ปู่สงค์ สวนพุฒตาล หรือ สวนพุดตาน เกิดวันที่ ๒๑ ตุลาคม
๒๔๘๓ ตรงกับวันจันทร์ แรม ๕ ค่ำ เวลา ๒๓.๑๕ น. เป็นบุตรของพันโทปลั่ง กับคุณสมพร
เทพหัสดิน ณ อยุธยา มีพี่น้อง ๕ คน คนโต คุณประพาส หรือ บัง เทพหัสดิน ณ
อยุธยา เป็นหัวหน้าค่ายมวยสวนพุฒตาล “ลูกหัสดิน”
คนที่สอง คุณประพัฒน์
เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นนายช่างเครื่องบิน บริษัท การบินไทย
และเป็นนายทวารประจำทีมฟุตบอลสวนพุฒตาล แชมป์ประชาชนปีแรกของประเทศไทย
คนที่สามก็คือ ปู่สงค์ หรือ เรืออากาศตรีประสงค์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา คนที่สี่
คุณมนตรี เทพหัสดิน ณ อยุธยา หรือหลวงตาตั๋ง องค์การโทรศัพท์ คนที่ห้าคือ
บุษยทิพย์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หรือ บุษยทิพย์ คฤโฆษ พี่น้องเป็นนักกีฬา เป็นนักมวย
นักฟุตบอล นักวิ่ง นักกรีฑา และนักปฏิบัติธรรม แต่ก็มีผู้เขียน ประสงค์ กับ มนตรี
ที่ยังปฏิบัติธรรมอยู่ทุกวันนี้ พี่น้อง 5
คนนี้ หลวงพ่อโอภาสี
หรือมหาชวน แห่งอาศรมบางมด เป็นผู้ตั้งชื่อให้ทุกคน
ประวัติ ปู่สงค์
หันมาปฏิบัติธรรมในปีพ.ศ. ๒๕๑๑ นั่งสมาธิ ใช้หลัก อานาปาณะสติ
หรือการภาวนาพุท-หายใจเข้า และ โธ หายใจออก
ฝึกเองปฏิบัติเองอยู่ในกระท่อมคุณตาสำเภา หรือร้อยโท สำเร็จณรงค์
รุ่นเดียวกับจอมพลแปลก หรือ ป. พิบูลสงคราม คุณตาตาย
ก็ยืนมองดูกระท่อมร้างของคุณตาใจก็นึกว่า จะปล่อยกระท่อมทิ้งร้างทำไมล่ะ
ยึดเอากระท่อมคุณตาเป็นที่ปฏิบัติธรรมดีมั้ง มันเกิดขึ้นในจิต ก่อนปฏิบัติก็มีซิกเซ้นส์อยู่ในจิตแล้ว
ก็ตัดสินใจขนหนังสือไปอยู่ในกระท่อม จำได้ว่า ก่อนเข้าพรรษา วันหนึ่ง พอตอนกลางคืน
ก็นั่งสมาธิ ตอนนั้นสะสมตำราการนั่งสมาธิ สัมมาอรหัง หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ธรรมกายก็มี หยุบหนอ-พองหนอ ของวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ตำราของพระโมคคัลลา
หลวงพ่อฟื้น วัดสระยายโสม สุพรรณบุรี ตำราของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่มั่นก็มี กะไว้ว่าจะบวชอายุ ๕๐
ตลอดชีวิต เพราะเคยอ่านไว้แล้ว ก็ตั้งจิต จะปฏิบัติสมาธิจริงๆ
