนักทรง อะไรจิปาถะ แต่ความจริงหลักวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเห็นมีอยู่ ๔ หลักคือ
-          พุท-โธ อานาปานะสติ คือการภาวนาด้วยวิธีกำหนดลมหายใจเข้า-ออก
-          สัมมาอรหัง หรือ “ธรรมกาย” กำหนดเพ่งลูกแก้ว ๗ จุด หรือ ๗ ตำแหน่ง
-          พองหนอ-ยุบหนอ กำหนดจิตที่ท้องตรงสะดือ หรือยกขึ้นมาสองนิ้ว
-          มโนยิทธิ ฤทธิทางใจ

หลักใหญ่ๆมี ๔ หลักที่ปฏิบัติถูกต้อง เพียงแต่เข้าใจ วิธีการสอนของแต่ละหลัก ก็จะฝึกหรือปฏิบัติได้ทั้งนั้น อย่ามัวหลงโทษไม่ถูกกับจริตหรือโทษเวรโทษกรรมหรืออ้างบุญ-วาสนากันอยู่เลย ความจริงแล้วมันขึ้นอยู่กับความเพียร ความอุตสาหะต่างหาก จะตั้งใจทำหรือไม่เป็นสำคัญ ที่ทำไม่ได้ก็เพราะ อ้างเหตุผลต่างๆ มาอ้างอิงหลายประการ อาทิเช่น ตัวขี้เกียจ ไม่มีความเพียร ไม่มีเวลา ไม่ว่าง ต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน บางรายก็โทษโน่นโทษนี่ส่งไป บ้างก็ถกเถียงจะนั่งสมาธิ ก็จะต้องไปอยู่วัดรักษาศีล ภาวนาอยู่วัด ก็ต้องบวชพระ บวชชี อะไรส่งไป บางรายก็พูดว่านั่งสมาธิดีไม่ดีก็เป็นบ้า เวลานั่งต้องมีอาจารย์คุม คนเราไม่ปฏิบัติแล้วอวดรู้ดี มักจะพูดไปว่า ไปนั่งสมาธิแล้วเสียสติ ก็เลยทำให้คนได้ฟังไม่กล้าฝึกสมาธิ หารู้ไม่ว่า คนพวกนี้เป็นมาร ตัวสำคัญและก็ตกนรก ชาติหน้าก็ไม่ได้เกิดหรอก ยังมีพวกผัดวัน ประกันพรุ่ง ชอบอ้างตอนนี้ยังหงุดหงิดไม่มีอารมณ์ จิตใจยังไม่สบาย การฝึกสมาธินั้นทำได้ทุกที่ทุกเวลาถ้าอยากจะทำ ไม่จำกัดที่ไหนก็ได้ ขอให้เข้าใจ วิธีการปฏิบัติสมาธิ ฝึกแล้วจะแก้ปัญหาได้สารพัด จะหายหงุดหงิด แล้วจะสบายใจ หารู้ไม่ว่าจิตคนนั้นขุ่นมัว เหมือนเราเขย่าขวดน้ำอบนั่นแหละ เขย่าแล้ว ก็นั่งดูน้ำอบว่าพอสักครู่ผงขุ่นในขวดน้ำอบ ก็จะตกตะกอนก้น เราเอาจิตจับดูมัน นั่งดูมันจนตกตะกอน น้ำอบก็จะใส จิตใจเราก็เช่นกัน มันขุ่นมัว ก็เอาจิตมาทำสติพิจารณาดูน้ำอบ มันจะหายขุ่นมัว เหมือนเราทำจิตให้สงบ เช่นน้ำอบตกตะกอนนั่นแหละ จึงจะทำให้จิตแจ่มใส ฝึกสมาธิพุทโธ ก็ต้องเข้าใจที่ตั้งของจิต ถ้าไม่เข้าใจกี่เดือนกี่ปีก็ไม่มีประโยชน์ หรือได้ก็ได้ช้า ยิ่งพวกที่วางเฉย ก็ได้แต่เฉยๆ พวกที่บวช ไม่ฝึกจิต รู้ธรรมแปลธรรมได้คล่อง บวชไปก็ไม่ได้อะไรดีขึ้นมา บางคนอ่านหนังสือธัมมะแล้วเข้าใจดีถึงกับลาออกจากราชการไปบวช แต่ไม่รู้จักการฝึกสมาธิ สมถะ และวิปัสสนา เข้าใจว่าปัญญาที่ตัวเองรู้ ก็ไม่แตกฉาน ก็ทำให้เกิดเบื่อหน่าย แล้วก็เลิกบวช แต่ปัญญาที่เกิดจากสมาธินั้น จะเกิดให้รู้เห็นธรรมอย่างละเอียดลึกซึ้งจนถึงวิปัสสนาญาณ หรือวิปัสสนา กัมมัฏฐาน จึงจะแตกฉานในธรรม ซึ่งหาความสิ้นสุดไม่ได้ จนกว่าจะพบนิพพาน หรือดินแดนพระอรหันต์ สมาธิจึงเป็นรากเง้า เป็นหนทางเดินของวิปัสสนา พระสงฆ์ไม่ฝึกสมาธิ สมถะ-วิปัสสนา ก็ไม่มีบุญบารมีเช่นกัน ไม่ได้เกิดในเทวโลก-พรหมโลก แต่ถ้าผู้ใดปฏิบัติสมาธิ ประโยชน์จะเกิดทั้งทางโลกและทางธรรม

“พระธรรมกาย” หรือใช้คำภาวนา “สัมมาอรหัง” ซึ่งหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญเป็นผู้ค้นพบวิชานี้ใช้การกำหนดเพ่งลูกแก้ว โตเท่าผลพุทราเม็ดใน แล้วกำหนดลูกแก้ว เลื่อนไป ๗ จุด หรือ ๗ ตำแหน่ง เหนือสะดือ ๒ นิ้ว เพ่งกลางกั๊ก กลางกาย

