โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล
ทุกวันนี้คนเป็นโรคบ้าเข้าทรงหรือเรื่ององค์กันมากมาย
แม้แต่พระสงฆ์ องค์เจ้า ก็พลอยบ้าลัทธิทรงเจ้ากัน ตามวัดต่างๆ มีเยอะ ทำให้คนหลงติดและหลงผิดกัน
ผู้เขียนก็ชอบท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ พวกเจ้าเข้าทรงก็รู้เห็นพวกเหล่านี้กัน
หากินกันทั่ว แต่ก็พบว่าพวกผู้คนทั้งหลายที่พากันไปเฝ้าไปเข้าลัทธิต่างๆ
จึงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
หารู้ไม่ว่าปัจจุบันเรื่องทรงเจ้าก็เป็นอาชีพหนึ่งที่เหล่าร้ายมายึดกัน
ทรงจริงบ้างทรงผีบ้าง สารพัดทรง ทรงกุมารกุมารี ทรงเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ทรงพ่อปู่
ปัจจุบันนี้
ทรางหากินง่าย หลอกคนง่าย ก็คือ ทรงพระศิวะ ทรงพระมูรติ ทรงพระนารายณ์
ทรงพระแม่ศรีอุมาเทวี พระแม่ลักษมี พระแม่กาลี ทรงพระพิฆเนศร์ ไม่รู้ว่าพวกหากิน
สรรหาเอาทรงมาหากินหลอกคนโง่ที่บ้าทรงกันสบาย และแค่ให้พูด “สิริสิมา โคสัปปะ”
ให้พูดเร็วๆ ลิ้นก็จะรัวๆ เจ้าคนทรงก็บอกว่าพูดภาษาเทพได้แล้ว รับขันธ์ได้เลย
ผู้เขียนก็เห็นคนเป็นกองๆ กรมๆ ไปพูด “สิริสิมา โคสัปปะ” แถวหมู่บ้านทานสัมฤทธิ์กันเป็นร้อย
ตั้งตัวเป็นอาจารย์หลอกผู้คนเป็นร้อยๆ ไปพูดภาษาเทพ ผู้เขียนไปเจอเข้า
ก็บอกว่าไม่มีใครบ้าพูดสิริสิมา โคสัปปะ แล้วบอกว่าองค์ลงแล้วพูดภาษาเทพได้แล้วรับขันธ์
ปรากฏว่า เชื้อ สิริสิมา โคสัปปะกระจายไปทั่ว คนก็เลยมั่วเป็นภาษเทพ
ปัจจุบันก็ยังมีอึกเยอะ หารู้ไม่ว่าภาษาเทพหรือภาษา “ฮิบบลู” อะไรนั่น
จะพูดได้ก็ต่อเมื่อร่างนั้นสมบูรณ์หรืองค์เทพเทวดาหรือ ฤาษี
หรือพวกเจ้าเข้าทรงจริงๆ ถึงจะพูดได้ การพูดภาษาเทพ
ก็ต้องมีองค์เทพ-พรหมใหญ่เปิดโอษฐ์หรือพระโอษฐ์ให้ จึงพูดหรือตรัสภาษาเทพได้
ผู้เขียนก็เห็นเจ้าตำหนักหรือเจ้าสำนัก พูดนำและให้พูดตามก็บอกว่า องค์ลงสมบูรณ์
พูดภาษาทเพได้แล้ว รับขันธ์เลย พวกบ้าทรง บ้างองค์ ก็ต้องปฏิบัติตาม
เพราะถูกเจ้าตำหนักบอกว่า มีองค์ ไม่รับไม่ได้นะ เดี๋ยวเป็นบ้าหรือตายเอานะ
ก็เลยเกรงกลัวกันใหญ่ ต้องรับขันธ์ ต้องครอบครู ครอบเศียรพระฤาษี
เศียรพ่อแก่เศียรอะไรต่ออะไรมั่วกันไปหมด
เรื่องเจ้าเข้าทรงไม่พอ ก็ยังมีการสวดภาณยักษ์เข้ามาแจมด้วย
ก็เลยทำให้คนบ้าหนักแบบทุกวันนี้ ผู้เขียนก็เข้าไปศึกษาดูเหตุการณ์ ส่วนดีน้อยมาก
คือ รับขันธ์ ครอบเศียรถูกต้องก็จะเป็นเรื่องดี
แต่การไปรับขันธ์ครอบเศียรโดยมากถูกพวกตำหนักทรงผีผีเยอะจริงๆ
ครอบมาแล้วเป็นบ้าครอบครัวแตกแยก และก็จะเสียเงิน เสียตัวให้พวกร่างทรงกันเยอะ
ยิ่งตำหนักทรงใหญ่ๆ ดังๆ อาทิเช่น พระมูรติ พระศิวะ พระนารายณ์ พระแม่อุมาเทวี
พระแม่กาลี พระแม่ลักษมี พระแม่กวนอิม เยอะเป็นพิเศษ จะหลอกคนได้ง่าย
เพราะเป็นองค์ใหญ่ๆ ทั้งนั้น ยิ่งหนังสือพิมพ์มาประโคมข่าว คนก็ยิ่งบ้าไปหากัน
มีการสอนภาษาเทพกันก็มี พวกภาษเทพ แม้แต่ทรงมันก็พูดได้ พูดแบบมั่วๆ ไป
พวกอุตริอยากเป็นทรง อยากเป็นร่างทรง ก็จีบปากจีบคำพูด แถมยังแปลให้ฟังอีก
