วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

เตะเหล็ก


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            ก็เป็นเรื่องตอนไปฝึกสมาธิกับหลวงตายิ้ม วัดสิงห์ นั่นแหละ มีอยู่วันหนึ่ง เกิดมีการทำถนนกันก็ต้องเดินไป ก็คงเพราะรีบจ้ำ ตอนนั้นถนนมันทำแบ่งทีละครึ้งถนน ก็เดินข้ามถนนเพื่อจะไปขึ้นรถอีกฟาก แต่ก็ไม่ได้ระวังนักว่าถนนมันไม่ดี ไม่รู้ว่ามันมีเหล็กโผล่ด้านข้างเป็นทางยาว มันมืด ก็เดินไปเตะเหล็กที่มันโผล่ รู้ว่าเตะแรง ด้วยใจก็นึกว่าตัวเองเดินไม่ระวัง มันเจ็บจริงแถมใส่รองเท้าแตะไปด้วย พอเดินข้ามไป ก็ไปนั่งร้านอาหารพักดูซิว่ามันเป็นอะไรบ้าง ใจนึกว่า น่ากลัวง่ามนิ้วเท้าต้องฉีกแน่ พอนั่งก็ยกเท้ามาดู โอ้โฮ เลือดออกเยอะ เพราะเตะปลายเหล็ก พอดีมันถูกตรงโคนง่ามนิ้ว เล่นเอาสะดุ้ง ตอนเดินมาก็ไกลพอสมควร พอถึงร้านก็นั่งดู ครับจริงๆ ปลายเหล็กมันกระแทกเนื้อฉีกขาดถึงกระดูกนิ้ว ก็ถอดรองเท้ายกมาดูแผล เอาหนังมาปิด ก็นั่งทำจิต ประสานบาดแผล และก็บอกให้เลือดหยุด พอจิตสมาธิดีก็เพ่งตรงแผล สักครู่ก็ยกนิ้วออก เลือดหยุดไหลทันที ก็รู้ว่าห้ามเลือดประสานแผลได้ ก็กำหนดจิตถอนปวด เรพาะเริ่มรู้สึกว่าหายชาและเริ่มปวดแผลมาหนึบๆ กลั้นใจเพ่งจิตจับถอน เรื่องแปลกก็เกิด มันหายปวดทันตาเห็นเลย ก็ลุกขึ้นลองเดินดู เลือดออกไหม ปวดไหม มันปกติ  ก็เดินขึ้นรถต่อไปวัดสิงห์ มันเดินปกติ

จนถึงกุฏิหลวงตายิ้ม ปรากฏว่าท่านนั่งมองดูผู้เขียน และก็เอ่ยขึ้ยลอยๆ การเดินก็ต้องมีสติ ต้องสำรวมด้วย ไม่มีสติก็จะไปเตะโน่นเตะนี่ หรือเหยียบแก้วเหยียบตะปู และท่านก็ถามผู้เขียนต่อว่า จิตเราเป็นอย่างไร เข้มแข็งไหม รู้จักใช้จิตทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่จะรักษาคน รักษาผี ก็ต้องรู้จักรักษาตัวเองบ้าง แล้วก็ถามต่อว่าเป็นไงถึงกระดูกเชียวนะ เลือดโชกเลยนะ ไม่ใช่จะประสานแผลอย่างเดียว ก็ต้องถอนพิษด้วย โฮ ท่านพูดอย่างกับตาเห็นเลย ตอนแรกก็ไม่ปวดหรอก จึงไม่ได้กำหนดจิตถอน พอมันปวดจึงกำหนดจิตถอน หลวงตาก็บอกว่า รักษาคนอื่นมาเยอะ แต่พอรักษาตัวเองกลับลืมถอน ก็ตอบท่านว่า ก็ตอนประสานแผลเลือดมันหยุด ไม่เป็นอะไรนี่ครับ แต่พอขยับเดินมันปวดขึ้นมา ท่านก็บอกว่า ก็เป็นการเตือนตัวเองให้รอบคอบ ท่านก็อบรมให้ฟัง นักปฏิบัติก็ต้องรู้จิต รู้สติอยู่เสมอ ต้องรอบคอบ

ก็เล่าให้หลวงตาฟัง เหล็กที่ทำถนนมันโผล่มา มองไม่เห็น ไม่นึกว่ามันจะโผล่มายาวเกือบสิบนิ้ว ตอนเตะจิตก็บอกว่ามันจะเพียงแต่เจ็บแพล๊บเดียว ก็เดินมาเกือบป้ายรถเมล์ ใจก็คิดว่า มันเตะแรงขนาดนี้ น่าจะเลือดออกนะ คิดคั้นแหละ เลือดออกจากง่ามนิ้วเท้า มันแฉะตรงง่ามนิ้ว พอถึงร้านอาหารก็ยอก้ทาขึ้นมาดู ถึงได้เห็นเลือดออกและหนังนิ้วเปิด ก็เลยนั่งประสานแผล ห้ามเลือด หลวงตาก็ถามว่า เวลารักษาคนป่วยละ ก็ใช้จิตเพ่งรักษา เพ่งดูโรคของแต่ละคน เป็นอะไรก็ใช้อำนาจจิตเพ่งรักษาอย่างนี้ หลวงตาก็บอกว่าถูกต้อง รู้จักใช้จิตให้เป็นประโยชน์ ก็ใช้ได้ทั้งนั้น ก็บอกหลวงตาว่า นี่ถ้าผลไม่นึกว่าเลือดจะออก มันก็ไม่เป็นอะไร แต่จิตดันไปบอกว่ามันต้องเป็นแผล เพราะเตะแรงขนาดนั้น พอจิตคิดเท่านั้นก็เกิดความรู้สึกตรงรอยแตะ มีน้ำแฉะ เลือดออกเลยครับ


