วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562

นะโมพุทธายะ พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

      

            หลังจากบำเพ็ญการฝึกสมาธิ สมถะ๔๐ และกัมมัฏฐานหรือโพธิปักขิยะธรรม ๓๗หมวด ก็รู้ว่า เคล็ดลับของสมาธิก็คือ การทำลมหายใจให้สงบ โดยเอาจิตจับลมหายใจ บังคับลมหายใจให้สงบ จิตจับลม ตาใน(หลับตา)จับกับจิต จิตจับลม-ตาจับจิต จนสงบพร้อมกันและก็รวมกันนิ่ง เป็นเนื้อเดียวกัน หรืออันเดียวกัน หรือรวมกันเป็นจุดเดียว ก็สามารถทำให้จิตเกิดสมาธิได้ถึงอุปจาระสมาธิ

            เมื่อเพ่งสมาธิ “จิตกับตา” จิตเป็นเอกัคคะตาเกิดเป็นตัวรู้  ส่วนตาก็เพ่งจนเป็นจุดลึกของอุเบกขา ตาจึงเป็นตัวเห็น สมาธิคือตัวรู้จิต ตัวเห็นคือตา จึงจะเป็นสมาธิแท้จริง เมื่อเข้าสมาธิมากๆ ก็จะเกิดวิชชาต่างๆ ถึงวิชชาแปด สมาธิก็จะเพิ่มไปตามขั้นตอนคือ อัปปนาสมาธิและปรมัตถะสมาธิ ขั้นตอนของสมาธิตามอำนาจจิต จากเพ่งจิตสมาธิก็จะเพ่งกายหรืออากาสานัญจายะตะนะ ก็คือเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด ต้องเพ่งในสมถะ๔๐ เพ่งในกาย กายในกาย จนเกิดความชำนาญก็จะสามารถเห็นจิตและวิญญาณทั้งหลายได้ จะเป็นสัมภะเวสีหรือโอปปะติกกะ เห็นวิญญาณจนชำนาญ มันออกจากร่างยังไง จึงจะสามารถเพ่งสติปัฏฐาน๔ เพ่งจิตในจิตตัวเรา จึงจะเห็นวิญญาณมันคลุมจิต หรือจิตอยู่ในส่วนลึกของวิญญาณ ก็ต้องเพ่งวิญญาณตัวเองก่อน ถึงจะเพ่งวิญญาณอื่นได้ เพราะวิญญาณตัวเองมันหนีเราไม่ได้ ออกจากร่างไม่ได้ จึงเพ่งวิญญาณได้ง่าย

            เมื่อวิญญาณหนีไม่ได้ก็จะถูกเพ่งโดยง่าย จิต-ตาหรือสมาธิ ก็จะเพ่งวิญญาณ เพ่งนิ่ง วิญญาณก็จะหายไปเป็นอากาศหรือสุญญตา วิญญาณหายไป แล้วจิตล่ะอยู่ที่ไหน ก็เพ่งกลางวิญญาณที่หายหรือสุญญตาไปกลางสุญญตา ก็จะเห็นจิต ปรากฏมาคือเพ็ชรเม็ดเล็กๆ เราก็เพ่งเพ็ชรเม็ดเล็กๆ สมาธิก็จะเพ่งเพ็ชรสะอาดแจ่มใส ไร้ราคี จิตก็จะสะอาดบริสุทธิ์พอถูกสมาธิเพ่งนิ่ง จิตก็จะขัดเกลาหรือขัดจิตให้ใสมากขึ้นจนเปล่งประกาย แล้วก็จะหายไป

จึงอธิบายให้ฟังโดยง่ายๆ ว่า วิญญาณถูกเพ่งจนกลายเป็นสุญญตา หรือสุญอากาศ มีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีวิญญาณอยู่แบบนั้น สมาธิก็จะเลื่อนขั้น เป็นอัปปนาสมาธิ ได้ฌาน๖ และเพ่งในสูญญตาจะเพ่งติดๆกัน เพ่งจิตจนจิตหายเป็นจิตวิมุตติ พอเพ่งจิต-วิมุตติ ก็เห็นทางเดินของนิพพาน คือเข้าพระอนาคามี สมาธิเพิ่งเป็นปรมัตถะ จิตก็เข้าพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นทางสมาธิ สมถะ๔๐ และวิปัสสนา จะเร็วกว่าการข้าฌาน เทียบได้ดังนี้ สมาธิเพ่งกาย ได้อากาสานัญจายะตะนะ เพ่งอากาศเพ่งวิญญาณหรือวิญญานัญจายะตะนะ แล้วก็เพ่งอิกิญจัญญายะตะ เพ่งความว่างเปล่า และก็เพ่งเนวะสัญญาณาสัญญายะตะนะ เพ่งฌาน๘ และเพ่งจิตเป็นวิมุตติ จนสัญญา เวทยิตตะนิโรธ ก็เข้าอนาคามี กระทั่งเพ่งถึงกายพระโสดาบัน พระสกิทาคา พระอนาคามี จนกระทั่งถึงกายพระอรหันต์ จนเข้าใจดี ก็มักจะชอบศึกษาค้นคว้าเรื่องราวทางพุทธศาสนา ก็มีความสงสัยเรื่องพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ นะ โม พุท ธา ยะ จึงเกิดเรื่องค้นคว้าขึ้น

เพราะเกิดความสงสัยอยากรู้เพื่อการศึกษา ก็เริ่มตั้งแต่ นะ ก่อน โดยมากผู้เขียนใช้เวลาประมาณตี๒ บางทีตี๓ บ้างมานั่งสมาธิ สักครู่ก็ปรากฏภาพในจิตให้เห็น เป็นภาพของพระภิกษุหรือพระอริยะสงฆ์รูปหนึ่งห่มจีวรวีกลักเหมือนพระธุดงส์ กำลังนั่งสมาธิอยู่หน้ากองไฟ ก็เกิดความสงสัยว่า พระอริยะสงฆ์ท่านนี้นั่งเพ่งกองไฟทำไม หรือเพ่งกสิณไฟ ก็เพ่งจิตตามไฟดูใกล้ จึงได้เห็นชัดว่า ท่านกำลังเพ่งมองกองไฟอยู่จริงๆ เห็นตอนแรกก็รู้ว่ากองไฟเปล่งเปลวไฟขึ้น-ลง สักครู่หนึ่ง เปลวไปก็สงบไม่ขึ้นไม่ลง จึงเพ่งมองตามไปดู ก็รู้ว่า จิตท่านกำลังเพ่งเข้ากลางกองไฟ ก็ยังเอ๊ะใจสงสัย ท่านไม่ได้เพ่งกสิณไฟ แต่กลับเพ่งเข้ากลางเปลวไฟ เอ๊ะ แปลกแฮะ เคยแต่เพ่งไฟรักษาโรค ไล่ผีมาบ่อยๆ แต่พระอริยะสงฆ์กลับมาเพ่งใจกลางเปลวเพลิง พอจิตเพ่งตาม ก็เลยรู้ว่าท่านเพ่งไฟ ศูนย์กลางเปลวไฟกลับกลายเป็นเพ่ง เผากิเลส ราคะ ตัณหา ก็เลยเข้าใจว่า เพิ่งจะเข้าใจเพ่งไฟเผาบรรดากิเลส กามตัณหา ราคะ ยังเผาอะไรอีกจึงเข้าใจก็เพ่งดู จนกระทั่งกองไฟมอดและดับไป