“พองหนอ-ยุบหนอ” กำหนดตรงจุดกลางสะดือ ศูนย์กลางสะดือ หรือบางราย บางอาจารย์ยกขึ้นมาเหนือสะดือสองนิ้ว ตำรานี้ต้องไปฝึกกับหลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ตอนนี้ดังมาก

“มโนยิทธิ” หรือฤทธิ์ทางใจ ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ความจริงหลักวิชานี้ ก็เกิดจากอานาปานะสติ หรือพุทโธนั่นแหละ ฝึกได้ระดับฌาน ๔ จตุตถฌาน หรือเอกัคคะตารมณ์ ก็มีฤทธิ์ทางใจได้แล้ว และยิ่งฝึกไปถึง ฌาน ๘ ก็ยิ่งมีฤทธิ์มาก แต่หลวงพ่อฤาษีลิงดำเอา ”นะมะพะทะ” เข้ามาปรุงแต่งเป็นวิชาฤทธิทางใจ ปัจจุบันมโนยิทธิที่แท้จริงหาคนเก่งยาก เห็นมีแต่นึกๆ เอาเป็นส่วนมาก

“พุทโธ” หรืออานาปานะสติ การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก ซึ่งพระป่า หรือพระสายอาจารย์มั่น ปฏิบัติกันมาก ฝึกสมาธิ พุท-โธ ได้แล้วก็จะง่าย สำหรับจับสมถะ ๔๐ กับเข้าวิปัสสนากัมมัฏฐาน หรือโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด ก็จะเข้าสู่หลักหัวใจ ของพระพุทธศาสนาได้ง่าย เพราะฝึกสมาธิแล้ว จิตเกิดตัวรู้ ตัวเห็น แม้แต่หนทางเดิน ของสมถะและวิปัสสนา ก็จะเห็นได้ชัดเจนกว่าพวกที่ไม่ปฏิบัติ จึงต้องเข้าใจในสมาธิก่อนว่า ฝึกแล้วมีประโยชน์มากมายจริงๆ มิใช่ดังพวกมาร หรือผู้ไม่รู้ความจริง มักจะพูดว่าฝึกสมาธิแล้วเป็นบ้า ไม่เป็นความจริงเลย เพราะคนพูดฝึกไม่เป็น เพราะไม่รู้หลักปฏิบัติ และคนผู้นั้นมีบาปมาก ไม่สามารถเข้ามาสู่พระพุทธศาสนา ยังมีผู้ไม่เข้าใจเรื่องสมาธิบอกว่า “นั่งแล้วไม่เห็นอะไร” พอๆ กับพวกที่บอกว่า ผีไม่มี วิญญาณไม่มี ตายแล้วดับหรือบ้าส่งไป แต่มีผีสุรา ผีการพนัน

เหตุผลที่พูดเช่นนี้ เพราครูบาอาจารย์สอนกันมา ผู้เป็นลูกศิษย์ก็เลยโง่ตามอาจารย์ ครูบาอาจารย์คอยคุมนั้นก็ดีไปอย่าง จะได้สอนแนะนำไป ก็จะทำให้ศิษย์เข้าใจได้ง่าย แต่สมาธินั้น อาจารย์ก็จักแนะหลัก แล้วก็จะแยกกันไปปฏิบัติ ใครขยัน ใครปฏิบัติก็ขึ้นอยู่ที่ความเพียร ความอุตสาหะเป็นสำคัญ ไม่เข้าใจก็จะกลับมาถามอาจารย์
การมีครูบาอาจารย์ก็ดีไปอย่าง เช่น คนหัดขับรถใหม่ ถ้ามีครูหรือพี่เลี้ยงคอยนุ่งคุม ก็จะขับรถเป็นเร็วกว่าไม่มีคนคุม แต่ถ้าผู้หัดขับรถมีความสนใจในเรื่องรถ ก็หัดฝึกเอง หรือเวลาขึ้นรถ นั่งรถ ก็ดูคนขับเขาขับอย่างไร สนใจก็เข้าใจเอง พอมาหัดขับรถเองก็จะเข้าใจ และขับได้ ก็ไม่ต้องมีพี่เลี้ยงหรือครูคอยกำกับ การขับรถก็เหมือนเราฝึกสมาธินั่นแหละ ถ้าขับรถเป็นเร็วหรือเป็นแล้วจะขับรถคันไหนก็ได้ เพียงแต่ว่ารถนั้นมันกี่เกียร์ เกียร์อะไร ตัวรถจะผิดแผกแตกขนาดกัน ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ยางบ้าง กว้างบ้าง ทำความเข้าใจก็จะขับรถ เช่น หลักปฏิบัติ จะพุทโธ-สัมมาอรหัง-มโนยิทธิ-พองหนอ ยุบหนอ ทำความเข้าใจกับหลักวิธีก็ทำได้หมด แล้วจะมัวหลงโทษจริตกันส่งไปทำไม

การฝึกจิต ถ้าไม่มีที่ตั้งของจิต ก็ฝึกกันไปอย่างงั้นๆ อย่าง “พุทโธ” เอาจิตตั้งไว้ตรงกลางหน้าผากบ้าง หว่างคิ้วบ้าง ในใจบ้าง ตรงท้องบ้าง ศูนย์กลางกายบ้าง ปลายจมูกบ้าง เลยไม่รู้ว่า “พุทโธ” ที่ถูกต้องอยุ่ตรงไหน บางคนเอาจิตไปจับกับพระพุทธรูป จับที่เทียน จับหรือเพ่งเลยทำไม่เป็น หลักจริงของแต่ละหลักอยู่ที่ไหน