ก็เริ่มนั่งในคืนเข้าพรรษา ประมาณ ๔ ทุ่ม ก็ภาวนา พุทโธ
ก็แล้ว พองหนอ-ยุบหนอ ก็แล้ว สัมมาอรหัง ก็แล้ว จิตก็ไม่รวมกันทั้งนั้น
ก็เกิดง่วงครับ ก็เอนตัวลงนอน เท่านั้นก็เกิดเรื่องเลย มีเหตุการณ์เกิดขึ้นทันตา
ก็มีเสียงพายุพัดโหมใส่กระท่อม
เล่นเอาขนลุกตกใจกลัวเพราะกระท่อมอยู่ในป่าข้างบ้านผู้เขียน เพียงแต่มีคลอง ๔-๕
เมตร กั้น และในป่ามันมีต้นไม้เก่าแก่อายุก็ประมาณร้อยปี แถมเป็นต้นโศกด้วย
หลังรัฐสภาปัจจุบันนี้ เล่นเอาตกอกตกใจ เฮ้ยอะไรวะ อยู่ๆ ก็มีพายุพัดใส่กระท่อม
ก็ลุกขึ้นมานั่งพิจารณาดู ทำไมลมมันพัดใส่แต่หน้ากระท่อมนะ มองดูไปรอบๆ ก็ไม่มีลม
ใจก็บอกว่า เฮ้ย ผีหลอกแล้ว ก็นั่งขัดสมาธิเลย ภาวนาพุทโธ นึกอะไรได้ก็ภาวนาไป รู้แต่ว่า พุทโธบ้าง สัมมาอรหังบ้าง
และก็พองหนอ ยุบหนอ ก็แล้ว
ก็ท่องอิติปิโสมงกุฏพระพุทธเจ้า คาถาหลวงพ่อโอภาสี ก็แล้ว
ใจมันยังไม่หายสั่น มันตกใจกลัว ขนลุกหมด
ก็นึกในใจว่า อย่างนี้ผีมันต้องหลอกเราแน่
แต่ใจยังชื้อเพราะว่ายังมีพระเครื่องพวงใหญ่อยู่บนหัวเตียง
แต่นัยน์ตาก็กวาดมองไปรอบกระท่อม คอยดูว่า ผีมันจะโผล่มาทางไหน
เพราะกระท่อมเป็นเพียงกระต๊อบเหมือนเพิงหมาแหงน เห็นได้ทั่ว ปรากฏว่าท่องคาถา
ภาวนาอะไรก็แล้ว เจ้าพายุก็ยังไม่หยุดพัด ก็เลยตัดสินใจว่า เป็นอะไรก็เป็นซีวะ
ถ้าผีมันโผล่มาละก็จะเอาพระพวงใหญ่ฟาดผี เท่านั้นก็นั่งสูดลมหายใจเข้า-ออกลึกๆ
สักครู่ จิตมันก็หายกลัว ลมหายใจมันก็สงบ ไม่ตื่นเต้นไปกับความกลัว
ก็เลยรู้ว่าความกลัวมันทำให้จิตเราสั่นไปนี่เอง
พอคุมลมหายใจปกติลงมันก็สงบ
ก็เลยเอาจิตไปจับกับลมหายใจ จิตก็ไปดูตรงลมมันเข้าออก ตรงปลายจมูก
กึ่งกลางของรูจมูกทั้งสองก็เลยรู้ว่า ลมเข้าลมออกมันอยู่ตรงนี้ ก็เลยเพ่งดูลมหายใจ
ก็เลยว่า ที่ตั้งของจิตอยู่ปลายจมูกหรือจงอยจมูกนี่เอง
สามารถรู้เห็นอาการของลมหายใจได้นี้จิตก็เลยเพ่งดูลมหายใจเข้า-ออก ก็เลยรู้ว่า
จับกับลมหายใจก็จะบังคับลมหายใจ ไม่ให้หายใจเร็วหรือช้าได้ หายใจเข้าเท่าไหร่
ออกเท่าไหร่ เราก็รู้และบังคับได้ จะให้หายใจเป็นปกติให้พอดี พอดีได้
ก็อยู่ที่นี่เอง ก็เลยตั้งจิตภาวนา “พุท หายใจเข้า โธ หายใจออก” นี้พอดี พอดี
หรือเท่าๆ กัน ก็จะทำให้ลมหายใจเป็นปกติ ก็ถือเอาที่ตั้งอยู่ตรงจงอยปลายจมูก