ตอนรุ่งอรุณก็ได้ยินเสียงไก่ขันกันระงมทั่วชายป่า พอพระอาทิตย์เริ่มขึ้น ก็เห็นพระอริยะสงฆ์รูปนี้ลืมตา ก็เห็นมีไก่ป่าเงียบสียง มีอยู่ตัวหนึ่ง มายืนอยู่ตรงหน้าท่าน กำลังผงกศรีษะ หรือก้มหัวลง เหมือนผงกหัวกราบพระอริยะสงฆ์ ก็เห็นได้ชัด มีหงอนสีทอง ทั้งหัวทั้งปาก แม้กระทั่งนัยน์ตาก็เป็นสีทอง พอมองลำตัวก็เห็นเป็นสีทอง แข้งขาก็เป็นสีทอง ก็เห็นท่านเอามือซ้ายวางบนหัวเข่าแล้วแบมือหงาย ก็ปรากฏว่า พอท่านหงายมือ เจ้าไก่ทองก็บินไปยืนบนพระหัตถ์ของท่าน แล้วก็นอนบนฝ่ามือของท่าน ท่านจึงเอามานอนตักท่าน  ก็ได้ยินในจิตว่า พระอริยะสงฆ์องค์นี้ก็จะสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อได้รู้เห็นเรื่องพระอริยะสงฆ์รูปแรกก็ยังนั่งสมาธิต่อไป ก็ไปเห็นพระอริยะสงฆ์นั่งอยู่ในถ้ำ ก็แปลกใจ ก็เพ่งดูถ้ำ จึงรู้ว่าถ้ำนี้มีความลึกลับซับซ้อนมากเป็นที่อยู่ของพญานาค แต่ไม่เห็นตัวจึงไม่ได้รู้จักชื่อนามของพญานาค เหมือนครั้งอยู่ในถ้ำชนะมาร ได้เห็นตัวและช่วยพญานาคที่ถูกพวกอลัชชี ได้รู้จักท้าวภุชงค์และลูกสาวของท้าวภุชงค์ทั้ง ๗ธิดา จึงมีความคุ้นเคยเรื่องพญานาค เมื่อเห็นพระอริยะสงฆ์นั่งสมาธิ กระทั่งมีรังสีเปล่งออกมา ก็มีเสียงใจจิตว่า พระอริยะสงฆ์องค์นี้เป็นพระอนาคามี และจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ และก็เป็นพระพุทธเจ้า

จากนั้นก็มานั่งสมาธิ ได้พบพระอริยสงฆ์นั่งอยู่ได้พบพระอริยะสงฆ์นั่งอยู่กลางหุบเขาหรือยอดเขานี่แหละ เมื่อพิจารณาเพ่งดูก็รู้ว่า พระอริยะสงฆ์รูปนี้นั่งอยู่บนเนินเหมือนหลังเต่า เหมือนกับว่าท่านเพ่งนิ่งอยู่กับอากาศหรือลมหายใจ ในจิตก็บอกว่า พระอริยะสงฆ์ท่านนี้ก็คือ พระกัสสปะ ก็จะเป็นพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง แสดงว่าคืนนี้ได้พบพระอริยะสงฆ์ ๓พระองค์ รู้แต่ว่าทั้ง ๓ พระองค์นี้จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่แสดงว่าคืนนี้ได้พบพระอริยะสงฆ์ที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พออีกคืนก็อยากจะรู้ว่าพระอรหันต์ที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นองค์ใด ก็มานั่งติดตามพระเจ้า ๕พระองค์ เป็นองค์ใด คราวนี้ก็นั่งสมาธิ ถึงพระพุทธเจ้า ๕พระองค์ต่อ คราวนี้ก็ปรากฏในจิต เป็นพระอริยะสงฆ์นั่งอยู่ข้างริมธารน้ำไหล เห็นท่านนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ ข้างริมธารก็กว้างพอประมาณ เห็นน้ำใสสะอาด ก้เพ่งจิตดูว่า ท่านกำลังทำอะไรอยู่ ก็เห็นท่านจ้องมองดูต้นไม้ เขา หรือกำลังเพ่งดูธรรมชาติ หรือกำลังพิจารณาธรรมชาติแบบนั้น ก็ตามจิตไปดู จึงรู้ว่าท่านเพ่งดูธรรมชาติ และก็มาเพ่งธารน้ำใส จิตก็บอกว่า พระอริยะสงฆ์รูปนี้ก็พิจารณาสภาวะธรรมชาติให้ละเอียดลึกซึ้ง ก็สงสัยว่าหรือท่านกำลังพิจารณา อาตยะนะภายนอกหรือศึกษาภายนอก ไม่ว่า ลม ฟ้า อากาศ ก็แปลกใจว่าพระอริยะสงฆ์รูปนี้กลับมาพิจารณาเรื่องภายนอกทำไม แล้วก็นั่งพิจารณาดูเหตุผลความจริง ธรรมชาติมันเกิดแบบนี้ขึ้นตามสภาวะโลก เหมือนถูกเก็บบันทึกในจิตเรียบร้อย

แล้วท่านก็มานั่ง เพ่งสายธารน้ำไหล มันมีแต่ไหลไปทางเดียวกันแล้วทำอย่างไรให้ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติมารวมกันเป็นเนินสายธารน้ำไหลไปทางเดียวกัน ธรรมชาติที่มันเกิดขึ้นก็คือ ดิน ล้ำ ลม ไฟ ก็คือธาตุทั้ง ๔ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี่เอง ก็เอาธาตุทั้ง ๔ มาพิจารณาดู ก็นั่งสมาธิหลับตาหาวิธีค้นคว้าก็พบว่า กายของเราเองก็คือธาตุทัง้๔ มารวมกันประกอบเป็นรูปร่างขึ้น พิจารณาอาการ ๓๒ นี่เองอะไรเป็นของเหลวก็ธาตุน้ำ อะไรเป็นเนื้อเป็นกระดูกก็ธาตุดิน ก็เลยรู้ว่านี่เป็นสมฺ สมถะ๔๐ และวิปัสสนา นี่เอง ก็เลยรู้ว่าพระอริยะสงฆ์รูปนี้ก็คือพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธโคดม องค์ที่ ๔ นี่เอง