ในที่นี้ก็จะอธิบายการฝึกสมาธิแบบอานาปานะสติ การภาวนากำหนดลมหายใจเข้ “พุท” หายใจออก “โธ” ซึ่งเป็นวิธีที่เข้าใจง่าย แบบเรียนรัดได้ผลเร็ว ฝึกเอง เพียงแต่เข้าใจหลักที่อธิบายก็จะฝึกได้ทุกคน แม้แต่ฝรั่ง หรือคนต่างชาติ สิงคโปร์ ฮ่องกง ก็เคยมาฝึกกับผู้เขียน ฝรั่งฝึกวันเดียว คืนเดียว ก็เข้าปฐมฌาน แต่สิงคโปร์กับฮ่องกงใช้เวลาอาทิตย์เดียวก็นั่งสมาธิเข้าปฐมฌานได้ เพียงแต่ฝรั่งมีความเพียร ความอุตสาหะและตั้งใจฝึกมาเป็นพิเศษ จึงฝึกได้เร็วเป็นพิเศษ

การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก หรืออานาปานะสติ จึงต้องกำหนดรู้ที่ลมหายใจเข้า-ออก จิตตั้งอยู่ตรงปลายจงอยจมูก กำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก จึงจะถูกต้อง ถ้ากำหนดรุ้ไว้ที่อื่นก็จับความรู้สึกของลมหายใจไม่ได้ ก็จะกลายเป็นเพ่งจิต ตรงจุดนั้น แต่ไม่ได้ควบคุมลมหายใจ หรือควบคุมลมไม่ได้ จึงไม่เป็นหลัก “อานาปานะสติ” เพราะจิตไม่ได้กำหนดรู้เรื่องลม ก็จะนั่งไปโดยเปล่าประโยชน์ หัวใจของการฝึกสมาธิคือ “ที่ตั้งของจิต” ถ้าไม่มีที่ตั้งของจิต หรือไม่รู้ที่ตั้งของจิต ก็ทำจิตให้สงบไม่ได้ นั่งไปก็เปล่าประโยชน์ เสียเวลา และก็เบื่อ หัวใจของที่ตั้งก็คือ จิตตั้งตรงจงอยปลายจมูก จะแบ่งรูจมูกเท่ากันกึ่งกลาง เวลาหายใจเข้า-ออก จะจับความรู้สึกของลมได้ง่าย ก็จะควบคุมลมหายใจเข้าออกได้ชัดเจน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการภาวนา เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะนั่งสมาธิ

การฝึกสมาธิเปรียบได้กับการควบคุมสติให้มีอารมณ์สงบ ไม่ให้มีอารมณ์ฟุ้งซ่านหรือความวุ่นวายเกิดขึ้น ภายในร่างกายและจิตใจ หรือทุกข์ทั้งหลายนั่นแหละ เพราะฉะนั้น พวกที่ขาดสติ หรือพวกไม่มีธัมมะอยู่ในหัวใจ หรือพวกไม่รู้คุณค่าแห่งพระพุทธศาสนา ก็จะมักประพฤติผิด อาทิ พวกโจรโรคจิตต่างๆ หรือพวกโทสะจริต แม้แต่พวกฆ่าตัวตายต่างๆ เพราะขาดสติไม่รู้จักธัมมะของพระพุทธเจ้า แค่สมถะ กัมมัฏฐาน ๔๐ หรือฝึกจิตแบบ “พุทโธ” พองหนอ-ยุบหนอ สัมมาอรหัง หรือมโนยิทธิ เอาอย่างใดอย่างหนึ่งมาฝึกปฏิบัติ ก็จะเอามาใช้แก้ไขปัญหาสารพัดอย่าง ทั้งทางโลกทางธรรมและมีสารพัดประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ แต่เราชาวพุทธกลับไม่รู้คุณค่าของธัมมะ แค่ฝึกจิตเป็นสมาธิขึ้นเอกัคคะตารมณ์ หรือจตุตถฌาน ๔ ก็เห็นเหตุที่เกิดทุกข์และสามารถดับทุกข์ได้ด้วยการปฏิบัติ

จึงแนะนำวิธีฝึกสมาธิ หลักอานาปานะสติ หรืออานาปานะสติ หรือพุท-โธ แบบเรียนลัด คือได้ผลเร็ว

วิธีนั่ง
ให้นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาวางทับเท้าซ้าย วิธีนั่งก็ให้เท้าขวาวางซ้อน หรือทับบนรอยพับเข้าซ้าย โดยให้ริมเท้าขวาด้านนอกวางลงในรอยพับตรงข้อพับเข่าซ้าย และให้เท้าซ้ายซ้อนรองอยู่ใต้รอยพับให้พอดีๆ กัน อย่าให้ปลายเท้าทั้งสอง วางเกยพับรอยพับของหัวเข่าทั้งสอง ที่นี้ก็ให้นั่งตัวตั้งตรง หลังตั้งฉากกับก้นกบ และตั้งฉากกับพื้นที่นั่ง ศีรษะ แผ่นหลัง ก้นกบตั้งฉากกับพื้น ตอนนี้ให้ใช้มือขวาวางซ้อนทับบนฝ่ามือซ้าย ให้นิ้วมือแตะกัน อย่ายันกัน เพราะเวลานั่งสมาธิจะมาพะวง หรือจับอยู่ตรงปลายนิ้ว นิ้วหัวแม่มือ(นิ้วโป้ง) ตอนวางมือทั้งสอง พร้อมตอนนั่งขัดสมาธิเวลาแผ่นหลังตั้งตรง (ตั้งฉาก) แขนทั้งสองวางแนบลำตัว ก็จะดึงมือที่ซ้อนกันมาวางบนตักพอดี จะให้ถูกต้องหลังแขนทั้งสองก็จะเป็นแนวตั้งฉากหรือแนวเดียวกับแผ่นหลัง

