โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล
ก็เป็นเรื่องตอนไปฝึกสมาธิกับหลวงตายิ้ม
วัดสิงห์ นั่นแหละ มีอยู่วันหนึ่ง เกิดมีการทำถนนกันก็ต้องเดินไป ก็คงเพราะรีบจ้ำ
ตอนนั้นถนนมันทำแบ่งทีละครึ้งถนน ก็เดินข้ามถนนเพื่อจะไปขึ้นรถอีกฟาก
แต่ก็ไม่ได้ระวังนักว่าถนนมันไม่ดี ไม่รู้ว่ามันมีเหล็กโผล่ด้านข้างเป็นทางยาว
มันมืด ก็เดินไปเตะเหล็กที่มันโผล่ รู้ว่าเตะแรง ด้วยใจก็นึกว่าตัวเองเดินไม่ระวัง
มันเจ็บจริงแถมใส่รองเท้าแตะไปด้วย พอเดินข้ามไป
ก็ไปนั่งร้านอาหารพักดูซิว่ามันเป็นอะไรบ้าง ใจนึกว่า น่ากลัวง่ามนิ้วเท้าต้องฉีกแน่
พอนั่งก็ยกเท้ามาดู โอ้โฮ เลือดออกเยอะ เพราะเตะปลายเหล็ก
พอดีมันถูกตรงโคนง่ามนิ้ว เล่นเอาสะดุ้ง ตอนเดินมาก็ไกลพอสมควร พอถึงร้านก็นั่งดู
ครับจริงๆ ปลายเหล็กมันกระแทกเนื้อฉีกขาดถึงกระดูกนิ้ว ก็ถอดรองเท้ายกมาดูแผล
เอาหนังมาปิด ก็นั่งทำจิต ประสานบาดแผล และก็บอกให้เลือดหยุด
พอจิตสมาธิดีก็เพ่งตรงแผล สักครู่ก็ยกนิ้วออก เลือดหยุดไหลทันที
ก็รู้ว่าห้ามเลือดประสานแผลได้ ก็กำหนดจิตถอนปวด
เรพาะเริ่มรู้สึกว่าหายชาและเริ่มปวดแผลมาหนึบๆ กลั้นใจเพ่งจิตจับถอน
เรื่องแปลกก็เกิด มันหายปวดทันตาเห็นเลย ก็ลุกขึ้นลองเดินดู เลือดออกไหม ปวดไหม
มันปกติ ก็เดินขึ้นรถต่อไปวัดสิงห์
มันเดินปกติ
จนถึงกุฏิหลวงตายิ้ม ปรากฏว่าท่านนั่งมองดูผู้เขียน
และก็เอ่ยขึ้ยลอยๆ การเดินก็ต้องมีสติ ต้องสำรวมด้วย ไม่มีสติก็จะไปเตะโน่นเตะนี่
หรือเหยียบแก้วเหยียบตะปู และท่านก็ถามผู้เขียนต่อว่า จิตเราเป็นอย่างไร
เข้มแข็งไหม รู้จักใช้จิตทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่จะรักษาคน รักษาผี
ก็ต้องรู้จักรักษาตัวเองบ้าง แล้วก็ถามต่อว่าเป็นไงถึงกระดูกเชียวนะ เลือดโชกเลยนะ
ไม่ใช่จะประสานแผลอย่างเดียว ก็ต้องถอนพิษด้วย โฮ ท่านพูดอย่างกับตาเห็นเลย
ตอนแรกก็ไม่ปวดหรอก จึงไม่ได้กำหนดจิตถอน พอมันปวดจึงกำหนดจิตถอน หลวงตาก็บอกว่า
รักษาคนอื่นมาเยอะ แต่พอรักษาตัวเองกลับลืมถอน ก็ตอบท่านว่า
ก็ตอนประสานแผลเลือดมันหยุด ไม่เป็นอะไรนี่ครับ แต่พอขยับเดินมันปวดขึ้นมา
ท่านก็บอกว่า ก็เป็นการเตือนตัวเองให้รอบคอบ ท่านก็อบรมให้ฟัง
นักปฏิบัติก็ต้องรู้จิต รู้สติอยู่เสมอ ต้องรอบคอบ
ก็เล่าให้หลวงตาฟัง
เหล็กที่ทำถนนมันโผล่มา มองไม่เห็น ไม่นึกว่ามันจะโผล่มายาวเกือบสิบนิ้ว