เพื่อความกระจ่างให้แจ่มชัดหายสงสัย ก็ได้ยินเสียงภายในจิตว่า เจ้าไปถามสหายปฏิบัติธรรมของเจ้าดู คนนี้เป็นศิษย์ของพระสารีบุตร พอตอนสายก็ไปเจอสหายผู้เขียน เหมือนกำลังนั่งรออยู่ ธรรมดาจะเจอตัวยาก ก็ไปสนทนากันก็เล่าเรื่องการปฏิบัติให้ฟัง รู้แต่คนในบ้านเรียก”โต้” สหายโต้ก็บอกว่า องค์ที่อุ้มไก่ก็คือ องค์กะกุสันโธ เป็นพระพุทธเจ้าองค์แรก สหายโต้เรียกผู้เขียนว่าปู่ พอเล่าเรื่ององค์ที่สองเหมือนอยู่ในถ้ำพญานาค น่าจะเป็นพระโกนาโค ก็คือพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง พอเล่าถึงองค์ที่สาม เห็นนั่งอยุ่ในหุบเขาหรือยอดเขาเป็นเนินคล้ายหลังเต่า เหมือนนั่งเด่นอยู่กลางอากาศแบบนั้น สหายโต้ก็บอกว่า องค์นี้น่าจะเป็นพระกัสสปะ ก็คือพระพุทธเจ้าองค์ที่สาม และก็เล่าถึงพระอริยะสงฆ์รูปที่สี่ที่เห็นนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้อยู่หน้าริมธารน้ำไหล กำลังเพ่งมองดูรอบๆ ป่าเขาตรงหน้าและก็มาเพ่งลำธาร สหายโต้ก็บอกว่า องค์นี้น่าจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ คือพระพุทธโคดม

ก็เล่าเรื่องการปฏิบัติให้ฟัง ตั้งแต่ฝึกสมาธิมา ปรากฏว่าสหายโต้ตอบให้หมด และมาเล่าถึงเรื่องอยากจะรู้ว่าพระพุทธเจ้า ๕พระองค์เป็นท่านใด ก็เลยมาพบเห็นพระอริยะสงฆ์ ๔องค์นี้  เล่นเอาสหายโต้จ้องหน้าและบอกว่า ผมจะช่วยค้นหาเรื่องราวต่างๆให้ปู่เอง และก็ช่วยจริงๆ เอาเรื่องพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ค้นมาเพื่อช่วยยืนยัน ก็โทรศัพท์มาตามหลังจากค้นในวันเดียวกัน และก็เล่าเรื่องพร้อมเปิดให้ดูในโทรศัพท์ ก็อธิบายเรื่องพระพุทธเจ้าให้ฟัง ที่ปู่เห็นน่ะมีอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฏก ในตอนพญากาขาวและอธิบายเรื่องพระพุทธเจ้าให้ฟัง

องค์แรกเพ่งกองไฟแล้วมีไก่บินมานอนบนฝ่ามือก็คือ องค์กะกุสันโธ  พระพุทธเจ้าองค์แรกจริง และองค์ที่สองก็คือองค์ที่เห็นในถ้ำพญานาค ก็คือ พุทธโกนาคมและที่สามก็คือ องค์ที่นั่งเพ่งอากาศ อยู่บนเนินคล้ายหลังเต่า สหายโต้ก็บอกว่า พระพุทธกัสสโป และองค์ที่ ๔ นั่งเพ่งธรรมชาติและน้ำก็คือ พระพุทธโคดม องค์ที่ ๔ นี่เอง มิน่าท่านเพ่งดูธรรมชาติ ฟ้า ดิน ลม และพอมาเพ่งลำธารหรือน้ำก็บอกหรือรำพึงว่า ทำอย่างไรถึงจะเอาธรรมชาติ ฟ้า ดิน ลม มารวมเป็นลำธารไหลไปทางเดียวกัน ผู้เขียนเลยรู้พระอริยะสงฆ์องค์ที่ ๔ คือพระพุทธโคดม ธาตุน้ำ พอหลับตาทำสมาธิก็เอา ธาตุไฟ คือ พระพุทธกะกุสันโธ องค์แรกมีวัญลักษณ์อุ้มไก่ทอง คือ นะ และองค์ที่สองนั่งสมาธิในถ้ำ พระโกนาคม คือธาตุดิน เพราะต้องดับความรู้สึกทั้งหลาย ความหนาวเย็นสารพัดในถ้ำ อุณหภูมิ ทุกข์ทรมานสารพัด และมีสัญลักษณ์เป็นพญานาค และองค์ที่ ๓ ทีนั่งในหุบเขาหรือยอดเขา ก็ต้องนั่งเพ่งอากาศหรือเพ่งลมหายใจ ก็คือ พระพุทธกัสสะโป คือพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ และมีสัญลักษณ์เป็นเต่า ก็คือจำศีลภาวนานี่เอง

พระองค์ที่ ๔ เพ่งธรรมชาติ ไฟ ดิน ลม และมาเพ่งริมธารก็คือน้ำ มีสัญลักษณ์เป็นวัว องค์ที่สี่นี้ก็คงคิดจะเอาธาตุทั้ง๔มารวมกัน ให้เป็นสายน้ำทางเดียวกัน เป็นอันเดียว จึงได้ค้นคว้าสมาธิ สมถะ และวิปัสสนา จึงได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ธรรมะของท่านจึงเป็นไปตามธรรมชาตินี่เอง

และก็ยังอยากรู้ว่า พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ คือองค์ใด ที่จะเป็น ยะ หรือพระศรีอริยะเมตตรัย ก็นั่งสมาธิค้นคว้าต่อไปอีก ก็รู้ว่าพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ เอาพระพุทธเอาพระพุทธเจ้าองค์ที่๑ พระกะกุสันโธ ธาตุไฟ เพราะเพ่งไฟดับกิเลสทั้งปวง มีสัญลักษณ์อุ้มไก่ทอง เพราะตามพระคัมภีร์ท่านแจงไว้ในพญากาขาวมีไข่ ๕ ฟอง ฟองแรกถูกไก่ป่าเอาไปดูแล จึงได้สัญลักษณ์เป็นไก่ทอง องค์ที่ ๒ ถูกพญานาคเอาไปเลี้ยง จึงได้สัญลักษณ์เป็นพญานาค องค์ที่ ๓ ท่านนั่งบนเนิน เหมือนนั่งหลังเต่า เลยรู้ว่าองค์ที่ ๓ถูกพญาเต่าเอาไปเลี้ยง เพราะเต่าจำศีลภาวนาหายใจนี่เอง องค์ที่ ๔ นั่งเพ่งธรรมชาติและสายน้ำ และรวมไฟดินลมมาเป็นสายน้ำ และมีสัญลักษณ์เป็นวัว จึงเป็นธาตุน้ำ องค์ที่ ๕ ก็เอาธาตุทั้ง ๔ มารวมผนึกกันจนเป็นพลังจักรวาลเป็นอากาศ สูญญตา เหนือขึ้นไปสูงสุด คือมีอำนาจหรือมีอำนาจสูงกว่าธาตุทั้ง ๔ จึงมีสัญลักษณ์เป็นราชสีห์ แต่ในคัมภีร์ท่านบอกว่า องค์ที่ ๕ พญาราชสีห์เป็นผู้เลี้ยงดู จึงมีอำนาจสูงสุด เหนือลม เหนืออากาศ  เหนือบรรยากาศ คือเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ก็มาเพ่งพิจารณาดูไปตามความจริง กว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ได้ ก็ต้องผ่านการเจียรนัยมาไม่รู้ว่ากี่ชาติต่อกี่ชาติกัน