เวลานั่งหลังตรง (เป็นฉาก) แขนทั้งสองจะเลื่อนเข้ามาวางโดยอัตโนมัติเองและก็ต้องพิจารณาศีรษะ ต้องตั้งให้ตรง ไม่ก้ม ไม่เงย ให้ตั้งตรงพอดี การที่ให้ตั้งฉากอย่างนี้ก็เพื่อช่วยในการนั่งสมาธิได้ถูกต้อง น้ำหนักตัวผู้นั่งสมาธิก็จะได้สมดุล ได้จุดโน้มถ่วง กึ่งกลาง แต่ถ้านั่งไม่ถูกต้อง จะทำให้น้ำหนักโน้มถ่วงไปข้างหน้า หรือข้างหลัง หรือข้างๆ ก็จะทำให้น้ำหนักเอนไปทางด้านนั้นมาก เพราะเหตุนี้แหละ ก็จะทำให้เกิดเวทนาต่างๆ เช่น ปวด เมื่อย ชา ทำให้ผู้ฝึกต้องทนทุกข์เวทนาเหล่านี้ไม่ได้ จึงต้องเข้าใจวิธีนั่งให้ถูกต้องด้วย เพราะการนั่งไม่ถูกต้อง เท้าวางไม่ถูก เป็นตัวการสำคัญมาก

เมื่อเข้าใจวิธีนั่งสมาธิ ก็ต้องเข้าใจหลักวิธี กำหนดลมหายใจ ก่อนอื่นตัวสำคัญคือ ที่ตั้งของจิต

ที่ตั้งของจิตคือหัวใจในการฝึกสมาธิ ที่ตั้งของจิตคือ จงอยจมูก ปลายจมูก จิตตั้งตรงจงอยจมูกนี้ แบ่งประตูลมหรือจมูกเท่ากัน จุดนี้จิตจะรู้สึกกับลมหายใจเวลาหายใจเข้า จิตจะรู้สึก หรือสัมผัสกับลมที่เข้ารูจมูก หรือผ่านประตูลม ทำให้รู้สึกได้ชัดเจนเวลาหายใจออก ความรู้สึกของลมหายใจก็จะจับง่าย และรู้สึกกับลมหายใจเข้า-ออกได้ง่าย จิตก็จะจับอยู่กับความรู้สึกของลมหายใจ เมื่อรู้ที่ตั้งของจิต ก็ต้องรู้วิธีภาวนาให้กำหนดลมหายใจเข้า สมมุติว่าใช่ช่วงระยะการภาวนา คือระยะ ๕ นิ้ว เวลาหายใจเข้าก็ภาวนา “พุท” เข้าไปผ่านรูจมูก  ความรู้สึกว่าลมผ่านจงอยจมูก หรือริมฝีปากบนเข้ารูจมูก หรือประตูจมูก ผ้านเข้าไป ๕ นิ้ว แต่จิตก็หยุดอยู่ตรงปลายจงอยจมูก ก็จงพิจารณาดูว่าลมหายใจที่สูดเข้าไปนั้น ๕ นิ้ว พอกับความต้องการของใจหรือหัวใจไหม ถ้าลมหายใจเพียงพอเราก็ใช้ช่วงลมหายใจเข้า ๕ นิ้ว เป็นช่วงระยะในการภาวนาถ้าน้อยไปก็เพิ่มขึ้น ถ้ามากไปก็ลดลง สมมติว่าช่วงระยะทาง ๕ นิ้ว กำลังพอดี ก็ใช้คำภาวนา “พุท” หายใจเข้า ผ่านประตูลมเข้าไป ๕ นิ้ว จิตหยุดอยู่ตรงปลายจงอยจมูก เวลาหายใจออกก็ภาวนา “โธ” ระยะทางออก ๕ นิ้ว หายใจออก “โธ” ๕ นิ้ว จิตก็จับระยะช่วงลมภาวนาให้เท่าๆ กัน ตอนใหม่ๆ ก็จะหายใจเข้าสั้นบ้างยาวบ้าง เร็วบ้าง ช้าบ้าง หายใจออกก็เช่นกัน ออกยาวบ้าง สั้นบ้าง ช้าบ้าง เร็วบ้าง มักจะไม่เท่ากัน หรือสม่ำเสมอ จึงเป็นการยากในการปฏิบัติหรือการฝึกสมาธิใหม่ๆ