หลวงตาก็บอกว่า โยมฝึกจิตระดับนี้แล้ว อย่าไปนึกมันในทางไม่ดี จิตให้เพ่งแต่ความดี ถ้าบอกว่าไม่เป็นอะไรมันก็ไม่เป็นอะไร และโยมก็จะเกิดวิธีรักษาด้วยจิตของตัวเอง จิตก็สอนเป็นผู้บอก และจิตก็เป็นตัวรักษา เพราะฤทธิ์ของจิตและอำนาจของจิตที่มีสมาธิดีแล้ว ไม่ต้องไปสงสัยอะไร แล้วตอนไปรักษาคนล่ะ ทำไมไม่สงสัยบ้างล่ะ  เขาหายด้วยอะไร ก็เพราะอำนาจจิตนั่นแหละ และโยมยังต้องสรเงบารมีด้วยการรักษาคนเป็นทายบารมี หฃวงตาก็บอกโยมแล้ว โยมจะมาบวชไม่ได้ โยมนึกหรือว่าอายุ ๕๐ โยมจะมาบวช โยมจะต้องแต่งชุดขาวสร้างบารมีกุศล เพราะโยมมีความพิเศษในตัว มีเทพ-พรหม คอยปกปักรักษา คอยแนะนำสั่งสอน หลวงตาก็มาเพิ่มสมาธิวิปัสสนาเป็นรากฐานทางพุทธศาสนา และโยมก็นั่งสมาธิมาก่อนเป็นศิษย์สิบกว่าปี และหลักปฏิบัติของโยมก็อยู่ในหลักของอานาปานะสติ จึงได้ปฏิบัติได้เร็วกว่าคนอื่นๆ แต่เมื่อเข้าสู่หลักพระพุทธเจ้า โยมจึงเข้าใจได้เร็ว  หลวงตาก็บอกแต่แรก โยมน่ะ น้ำจะเต็มตุ่มแล้ว เพียงแต่อธิบายให้โยมเข้าใจ ก็จะเข้าใจ น้ำก็จะเต็มตุ่ม ต่อไปก็จะต้องท่องรักษาคนและพวกวิญญาณไปอีกหลายสิบปี ต้องช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนา  ยังจะต้องช่วยเหลือวัดวา และก็ต่อมาก็จริงของหลวงตา ผู้เขียนก็มาช่วยรักษาคนป่วย รักษาวิญญาณ มาจนอายุ ๗๓ แล้ว ก็ต้องปฏิบัติสมาธิ เข้าวิปัสสนา ตอนช่วงสุดท้ายของชีวิต  ตอนนี้อายุ ๗๓ พ.ศ. ๒๕๕๕ ก็จะวางมือปล่อยให้ลูกศิษญ์สืบทอดมรดกต่อไป เพราะเหลืออีกไม่กี่ปีต้องให้เข้าวิปัสสนา ตอนสิ้นอายุไข

ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

หลวงตายิ้ม (สังฆะรัตขิโต)


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            ท่านจะนับถือพระภิกษุสงฆ์สักองค์ ก็อยู่ที่โชคชะตา ของท่านเหมือนกัน ได้พบได้เจอพระดี พระอิรยะสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และประพฤติพรหมจรรย์ ก็นับว่ายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรก็ว่าได้ บางท่านก็ผ่านไปไม่รู้จักของดี เข้าวัดเข้าวาต้องไปหาอาจารย์ดีๆ เก่งๆ แต่ท่านไม่รู้หรอกว่า ข้างๆ วัด หรือพระอริยะสงฆ์ก็เป็นพระธรรมดา หรือพระลูกวัดนี่แหละ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก เพราะท่านไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับทางโลกมากนัก ชอบอยู่สันโดษ และมักจะทำตัวปฏิบัติตนเป็นพระธรรมดานี่เอง ดังเช่น ท่านหลวงตายิ้ม  สังฆะรัตขิตโต รูปนี้ นับเป็นโชควาสนาของผู้เขียนที่ได้พบกับหลวงตาธรรมดา หรือลูกวัดเป็นพระอริยะสงฆ์ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้บรรดาอาจารย์วิปัสสนากัมมัฏฐานที่ดังๆ ที่สำเร็จอภิญญา ๖ ฌานสมาบัติ ๘ และก็ระดับพระอนาคามีครับ ผู้เขียนก็พบกับพระดังๆ มามาก ต่อมาก็เพิ่งจะมายอมรับหลวงตายิ้ม สังฆะรัตขิตโต องค์นี้เป็นอาจารย์สอนสมถะและกัมมัฏฐาน แต่สมาธิ ผู้เขียนปฏิบัติเองจนเข้าระดับเอกัคคะตารมณ์ และรู้เห็นเรื่องจิตวิญญาณมาก่อน แต่ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน แต่พอปฏิบัจิสมาธิได้ระดับฌาน ๕ ถึงได้รู้ว่าที่ปฏิบัติมาก็อยู่ในสมถะ ๔๐ นี่เอง ถึงได้รู้ว่า พระพุทธเจ้าท่านปฏิบัติสมาธิจนมีอำนาจบารมีกล้าแข็งแล้ว จึงเข้าวิปัสสนากัมมัฏฐานหรือโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด ถึงจะสำเร็จ ถึงได้ดับทุกข์ได้ และถึงได้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้เขียนจึงบอกว่านับเป็นการโชคดีที่ได้มาพบท่านหลวงตายิ้ม