ผู้เขียนก็เพิ่งจะปฏิบัติมาได้แค่ ๕๒-๕๓ ปี เท่านั้น จึงกล้ามาค้นคว้าพระพุทธเจ้า ๕พระองค์ ก็คือ นะ โม พุท ธา ยะ กะกุสันโธ น่าจะเป็นน้ำ แต่เพราะท่านเพ่งไฟกลางกองไฟ พอเพ่งจิตตามพิสูจน์ว่าท่านเพ่งใจกลางกองไฟ จึงรู้ว่าท่านเอาไฟไปกำจัดกิลส ตัณหา ราคะ จนหมดสิ้น ดับไฟไปกับกองเพลิง ไฟชั่ว ไฟกิเลส ไฟตัณหา ไฟราคะ หรือไฟพิษทั้งปวง

ผู้เขียนจึงบอกว่า นะคือพระพุทธเจ้าองค์แรก กะกุสันโธ เพราะไก่ป่าสีทองบินมานอนบนฝ่ามือซ้าย จึงรู้ตามพระคัมภีร์ว่า ท่านมีสัญลักษณ์อุ้มไก่ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์แรก คือธาตุไฟ คือพระกะกุสันโธ องค์ที่สองคือ พระโกนาคม ที่เห็นบำเพ็ญอยู่ในถ้ำพญานาคก็คือท่านพระโกนาคม ธาตุดิน องค์ที่สามเห็นนั่งสมาธิอยุ่กลางหุบเขาหรือยอดเขาก็คือ พระกัสสโป นั่งบนเนินคล้ายหลังเต่า จึงมีเต่าเป็นสัญลักษณ์ ธาตุลม ส่วนองค์ที่ ๔ ก็คือท่านพุทธโคดม   ที่เห็นนั่งเพ่งธรรมชาติและลำธารก็คือ พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ส่วนองค์ที่ ๕ ก็เห็นลอยอยู่บนอากาศ เป็นพระพุทธรูป พระพุทธศรีอริยเมตตรัย และต่ำลงมาเป็นอักษณเขียนว่า ท้าวมหาพรหมบรมจักวาราอธิบุดี ได้ค้นพระพุทธองค์ นะโมพุทธายะ ได้แค่นี้

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562

วันวิสาขบูชา




โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

ผู้เขียนปฏิบัติสมาธิมาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๑๑ ก็ไปรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ เลยใช้สมาธิรักษาคนมีทุกข์มาตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๒ เรียกว่ายิ่งรักษา ก็ยิ่งฝึกสมาธิมากขึ้น คุ่กันไป ถ้าจะให้พูดว่าฝึกสมาธิระดับอุปจารสมาธิ หรือ อัปปนาสมาธิเพิ่มขึ้น วิชชา๓ ก็จะเพิ่มขึ้นตามอำนาจจิตสมาธิ ถ้าพูดถึงฌานก็ต้องระดับเพ่งอากาศ เพ่งวิญญาณ เพ่งอรูปฌาน หรือเพ่งความว่างเปล่าและกระทั่งเพ่งจิตถึงวิมุตติ และเพ่งวิมุตติถึงกายพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี และกายพระอรหันต์ ถ้าเป็นสมาธิก็เพ่งกาย เพ่งอากาศ หรืออากาสานัญจายะตะนะ คือ ฌาน๕ แต่สมาธิก็เพ่งอุปจาระสมาธิ สมาธิกับฌานคู่กัน แต่สมาธิเกิดอุปจาระสมาธิ ฌาน๔เกิดจตุตถะฌานแต่สมาธิใช้จิตเพ่งในสมถะ๔๐ ก็จะรู้เห็นเรื่องวิญญาณต่างๆได้ เพราะสมาธิใช้จิตเพ่ง พิจารณาในกายตัวเอง จึงเห็นเรื่องอาการ๓๒ เห็นเรื่องวิญญาณ เกิดจากลมจิต เอาจิตเพ่งจับลมให้สงบ

แต่มีอีกตัวหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ ตา   หรือการหลับตา ทำสมาธิ ผู้ปฏิบัติมักมองผ่านเรื่องหลับตา   ความจริงการหลับตาก็คือการใช้ “ตา” หรือ ตาใน เพ่งจับไปด้วย รู้แต่เพียงใช้จิต จุดสำคัญจึงอยู่ตรงนี้ จิตจับลมหายใจ ตาก็เพ่งจับไปด้วย แต่หารู้ไม่ว่า เจ้าตานี่แหระที่สำคัญ เพราะมันเพ่งจับไปกับจิต ก็เลยรู้ว่า จิตจับลม ตาจับจิต เมื่อจับกันแน่น หรือสัมปยุตกัน จนเป็นเนื้อเดียวกันถึงจะเป็นอุปจาระสมาธิ หรือฌาน๔ ก็คือ จตุตถะฌาน แล้วเอามาเพ่งพิจารณาในสมถะ๔๐ ก็จะเข้าใจถึงเรื่องสมาธิกับฌาน สมาธิก็จะเพิ่มเป็น จากอุปจาระสมาธิ เป็นอัปปนาสมาธิ และก็เป็นปรมัตถะสมาธิ พวกวิชชาต่างๆ ก็จะเกิดตามอำนาจสมาธิ เพราะสมาธิทำให้จิตสามารถเพ่งฌานได้เร็ว เพ่งอากาศฌาน๕ได้ง่าย สมาธิทำให้รู้เห็นเร็วมาใช้คู่กับฌาน ก็เลยได้ประโยชน์ร่วมกัน สมาธิจะเห็นเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ จนชำนาญหรือรู้เห็นมามาก จึงรู้วิธีเพ่ง"ฌาน” หรือวิญญาณ จึงจะเพ่งวิญญาณเข้าฌาน๖ ได้ คือ วิญญาณายะตะนะ นั่นแหละ

พวกวิญญาณ ก็พวกเทวดา หรือเทวโลก หรือพรหมโลกที่มีรู้ร่างให้เราเห็น ตั้งแต่ชั้นต้นของเทวโลก ชั้นแรกไปถึงชั้น๖ และพรหมโลกตั้งแต่ชั้นแรกไปถึงชั้น๑๖ ปาริสัจจาไปจนถึงอะกะนิษฐา และพอถึงอากิญจัญจายะตะนะก็เพ่ง อรูปวิญญาณหรือเพ่งความว่างเปล่าถ้าเทียบกับสมาธิก็เท่ากับเราเพ่งวิญญาณอยู่ในความว่างหรืออากาศ คือเพ่งจิต จิตเพ่งวิญญาณจนหายกลายเป็นอากาศ และจิตก็เพ่งอากาศจนถึงสุญญากาศคือความว่างเปล่านี่แหละ ทางสมาธิเรียกว่าสุญญตา ทางฌาน๗ ก็เพ่งสุญญตานี่เอง 

