วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

หลวงตายิ้ม (สังฆะรัตขิโต)


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            ท่านจะนับถือพระภิกษุสงฆ์สักองค์ ก็อยู่ที่โชคชะตา ของท่านเหมือนกัน ได้พบได้เจอพระดี พระอิรยะสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และประพฤติพรหมจรรย์ ก็นับว่ายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรก็ว่าได้ บางท่านก็ผ่านไปไม่รู้จักของดี เข้าวัดเข้าวาต้องไปหาอาจารย์ดีๆ เก่งๆ แต่ท่านไม่รู้หรอกว่า ข้างๆ วัด หรือพระอริยะสงฆ์ก็เป็นพระธรรมดา หรือพระลูกวัดนี่แหละ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก เพราะท่านไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับทางโลกมากนัก ชอบอยู่สันโดษ และมักจะทำตัวปฏิบัติตนเป็นพระธรรมดานี่เอง ดังเช่น ท่านหลวงตายิ้ม  สังฆะรัตขิตโต รูปนี้ นับเป็นโชควาสนาของผู้เขียนที่ได้พบกับหลวงตาธรรมดา หรือลูกวัดเป็นพระอริยะสงฆ์ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้บรรดาอาจารย์วิปัสสนากัมมัฏฐานที่ดังๆ ที่สำเร็จอภิญญา ๖ ฌานสมาบัติ ๘ และก็ระดับพระอนาคามีครับ ผู้เขียนก็พบกับพระดังๆ มามาก ต่อมาก็เพิ่งจะมายอมรับหลวงตายิ้ม สังฆะรัตขิตโต องค์นี้เป็นอาจารย์สอนสมถะและกัมมัฏฐาน แต่สมาธิ ผู้เขียนปฏิบัติเองจนเข้าระดับเอกัคคะตารมณ์ และรู้เห็นเรื่องจิตวิญญาณมาก่อน แต่ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน แต่พอปฏิบัจิสมาธิได้ระดับฌาน ๕ ถึงได้รู้ว่าที่ปฏิบัติมาก็อยู่ในสมถะ ๔๐ นี่เอง ถึงได้รู้ว่า พระพุทธเจ้าท่านปฏิบัติสมาธิจนมีอำนาจบารมีกล้าแข็งแล้ว จึงเข้าวิปัสสนากัมมัฏฐานหรือโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด ถึงจะสำเร็จ ถึงได้ดับทุกข์ได้ และถึงได้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้เขียนจึงบอกว่านับเป็นการโชคดีที่ได้มาพบท่านหลวงตายิ้ม

ความจริงแล้วผู้เขียนได้พบกับพระอาจารย์ต่างๆ มามาก ตาไม่เคยมีจิตจะนับถือ หรือมีจิตศัรทธาสักรูปเลย เห็นแล้วก็พิจารณาอยู่ในกายพระอริยะสงฆ์แต่ละรูปว่าปฏิบัติระดับฌานไหน บารมีขนาดไหน เพียงแต่เห็นแล้วก็นึกชมว่า พระองค์นี้รูปนี้เก่ง ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี และพรอรหันต์ มันรู้ด้วยจิต มันเห็นด้วยจิต

ราวพ.ศ. ๒๕๑๑ ผู้เขียนก็ฝึกมาถึงเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด เพ่งรอบตัวไม่มีอะไร ตอนนั่วสมาธิในกระท่อมหัลงรัฐสภาปัจจุบันนี้ เขตบ้านผู้เขียนคือสวนพุตตาลนั่นแหละ รอบๆ กระท่อมผู้เขียนก็นั่งสมาธิเพ่งจิตก็เห็นเป็นอากาศทั่วไปหมด ตึกบ้านก็ไม่มี กระท่อมก็ไม่มี ต้นไม้ก็ไม่มี มีแต่อากาศทั่วไปหมด เสมือนว่าตึก กระท่อม ต้นไม้ กำแพง ก็สลายกลายเป็นอากาศธาตุสีทองหรือเหลืองอ่อนทั่วทุกหนทุกแห่ง มีแต่อากาศ ยิ่งนั่งจิตมันก็สว่างไสว กระจายกว้างไปตามอากาศ มันบอกไม่ถูก มันเหมือนว่า มันเป็นบารมีขยายแผ่กว้าง สบายแบบบอกไม่ถูก พลังสว่างของอากาศยมันกระจายออกไปทั่วจิตมันก็ยิ่งสว่างไสว ยิ่งกว่าตอนนั่งสมาธิเสียอีก มันยิ่งกว่าปิติ ยิ่งกว่าสุข ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดในโลกนี้ มีแต่ความสว่างไสวกระจายไปทั่ว กำลังเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด อากาศมันสามารถทะลุบ้านตึก ต้นไม้ กระท่อม กำแพงไปได้หมดและ ยังเป็นอากาศธาตุ ไม่มีอะไร มีแต่อากาศ ก็นั่งเพ่งจิตอยู่นาน จิตก็ยิ่งสว่างไสว ไร้อานุภาพ มันปลอดโปร่ง ไม่มีอนูอะไรมากระทบกับตัวเราเลย ตัวเราก็ไม่มี มีแต่จิตที่กำลังตรวจดูเท่านั้น  จนมีความรู้สึกว่า จะมารู้สึกหรือถอยฌานหรือถอนสมาธินั่นแหละ ก็เหมือนลืมตามา ถึงได้รู้ว่า นี่มันสว่างแล้วปาเข้าไปเกือบเก้าโมงเช้า จิตก็ยังสว่างอยู่ ยิ่งรู้เห็นแจ่มชัดขึ้นมากกว่าเดิม พอยกจิตตไปจับกับอะไร มันก็ทะลุเข้าไปนิ่งนั้น คนไหนเป็นอะไร ฝึกจิตระดับไหน ก็รู้เห็นด้วยจิตชัดขึ้นทวีคูณ เรื่องพระสงฆ์องค์เจ้า ปฏิบัติถึงระดับไหนจึงรู้เห็นมาตั้งแต่แรกนั่ง ๒๕๑๑-๒๕๑๒ โน่นแล้ว