ก็ถือเป็นจุดตั้งจิต เพราะจะควบคุมลมหายใจเข้า-ออก ไม่ให้เร็ว ไม่ให้ช้า หรือไม่ให้ยาว
ไม่ให้สั้น ให้พอดีๆ กัน จิตก็เลยมีที่ตั้งของจิตตรงนี้นี่เอง
พอภาวนาๆ
เข้า จิตก็จะจากหยาบมาอย่างกลาง แล้วถึงจะมาละเอียด
ก็ต้องตั้งระยะทางของลมหายใจไว้ก่อน หายใจเข้ากี่นิ้ว จึงจะพอดี
หรือพอกับความต้องการของใจ สมมุติว่า เอาระยะลมหายใจเข้า ๔ นิ้ว พอดีกับความต้องการของใจหรือการหายใจ
ก็เอาระยะสูดลมหายใจเข้า ๔ นิ้ว หายใจออก ๔ นิ้ว
เป็นหลักระยะทางลมหายใจ (ถ้าท่านใด จะหาระยะทางมากขึ้นหรือน้อย
ก็แล้วแต่ความต้องการของใจเป็นหลัก) สมมุติว่า เราใช้ระยะทาง ๔ นิ้ว เป็นหายใจเข้า
๔ นิ้ว หายใจออก ๔ นิ้ว เราก็เพ่งจิตไว้กับลมหายใจ หรือใช้ทั้งจิตและนัยน์ตา
จับกับระยะทางของลมหายใจเข้า ๔ นิ้ว ออก ๔ นิ้ว จิตก็จะจับอยู่กับลมหายใจ
ระยะทางของลม ก็จะคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอ จากหยาบก็มาอย่างกลาง แล้วจะถึงมาละเอียด
จาก ๔ นิ้ว ก็จะลดมาตามลำดับ ๓ นิ้วครึ่ง ๓ นิ้ว สองนิ้วครึ่ง สองนิ้ว หนึ่งนิ้ว
ก็เช่นเดียวกับเราเล่นลูกข่างนั่นแหละ ขว้างลูกข่างลงพื้น
ลูกข่างก็จะวิ่งวนเป็นวงกว้างสักครู่ ก็จะตีวงแคบ และก็จะเหลือวงแคบๆ เข้า
จิตก็เรา ลมหายใจของเรา ก็จะหดสั้น หดสั้นเข้าทุกที
เพราะลมหายใจมันเริ่มสงบหรือละเอียดขึ้น จนถึงใกล้กับจงอยจมูกหรือที่ตั้งของจิต
เหลือประมาณ ๑ หุน หรือสองหุน ใกล้จุดที่ตั้งแล้ว จิตจะสงบแล้ว
ก็จะเกิดมรอาการปรากฏให้รู้ว่า จิตเริ่มสงบ ก็จะเกิดอาการตัวเบา วูบวาบในจิต
ร่างกายบางครั้งรู้สึกจะสั่น โยกบ้าง ขยายบ้าง พองบ้าง หรืออาการบางอย่าง
ตอนนั้นก็เป็น “การต่อฌาน” ทำให้เกิดวิตกขึ้น
เกิดความกลัวหรือตกใจ ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับการนั่งสมาธิ ตัวนี้แหละ
ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความกลัวมาก ไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเอง
เพราะอาการนี้แหละ ผู้ไม่เข้าใจจะกลัวมากถึงกับเลิกปฏิบัติกันไปมากต่อมาก เพราะอาการเหล่านี้
ตัวเบา ตัวโปร่ง ตัวขยาย หรือตัวลอย ก็มี หารู้ไม่ว่า