ความจริงแล้วผู้เขียนได้พบกับพระอาจารย์ต่างๆ มามาก ตาไม่เคยมีจิตจะนับถือ หรือมีจิตศัรทธาสักรูปเลย เห็นแล้วก็พิจารณาอยู่ในกายพระอริยะสงฆ์แต่ละรูปว่าปฏิบัติระดับฌานไหน บารมีขนาดไหน เพียงแต่เห็นแล้วก็นึกชมว่า พระองค์นี้รูปนี้เก่ง ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี และพรอรหันต์ มันรู้ด้วยจิต มันเห็นด้วยจิต

ราวพ.ศ. ๒๕๑๑ ผู้เขียนก็ฝึกมาถึงเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด เพ่งรอบตัวไม่มีอะไร ตอนนั่วสมาธิในกระท่อมหัลงรัฐสภาปัจจุบันนี้ เขตบ้านผู้เขียนคือสวนพุตตาลนั่นแหละ รอบๆ กระท่อมผู้เขียนก็นั่งสมาธิเพ่งจิตก็เห็นเป็นอากาศทั่วไปหมด ตึกบ้านก็ไม่มี กระท่อมก็ไม่มี ต้นไม้ก็ไม่มี มีแต่อากาศทั่วไปหมด เสมือนว่าตึก กระท่อม ต้นไม้ กำแพง ก็สลายกลายเป็นอากาศธาตุสีทองหรือเหลืองอ่อนทั่วทุกหนทุกแห่ง มีแต่อากาศ ยิ่งนั่งจิตมันก็สว่างไสว กระจายกว้างไปตามอากาศ มันบอกไม่ถูก มันเหมือนว่า มันเป็นบารมีขยายแผ่กว้าง สบายแบบบอกไม่ถูก พลังสว่างของอากาศยมันกระจายออกไปทั่วจิตมันก็ยิ่งสว่างไสว ยิ่งกว่าตอนนั่งสมาธิเสียอีก มันยิ่งกว่าปิติ ยิ่งกว่าสุข ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดในโลกนี้ มีแต่ความสว่างไสวกระจายไปทั่ว กำลังเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด อากาศมันสามารถทะลุบ้านตึก ต้นไม้ กระท่อม กำแพงไปได้หมดและ ยังเป็นอากาศธาตุ ไม่มีอะไร มีแต่อากาศ ก็นั่งเพ่งจิตอยู่นาน จิตก็ยิ่งสว่างไสว ไร้อานุภาพ มันปลอดโปร่ง ไม่มีอนูอะไรมากระทบกับตัวเราเลย ตัวเราก็ไม่มี มีแต่จิตที่กำลังตรวจดูเท่านั้น  จนมีความรู้สึกว่า จะมารู้สึกหรือถอยฌานหรือถอนสมาธินั่นแหละ ก็เหมือนลืมตามา ถึงได้รู้ว่า นี่มันสว่างแล้วปาเข้าไปเกือบเก้าโมงเช้า จิตก็ยังสว่างอยู่ ยิ่งรู้เห็นแจ่มชัดขึ้นมากกว่าเดิม พอยกจิตตไปจับกับอะไร มันก็ทะลุเข้าไปนิ่งนั้น คนไหนเป็นอะไร ฝึกจิตระดับไหน ก็รู้เห็นด้วยจิตชัดขึ้นทวีคูณ เรื่องพระสงฆ์องค์เจ้า ปฏิบัติถึงระดับไหนจึงรู้เห็นมาตั้งแต่แรกนั่ง ๒๕๑๑-๒๕๑๒ โน่นแล้ว