พอมาปีพ.ศ. ๒๕๒๐ กว่าๆ ก็มาเจอหลวงตายิ้มท่านเข้า ก็เพ่งจิต ตอนนี้เพียงแต่ดูพิจารณาก็เห็นหลวงตายิ้มท่านเป็นพระอนาคามีที่จะสอนเราได้ แถมองค์ในผู้เขียนหรือปู่ที่อยู่ในร่างผู้เขียนก็บอกว่า “พระองค์นี้เป็นอาจารย์สอนเจ้าได้” นั่นแหละ จึงทำให้ผู้เขียนยอมเคารพนบนอบหลวงตายิ้มเป็นอาจารย์สอนกัมมัฏฐานให้ นับว่าได้พระอาจารย์ดีช่วยแนะนำ แถมยังมีการทดสอบอาจารย์กับลูกศิษย์จนเป็นเรื่องปฏิบัติสมาธิที่สนุกเกิดความรู้ เกิดความเพียร อุตสาหะ ทำไมน่ะหรือ หลวงตายิ้มเป็นผู้หยั่งรู้ ผู้เขียนเป็นผู้รู้เห็นด้วยอำนาจสมาธิ อำนาจครูบาจารย์เทพ-พรหม ทำไมถึงเป็นเรื่องสนุก เพราะเกิดจากการปฏิบัตินี่แหละ หลวงตารู้เห็นเรื่องของผู้เห็น ท่านก็เอามาบอกลูกศิษย์เก่าๆ รุ่นพี่ คุณสงค์ทำอะไรหรือปฏิบัตอย่างไร หลวงตาก็จะบอกให้ศิษย์รุ่นพี่ๆ ฟัง เรื่องของหลวงตาถ้าผู้เขียนเห็นหรือจับตอนหลวงตาเล่าให้ฟังว่าท่านไปธุดงค์ที่ไหน ผู้เขียนก็จะกำหนดจิตตามไปดู ตัวอย่างเช่น ท่านไปธุดงค์จังหวัดราชบุรี แถววัดหนองโก ปัจจุบันนี้ พอท่านเล่าก็มีภาพของหลวงตาเกิดขึ้นในจิตให้เห็น ผจญกับเสือลายพาดกลอนมาเยตักท่าน เอาหัวมาคลอเคลียบนตัก แล้วก็เห็นท่านเอามือลูบหัวเสือพาดกลอนตัวโตแปดศอก เหมือนสัตว์เลี้ยงของท่าน หมาแมวอย่างงั้น เจอกับงูจงอางท่านก็ยืนจ้องงูจงอางจนงูมันก้มหัวมากราบแทบเท้าหลวงตา เล่าไปก็อธิบายไปเล่นเอาหลววงตาเหลือบตามอง บางอย่างก็เล่าให้ฟังได้ แต่บางอย่างอิทธิฤทธิ์ของหลวงตาก็จะห้ามคือกระแอมไว้ ก็หยุดเล่าไป พอผู้เขียนอยู่ ท่านไม่ค่อยเล่าหรือคุยอะไรเรื่องของท่าน บางครั้งก็ต้องเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง เช่น เขาปราจีนบุรี สำนักสงฆ์สหายธรรมของท่านไปปฏิบัติอยู่ พอมีโอกาสก็จะพาไปปฏิบัติตามป่าตามเขากันจริงๆพอไปถึงที่ปฏิบัติ ท่านอธิบายอะไรผู้เขียนก็จะตามจิตไป ปรากฏว่าท่านก็ไปชี้ถ้ำที่ท่านปฏิบัติตรงนี้ ก็มีภาพงูจงอางตัวเท่าน่องผู้ใหญ่ มาเผชิญหน้ากับท่าน งูจงอางเป็นเจ้าของถ้ำ ก็จะไม่ให้ท่านเข้าไปอยู่ในถ้ำของมัน มันก็ชูคอสูงแผ่แม่เบี้ยจะกัดหลวงตา ตอนงูจงอางแผ่แม่เบี้ยก็เห็นบนหัวงูนั้นมีหงอนสีเหลืองหรือสีทอง ยาวสักคืบ หนาสักนิ้วกว่า ก็รู้ว่าไม่ใช่งูจงอางธรรมดา แต่เป็นพญานาค ก็ยังต้องถวายถ้ำให้หลวงตาปฏิบัติ