หารู้ไม่ว่าถ้าภาษาเทพจริงๆ พวกองค์จริงๆ จะรู้และเข้าใจความหมายและก็จะแปลเป็นภาษาไทยให้ฟัง
หรือถ้าจะใช้จิตฟังภาษาเทพหรือ”ฮิบบลู” ก็จะเข้าใจได้
ผีหรือร่างปลอมก็ดัดจริตพูดกันมั่วๆ
ความจริงแล้วผู้นั่งสมาธิเก่งๆ
ระดับอุปจาระสมาธิขึ้นไปถึงอัปนาสมาธิ จะรู้เห็นพวกองค์พวกมีร่างทรงจริงๆ
ถ้าทรงผีจะไม่มีองค์ให้เห็น ผู้เขียนก็เห็นบรรดาร่างทรงไม่ว่าพระแม่ เสด็จแม่
เจ้าแม่ หรือเจ้าอะไรมาเยอะ มันก็เป็นเรื่องแปลก ยิ่งร่างผู้หญิง
หน้าตาก็ดีขับรถเก๋งใหม่ๆ พากันหลงองค์กันเยอะ
ถึงกับแต่งเนื้อแต่งตัวหรือแต่งองค์มาตามตำหนักใหญ่ๆ กันมาก
พอมาถึงก็ยกมือไหว้เจ้าตำหนัก หรือไปกราบเทวรูปองค์ใหญื แล้วก็นั่งประจำที่นั่ง
องค์ลงมาร่ายรำทำท่าทาง ถ้าแม่กวนอิม ก็ร่ายรำแบบคนจีนถ้าพระแม่อุมาหรือองค์ใหญ่ๆ
ก็จะมาร่ายรำให้ชม สักพักถึงจะนั่งสมาธิ
ยิ่งมานั่งต่อหน้าหรือแสดงท่าทางต่อหน้าผู้เขียน ก็ยิ่งทำให้รู้ว่า
ร่างส่วนมากบ้าองค์กัน คนพบเห็นไม่รู้ความจริงก็นึกว่าองค์ลงจริง และบางร่างสวยๆ
เสียอีก ก็เลยเหมาไปว่าทรงจริงๆ ผู้เขียนจะเพ่งตรวจดูองค์เจ้าของตำหรักก่อน
ก็จะรู้ว่าทรงจริงหรือหลอกลวงและก็ค่อยพิจารณาจิตตรวจดูพวกร่างทรงประจำตำหนักก็พบว่าพวกบ้าองค์
อยากทรงพระแมใหญ่ๆ กันทั้งนั้น ดูแม้กระทั่งการรักษาของพวกตำหนัก สำนัก
หรือร่างทรงแต่ละคนไป จึงรู้เห็นความจริงพวกร่างทรงกันดี พระมูรติ อู่รถบางแห่ง
มูรติ ห้าแยกบางแห่ง ยังมีอีกเยอะ
สมัยก่อนไปแถวอุดมสุข
มีร่างทรงพระแม่กาลี พระแม่อุมาเทวี กว่าจะเสดจลงทรงได้เป็นชั่วโมง
ตอนนั้นพระแม่ดุมาก เวลาลงทรงเอาดาบไล่ฟันผัว แถมวันที่ผู้เขียนไปดูที่ตำหนัก
พระแม่ดันมาสั่งผู้เขียน เอ้าเจ้าบัณฑิต ตรวจดูซิ ร่างนี้เป็นองค์อะไร
เล่นเอาลูกศิษย์ผู้เขียน ซึ่งทรงหนุมานลงมาจะกระโจนไปตะปบร่างพระแม่
ลอยตีลังกาลงมา ดีมี่ผู้เขียนเอานิ้วจิ้ม กดไว้ไม่ให้กระโจน
เพราะโกรธที่เจ้าแม่อุดมสุขมาสั่งปู่หรือผู้เขียน เล่นเอาทั้งตำหนักตกใจ
เพราะถูกลูกศิษย์ผู้เขียนอาละวาดผู้เขียนก็ตอบไปว่า
พระแม่อุมาไม่กล้ามาสั่งผู้เขียนหรอก เล่นเอาร่างทรงนั่งอึ้ง ถ้าพระแม่จริงๆ
ท่านรู้จักปู้ผู้เขียนและก็มักจะลงมาไหว้ปู่ผู้เขียน และปรากฏว่าร่างทรงรีบถอยออก
ก็ถามลูกศิษย์ผู้เขียนว่า “ปู่สงค์ องค์อะไร” ก็ต้งอดูว่าพระแม่ทรงจริงไหม
และสมารถรู้จักและเห็นปู่ไหม ความจริงลูกศิษย์พาผู้เขียนไปพิสูจน์ตำหนักนี้
เลยเรียกตำหนักพระแม่ฟันผัว ความจริงสามีรวย เมียก็เลยเอาองค์มาขู่
ปัจจุบันนี้เป็นเทวาลัยแล้ว ไม่รู้ว่ายังอยู่หรือเลิกไปแล้วยิ่งตำหนักใหญ่
ยิ่งหลอกคนได้ง่าย ยิ่งจัดงานใหญ่และพิธีใหญ่
คนยิ่งเชื่อและหลงง่าย พวกบ้าองค์บ้าทรง อยากเป็นกันนัก
ให้พวกผีมันหลอกยังไม่เจ็บใจถูกพวกบ้าๆ หลอก พวกบ้าองค์บ้าทรง ชอบแต่งตัวโชว์กัน
อวดกันดีนัก ชอบอ้างตัวเป็นองค์โน้นองค์นี้ ก็บ้ากันไปหารู้ไม่ว่าการเป็นร่างทรง
มีองค์ จะเป็นง่ายๆ แบบทุกวันนี้หรือมีแต่คุยโม้กัน อ้างองค์โน้นองค์นี้
แท้จริงหลงบ้าไปกับโรคจิต-วิญญาณ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น