เหตุนี้แหละ พวกที่ไม่รู้จักที่ตั้งของจิต แก้ไม่ได้ และก็นั่งสมาธิหรือจะควบคุมลมหายใจไม่ได้ แต่รู้ที่ตั้งของจิตก็จะควบคุมลมหายใจได้เมื่อเรามีที่ตั้งของจิต คือจงอยจมูก จิตก็มีความรู้สึกอยู่กับลมหายใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตก็จะคอยควบคุมลมหายใจได้ เพราะจิตจับลมหายใจอยู่ ก็จะบังคับลมหายใจเข้า-ออก ให้พอดีกันได้ ไม่ให้เร็ว ไม่ให้ช้า ไม่ให้สั้น ไม่ให้ยาว การปรับลมหายใจก็เหมือนเราจูนหรือปรับเครื่องยนต์รถ ปรับน้ำมันกับอากาศให้พอดี เครื่องยนต์ก็จะเรียบสม่ำเสมอเป็นธรรมดา จะปรับการหายใจได้ ก็ต้องพยายามคุมจิต ให้จิตคุมลมหายใจให้ได้ ตั้งจิตกับลมหายใจ จิตก็จะประคองลมให้สงบได้ตามต้องการ คือลมหายใจเปรียบได้กับการปรับความเร็วเหมือนขับรถ เราก็จะบังคับให้วิ่งเร็วช้า หรือพอดี ก็อยู่ที่เราเหยียบคันเร่ง แต่ก็อยู่ที่จิตคนขับบังคับคือต้องตั้งจิต ก็จะควบคุมได้ การฝึกจิตหรือสมาธิใหม่ ก็เหมือนเราเล่นลูกข่างนั่นแหละ พอลูกข่างถูกขว้างลงบนพื้น ลูกข่างจะหมุนเป็นวงกว้าง เปรียบกับผู้ฝึกใหม่ๆ เวลานั่งสมาธิ หายใจหนักบ้าง เบาบ้าง ข้าบ้าง หรือสั้นบ้าง ยาวบ้าง  ยังบังคับให้สงบไม่ได้ ก็ต่อเมื่อเริ่มสงบขึ้น ลมหายใจแรกคือหยาบแต่พอคุมลหายใจได้ จิตก็ต้องสงบลงจากหยาบก็มาปานกลาง จิตก็คุมลมหายใจได้ดี ตอนนี้เหมือนลูกข่างเริ่มตีวงแคบเข้าทุกที เริ่มคุมวงจรได้แล้ว ยิ่งภาวนา คุมจิตได้ดี ลมหายใจก็เริ่มสงบ คือคุมระยะทางภาวนาได้สม่ำเสมอ ลมหายใจก็จะราบเรียบสงบลงตามลำดับ ช่วงนี้แหละที่เปลี่ยนจากลมหายใจหยาบมาปานกลาง คือพอดี ถ้าเปรียบลูกข่างก็กำลัง “ทรงตัว” เข้าที่แล้ว ทีนั้นจิตก็เพ่งอยู่กับลมหายใจ จับกับลมหายใจ ประคองลมหายใจ การหายใจเข้าออก มันก็จะบางเบา หรือละเอียดขึ้น จิตก็จะนิ่งตามลม ลมหายใจยิ่งละเอียดลมก็ยิ่งจะเบาบางลง ยิ่งละเอียด ก็จะดูหรือมีความรู้สึกหดลง หรือสั้นเข้าทุกที จรรู้สึกว่าลมหายใจมันสั้นจนถึงจุดภาวนาคือปลายจงอยจมูก มันจะหด หด แล้วมาหยุดนิ่งตรงจุดกำหนดหรือที่ตั้งของจิต ระยะทางภานาก็ไม่มี ลมหายใจก็แผ่วเบา จนมีความรู้สึกว่า ไม่มีลมหายใจ คือลมหายใจมันละเอียดมาก จนแทบไม่มีลมหายใจแบบนั้น ตอนนี้ก็เปรียบเหมือนลูกข่างที่นิ่ง หมุนนิ่งอยู่กับที่ จนเข้า”นอนวัน” แต่ยังไม่นอนวัน ตอนนี้จิตจะเข้าสมาธิ ความรู้สึกช่วงนี้ จะมีอาการต่างๆ ปรากฏในขณะนี้ เขาเรียกว่า “ตอนต่อฌาน” หรือตอนจะเข้าสมาธิ เหตุการณ์อย่างนี้มักจะเกิดกับผู้มีสมาธิแทบทุกคนอาการตัวโปร่ง ตัวเบา ตัวขยาย ตัวพอง ตัวลอย เกิดวูบวาบในกาย หรือความสว่างไสวในกาย ก็อดที่จะติดตามไปดูอาการเหล่านั้นหรืออดที่จะไปจับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พอไปจับกับอาการเหล่านั้น ความรู้สึกก็จะเกิดตาม เช่น ตัวพอง ตัวมันก็พองขยาย บางครั้งตัวลอย ดูเหมือนตัวจะลอยๆ  ขึ้นจนติดเพดาน หรือชนหลังคา เหตุการณ์ต่างๆ นี้มันหลุดจากที่ตั้งของจิต เพราะอดที่จะไปจับกับเหตุการณ์ “ตอนต่อฌาน” หรือจะเข้าสมาธิ วิธีแก้ก็คือ ยกจิตกลับมาตั้งตรงจงอยจมูก หรือที่ตั้งของจิตที่กำหนดให้ คือสูดลมหายใจลึกๆ แล้งดึงจิตมาจับที่ตั้งหรือเพียงแต่ยกจิตกลับมาที่ตั้ง จิตก็เพ่งไว้ตรงปลายจมูก อาการต่างๆ ที่เกิดในช่วงนี้หรือช่วงต่อฌานก็คือ ”วิตก” พอยกจิตมาจับที่ตั้งกำหนดให้จิตก็จะจับ และเพ่งเพียรตรงปลายจมูกไว้ ตอนนี้แหละเขาเรียกว่า “วิจารณ์” พอเอาวิจารณ์จับ” “วิตก” มันก็ดับ ไปเอง จิตก็จะนิ่งตรงปลายจมูกนี่แหละ ก็จะเป็นการนิ่งหรือสงบนิ่ง อาการต่างๆ ทั้งหลายก็จะมารวมตัวกันจุดนี้ จงอยจมูกหรือปลายจมูกนิ่งตรงนี้แต่ยังไม่มีสมาธิหรือธิ เพียงแต่มารวมกันจุดเดียว อาการสงบนิ่งตอนนี้ก็เหมือนลุกข่าง “นอนวัน” สงบนิ่ง ถ้าไม่เพ่งดูก็จะไม่รู้ว่ามันหมุน จิตคนตอนนี้สงบนิ่ง ลมหายใจก็นิ่ง เหมือนไม่ได้หายใจ แต่บางคนก็อดที่จะพิสูจน์ไม่ได้ เอานิ้วไปลองพิสูจน์ลมหายใจ มีครับ แผ่วเบา ละเอียดมาก

ถึงตอนนี้สติหรือจิตก็จะจับนิ่งอยู่ที่กำหนดนี้ จิตก็จะเพียรเพ่งนิ่ง จิตก็จะ “ธิ ธิ” นิ่งลงไปอีก วิตก วิจารณ์ก็จะดับไป ก็จะมี “ปิติ” คือนั่งน้ำตาไหลซึมออกมา ตอนวิตก วิจารณ์เปรียบ “ปฐมฌาน” หรือฌานชั้นแรก พอวิตก วิจารณ์ดับ “ปิติ” เกิดขึ้นมาก็จะเปรียบได้ “ทุติยฌาน” ตอนปิติเกิด จิตก็สงบนิ่งมากขึ้นอีกคือยิ่ง “ธิ” ก็จะเกิด “สุข” สบายตามมา เกิด “สุข” สุขตัวนี้สุขสบาย เหมือนนั่งยิ้ม แบบอิ่มอกอิ่มใจ บางคนไม่เข้าใจว่าทำไมนั่งสมาธิแล้วนั่งยิ้มด้วย หารู้ว่านั่นคือเกิด “สุข” ทีนี้จิตก็จะดิ่งหรือนิ่งเป็นหนึ่งเดียว หรือเรียกว่าทั่วทั้งกายในร่าง มารวมเป็นจิต วิญญาณเดียวกันนิ่งเป็นจุด ๆ หนึ่ง แบบนั้น ก็จะอยู่ในชั้นจตุตถฌาน คือฌานสี่ หรือเอกัคคะตารมณ์
-          ปฐมฌาน ๑ – วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เอกัคคะตารมณ์
-          ทุติยฌาน ๒ – ปิติ สุข เอกัคคะตารมณ์
-          ตติยฌาน ๓ – สุข เอกัคคะตารมณ์
-          จตุตถฌาน ๔ – เอกัคคะตารมณ์