ทางสมาธิเพ่งสุญญตา ก็จะเห็นจิต พอเพ่งจิตไปก็เกิดวิมุตติ จิตเป็นวิมุตติแล้ว ก็เพ่งในวิมุตติ จะเห็นพระโสดา กานพระสกิทาคา กายพระอนาคามี และกายพระอรหันต์ สมาธิจึงเร็วกว่าฌาน เพราะการเข้าฌานไปช้าๆเนิบๆ

การเพ่งสุญญตาหรือสูญญตา ก็คือเพ่งลึกเข้าไปกลางอากาศนั่นเอง สุญญตาก็คือความว่างเปล่าหรือในที่ไม่มีวิญญาณ จึงเรียกว่า เพ่งอรูปวิญญาณก็ได้ จึงเป็นกิญจัญจายะตะนะ เพ่งความว่างเปล่าเป็นฌาน๗ พอเพ่งความว่างเปล่าก็จะเห็นจิต จิตก็คือตัวรู้หรือสัญญา ความจำหมายนี่เอง จึงเป็นเนวสัญญายะตะนะหรือฌาน๘ ฌาน๘ก็คือจิตนี่แหละ

พอเพ่งจิตเข้าไปอีก จิตที่เราเห็นเป็นเพมือนเพชรเม็ดเล็กๆ ก็จะถูกอำนาจของจิตขั้นอัปปนาสมาธิ ก็จะเกิดจิตแจ่มใส เพราะถูกพลังสมาธิขจัดกิเลส ตัณหา หรือมีอะไรอยู่ในจิต ตนจิตส่องแสงเหมือนเพชรที่ถูกเจียระไนจนสะอาด จึงจะเป็นวิมุตตินี่เอง

ฌาน๘ เป็นเป็นตัวเพ่งจิต ให้สะอาดบริสุทธิ์ ความหมายก็คือจิตหลุดพ้น สิ้นความมัวหมองหรือกิเลสมารทั้งปวง จึงได้ชื่อว่า วิมุตติ คือความหลุดพ้น แต่ยังไม่ถึงกับสิ้นอาสวะกิเลสทั้งสิ้น อย่างนี้ก็ย่างเข้าเขตพระอนาคามี จึงต้องเพ่งสัญญาเวทะยิตะนิโรธ หรือฌาน๙ ของท่านฤาษีลิงดำ ทางสมาธิก็คือต้องเพ่งเข้าไปในวิมุตติ จึงจะเข้าเขตของนิพพาน ก็ต้องเห็นพระโสดา เห็นพระสกิทาคา เห็นพระอนาคามี จึงได้รู้ว่าเพ่งวิมุตติแล้วกลางใจของวิมุตติจึงเห็นพระอริยสงฆ์ เป็นรูปหรือเป็นตัวตนของพระสงฆ์ ให้เราเพ่งและเห็นบารมี รังสีของพระโสดา จะมีสีทองหนารอบทั่วพระวรกายถึงได้รู้ว่านี่คือ พระโสดา เพราะรังสีที่ขยายนี่แหละ ก็บอกว่าเป็นพระโสดาละเอียด ก็ว่ากันไป พอเพ่งกายพระโสดาต่อรังสีก็จะขยายออกไปรอบพระวรกายแล้วก็หยุด ก็เลยรู้ว่าเป็นพระสกิทาคา พอเพ่งพระสกิทาคา รังสีก็ขยายออกไปเป็น ๑คืบ แล้วก็หยุด ก็จะกลายเป็นพระสกิทาคาละเอียด พอเพ่งพระสกิทาคาต่อไปรังสีก็ขยายออกไปประมาณ ๒คืบ ก็รู้ว่านี่คือพระวรกายพระสกิทาคาขยายหรือละเอียด จึงเป็นพระอนาคามี ก็เพ่งพระวรกายพระอนาคามี ออกไปก็กลายเป็นรังสี หรือพระอรหันต์ รหือพระอนาคามีละเอียด แล้วพระอนาคามีละเอียดก็จะกลายเป็นพระอรหันต์ แต่ผู้เขียนกลับเห็นรังสีที่รอบวรกายของพระอนาคามี กลับถูกรวบรวมกันขึ้นไปเป็นรังสีกลีบบัว รหือฉัพพรรณรังสี  เพ่งจิตต่อก็เห็นรังสีกลีบบัวมีขนาดแตกต่างกัน ตอกแรกรังสีก็ประมาณ ๑๒-๑๓นิ้ว พอเพ่งต่อไปรังสีกลับบัวก็ขยายไปถึงประมาณ ๓๐นิ้ว พอเพ่งต่อไปรังสีก็เพิ่มเป็น ๓๖นิ้ว รังสีกลับบัวหรือฉัพพรรณรังสีก็มีขั้นตอนเหมือนกัน พอมาอ่านเรื่องวิปัสสนาก็เลยรู้ว่า พระอรหัต็มีขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูงสุด ก็ต้องเพ่งพิจารณาดูรังสีพระอรหันต์ ยิ่งเปล่งรังสีสว่างสดใสมาก รังสีก็จะขยายใหญ่ รังสีฉัพพรรณรังสีที่สว่างมากก็คือพระพุทธเจ้า หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อสมัยผู้เขียนไปนั่งสมาธิในวัดโพธิ์ท่าเตียนทุกวันพระไม่ว่าข้างขึ้นข้างแรม ๘ค่ำ หรือ ๑๕ค่ำ ก็มักจะพบเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จนำหน้าเหล่าเทพ-พรหม เทวดาทั้งหลาย มาปรากฏให้เห็น และจึงเห็นรังสีฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้า และก็เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปประทับในพระพุทธรูปที่เป็นพระประธาน และเหล่าสาวกก็จะไปยืนข้างหน้าและข้างหลัง จึงรู้ว่าท่านฝึกจิตระดับอุปจาระสมาธิ สามารถเพ่งอากาศได้หรือระดับฌาน๕ ก็สามารถเห็นพระพุทธเจ้าได้ตั้งแต่พ.ศ.๒๕๑๙ โน่น และปรากฏว่าไปนั่งในโบสถ์วัดหน ก็จะเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จ ผู้เขียนก็จะได้บารมีจากพระพุทธรูปปางต่างๆ เป็นรังสีจากฝ่าพระหัตถ์บ้าง จากกลางจุดที่อยู่กลางหน้าผาก เป็นลำแสงพุ่งมากกระทบบ่อย และผู้ที่ร่วมนั่งสมาธิบางท่านก็พลอดได้รับ บางร่างรับไม่ไหวก็เอนเอียงจะหงายท้อง ผู้เขียนจึงต้องยื่นมือไปรอประคองด้านหลังจึงนั่งปกติได้

