วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

พระฤาษีชินะปัญชระ

โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            เป็นเรื่องราวตอนหลวงตายิ้มพาคณะลูกศิษย์ไปท่องเขาที่หลวงตาไปปฏิบัติที่จังหวัดนครนายก และก็เป็นสำนักสงฆ์ปฏิบัติธรรม เรื่องนี้ก็เป็นเรื่งอต่อจากหลวงตาสยบพญานาคในถ้ำ พอเห็นเรื่องถ้ำปฏิบัติของหลวงตาก็ออกเดินขึ้นบนยอดเขากันต่อ ยิ่งเดินก็ยิ่งกระทบกับญาณที่ส่งมา ก็กำหนดว่าญาณนั้นเป็นใคร พอจับจิตดู ก็เห็นเป็นพระฤาษีตนหนึ่ง นั่งอยู่บนโขดหินกำลังเข้าฌาน  ก็เลยรู้ว่าที่เขานี้มีพระฤาษี ก็เห็นท่านลืมตามองผู้เขียน แล้วก็ยิ้ม ก็บอกท่านว่า นมัสการท่านปู่ ก็ได้ยินเสียงมาจากร่างพระฤาษีว่า วันนี้ท่านเสด็จมาถึงที่นี่เชียวหรือ ไม่ได้พบปะกันมานานแล้ว ก็เอะใจ ก็เอะใจว่าทำไมพระฤาษีบอกกับผู้เขียนเช่นนั้นนะ  แสดงว่าท่านก็รู้จักกับอดีตชาติของผู้เขียนน่ะซี
ก็นึกถึงปู่สนามบินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่นั่งอยุ่บนชะง่อนผาบนภูเขา ก็ทักทายผู้เขียนว่า ท่านผ่านมาจะไม่แวะทีกทายกันบ้าง แต่ปู่องค์นี้แต่งชุดขาว อายุเป็นพันๆ ปี นี่ก็มาเจอพระฤาษีแต่งชุดลายเสือ ก็มาทักผู้เขียนแบบนี้อีก น่ากลัวท่านจะรู้จักผู้เขียนในอดีตชาติมั้ง หรืออาจจะทักทายปู่ผู้เขียนก็ได้ แต่คงจะเป็นผู้เขียนมากกว่า เพราะปู่ผู้เขียนท่านเป็นพรหมเหนือโลก และพระฤาษีส่วนมากจะสำเร็จฌานแล้วเป็นพรหม หรือมหาพรหม ท่านพระฤาษีก็บอกว่า ยินดีต้อนรับพอรู้เรื่องพระฤาษีบนยอดเขา ก็บอกหลวงตายิ้มว่า หลวงตาบนยอดเขานี้มีพระฤาษีหนึ่งตน แต่ผู้เขียนชอบเรียกว่าพระฤาษีหนึ่งองค์ครับ หลวงตากำลังเดินนำหน้าก็บอกผู้เขียนว่า ท่านก็คือพระฤาษีชินปัญชระ และก็พอดีเดินถึงยอดเขา หลวงตาก็บอกว่าเดี๋ยวก็เจอท่านเอง