ทีนี้เมื่อจิตสงบ เข้าสมาธิดีแล้ว ก็เอามาจับหรือพิจารณา สมถะ ๔๐ มีกสิณ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ อสุภะ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อรูปพรหม ๔ จาตุวะวัตฐาน ๑ จิตจากสมาธิก็จะเห็นได้ชัด เมื่อจับสมถะกัมมัฏฐาน หรือโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปทาน ๔ อิททิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรค ๘

ผู้ที่เข้าสมาธิ เข้าถึงจตุตถฌาน หรือฌาน ๔ จะเข้าสมถะ ๔๐ และวิปัสสนากัมมัฏฐาน จะเห็นรากฐานและหนทางได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่มีสมาธิจิต ครับผู้ที่ปฏิบัติสมาธิจึงเปรียบได้ว่า ผู้ไม่ปฏิบัติ

ตอนนั่งสมาธิ ผู้ที่ฝึกใหม่ๆ มักจะนั่งสมาธิแล้วมีปัญหาเกิดขึ้น ก็คือจิตมักไม่อยู่กับที่ตั้งของจิต พอนั่งภาวนา จิตก็เริ่มคิดโน่น คิดนี่ ไปที่ต่างๆ กลายเป็นพวกนั่งคิด หรือพวกปล่อยจิต เมื่อเป็นเช่นนี้ ให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หรือยาวๆ ผ่อนเข้า-ออก ช้าๆ สักสองสามครั้ง และพยายามเอาจิตจั้งไว้ที่จุดกำหนด พยายามเพียรเอาจิตตั้งไว้ที่จงอยจมูก และถ้าเกิดอีกให้ทำอีก ไม่เกินสามครั้ง ก็ตั้งจิตได้ จำไว้ว่าถ้าจิตแว่บออกนอกที่ตั้ง คือปลายจงอยจมูก ก็ให้ยกจิตกลับมาตั้งตรงจุดกำหนด และพวกนั่งสมาธิใหม่ ยังมีปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัว หรือปัญหาการงาน พวกนี้มักจะนั่งสมาธิไม่ได้ เพราะพอนั่งแค่นั้น ปัญหาดังกล่าวมันจะมารุมเร้าสมองให้อดคิดไม่ได้ ต้องทำใจครับ ตอนจะนั่งสมาธิ ให้ตั้งจิตตั้งใจว่า ลูกจะนั่งสมาธิ และตัดปัญหาที่สุมเข้ามาให้หมด จงนึกว่า “ตอนนี้ ชั่วโมงนี้ เวลานี้ เป็นเวลาปฏิบัติธรรม เป็นเวลาปฏิบัติสมาธิ” เรื่องอื่นตัดไป จงนึกอย่างนี้ คิดอย่างนี้ จิตจะไม่ฟุ้งซ่าน และก็จงคิดว่า จะต้องพยายามนั่งให้ได้ ทำให้ได้ แล้วคุณจะชนะ เมื่อมีความเพียร ความอุตสาหะ ก็ย่อมทำได้ทั้งนั้น จิตอย่าหลุดจากฐานที่ตั้งของจิต รับรองประสบผลสำเร็จ คือฝึกสมาธิได้ทุกราย จะได้มากน้อย ก็อยู่ที่มีความเพียร ความอุตสาหะมากน้อยของแต่ละบุคคล เป็นหลักสำคัญ

ข้อควรรู้
นักปฏิบัติธรรม หรือผู้ฝึกจิต-สมาธิ ไม่ว่าเก่งหรือไม่ ควรจะรู้เรื่องและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนักปฏิบัติทั้งหลาย ซึ่งปัจจุบันนี้มีมากจริงๆ

นั่นคือเวลานั่งสมาธิ แล้วเกิดอาการโยก สั่น หรือเหวี่ยง สะบัดหมุน หรือก้มจนศีรษะติดพื้น หรือโยกหน้า โยกหลัง หรือหงายหลัง หรือสั่งไปทั้งตัว

อาการเหล่านี้ ไม่ใช่อาการของการนั่งสมาธิ แต่เป็นเรื่องของวิญญาณ หรือเรื่อง “องค์” แม้แต่อาจารย์บางท่านไม่ทราบความจริง บอกว่าเป็นเรื่องของปฐมฌานไปก็มี บางอาจารย์ก็ไม่รู้ก็มี นอกจากอาจารย์ผู้ฝึกจิต-สมาธิ จึงจะเห็นเรื่อง “องค์”  เรื่อง “ฌาน”

จึงบอกว่าให้ทำความเข้าใจ เรื่องนี้ไว้มากๆ เพราะปัจจุบัน เกิดกับผู้ฝึกจิตหรือสมาธิมากจริงๆ

เมื่อผู้ฝึกเกิดอาการอย่างนี้ หรือ “คนมีองค์” ให้ตั้งจิตให้มั่นคง” ให้ตั้งจิตดึงตัวให้ตั้งตรง คุมลมหายใจให้ได้ โดยพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก และออกลึกสัก ๒-๓ ครั้ง ก็จะหายโยก หายสั่น แต่ถ้ายังเป็นอีก  ให้สูดลมหายใจเข้า-ออกลึกๆ อีกสองสามครั้ง ถ้าเป็นอีก ก็ให้ทำอีก แต่ถ้าทำถึง ๓ หน แล้วอาการยังไม่หาย ก็แสดงว่า แก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ต้องให้อาจารย์ ครูฝึกสอน ช่วยแก้ไขให้