ก็พอดีวันศุกร์ที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ จิตหรือความรู้สึกบอกว่า วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม เป็นวิสาขบูชา หรือเรียกกันว่าวันพระใหญ่ ขึ้น ๑๕ค่ำ เดือน๖ ทำไมเราไม่นั่งสมาธิดูล่ะ จิตมันคิดอย่างนี้ เคยนั่งดูอริยะสงฆ์มามากแล้ว ลองนั่งสมาธิดูซิ พระพุทธเจ้า วันพระใหญ่ จะทำอย่างไร

พอเช้าวันวิสาขะ ก็สวดมนต์ นั่งทำสมาธิและก็ลงไปทำน้ำทิพย์มนต์ในตุ่มข้างล่าง ที่ใช้รักษาคนป่วยสารพัดมา แต่ตอนกลางคืนก็อาบน้ำมนต์ที่ทำไว้ตั้งแต่วันมาฆะบูชา เดือน๓ อาบให้ตัวเองและรักษาผู้อื่น ยังเหลือครึ่งตุ่นก็มาอาบเอง และเติมน้ำจนเต็มตุ่มเพ่อจะทำน้ำทิพย์มนต์วันวิสาขะ พอรุ่งอรุณก็สวดมนต์จนเช้าวันเสาร์ที่ ๑๘ วันวิสาขะ ก็มาทำน้ำทิพย์มนต์ กะว่าพอสวดมนต์คืนวันวิสาขะ เที่ยงคืน พระจันทร์เต็มดวง ก็ลงมาอาบน้ำทิพย์มนต์

ปรากฏว่า คราวนี้ท่านปู่ หรือท้าวมหาพรหมส่องโลก ลงมาช่วยอาบให้ เพราะรู้ว่าท่านมาประทับจิตอาบให้ แปลกมาก พออาบเสร็จก็ประมาณ๑๙-๒๐นาที ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดขาวไปนั่งสมาธิต่อคราวนี้รู้ว่าตัวเองถูกประจุพลังสมาธิไว้แน่น พอหลับตาจิตก็เพ่งไปที่พระพุทธเจ้าเสด็จ แบบนั้น ก็เห็นบริเวณที่ผู้เขียนนั่งสมาธิไป เห็นพระอริยสงฆ์หรือพระอรหันต์ต้องมีกลีบบัวหรือรังสีฉัพพรรณรังสีเต็มลานกว้างไปหมด พอเพ่งจิตดูก็เห็นที่ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์หรือศรีมหาโพธิ์ ก็จำได้ว่าได้พบพระอริยะสงฆ์องค์หนึ่ง ห่มสีกลัก นั่งเพ่งไปในป่าหรือธรรมชาติ และก็ส่งจิตตามไปดู เลยเห็นชัดว่า คือพระอริยะสงฆ์องค์กำลังเพ่งธรรมชาติและเพ่งลำธานหรือสายน้ำ ท่านปู่ผู้เขียนก็บอกว่า พระอริยะสงฆ์องค์นี้ก็คือพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธโคดม

ถึงกลับร้องอ้อ เราเคยมาพบแล้วและที่เดียวกันแน่นอน แต่คราวนี้กลับไม่มีลำธารกว้างใหญ่ แต่เป็นที่ราบเรียบไปหมด แถมยังมีพระอรหันต์ทีมี่รังสีกลีบบัวนั่งเต็มลาน หรือที่ๆเคยเป็นลำธาร แต่เห็นที่ประทับอยู่ไกล น่ากลัวจะเข้าไปไม่ถึง เพราะมีพระอรหันต์นั่งกันเต็มลานไปหมด เป็นพันองค์ขึ้นไป ก็นึกในใจว่า แล้วเราจะเข้าไปใกล้ๆได้ยังไง ก็ได้ยินเสียงในจิตว่า เจ้าตอนนี้สามารถเข้าไปได้แล้ว

เท่านั้นแหละเหมือนตัวเราได้บัตรพิเศษ วีไอพี แปล๊บเดียว เข้าไปอยู่ด้านหน้า ห่างจากอาสนะที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จมาประทับประมาณ๙-๑๐ก้าว เข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มพระอรหันต์ แต่ไม่เห็นตัวเรา ตารู้ว่าเข้าไปนั่งในกลุ่มพระอรหันต์ พอพิจารณาดู อ้าว รังสีกลีบบัวหายไปหมด เห็นเพียงแต่พระอรหันต์เศียรโล้น

ทำไมเป็นอย่างนี้ สักครู่ก็ได้ยินเยื้องบนอากาศมีเสียงเหมือนสวดมนต์พร้อมกับเห็นลูกกลมสีเหลืองทอง ลอยลงมาจากบนท้องฟ้า ตอนแรกเห็นลูกกลมขนาดเท่าลูกบอลใหญ่ ลอยลงมาจึงเห็นเป็นสีทองทึบไม่ใสโปร่งลอยลงมาก็ขยายใหญ่สักสองศอกกว่าๆ ลงมาประทับที่อาสนะใต้ต้นโพธิ์ รู้ว่าอาสนะหรือฐานที่รองรับก็เหมือนในโบสถ์เรานี่แหละ ปรากฏว่าเห็นพระอรหันต์นั่งคุกเข่าและก้มเศียร

ตอนนี้มีรังสีให้เห็น กำลังพนมมือพร้อมกับก้มเศียร ก็เพ่งไปดูดวงสีทองซึ่งลงมาเหมือนตั้งบนฐานที่รองรับ เห็นได้ชัดเจนวงกลมสีทองก็ขยายออกเป็นรังสีหุ้มห่อพระพุทธองค์ เห็นวรกายเป็นองค์ที่นั่งสมาธิ เพ่งอากาศเพ่งน้ำก็จำได้ว่าเป็นองค์เดียวกัน รังสีที่ห่อหุ้มเป็นเหมือน พระพุทธชินราช พอเพ่งชัดเจนจึงรู้ว่าเป็นพระฉัพพรรณรังสีสว่างไสวทั่วรอบพระวรกาย เหมือนกำลังเพ่งดูมิติเดียว เป็นพระอริยะสงฆ์เดียว เป็นพระพุทธรูป กระทั่งรังสีกระจายรอบ จึงเห็นเป็นพระพุทธองค์กำลังอยู่ในปางมารวิชัย เอาพระหัตถ์ขวาพาดลงก็รู้ว่า พระอรหันต์กำลังก้มลงพร้อมน้อมเศียรในท่าคุกเข่า