ถ้าผู้เขียนเล่าเรื่องของหลวงตาให้ลูกศิษย์รุ่นพี่ฟัง หลวงตาจะมองไปทางอื่น แต่ถ้าอธิบายมากท่านก็จะจ้องตาผู้เขียน เหมือนบอกว่า เรื่องที่ควรเล่าค่อยเล่า ความจริงท่านหลวงตามีเรื่องพิเศษอีกเยอะ ถึงเวลาที่ท่านจะแกล้งหรือทดลองผู้เขียนหรือจะแก้เผ็ดผู้เขียนบ้าง มีตอนขึ้นไปนั่งเทศน์และนั่งสมาธิบนยอดเขาลูกนี้ ท่านปล่อยให้ผู้เขียนนั่งสมาธิอยู่คนเดียว โดยห้ามลูกศิษย์แม้แต่น้องชายผู้เขียน มนตรีหรือหลวงตาตั๋ง ปัจจุบันนี้ ห้ามบอกโยมพี่ ถึงกลับพากันลงเขาไปทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ พอผู้เขียนถอนสมาธิมาก็รู้ว่า หลวงตาเล่นงานแก้เผ็ดผู้เขียนเข้าแล้ว ปล่อยให้ผู้เขียนลงจากเขาเอง เล่นเอาประสาทกลับครับ จะลงจาดเขาอย่างไร ก็ลงไม่ถูก แถมเพิ่งขึ้นมาครั้งแรกก็ใช้ปัญญาทำสมาธิบอกเจ้าป่าเจ้าเขาเปิดทางให้ลง ก็เห็นเป็นช่องลำแสงสว่างเหมือนปล่องหรือท่อ เป็นลำแสงพาลงจากเขา พอลงไปตามกำหนดของหลวงตา ท่านก็รู้ว่าจะลงมาถึงท่านกี่โมง เป๊ะเลยครับ เล่นเอาลูกศิษย์หัวเราะชอบใจกัน หลวงตาได้แต่หัวเราะ ในใจก็นึกหลวงตานะหลวงตาเล่นทดสอบอยู่เรื่อยๆ มีโอกาสก็เล่นงานหลวงตากลับ แต่ท่านก็รู้ทุกที แล้วก็ย้อนกลับเล่นงานผู้เขียนทุกทีไป เล่นเอาอดหัวเราะกันไม่ได้

ท่านก็ชอบสอนทางอ้อมและทางตรงคอยเล่นงานผู้เขียนเป็นประจำ จึงถือเป็นเรื่องสนุกระหว่างหลวงตากับผู้เขียน แต่ก็ประหลาดครับ ถ้าเรื่องปฏิบัติท่านจะอธิบายให้ผู้เขียนฟังเสมอ บางเรื่องของหลวงตาท่านก็เล่าให้ลูกศิษย์ฟังไม่ได้ ก็ต้องมาให้ผู้เขียนเปิดเผยแทน และผู้เขียนถูกท่านตำหนิบ่อย ให้มานั่งสมาธิกลับจะเอาแต่หวย จะทำอะไรท่านรู้หมด ทั้งอดีต ปัจจุบัน จะไปทพอะไร รักษาใคร ท่านจะบอกว่า วันนี้โยมสงค์ไม่มารักษาคน พวกเราไม่ต้องรอเข้าไปปฏิบัติกันโบสถ์ ถ้าวันไหนรถติดหรือมาช้า ท่านก็จะบอกว่า รอ ๑๐ นาที เดี๋ยวโยมสงค์มาแล้ว และก็ ๑๐ นาทีจริง การปฏิบัติของผู้เขียนกับหลวงตาจึงถือเป็นเรื่องสนุก  เพราะท่านเอาผู้เขียนเป็นตัวอย่าง ท่านไม่ค่อยด่าหรือว่าลูกศิษย์มักจะตักเตือน แต่กับผู้เขียนไม่ได้ดุว่าเป็นตัวอย่างให้รู้  ลูกศิษย์ก็จะเข้าใจ



           ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น