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญของผู้ฝึกสมาธิ แล้วมีองค์ลงคลุมร่าง ผู้เป็นอาจารย์สอนจะต้องรู้ไว้ และแก้ไขลูกศิษย์ ผู้เป็นอาจารย์ก็ต้องมีอำนาจจิตสูง หรือบารมีสูง หรือมีบารมีกัมมัฏฐานสูงพอที่จะช่วยลูกศิษย์ได้ คือต้องมีจิตรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ จึงจะเห็นเรื่ององค์ในกายลูกศิษย์ แล้วใช้อำนาจจิตติดต่อกับองค์ใน จะให้องค์ลง หรือองค์ถอย ถ้าองค์ต้องการจะลงก็ต้องให้ผู้เป็นอาจารย์เปิดให้องค์ลง แต่ถ้าองค์ลงมาแล้วหรือออกมาแล้ว ก็จะบอกว่าท่านเป็นใคร นามอะไร ลงหรือออกมาเพื่ออะไร องค์ก็จะอธิบายให้ฟัง จะออกแล้วก็จะบอกให้ทราบว่าลงมาเพ่อปกป้องคุ้มครองร่าง และครอบครัว หรือจะมาสร้างบารมี แต่ถ้าองค์ไม่ยอมออกมาหรือลงไม่ได้ และถ้าองค์ยอมถอย ก็จะดี แต่ไม่ยอมถอยนี่ซิเป็นปัญหา

อาจารย์ก็ต้องใช้อำนาจจิต บารมีธรรมที่ปฏิบัติมา ถ้าสูงกว่าองค์ หรือฌาน ก็จะช่วยได้ แต่ถ้าต่ำกว่าก็ช่วยไม่ได้ โดนกันมาเยอะแล้ว แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า เจอเอง โดนเอง และแก้ไขไม่ได้ ต้องหาผู้ปฏิบัติธรรม หรือพระอนาคามี หรือบารมีร่างผู้ปฏิบัติมีกายเทพ-หรือมหาพรหมสูงๆ จึงจะแก้ไขได้ สาสมารถเปิด หรือเชิญองค์ให้ลงหรือถอยออกได้ แต่โดยมากแล้วถ้าพระบารมีกัมมัฏฐาน หรือกายวิปัสสนา จะช่วยเรื่ององค์หรือญานได้ ส่วนมากผู้ฝึกจิต ฝึกสมาธิมักจะมีเทพ-เทวดา หรือพรหมมาปกป้องคุ้มครองรักษา แล้วแต่ร่างนั้นมีบุญบารมีมาก ก็มีเทวดามารักษา และถ้าสูงขึ้นไปอีก ก็จะมีพรหมมารักษา พวกเทพ-พรหมที่มาประจำร่างผู้ใด ก็มักจะประพฤติและปฏิบัติธรรมไปกับร่างนั้นด้วย เวลานั่งสมาธิ องค์ก็จะมาร่วมนั่ง หรือนั่งซ้อนในร่างและก็จะคุมร่างนั้นให้ฝึกจิต ฝึกสมาธิเป็นเสมือนพี่เลี้ยงหรือครู คอยแนะนำสั่งสอนไปในตัว จึงถือเป็นประโยชน์แก่ร่างนั้นและจะฝึกสมาธิได้เร็วกว่าพวกไม่มีองค์หรือฌานตุ้มครองร่าง เพราะองค์หรือฌาน จะคอยแบะวิธีปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา ทั้งคอยควบคุมให้ปฏิบัติ ยังคับฝึกสอนไปในตัว จนกระทั่งเป็นที่พอใจขององค์ แล้วก็ถอยไปนั่งคอบควบคุมดูแลร่าง ให้ปฏิบัติอยู่ข้างๆ ถ้าร่างปฏิบัติได้กายสมาธิ จิตเข้าเอกัคคะตารมณ์แล้ว ร่างนั้นก็จะเป็นกายทิพย์ หรือองค์จะเป็นภาคบุญญฤทธิ์ ยิ่งปฏิบัติได้ฌานสูงๆ องค์ในก็จะสมบูรณ์มากขึ้น

เรื่ององค์เรื่องฌาน ต้องมีอำนาจจิตสูงถึงขั้นฌานสี่ หรือจตุตถฌาน จึงจะเห็นเรื่องจิต-วิญญาณ เห็นผี เห็นเทวดา หรือเห็นเรื่ององค์ เรื่องวิญญาณในร่างคน หรือตามที่ต่างๆ เรื่องสมาธิฝึกแล้วยังมีประโยชน์มากมาย เพราะสมาธิเป็นอำนาจจิต ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ทั้งทางโลก ทางธรรม แต่พสกเราชาวพุทธ กลับไม่รู้ประโยชน์ของสมาธิ อำนาจของจิต-สมาธิ เอามารักษาคน ช่วยเหลือสรรพวิญญาณ เอามาประกอบอาชีพได้สารพัด หาใช่เอามาใช้แต่ในทางธรรม อย่างเดียวไม่ ถ้าเรารู้จักเอามาพลิกแพลงใช้ทางโลก อำนาจจิต สมาธินี้ฝึกแล้วจะรู้คุณค่าอนันต์ ใช้ประโยชน์มากมายและก็ได้บุญมากมาย

สมาธิ “พุทโธ” หรืออานาปานะสติ ผู้เขียนได้ฝึกและปฏิบัติมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๑ ใช้บารมีที่ปฏิบัติมา ได้ค้นพบว่าจากจิตที่เป็นสมาธิ ยังประโยชน์มากมาย แก่ทางโลกและทางธรรม ใช้พิจารณาธรรม สมถะ และกัมมัฏฐาน วิปัสสนา สมถะ ๔๐ และวิปัสสนา หรือโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด ก็จะเข้าใจ และเห็นทางเดิน เพราะอำนาจจิต-สมาธิ