ก็ได้ยินเสียงพระพุทธองค์ เหมือนปาติโมกข์แบบนั้น และเหมือนกับ มงคลจักรวาลใหญ่ พอสวดเสร็จ ก็เห็นท่านยกพระหัตถ์ขวาปางประทานพร ผู้เขียนก็เพ่งดู ก็เห็นท่านลืมพระเนตรหรือลืมตา เหมือนนัยน์ตามนุษย์เรา แต่เหมือนเพชรคมชัด เหมือนจิตผู้เขียนไปจ้องมองดูท่าน ท่านก็จ้องตาเรา เท่านั้น นัยน์ตาของพระพุทธองค์เหมือนมีเพชรรวมอยู่ในนัยน์ตาหรือพระเนตร เป็นนัยน์ตาเพชรจริงๆ ปรากฏว่า เพชรในดวงตาของท่านแตกเป็นเม็ดเล็ก เหมือนเพชรสุกใสมากมายมารู้ตัวว่า กำลังจ้องตากับพระพุทธองค์ก็ถูกเพชรเม็ดเล็กๆ พุ่งเข้าใส่ตา แต่เพชรก็กลับพุ่งตรงกลางหน้าผากทะลุเข้าไปในสมองในจิตเรามันสว่างโล่งไปหมด แต่ก็รู้ว่า เพชรที่พุ่งมาจากพระเนตรก็พุ่งใส่พระอรหันต์ที่ก้มเศียร กลางหน้าผากเหมือนกัน

แต่จิตผู้เขียนก็ดูว่า เพชรที่พุ่งมาจากพระเนตรของพรุทธเจ้าเป็นร้อยเป็นพันเม็ด แต่ละเม็ดก็พุ่งเข้าสู่พระหน้าผากของพระอรหันต์จนครบถ้วน จึงเห็นพระเนตรหลับลง ก็พบว่า พระอรหันต์ก้มเศียรเหมือนกราบพระพุทธเจ้าแล้วก็พนมมือถอยออกมาสามก้าว แล้วลุกขึ้นยืนทั้งท่าพนมมือ หันหลังเดินออกไปเหมือนเดินขึ้นบนอากาศแบบนั้น จนหายหมด

ก็นึกในใจว่าทำไมไม่เห็นเทพเทวดาหรือพรหม หรือพระอินทร์เสด็จลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พอนึกแค่นี้ก็ได้ยินเสียงอึกทึกคึกโครม เหมือนมีใครกำลังเข้ามาในบริเวณก็เห็นขบวนเหล่าเทวดาเสด็จลงมากันทั่วไปหมดทุกทิศทุกทาง กำลังเหาะลอยลงมา

ก็หันไปดูพระพุทธเจ้าก็เห็นลอยจากอาสนะขึ้นไป ลอยเหนือยอดโพธิ์ และข้างล่างก็มีเทวดาลอยเป็นชั้นๆ แทบไม่มีที่นั่ง ก็ได้ยินเสียงพระพุทธเจ้าสวด ยกพระหัตถ์ขวาแบบประทานพร ฟังคล้ายสวดธรรมจักร แล้วก็ประทานพรให้เหล่าเทวดาเป็นรังสีกระจายทั่วบริเวณ เป็นเหมือนลำแสงออกจากพระหัตถ์เบื้องขวากระจายไปทั่วทุกทิศ พอท่านลดมือมาวางบนตัก แต่เป็นปางสมาธิ แล้วท่านก็ลอยขึ้นไปในอากาศท่านั่งสมาธิ ก็เห็นเทวดา อินทร์ พรหม ก็เสด็จลอยตามหายขึ้นไปในอากาศ จนลับสายตา

เหตุการณ์ตั้งแต่ตอนเข้าไป เราไม่ใช่พระอรหันต์ ไม่ได้แต่งชุดพระสงฆ์ ทำไมจึงเข้าไปรวมกับพระอรหันต์ระดับแนวหน้า หรือวีไอพี หรือได้อภิสิทธิ์ เข้าใกล้พระพุทธเจ้าได้ ที่แปลกก็คือ ข้างในจิตบอกว่า เจ้ามีสิทธิ์เข้าไปรวมกลุ่มพระอรหันต์ ตอนเข้าพระอรหันต์ไม่มีรังสี และสังเกตดูรังสีหรือกลีบบัวจะใหญ่และเล็กไปตามลำดับกัน แต่ตัวเรากลับไม่เห็นแต่ตอนเข้าไปรวมกับพระอรหันต์ กลับไม่ได้มีรังสีทุกองค์ แต่พอพระพุทธเจ้าเสด็จมาจึงเห็นรังสีทุกพระอรหันต์ แปลกมาก และก็เห็นการเสร็จลงมาจากฟ้าหรือดาวดึงส์ กลับใช้รังสีห่อพระวรกายลอยมา แต่เวลาเสด็จกลับ เป็นพระพุทธองค์เสด็จ และก็แปลกประหลาดมาก ไปสบพระเนตรพระพุทธเจ้าเข้าจึงถูกยิงใส่กะโหลก ทะลุจิต ได้ยินข้างในบอกว่า โดนเข้าแล้ว และก็อธิบายให้ฟังว่า เพชรที่ถูกยิงใส่ ก็คืออำนาจจิตที่เปล่งมาจากพระเนตรทองของพระพุทธองค์ ท่านก็ได้ประทานจิตให้นี่เอง

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562

ยมทูต


                                                                                                                               โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

ไหนๆ จะเขียนเรื่องจิต-วิญญาณแล้ว อะไรที่ผู้เขียนประสบมาด้วยตัวเองจากการฝึกสมาธิ สมถะ๔๐ และวิปัสสนา จากหลักปฏิบัติสมาธิแบบอานาปานะสติ กำหนดลมหายใจเข้า-ออก ตามหลักของท่านท้าวมหาพรหมส่องโลก ผู้เขียนเรียกว่าท่านปู่ มีหน้าที่คอยดูแลชาวโลก ดูแลพระพระพุทธศาสนา จึงผลิตบรรดาผู้ปฏิบัติสมาธิมาช่วยเหลือพระพุทธศานาอีกแรงหนึ่ง ท่านสอนวิธีฝึกสมาธิอย่างเดียว นั่งให้รู้นั่งให้เห็นเรียนด้วยจิต วิชชาทั้งหลายของผู้เขียนจึงเกิดจากอำนาจจิตของสมาธิ หลวงพ่อปานก็เก่งเพราะจิต จึงเป็น”ไอดอล”ให้ผู้เขียนนำมาใช้ด้วยการฝึกจิตและก็เกิดวิชชาความรู้ด้วยจิตจริงๆ ของท่านเพราะพระพุทธเจ้าก็สำเร็จด้วยอำนาจจิตจริงๆ ก็เอาคำนี้มาพิจารณาเรื่องการปฏิบัติสมาธิแล้วก็นับว่าเป็นบุญพา วาสนานำพาให้ได้ท่านปู่หรือท้าวมหาพรหมส่องโลกแอบมาฝังในจิตของเรา จึงทำให้รู้เรื่องสมาธิได้รวดเร็ว เพียงชั่วคืนเดียวก็นั่งสมาธิได้อุปจาระสมาธิ แถมได้พิเศษนั่งเห็นตัวเรา กายเรา เพ่งต่อจนถึงเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด หรืออากาสานัญจายะตะนะ ฌาน๕  แล้วจึงมาค้นหาวิธีว่าเราปฏิบัติสมาธิอย่างไร ถึงเพ่งอากาศได้ไม่มีที่สิ้นสุดในปีพ.ศ.๒๕๑๑ และก็ค้นอานาปานะสติ กำหนดลมหายใจให้สงบได้อย่างไร จึงรู้ว่าลมหายใจสงบ จิตสงบ ตา(หลับ)สงบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือตัวสมาธิแท้จริงหรืออุปจาระสมาธิ  จิตเป็นเอกัคคะตา ตาเป็นอุเบกขา เพ่งจิตกับตามาเป็นหนึ่งเดียวคือจตุตถฌาน