พอมาปีพ.ศ. ๒๕๒๐ กว่าๆ ก็มาเจอหลวงตายิ้มท่านเข้า ก็เพ่งจิต ตอนนี้เพียงแต่ดูพิจารณาก็เห็นหลวงตายิ้มท่านเป็นพระอนาคามีที่จะสอนเราได้ แถมองค์ในผู้เขียนหรือปู่ที่อยู่ในร่างผู้เขียนก็บอกว่า “พระองค์นี้เป็นอาจารย์สอนเจ้าได้” นั่นแหละ จึงทำให้ผู้เขียนยอมเคารพนบนอบหลวงตายิ้มเป็นอาจารย์สอนกัมมัฏฐานให้ นับว่าได้พระอาจารย์ดีช่วยแนะนำ แถมยังมีการทดสอบอาจารย์กับลูกศิษย์จนเป็นเรื่องปฏิบัติสมาธิที่สนุกเกิดความรู้ เกิดความเพียร อุตสาหะ ทำไมน่ะหรือ หลวงตายิ้มเป็นผู้หยั่งรู้ ผู้เขียนเป็นผู้รู้เห็นด้วยอำนาจสมาธิ อำนาจครูบาจารย์เทพ-พรหม ทำไมถึงเป็นเรื่องสนุก เพราะเกิดจากการปฏิบัตินี่แหละ หลวงตารู้เห็นเรื่องของผู้เห็น ท่านก็เอามาบอกลูกศิษย์เก่าๆ รุ่นพี่ คุณสงค์ทำอะไรหรือปฏิบัตอย่างไร หลวงตาก็จะบอกให้ศิษย์รุ่นพี่ๆ ฟัง เรื่องของหลวงตาถ้าผู้เขียนเห็นหรือจับตอนหลวงตาเล่าให้ฟังว่าท่านไปธุดงค์ที่ไหน ผู้เขียนก็จะกำหนดจิตตามไปดู ตัวอย่างเช่น ท่านไปธุดงค์จังหวัดราชบุรี แถววัดหนองโก ปัจจุบันนี้ พอท่านเล่าก็มีภาพของหลวงตาเกิดขึ้นในจิตให้เห็น ผจญกับเสือลายพาดกลอนมาเยตักท่าน เอาหัวมาคลอเคลียบนตัก แล้วก็เห็นท่านเอามือลูบหัวเสือพาดกลอนตัวโตแปดศอก เหมือนสัตว์เลี้ยงของท่าน หมาแมวอย่างงั้น เจอกับงูจงอางท่านก็ยืนจ้องงูจงอางจนงูมันก้มหัวมากราบแทบเท้าหลวงตา เล่าไปก็อธิบายไปเล่นเอาหลววงตาเหลือบตามอง บางอย่างก็เล่าให้ฟังได้ แต่บางอย่างอิทธิฤทธิ์ของหลวงตาก็จะห้ามคือกระแอมไว้ ก็หยุดเล่าไป พอผู้เขียนอยู่ ท่านไม่ค่อยเล่าหรือคุยอะไรเรื่องของท่าน บางครั้งก็ต้องเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง เช่น เขาปราจีนบุรี สำนักสงฆ์สหายธรรมของท่านไปปฏิบัติอยู่ พอมีโอกาสก็จะพาไปปฏิบัติตามป่าตามเขากันจริงๆพอไปถึงที่ปฏิบัติ ท่านอธิบายอะไรผู้เขียนก็จะตามจิตไป ปรากฏว่าท่านก็ไปชี้ถ้ำที่ท่านปฏิบัติตรงนี้ ก็มีภาพงูจงอางตัวเท่าน่องผู้ใหญ่ มาเผชิญหน้ากับท่าน งูจงอางเป็นเจ้าของถ้ำ ก็จะไม่ให้ท่านเข้าไปอยู่ในถ้ำของมัน มันก็ชูคอสูงแผ่แม่เบี้ยจะกัดหลวงตา ตอนงูจงอางแผ่แม่เบี้ยก็เห็นบนหัวงูนั้นมีหงอนสีเหลืองหรือสีทอง ยาวสักคืบ หนาสักนิ้วกว่า ก็รู้ว่าไม่ใช่งูจงอางธรรมดา แต่เป็นพญานาค ก็ยังต้องถวายถ้ำให้หลวงตาปฏิบัติ

ถ้าผู้เขียนเล่าเรื่องของหลวงตาให้ลูกศิษย์รุ่นพี่ฟัง หลวงตาจะมองไปทางอื่น แต่ถ้าอธิบายมากท่านก็จะจ้องตาผู้เขียน เหมือนบอกว่า เรื่องที่ควรเล่าค่อยเล่า ความจริงท่านหลวงตามีเรื่องพิเศษอีกเยอะ ถึงเวลาที่ท่านจะแกล้งหรือทดลองผู้เขียนหรือจะแก้เผ็ดผู้เขียนบ้าง มีตอนขึ้นไปนั่งเทศน์และนั่งสมาธิบนยอดเขาลูกนี้ ท่านปล่อยให้ผู้เขียนนั่งสมาธิอยู่คนเดียว โดยห้ามลูกศิษย์แม้แต่น้องชายผู้เขียน มนตรีหรือหลวงตาตั๋ง ปัจจุบันนี้ ห้ามบอกโยมพี่ ถึงกลับพากันลงเขาไปทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ พอผู้เขียนถอนสมาธิมาก็รู้ว่า หลวงตาเล่นงานแก้เผ็ดผู้เขียนเข้าแล้ว ปล่อยให้ผู้เขียนลงจากเขาเอง เล่นเอาประสาทกลับครับ จะลงจาดเขาอย่างไร ก็ลงไม่ถูก แถมเพิ่งขึ้นมาครั้งแรกก็ใช้ปัญญาทำสมาธิบอกเจ้าป่าเจ้าเขาเปิดทางให้ลง ก็เห็นเป็นช่องลำแสงสว่างเหมือนปล่องหรือท่อ เป็นลำแสงพาลงจากเขา พอลงไปตามกำหนดของหลวงตา ท่านก็รู้ว่าจะลงมาถึงท่านกี่โมง เป๊ะเลยครับ เล่นเอาลูกศิษย์หัวเราะชอบใจกัน หลวงตาได้แต่หัวเราะ ในใจก็นึกหลวงตานะหลวงตาเล่นทดสอบอยู่เรื่อยๆ มีโอกาสก็เล่นงานหลวงตากลับ แต่ท่านก็รู้ทุกที แล้วก็ย้อนกลับเล่นงานผู้เขียนทุกทีไป เล่นเอาอดหัวเราะกันไม่ได้

ท่านก็ชอบสอนทางอ้อมและทางตรงคอยเล่นงานผู้เขียนเป็นประจำ จึงถือเป็นเรื่องสนุกระหว่างหลวงตากับผู้เขียน แต่ก็ประหลาดครับ ถ้าเรื่องปฏิบัติท่านจะอธิบายให้ผู้เขียนฟังเสมอ บางเรื่องของหลวงตาท่านก็เล่าให้ลูกศิษย์ฟังไม่ได้ ก็ต้องมาให้ผู้เขียนเปิดเผยแทน และผู้เขียนถูกท่านตำหนิบ่อย ให้มานั่งสมาธิกลับจะเอาแต่หวย จะทำอะไรท่านรู้หมด ทั้งอดีต ปัจจุบัน จะไปทพอะไร รักษาใคร ท่านจะบอกว่า วันนี้โยมสงค์ไม่มารักษาคน พวกเราไม่ต้องรอเข้าไปปฏิบัติกันโบสถ์ ถ้าวันไหนรถติดหรือมาช้า ท่านก็จะบอกว่า รอ ๑๐ นาที เดี๋ยวโยมสงค์มาแล้ว และก็ ๑๐ นาทีจริง การปฏิบัติของผู้เขียนกับหลวงตาจึงถือเป็นเรื่องสนุก  เพราะท่านเอาผู้เขียนเป็นตัวอย่าง ท่านไม่ค่อยด่าหรือว่าลูกศิษย์มักจะตักเตือน แต่กับผู้เขียนไม่ได้ดุว่าเป็นตัวอย่างให้รู้  ลูกศิษย์ก็จะเข้าใจ



           ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า







วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

พวกบ้าเจ้า-เข้าทรง


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            ทุกวันนี้คนเป็นโรคบ้าเข้าทรงหรือเรื่ององค์กันมากมาย แม้แต่พระสงฆ์ องค์เจ้า ก็พลอยบ้าลัทธิทรงเจ้ากัน ตามวัดต่างๆ มีเยอะ ทำให้คนหลงติดและหลงผิดกัน ผู้เขียนก็ชอบท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ พวกเจ้าเข้าทรงก็รู้เห็นพวกเหล่านี้กัน หากินกันทั่ว แต่ก็พบว่าพวกผู้คนทั้งหลายที่พากันไปเฝ้าไปเข้าลัทธิต่างๆ จึงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ หารู้ไม่ว่าปัจจุบันเรื่องทรงเจ้าก็เป็นอาชีพหนึ่งที่เหล่าร้ายมายึดกัน ทรงจริงบ้างทรงผีบ้าง สารพัดทรง ทรงกุมารกุมารี ทรงเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ทรงพ่อปู่

            ปัจจุบันนี้ ทรางหากินง่าย หลอกคนง่าย ก็คือ ทรงพระศิวะ ทรงพระมูรติ ทรงพระนารายณ์ ทรงพระแม่ศรีอุมาเทวี พระแม่ลักษมี พระแม่กาลี ทรงพระพิฆเนศร์ ไม่รู้ว่าพวกหากิน สรรหาเอาทรงมาหากินหลอกคนโง่ที่บ้าทรงกันสบาย และแค่ให้พูด “สิริสิมา โคสัปปะ” ให้พูดเร็วๆ ลิ้นก็จะรัวๆ เจ้าคนทรงก็บอกว่าพูดภาษาเทพได้แล้ว รับขันธ์ได้เลย ผู้เขียนก็เห็นคนเป็นกองๆ กรมๆ ไปพูด “สิริสิมา โคสัปปะ” แถวหมู่บ้านทานสัมฤทธิ์กันเป็นร้อย ตั้งตัวเป็นอาจารย์หลอกผู้คนเป็นร้อยๆ ไปพูดภาษาเทพ ผู้เขียนไปเจอเข้า ก็บอกว่าไม่มีใครบ้าพูดสิริสิมา โคสัปปะ แล้วบอกว่าองค์ลงแล้วพูดภาษาเทพได้แล้วรับขันธ์ ปรากฏว่า เชื้อ สิริสิมา โคสัปปะกระจายไปทั่ว คนก็เลยมั่วเป็นภาษเทพ ปัจจุบันก็ยังมีอึกเยอะ หารู้ไม่ว่าภาษาเทพหรือภาษา “ฮิบบลู” อะไรนั่น จะพูดได้ก็ต่อเมื่อร่างนั้นสมบูรณ์หรืองค์เทพเทวดาหรือ ฤาษี หรือพวกเจ้าเข้าทรงจริงๆ ถึงจะพูดได้ การพูดภาษาเทพ ก็ต้องมีองค์เทพ-พรหมใหญ่เปิดโอษฐ์หรือพระโอษฐ์ให้ จึงพูดหรือตรัสภาษาเทพได้ ผู้เขียนก็เห็นเจ้าตำหนักหรือเจ้าสำนัก พูดนำและให้พูดตามก็บอกว่า องค์ลงสมบูรณ์ พูดภาษาทเพได้แล้ว รับขันธ์เลย พวกบ้าทรง บ้างองค์ ก็ต้องปฏิบัติตาม เพราะถูกเจ้าตำหนักบอกว่า มีองค์ ไม่รับไม่ได้นะ เดี๋ยวเป็นบ้าหรือตายเอานะ ก็เลยเกรงกลัวกันใหญ่ ต้องรับขันธ์ ต้องครอบครู ครอบเศียรพระฤาษี เศียรพ่อแก่เศียรอะไรต่ออะไรมั่วกันไปหมด

เรื่องเจ้าเข้าทรงไม่พอ ก็ยังมีการสวดภาณยักษ์เข้ามาแจมด้วย ก็เลยทำให้คนบ้าหนักแบบทุกวันนี้ ผู้เขียนก็เข้าไปศึกษาดูเหตุการณ์ ส่วนดีน้อยมาก คือ รับขันธ์ ครอบเศียรถูกต้องก็จะเป็นเรื่องดี แต่การไปรับขันธ์ครอบเศียรโดยมากถูกพวกตำหนักทรงผีผีเยอะจริงๆ ครอบมาแล้วเป็นบ้าครอบครัวแตกแยก และก็จะเสียเงิน เสียตัวให้พวกร่างทรงกันเยอะ ยิ่งตำหนักทรงใหญ่ๆ ดังๆ อาทิเช่น พระมูรติ พระศิวะ พระนารายณ์ พระแม่อุมาเทวี พระแม่กาลี พระแม่ลักษมี พระแม่กวนอิม เยอะเป็นพิเศษ จะหลอกคนได้ง่าย เพราะเป็นองค์ใหญ่ๆ ทั้งนั้น ยิ่งหนังสือพิมพ์มาประโคมข่าว คนก็ยิ่งบ้าไปหากัน มีการสอนภาษาเทพกันก็มี พวกภาษเทพ แม้แต่ทรงมันก็พูดได้ พูดแบบมั่วๆ ไป พวกอุตริอยากเป็นทรง อยากเป็นร่างทรง ก็จีบปากจีบคำพูด แถมยังแปลให้ฟังอีก หารู้ไม่ว่าถ้าภาษาเทพจริงๆ พวกองค์จริงๆ จะรู้และเข้าใจความหมายและก็จะแปลเป็นภาษาไทยให้ฟัง หรือถ้าจะใช้จิตฟังภาษาเทพหรือ”ฮิบบลู” ก็จะเข้าใจได้ ผีหรือร่างปลอมก็ดัดจริตพูดกันมั่วๆ