นี้เป็นอาการของวิตกของผู้ปฏิบัติใหม่ๆ สำหรับผู้เขียนบอกว่าเป็นการต่อ”ฌาน”
เป็นขั้นแรก ก็คือวิตก
ถ้าผู้ปฏิบัติเข้าใจเรื่องของวิตกหรือตัวกังวลตัวนี้
ก็แก้ไขได้โดยใช้จิตไปจับกับตัววิตกคือ จิตเพ่งไปจับตัววิตกหรืออาการวิตก
โดยเพ่งจิตนิ่งไว้ อาการวิตกก็จะหายไป อาการเพ่งจิตจับวิตกไว้ให้แน่นก็คือ
“วิจารณ์” วิจารณ์ก็เพ่งจิตจับวิตกนั่นแหละ อาการวิตกก็จะหายไป จิตก็จะนิ่งสงบ
ก็ต่อฌานได้สำเร็จ ก็คือเข้าฌาน ๑ ไปได้แล้ว พอเพ่งจิตให้สงบต่อไป
จิตก็จะนิ่งสงบมากขึ้น ก็จะเกิดอาการปิติ มีน้ำตาไหลออก ก็จะเข้าสู่ฌาน ๒ ต่อไป
พอจิตสงบมากขึ้น เพราะจิตนิ่งเพ่งมาก
จิตก็สงบทวีคูณขึ้นอีก ตอนนี้ จิตสงบมากขึ้น น้ำตาที่ไหล ปิติ ก็จะหยุดแห้งหายไป
จิตก็จะสงบมากขึ้นตามลำดับ ทีนี้ก็จะเกิดอาการขึ้นใหม่เหมือนคนกำลังมีความสุข
เหมือนกับเรากำลังนั่งยิ้มอิ่มเอิบใจแบบนั้น บางท่านไม่รู้ว่าเวลาเขานั่งสมาธิแล้ว
เห็นผู้ปฏิบัตินั่งยิ้ม ก็งงหรือสงสัย หารู้ไม่ว่า
ผู้ปฏิบัติกำลังเกิดความสุขในจิตเป็นฌานสามแล้ว อิ่มเอิบสบายมาก แต่พอเพ่งจิตให้ธิ
หรือให้นั่งเพ่งไปอีก คราวนี้ไม่มีอาการอะไร คือจิตมันนิ่งสงบๆ จริง ถึงอุเบกขา
วางเฉย สงบนิ่ง นี่คืออาการของจิตที่จะเข้าเอกัคคะตารมณ์แล้ว จิตก็จะเพ่งเข้าไปอีก
นิ่งจริงๆ หรือจิตเป็นหนึ่งเดียวหรือเข้าสู่ฌาน ๔ แล้ว หรือจตุตถฌาน
ยิ่งเพ่งจิตให้นิ่งเข้าไปอีก ตัวรู้ตัวเห็นก็จะเกิดตามมาโดยอัตโนมัติ
ก็ยิ่งนั่งสมาธิมากขึ้นอีก ก็จะเกิดเห็นความสว่าง ความว่างเปล่า ขึ้นมาในจิต
พอเพ่งจิตเข้าไปอีก เรื่องแปลกก็เกิดขึ้นในตัวผู้เขียน
ตอนนั้นผู้เขียนนั่งสมาธิอยู่ในกระท่อมครั้งแรก นั่งๆ
ไปมีแต่จิตเท่านั้น มีแต่ความว่างเปล่า กระท่อมก็ไม่มี บ้านตึกก็ไม่มี
ต้นไม้ก็ไม่มี เสียงจักจั่น เสียงลมก็ไม่มี แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่มี ทำไมมีแต่ความว่างไม่มีอะไรเลย
ก็เกิดความสงสัยในจิต อะไรมันเกิดขึ้นกับตัวเรา ก็เลยนึกว่า
อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด จะตายก็ให้มันตาย จิตก็ยิ่งสงบมากขึ้น
เหมือนกับเราไปนั่งอยู่ในอากาศว่างๆ
ไม่มีเสียงไม่มีลม หรืออะไรรอบกาย แต่คราวนี้ก็เลยเพ่งในความว่างเปล่า