เรื่องแปลกก็เกิดขึ้นกับผู้เขียน พอมาถึงยอดเขา ก็เห็นพระฤาษีมาเดินผ่านแว๊บตรงซอกเขาให้เห็น ก็บอกหลวงตาว่า โน่นไง พระฤาษีกำลังเดินจงกรมในช่องเขา หลวงตาถึงกับหันหน้ามามองผู้เขียน แล้วก็บอกว่า เดี๋ยวจะพาไปดูที่พระฤาษีเดินจงกรม ก็อยู่ตรงที่ผู้เขียนเห็นในซอกเขานั่นแหละ พอออกจากซอกเขา ก็เห็นเป็นทางเดินยาวสัก ๒๐ กว่าเมตร หลวงตาก็เดินไปดูทางเดิน และก็บอกว่านี่เป็นทางเดินจงกรมของพระฤาษีชินะปัญชระ และท่านหลวงตาก็ไปเดินจงกรมพร้อมกับอธิบายให้พวกเราฟังไปด้วย เดินไป ๒๐ ก้าว แฃ้วก็เดินกลับ ๒๐ ก้าว วิธีเดินจงกรมทำอย่างไร ท่านก็แขวะผู้เขียนว่าหรือจะเดินจงกรมแบบโยมสงค์ก็ได้ เดินไปก้าวไปก็ภาวนาพุทเข้า โธออก ก็ได้ อยากรู้ว่าเดินภาวนาไปหรือก็เหมือนเดินจงกรมนี่แหละ แต่การเดินจงกรมก็เพื่อให้มีสติกับการก้าวเท้า-เดิน แต่โยมสงค์กลับภาวนาไปกับลมหายใจเข้าออก พุทเข้าโธออก จิตก็อยู่กับลมหายใจ แบบอานาปานะสติ ก็เคยเล่าให้ฟังใช่มั้ย จำกันได้หรือเปล่า  ที่หลวงตาเคยบอกว่า โยมสงค์ไม่ต้องสงสัยหรอก โยมทำได้ ก็คือก้าวแต่ละก้าวมันโหย่งหรือลอยไปในอากาศ ชั่วแพล๊บเดียวก็เดินกลับถึงบ้าน จากวงวเยนใหญ่ถึงสวนพุฒตาล(ใกล้สวนสัตว์ดุสิต หรือหลังรัฐสภาปัจจุบัน) ท่านรู้การกระทำของผู้เขียนเดินจงกรมของผู้เขียน ก็เดินภาวนาพุทโธรอบโบสถ์ แต่ผู้เขียนกำหนดลมหายใจปลายจงอยจมูก มาเป็นที่ตั้งของจิต จึงผิดกับเดินจงกรมของผู้อื่นก็เพื่อรู้สติรู้การกระทำในการเดิน จึงผิดกัน แต่ของผู้เขียนไว้ที่ตั้งของจิตมีความพิเศษกว่าผู้อื่น เดินเหินมันก็เบาไม่เหนื่อย ไม่มีอาการเมื่อยล้า ก็อธิบายพอเป็นกระสายยาให้เข้าใจ


ก็บอกหลวงตาว่า ก่อนขึ้นมาบนยอดเขาก็เห็นท่านพระฤาษีก่อนแล้ว ยังเห็นท่านมาเดินแว๊บตรงช่องเขาให้เห็น เล่นเอาพรรคพวกหรือลูกศิษย์คนอื่นๆ งง รู้ได้อย่างไร เห็นได้อย่างไร ก็ต้องปฏิบัติกันเก่งๆ ซี จิตสงบเป็นเอกัคคะตารมณ์ แล้วก็เห็นทั้งนั้น หลังจากสำรวจที่พักอาศัยของพระฤาษีแล้ว หลวงตาก็พาเดินออกจากเหลือบซอกเขา พ้นมาซักหน่อย ถัดออกไปขวามือ บริเวณยอดเขาก็เจอวิวมีต้นไม้ใหญ่ หินก้อนใหญ่และเล็ก ดูๆ ก็คล้ายที่นั่งของคนเรานั่นแหละ เหมือนมีคนมานั่งประชุมหรือเรียนหรือมาฟังกัน ก็ทำความแปลกใจให้กับผู้เขียนมาก จึงยืนกำหนดจิตดูว่า บริเวณนี้เป็นสถานที่ชุมนุมอะไรกัน แพล๊บเดียวก็ปรากฏให้เห็นเป็นผู้คนแต่งตัวสมถะ ชายหญิงมานั่งชุมนุมตามโขดหินกันเต็มไปหมด ก็รู้ว่าผู้คนที่เห็นก็คือเหล่ารุกขเทวดา ที่มานั่งชุมนุมฟังเทศน์ฟังธรรมกันนั่นเอง ก็เพ่งดูซิว่าใครมาเทศน์มาบรรยายธรรม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น