ความจริงแล้วผู้นั่งสมาธิเก่งๆ ระดับอุปจาระสมาธิขึ้นไปถึงอัปนาสมาธิ จะรู้เห็นพวกองค์พวกมีร่างทรงจริงๆ ถ้าทรงผีจะไม่มีองค์ให้เห็น ผู้เขียนก็เห็นบรรดาร่างทรงไม่ว่าพระแม่ เสด็จแม่ เจ้าแม่ หรือเจ้าอะไรมาเยอะ มันก็เป็นเรื่องแปลก ยิ่งร่างผู้หญิง หน้าตาก็ดีขับรถเก๋งใหม่ๆ พากันหลงองค์กันเยอะ ถึงกับแต่งเนื้อแต่งตัวหรือแต่งองค์มาตามตำหนักใหญ่ๆ กันมาก พอมาถึงก็ยกมือไหว้เจ้าตำหนัก หรือไปกราบเทวรูปองค์ใหญื แล้วก็นั่งประจำที่นั่ง องค์ลงมาร่ายรำทำท่าทาง ถ้าแม่กวนอิม ก็ร่ายรำแบบคนจีนถ้าพระแม่อุมาหรือองค์ใหญ่ๆ ก็จะมาร่ายรำให้ชม สักพักถึงจะนั่งสมาธิ ยิ่งมานั่งต่อหน้าหรือแสดงท่าทางต่อหน้าผู้เขียน ก็ยิ่งทำให้รู้ว่า ร่างส่วนมากบ้าองค์กัน คนพบเห็นไม่รู้ความจริงก็นึกว่าองค์ลงจริง และบางร่างสวยๆ เสียอีก ก็เลยเหมาไปว่าทรงจริงๆ ผู้เขียนจะเพ่งตรวจดูองค์เจ้าของตำหรักก่อน ก็จะรู้ว่าทรงจริงหรือหลอกลวงและก็ค่อยพิจารณาจิตตรวจดูพวกร่างทรงประจำตำหนักก็พบว่าพวกบ้าองค์ อยากทรงพระแมใหญ่ๆ กันทั้งนั้น ดูแม้กระทั่งการรักษาของพวกตำหนัก สำนัก หรือร่างทรงแต่ละคนไป จึงรู้เห็นความจริงพวกร่างทรงกันดี พระมูรติ อู่รถบางแห่ง มูรติ ห้าแยกบางแห่ง ยังมีอีกเยอะ


สมัยก่อนไปแถวอุดมสุข มีร่างทรงพระแม่กาลี พระแม่อุมาเทวี กว่าจะเสดจลงทรงได้เป็นชั่วโมง ตอนนั้นพระแม่ดุมาก เวลาลงทรงเอาดาบไล่ฟันผัว แถมวันที่ผู้เขียนไปดูที่ตำหนัก พระแม่ดันมาสั่งผู้เขียน เอ้าเจ้าบัณฑิต ตรวจดูซิ ร่างนี้เป็นองค์อะไร เล่นเอาลูกศิษย์ผู้เขียน ซึ่งทรงหนุมานลงมาจะกระโจนไปตะปบร่างพระแม่ ลอยตีลังกาลงมา ดีมี่ผู้เขียนเอานิ้วจิ้ม กดไว้ไม่ให้กระโจน เพราะโกรธที่เจ้าแม่อุดมสุขมาสั่งปู่หรือผู้เขียน เล่นเอาทั้งตำหนักตกใจ เพราะถูกลูกศิษย์ผู้เขียนอาละวาดผู้เขียนก็ตอบไปว่า พระแม่อุมาไม่กล้ามาสั่งผู้เขียนหรอก เล่นเอาร่างทรงนั่งอึ้ง ถ้าพระแม่จริงๆ ท่านรู้จักปู้ผู้เขียนและก็มักจะลงมาไหว้ปู่ผู้เขียน และปรากฏว่าร่างทรงรีบถอยออก ก็ถามลูกศิษย์ผู้เขียนว่า “ปู่สงค์ องค์อะไร” ก็ต้งอดูว่าพระแม่ทรงจริงไหม และสมารถรู้จักและเห็นปู่ไหม ความจริงลูกศิษย์พาผู้เขียนไปพิสูจน์ตำหนักนี้ เลยเรียกตำหนักพระแม่ฟันผัว ความจริงสามีรวย เมียก็เลยเอาองค์มาขู่ ปัจจุบันนี้เป็นเทวาลัยแล้ว ไม่รู้ว่ายังอยู่หรือเลิกไปแล้วยิ่งตำหนักใหญ่ ยิ่งหลอกคนได้ง่าย ยิ่งจัดงานใหญ่และพิธีใหญ่  คนยิ่งเชื่อและหลงง่าย พวกบ้าองค์บ้าทรง อยากเป็นกันนัก ให้พวกผีมันหลอกยังไม่เจ็บใจถูกพวกบ้าๆ หลอก พวกบ้าองค์บ้าทรง ชอบแต่งตัวโชว์กัน อวดกันดีนัก ชอบอ้างตัวเป็นองค์โน้นองค์นี้ ก็บ้ากันไปหารู้ไม่ว่าการเป็นร่างทรง มีองค์ จะเป็นง่ายๆ แบบทุกวันนี้หรือมีแต่คุยโม้กัน อ้างองค์โน้นองค์นี้ แท้จริงหลงบ้าไปกับโรคจิต-วิญญาณ