มันเกิดอะไรขึ้น สักครู่ ก็เกิดเป็นแสงสว่าง จะขาวก็ไม่เชิง ก็เพ่งดูอากาศปรากฏว่า
รอบๆ ตัวเรามีแต่อากาศทั้งนั้น ยิ่งเพ่งอากาศก็ยิ่งขยายกว้างออกไป
สุดลูกนัยน์ตาหรือสุดจิตเรา ก็เลยรู้ว่าจิตกำลังเพ่งดูอากาศอยู่ไม่มีอะไรเลย
ไม่มีกระท่อม ไม่มีต้นไม้หรือตึก กำแพง ทั่วบริเวณมันว่างไปหมด
ล้วนแต่เป็นอากาศทั้งนั้น
จิตก็เหมือนอยู่ในอากาศ
ยิ่งเพ่งก็ยิ่งสว่างไสวไปทั่วทั้งบริเวณ ทั่งทั้งท้องฟ้า
ไปจนสุดสายตามีแต่อากาศเท่านั้น ก็รู้ว่า
นี่เรากำลังเพ่งอากาศอยู่หรือเราเข้าสู่อากาสานัญจายะตะนะ เพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด
ยิ่งเพ่งก็ยิ่งสว่างไสวไปทั่ว ไม่มีอะไรเลย ตึกรามบ้านช่องในสวนพุฒตาล
บริเวณบ้านผู้เขียนหรือไกลออกไปก็ไม่มี มีแต่อากาศเท่านั้น ยิ่งเพ่งจิตเพ่งอากาศ
ยิ่งทำให้จิตเราสว่างไสวลุกโพลน สบายแบบบอกไม่ถูก เหมือนพลังจิตยิ่งธิหรือเพ่งมาก
ก็ยิ่งสมบูรณ์มากขึ้น จนกระทั่ง จิตมันอิ่มแล้ว ก็ลืมตา ถึงกับร้องโอ้โฮ
นี่สว่างไสวทั้งข้างนอกข้างในเลยหรือ
เราก็มานั่งพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับ
ก็ได้รับความจริงจากจิตภายในว่า นี่เรานั่งสมาธิคืนเดียวตั้งแต่ ๔ ทุ่ม ยัน ๘
โมงเช้า ถึงกับเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุดเชียวหรือ ไม่น่าเชื่อจะเข้าถึงระดับฌาน ๕
ได้เร็ว ก็กำลังนึกว่าจริงหรือเปล่าวะเนี่ย ก็มีเสียงหัวเราะอยู่ในจิตผู้เขียนว่า “ลูกทำได้”
ก็สงสัยใครกันนะนั่งอยู่ในจิตของผู้เขียน ก็ยังไม่รู้ว่าใครกัน
ก็นั่งปฏิบัติมาตั้งแต่คืนนั้นมาตั้งแต่ ๔ ทุ่มทุกคืน
ก็เคยนั่งเพ่งจิตดูคนหัวเราะที่อยู่ในจิต ปรากฏว่า ได้เคยเห็น เพราะได้ยินเสียงนั้นบอกว่า
ยังไม่ถึงเวลาจะรู้จักหรือเห็นท่าน ตั้งแต่นั้นมา
เจ้าของเสียงก็จะคอยดูแลและบอกให้ผู้เขียนต้องลุกมาปฏิบัตินั่งสมาธิทุกวัน
เวลารักษาคนป่วยก็ให้ผู้เขียนเพ่งจิตดูอาการคนป่วย แล้วก็เพ่งจิตรักษา ถ้าจนปัญญาก็แนะนำวิธีให้
บอกในจิตบ้าง เป็นภาพขึ้นมาในจิตให้เห็นบ้าง
หรือเขียนเป็นตัวหนังสือให้ปรากฏบ้าง ก็เลยทำให้ผู้เขียนต้องนั่งสมาธิดู
เพ่งจิตตรวจโรคดู และก็ใช้พลังจิตเพ่งรักษา จนเกิดความชำนาญในจิต