แต่มาใช้ทางโลก กลับได้พบคุณค่าของอำนาจจิต ที่เกิดจากสมาธินั้นมีประโยชน์มากมาย จิตที่ตั้งเป็นสมาธิตั้งแต่ขั้น “จตุตถฌาน” หรือเอกัคคะตารมณ์ หรือฌาน ๔ ขึ้นไปแล้ว สามารถเอามาใช้ประโยชน์ในทางโลก อาทิเช่น เอามารักษาโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์เราได้หลายอย่าง ก็เอามาค้นคว้าหาความจริง จึงได้รู้ว่าสมาธิฝึกได้ระดับฌาน จิตมีอำนาจพิเศษจิตเกิดตัวรู้ ตัวเห็น สามารถเอามาใช้งานได้ ใช้ตรวจรักษาโรคคนได้ แม้กระทั่งโรคจิต-โรควิญญาณ สารพัดโรคในร่างกายคน แม้กระทั่งโลกลี้ลับต่างๆ ทั้งภูตผี ปีศาจ รุกขเทวดา และวิญญาณต่างๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็เป็นกันมากมายจริงๆ แม้แต่แพทย์ปัจจุบันก็รักษาไม่ได้ เรพาะไม่รู้สาเหตุ แม้แต่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ก็ตรวจหาสาเหตุไม่ได้ แต่อำนาจจิต-สมาธิ ตรวจรู้ และรักษาได้ แต่เราชาวพุทธกลับไม่รู้คุณค่าของอำนาจสมาธิเอามาใช้ประโยชน์ เอามาตรวจ รักษาโรคพิเศษ หรือโรคลี้ลับต่างๆ ซึ่งมีมากมาย ซึ่งโลกลี้ลับก็คือโรควิญญาณ ได้แก่ โรคผี หรือโรควิญญาณ ซึ่งมีหลายประเภท มีทั้งโอปะติกกะ หรือสัมภะเวสีที่สามารถทำให้คนเราเกิดเจ็บป่วยกันมาก ปัจจุบันนี้แพทย์ก็จะจำหน่ายเป็นโรคเครียด ไมเกรน หรือโรคประสาท ซึ่งกินยาและรักษากัน ต้องเสียเวลา เสียเงินเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าผู้ฝึกจิต ก็จะเห็นเรื่องโรคเหล่านี้และรักษาได้ ทุ่นทั้งเวลา ทุ่นทั้งเงินทอง โรคลี้ลับหรือโรควิญญาณ คนไม่ฝึกจิตและฝึกสมาธิ จนขึ้นเอกัคคะตารมณ์หรือฌาน ๔ แล้วจะไม่เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ โรควิญญาณมีหลายประเภท แบ่งเป็นผีเข้า เจ้าเข้าสิง ลมเพ ลมพัด ต้องคุณต่างๆ ต้องการกระทำต่างๆ แล้วมีวิญญาณที่ทำโทษ ได้แก่ เจ้าที่ เจ้าป่า เจ้าเขา พระภูมิ จอมปลวก เสาบ้าน ต้นไม้ใหญ่ หรือวิญญาณตามทางสามแพร่ง เรื่องเจ็บป่วยของคนเรา ป่วยเป็นโรคธรรมดา แพทย์ปัจจุบันรักษาได้ แต่โรคดังกล่าวนี่ซิ โรควิญญาณ ที่แพทย์ปัจจุบันตรวจไม่พน และรักษาไม่ได้ เพราะไม่เชื่อเรื่องโรควิญญาณ ซึ่งมีสารพัดอย่าง อีกทั้งฝังรูป ฝังรอย ปั้นหุ่น ฟันหุ่น น้ำมันพราย น้ำมันผี แม้แต่เอาน้ำมันทา-ปลดทอง ปั้นทุ่นแทง ฝังเข็ม ฝังหนาม ก็เป็นเรื่องกระทำของเดรัจฉานวิชา  แถมยังมีโรคผีเข้า เช่นปอบกินคน เข้าคน ก็ยังแบ่งเป็นปอบกินคน กับปอบอาศัยร่างคนหากินพวกผีสิงก็มีหลายประเภท แม้แต่งานศพ ผีก็ตามคนมา เกาะบ้าง สิงบ้าง ทำให้เจ็บป่วย ก็มีไม่น้อย พวกไปงานศพตามสุสานต่างๆ ไปชงกับผีตามฮวงจุ๊ย ก็ทำให้เจ็บป่วย หรือตามถนนหนทาง หรือทางสามแพร่ง ไปเตะกระทง ผีก็เข้าเล่นงานได้ ยังมีพวกวิญญาณ เทพ-เทวดาทำโทษก็มี ยังอีกเยอะ โรควิญญาณเหล่านี้ ใครมีอำนาจจากฝึกสมาธิ ก็จะรู้เห็นเรื่องวิญญาณต่างๆ เหล่านี้ได้ และก็เอาอำนาจจิตไปรักษาได้

สมาธิเก่งๆ ก็ยังเอามาใช้ประกอบอาชีพทางหมอดูหรือทำพิธีต่างๆ อาทิเช่น ตั้งศาล ถอนศาลต่างๆ พระภูมิ พระพรหม ตรวจที่ ตรวจทาง แนะนำคนต้องทุกข์ได้ สารพัด เพราะสมาธิแล้วจะเห็นที่เกิดทุกข์ เอามาใช้ได้สารพัดประโยชน์ จึงกล้าพูดได้ ผู้เขียนใช้ประโยชน์อำนาจจากสมาธิ มาสร้างประโยชน์ สร้างบารมี สร้างกุศล จิปาถะมา ๓๐ กว่าปี รักษาคนป่วยมามากต่อมาก และก็ช่วยเหลือวิญญาณ ทั้งสัมภะเวสี ทั้งโอปปะติกกะ และก็สร้างประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา และก็สร้างพระหลวงพ่อใหญ่ “พระพุทธรัตนโกสินมหามุนีส่องโลก” วัดหนองหอย จังหวัดราชบุรี ด้วยอำนาจจิตนี่แหละ

     ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า