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559

โรคมะเร็งหรือผี


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            โรคที่ทุกวันนี้คนเราเกรงกลัวมากที่ ก็คือโรคมะเร็ง เพราะพอเอ่ยว่าเป็นโรคมะเร็ง จิตก็ฝ่อไปแล้ว ๕๐% แต่ความจริงแล้ว โรคมะเร็งจริงๆ แพทย์ปัจจุบันรักษาได้หมดเพราะตัดต่อหรือเปลี่ยนได้แทบทุกอย่าง ที่ผู้เขียนประสพพบโรคมะเร็งอย่างที่หมอหรือแพทย์ปัจจุบันนั้นบอกว่า ขั้นแรก ขั้นสอง ขั้นสาม แล้ว ขั้นสุดท้ายก็จะตาย ผู้เขียนก็ชอบศึกษาธัมมะ ปฏิบัติ และก็สนใจเรื่องจิต-วิญญาณ เพราะนั่งสมาธิไปเห็นเรื่องวิญญาณเข้า แถมยังใช้พลังจิต-สมาธิรักษาคน รักษาผี รักษาวิญญาณต่างๆ มามาก จึงพบว่าคนเราปัจจุบันนี้เป็นโรคจิต-วิญญาณกันมากนี่เอง แต่คนเราส่วนมากไม่รู้จักธัมมะ การปฏิบัติ และยิ่งไม่รู้จักคำว่า ฝึกสมาธิหรือฝึกจิต ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของพระพุทธศาสนา ปัจจุบันคนเราป่วยตายด้วยโรคมะเร็งเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าใครไปตรวจไปและหมอบอกว่าเป็นมะเร็งละก็ เตรียมตัวตายได้ ผู้เขียนก็พบกับผู้ป่วยโรคมะเร็งมาเป็นจำนวนมาก ก็พบว่า ขั้นสุดท้าย รักษาไม่ได้ ตายทุกราย ผู้เขียนนั่งสมาธิ ก็อยากจะดูซิว่า มะเร็งมันเป็นอย่างไร มะเร็งก็คือเนื้อร้าย หรือเนื้อเสียนี่เอง

            แต่ที่ผู้เขียนนั่งสมาธิตรวจดูพวกโรคมะเร็ง กลับพบว่าเป็นโรคจิต-วิญญาณไม่น้อยเลย คือจะมีวิญญาณสิงอยู่ในตัวหรือเรียกว่า ปอบ นี่เอง ผีปอบก็จะเป็นวิญญาณหรือคนที่ตายไปแล้ว อดอยาก ตอนมีชีวิตก็ชอบกินของสดๆ คาวๆ และก็มีรูปร่างเป็นคน แต่หน้าตาก็เหมือนคนเรา จะผิดกันก็ตรงไม่มีราศี บอกให้รุ้ว่าเป็นผีผี และก็บอกถึงคนตายว่าเป็นปอบ มาเข้าร่างคน บอกชื่อ เสียง เรียงนาม ตายอายุเท่าไหร่ มาสิงสถิตย์ในตัวคนป่วย หรือคนมีเคราะห์หรือคนดวงไม่ดีหรือดวงตก ปรากฏว่าพวกนี้ก็คือผีปอบ นี่เอง กินตับไตไส้พุงหมด เวลาถูกไล่ออกจากตัวคนป่วย ร่างนั้นจะตาย เน่าเหม็นหึ่ง ตายแล้วต้องรีบเผา
           
ผู้เขียนก็ชอบศึกษาค้นคว้าหาความรู้จึงได้พบพวกมะเร็งต่างๆ จึงรู้ว่าเป็นผีปอบ ไปรักษาให้ตามบ้าน ตามโรงพยาบาล ช่วยรักษาทันก็ไม่ตาย รักษาไม่ทันก็ตาย โรคผีหรือโรควิญญาณไม่มีเครื่องมืออะไรค้นพบได้  มีแต่พลังจิตหรือสมาธิเท่านั้น เป็นเพราะแพทย์ไม่เชื่อเรื่องจิต-วิญญาณ จึงรักษาโรคพวกนี้ไม่ได้ นอกจากหันมาฝึกจิต  สมาธิถึงจะเก่ง รักษาได้ ถ้าเอาสมาธิผสมไปก็จะได้หมอพิเศษ จะสามารถรักษาโรคจิต-วิญญาณได้ ผีปอบก็จะจัดว่าเป็นโรคมะเร็งอันดับหนึ่ง ส่วนผีทั่วไป ก็จะจัดเป็นโรคประสมาท โรคเครียด โรคไมเกรน หรือโรคเบลอๆ โรคไม่มีสติสมประกอบ โครผีต่างๆ ก็ยังเป็นต้นเหตุของโรคทั่วๆไปได้อีกหลายอย่าง โรคปวดหัว ปวดตามตัว ตามข้อ ตามกระดูก ปวดชนิดว่าหาสาเหตุไม่ได้ กินยาฉีดยาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักที บางทีก็วิ่งเป็นลูกๆ ไปตามเนื้อตามตัวให้เราเห็น ผีมันมีหลายชนิด โรคผีจึงมีมากไม่น้อยกว่าโรคของคนเรา