ยิ่งปฏิบัติมากในวัดในโบสถ์หรือในวิหาร ก็มักจะได้การพระทานพรจากพระพุทธเจ้า
พระประธาน พระพุทธรูปปางต่างๆ อาทิ ปางประทานอภัย หรือบรมโลกนาถ ปางข้ามสมุทร
และปางประทานพร ก็ยิ่งได้รับพลังบารมีมากมายจนร่างกายปลอดโปร่งเต็มไปด้วยพละกำลัง
และโดยมากจะรับพรรับบารมีจากพระพุทธองค์ตามวัด พระประธาน แต่ก็ได้รับความแปลกใจเพราะผู้เขียนไม่เคยเห็นปู่ผู้เขียน
หรือผู้ส่งเสียงบอกสอน รับพรหรือบารมีจากเทพหรือพรหมองค์ไหน
จนกระทั่งผู้ส่งเสียงภายในบอกว่าให้จัดพิธีไหว้ครู และก็สอนให้ทำอย่างไร
ขึ้นบายศรีพรหม หนึ่งคู่ ใบหรือบายศรีหลัก ๙ ชั้น ต้นเดียว
ใช้ต้นกล้วยเป็นต้นหลักบายศรีหลัก เรื่องแปลกก็ตามมา พอถึงเวลาสวดพิธีไหว้ครู
ผู้เขียนกลับสวดไปได้โดยอัตโนมัติ ภาษาเทพหรือภาษาฮิบบลู หรือภาษคล้ายฮินดูก็พรั่งพรูออกมา
ยิ่งสวดก็ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งดัง ต้นกล้วยหลักบายศรี ก็เหมือนพองขยายใหญ่ขึ้น
ใหญ่ขึ้น เหมือนคนกำลังหายใจ ไม่มีเทพหรือเจ้าร่างใดจะอยู่ในห้องพิธีได้สักองค์เลย
ถอยออกไปห่างหมด และเรื่องที่แปลก ต้นกล้วยบายศรีครบ ๑๐๘ วัน ก็ทำการสวดถอน
ปรากฏว่าแห้งหมดทั้งต้น
ต้นกล้วยต้นนี้ก็ประหลาด ยืนได้ให้เห็นเป็นสง่าอยู่ต้นเดียว
ก็ไปทำพิธีพลีต้นกล้วยมาทำบายศรีหลัก พอล้างสะอาดอุ้มหรือเชิญเข้าบ้าน
พอวางกับพื้นบ้านเป็นหินลายต่างๆ สมัยโบราณ เดิมก็เป็นตำหนัก ๖
ตำหนักของท่านพ่อจุลจอม พอวางกับพื้นหิน ปรากฏว่ายางกล้วยนั้นไหลออกมาเป็นสีเลือด แดงเหมือนเลือดคนเราพอไหลมาถูกธรณีหรือพื้นบ้าน
กลับเช็ดล้างอย่างไรก็ไม่ออก ตอนทำพิธีต้นๆ
ก็เห็นพ่อปิยะหรือพ่อจุลจอมเสด็จทรงม้าเจ้ามาทางหน้าต่างได้แปลกมาก กำลังสวดก็ได้ยินเสียงพ่อจุลจอมหัวเราะชอบใจและบอกว่า
“ไม่มีใครทำพิธีให้กู” พอสวดเชิญเทพ-พรหมก็เห็นตัวปู่ผู้เขียน นั่งลอยเป็นประธาน
เท่านั้นเสียงสวดก็เต็มไปด้วยอำนาจบารมี กระแทกพวกร่างต่างๆที่เข้ามาร่วมพิธี
กระเถิบหนีออกจากห้องไปหมด เหลือแต่ผู้เขียนนั่งสวดแต่ผู้เดียว จนกระทั่งสวดพิธีไหว้ครูเสร็จแล้ว
จึงรู้ว่า ปู่ผู้เขียน คือ “ท่านท้าวมหาพรหมส่องโลก”
ก็คือผู้ที่ส่งเสียงสอนผู้เขียนนี่เอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น