ตอนเตะจิตก็บอกว่ามันจะเพียงแต่เจ็บแพล๊บเดียว ก็เดินมาเกือบป้ายรถเมล์ ใจก็คิดว่า
มันเตะแรงขนาดนี้ น่าจะเลือดออกนะ คิดคั้นแหละ เลือดออกจากง่ามนิ้วเท้า
มันแฉะตรงง่ามนิ้ว พอถึงร้านอาหารก็ยอก้ทาขึ้นมาดู
ถึงได้เห็นเลือดออกและหนังนิ้วเปิด ก็เลยนั่งประสานแผล ห้ามเลือด หลวงตาก็ถามว่า
เวลารักษาคนป่วยละ ก็ใช้จิตเพ่งรักษา เพ่งดูโรคของแต่ละคน
เป็นอะไรก็ใช้อำนาจจิตเพ่งรักษาอย่างนี้ หลวงตาก็บอกว่าถูกต้อง
รู้จักใช้จิตให้เป็นประโยชน์ ก็ใช้ได้ทั้งนั้น ก็บอกหลวงตาว่า
นี่ถ้าผลไม่นึกว่าเลือดจะออก มันก็ไม่เป็นอะไร แต่จิตดันไปบอกว่ามันต้องเป็นแผล
เพราะเตะแรงขนาดนั้น พอจิตคิดเท่านั้นก็เกิดความรู้สึกตรงรอยแตะ มีน้ำแฉะ
เลือดออกเลยครับ
หลวงตาก็บอกว่า
โยมฝึกจิตระดับนี้แล้ว อย่าไปนึกมันในทางไม่ดี จิตให้เพ่งแต่ความดี
ถ้าบอกว่าไม่เป็นอะไรมันก็ไม่เป็นอะไร และโยมก็จะเกิดวิธีรักษาด้วยจิตของตัวเอง
จิตก็สอนเป็นผู้บอก และจิตก็เป็นตัวรักษา
เพราะฤทธิ์ของจิตและอำนาจของจิตที่มีสมาธิดีแล้ว ไม่ต้องไปสงสัยอะไร
แล้วตอนไปรักษาคนล่ะ ทำไมไม่สงสัยบ้างล่ะ
เขาหายด้วยอะไร ก็เพราะอำนาจจิตนั่นแหละ
และโยมยังต้องสรเงบารมีด้วยการรักษาคนเป็นทายบารมี หฃวงตาก็บอกโยมแล้ว โยมจะมาบวชไม่ได้
โยมนึกหรือว่าอายุ ๕๐ โยมจะมาบวช โยมจะต้องแต่งชุดขาวสร้างบารมีกุศล
เพราะโยมมีความพิเศษในตัว มีเทพ-พรหม คอยปกปักรักษา คอยแนะนำสั่งสอน
หลวงตาก็มาเพิ่มสมาธิวิปัสสนาเป็นรากฐานทางพุทธศาสนา
และโยมก็นั่งสมาธิมาก่อนเป็นศิษย์สิบกว่าปี
และหลักปฏิบัติของโยมก็อยู่ในหลักของอานาปานะสติ จึงได้ปฏิบัติได้เร็วกว่าคนอื่นๆ
แต่เมื่อเข้าสู่หลักพระพุทธเจ้า โยมจึงเข้าใจได้เร็ว หลวงตาก็บอกแต่แรก โยมน่ะ น้ำจะเต็มตุ่มแล้ว
เพียงแต่อธิบายให้โยมเข้าใจ ก็จะเข้าใจ น้ำก็จะเต็มตุ่ม ต่อไปก็จะต้องท่องรักษาคนและพวกวิญญาณไปอีกหลายสิบปี
ต้องช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนา
ยังจะต้องช่วยเหลือวัดวา และก็ต่อมาก็จริงของหลวงตา
ผู้เขียนก็มาช่วยรักษาคนป่วย รักษาวิญญาณ มาจนอายุ ๗๓ แล้ว ก็ต้องปฏิบัติสมาธิ
เข้าวิปัสสนา ตอนช่วงสุดท้ายของชีวิต ตอนนี้อายุ ๗๓ พ.ศ. ๒๕๕๕ ก็จะวางมือปล่อยให้ลูกศิษญ์สืบทอดมรดกต่อไป
เพราะเหลืออีกไม่กี่ปีต้องให้เข้าวิปัสสนา ตอนสิ้นอายุไข
ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น