โรคของคนเราปัจจุบันก็เป็นเหตุให้คนเราเจ็บป่วยต่างๆ นาๆ โรคเวรโรคกรรมก็โรคผีผี หรือโรควิญญาณแทบทั้งนั้น มะเร็งปัจจุบันนี้หมอเก่งผ่าตัดรักษา กินยา ฉีดยาก็หาย แต่มะเร็งสมัยนี้ผู้เขียนกล้าพูดได้ว่า เป็นโรคผีหรือปอบกินมากกว่า เพราะปอบกินคนมีตัวแต่เป็นวิญญาณ นั่งสมาธิเก่งๆ จึงเห็นได้ง่ายผีหรือวิญญาณ มันก็มีรูปร่าง ปรากฏให้เห็นด้วยจิต ปอบกินร่างคนป่วยจนเป็นมะเร็งแบบทุกวันนี้แทบจะ ๙๐% ที่ถูกผีปอบกินตาย เพราะแพทย์ปัจจุบันบอกว่าเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย แต่ผู้เขียนก็ไปเยี่ยมคนป่วยที่หมอบอกว่าเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย ก็พบว่า ถูกผีปอบกินตายเกือบ ๑๐๐% เพราะเห็นผีอยู่ในตัวคนป่วยแทบทุกคน และที่ตายจริงๆ เพราะหมดอายุ ปรากฏว่าคนเป็นมะเร็งหรือปอบส่วนมาก มักจะเกิดกับคนมีอายุมากๆ หรือคนที่มีดวงชะตาตกหรือดวงซวย อายุน้อยตายยาก อายุมากๆ ๕๐-๖๐ ขึ้นไปจะตายง่าย  

คนเราทำไมถึงตายง่าย ก็เพราะตอนเจ็บป่วยนั่นแหละสำคัญ ไม่ว่าแก่ว่าหนุ่มว่าสาว ถ้าเจ็บป่วยโดนผีหรือปอบเข้าก็จะตายได้ทั้งนั้น ถ้าเจ็บป่วยเพราะถูกผีสิงหรือผีเข้าไปผ่าตัดก็ตายได้เหมือนโรคมะเร็ง ความจริงตายเพราะผีมากกว่า ถ้าป่วยรักษากันนานๆ เป็นเดือนๆ เป็นปๆ หายยากละก็ มักจะพบว่าถูกผีเข้าหรือผีปอบกินร่างกายคนจะผ่ายผอม หน้าตาก็จะแห้งโรยรา ผู้เขียนไปไล่ ไปรักษาตามโรงพยาบาลบ่อย ตามบ้านตามช่องมามาก ก็มักจะเจอคนป่วยเป็นโรคมะเร็ง รักษากันไม่หาย นอนแหม่บทำอะไรไม่ได้ รักษากันไม่รู้จักหาย ก็คือมะเร็งปอบนี่แหละ

พวกผีปอบหรือปอบต่างๆ ก็เกิดจากคนเรานี่เองตอนมีชีวิต ชอบกินของสด ๆคาวๆ หรือดิบๆ และไม่ชอบทำบุญสร้างทานอะไร พอตายไปก็เป็นผีอดอยาก ร่อนเร่พเนจรเหมือนผีไม่มีญาติ เที่ยวหากินกับคนป่วย บ้านไหนคนป่วยอ่อนแอ ดวงชะตาตกหรือเคราะห์ร้าย ก็จะเข้าสิง อาศํยร่างคนป่วยเลี้ยงวิญญาณ ยิ่งตายแล้วไปเผาอยู่วัดไหน พระวัดนั้นไม่ปฏิบัติ ไม่แผ่กุศลผลบุญให้ พวกญาติก็อย่าไปเอ่ยเลย ตายแล้วก็ตายไป ไม่ค่อยทำบุญให้ ก็เลยเป็นผีอดอยาก คนไหนมีบุญ คนไหนเคราะห์ร้าย ก็เกาะร่าง แฝงร่าง  ออกไปหาหิน ผีเข้าคนไหน คนนั้นก็เจ็บป่วยจิปาถะ รักษาไม่เป็นไม่ถูกโรค ไม่รู้เรื่องผีก็รักษาไม่ได้ ผีก็เลยเกาะหรือสิงร่างคนนั้นไปจนตายก็คือปอบนี่แหละ หรือมีพระมีเจ้า คนมีบุญประพฤติปฏิบัติ หรือมีบุญบารมีมาช่วย ผีก็พ้นทุกข์ คนก็หายเจ็บป่วย หมดกรรม หมดโศก หมดโรค หมดภัยไข้เจ็บ บางทีหมดกรรมก็ตายไปพร้อมกับผี ต่ผีมันฉลาดกว่า คนตายก็ตายไป ผีมันไปเกาะหรือสิงคนอื่นต่อ ผีจะหมดกรรมก็ต่อเมื่อ มีผู้ปฏิบัติดีหรือพระอาจารยืดีมาช่วย

ถ้าท่านไม่อยากอยากตายแล้วกลายเป็นผีอดอยาก ก็หันมาปฏิบัติธรรม เจริญ ศีล สมาธิ สมถะ และวิปัสสนากันจะดีกว่า ผีปอบหรือมะเร็งจะได้ไม่มาอาศัยร่างพวกคุณ


ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า