อุปจาระสมาธิคือสมาธิแท้จริง เพราะสมาธิฝึกทุกวันมันก็เกิดเป็นอัปปนาสมาธิยิ่งเกิดตัวรู้ตัวเห็นมากขึ้น ก็จะเห็นเรื่องวิญญาณชัดเจน  วิญญาณในที่นี้ไม่ว่าจะเป็นสัมภะเวสีหรือผีพเนจรหรือโอปปะติกกะที่เป็นเทพ-พรหม เมื่อท่านปฏิบัติระดับนี้แล้ว อย่าว่าแต่วิญญาณที่ไหนก็สามารถเห็นได้ จะเป็นวิญญาณที่มาจากนรกหรือสวรรค์ก็สามารถรู้และเห็นได้ แค่อุปจาระสมาธิหรือจตุตถะฌานก็สามารถเห็นวิญญาณต่างๆได้ ตายแล้ววิญญาณไปอย่างไร ไปไหน จะรู้ละเอียดหรือเห็นละเอียด ก็อยู่ที่อำนาจจิต ตามชั้นตามฌานที่ปฏิบัติ ใกล้-ไกล นรก-สววรรค์ เมื่อท่านสมาธิก็เปรียบเหมือนได้สมาธิ ตาทิพย์ หูทิพย์ ก็จะสามารถเห็นได้สารพัดผี สามารถเห็นกายตัวเองกายคนอื่น นอกจากจะพยายามคืนคว้าเรื่องจิตเรื่องวิญญาณแล้ว อยากจะดูอะไรอีกล่ะ เทวดาตามต้นไม้ วิญญาณตามศาลต่างๆ ที่ต่างๆ โรงพยาบาล ตามวัดวา อยากดูผีหรือเทวด เพีนงแต่ท่านเข้าใจวิธีใช้จิตให้เป็นประโยชน์ ท่านก็จะรู้เห็นด้วยตัวเอง อยากเห็นชัดก็ฝึกจิตให้”ธิ” เพิ่มขึ้นอีก แล้วแต่ความเพียรความอุตสาหะ ท่านต้องหัดฉลาดหัดค้นคว้าด้วยจิตจึงจะเก่ง หัดเพ่งจิตให้ ธิ ธิ ธิ ก็จะเห็นชัดเจนเองครับ   

ลองกำหนดจิตเพ่งดูในงานศพก็ได้ ยิ่งตอนรอรดน้ำศพท่านก็จะเห็นวิญญาณมาป้วนเปี่ยนอยู่กับศพนั่นแหละ ยิ่งตอนตายใหม่ๆ วิญญาณจะออกจากร่างอย่างไร เป็นรูปร่างคนตายหรือดวงวิญญาณ ถ้าจิตเป็นจะเห็นทั้งนั้น วิญญาณล่องลอยอย่างไร เหมือนดูทีวีหรือโทรภาพและยิ่งตอนแขกมาในงานก็จะเห็นวิญญาณเหมือนตัวคนเป็นๆ ที่แต่งตัวไว้กับศพนั่นแหละ ถ้ามีบุญหรอเป็นผู้ปฏิบัติก็เหมือนตัวคนเป็นๆออกมาต้อนรับแขกที่มางานศพและทักทายแขกและเพื่อนฝูง ขอบคุณแขกบ้าง และทักทายถามเพื่อนคนนู้นคนนี้ไม่มาหรือ และก็พาไปนั่งที่ พอถึงเวลาพระสวด วิญญาณก็จะเดินไปนั่งหน้ารูปศพพนมมือฟังสวดและเวลาสวดจบวิญญาณก็ออกมาขอบคุณแขกและส่งแขก แต่ผู้ไม่ปฏิบัติสมาธิจะไม่เห็นเรื่องพิเศษเหล่านี้ บางครั้งไปดูตั้งแต่รดน้ำศพก็เห็น เสร็จพิธีแล้วกลับไปเจอวิญญาณมายืนตรงมุมสี่มุมหรือสี่ทิศ ก็สงสัยจึงเพ่งดูว่าเป็นใครก็พบว่า วิญญาณที่ยืนทั้งสี่ทิศก็คือยมทูตนี่เอง รูปร่างหน้าตาก็เหมือนเงาะป่าตัวดำผิวดำ นุ่งผ้าเตี่ยว แขนขาเปล่าเปลือย ก็สงสัยว่ามายืนประจำทิศทำไม ก็ได้รับคำตอบว่า มารอรับวิญญาณหรือร่างคนตาย ก็ดูซิว่ายมทูตทั้งสี่จะจับวิญญาณอย่างไร พอวิญญาณออกจากร่าง ซึ่งเหมือนมันซ้อนตัวอยู่ก็เป็นภาพรูปร่างลุกจากศพ แล้วยมทูตทั้งสี่ก็ประกบหรือเกาะกุมวิญญาณ ก็ร้องอ้อในใจ มันเป็นเช่นนี้ พอจับกุมวิญญาณแล้วก็พาเดินคุมตัวไปแบบนั้นแหละ จิตก็ยังสงสัยว่า คนตายหนึ่งคนมียมทูตตั้ง๔ ตนจับแบบนี้แล้วตายหลายๆศพ จะเอายมทูตมาได้หมดอย่างไร   นึกว่ายมทูตมีแค่ ๔ตน ทีนี้ไปงานศพที่ไหนก็นั่งสมาธิเพ่งจิตดู ถึงได้รู้ว่ามีทุกแห่ง รูปร่างวิญญาณแตกต่างและเครื่องแต่งตัว เครื่องประดับก็แสดงถึงชั้นหรือยศคล้ายแบบนั้น บางครั้งก็เดินมาจากใต้พื้นดินก็มี

ลูกศิษย์ผู้เขียนชื่อ ประชา ยิ้มพรพิพัฒน์ผล หรือเจ้าหัวล้าน ชอบโกนหัวเป็นประจำ ชอบทำบุญประจำ และจะทำบุญอุทิศให้พ่อแม่ที่ตายทุกปี ก็ชวนผู้เขียนไปด้วย ไปพักโรงเจใกล้วัดสัมประทุน ปรากฏว่าในวัดมีทำพิธีทางจีน เครื่องเซ่นไหว้เป็นโต๊ะยาวเหยียดประมาณ ๒๐-๓๐ เมตร และสองข้างถนนจะมีเสื่อปูตลอดทั่วบริเวณ พิธีไหว้เซียนก็ประมาณ ๔-๕ทุ่ม ผู้เขียนก็ไปนั่งบนเสื่อ รอดูเซียนเสด็จมา ก็นั่งสมาธิเพิ่งได้ขั่วโมงเดียวเจ้าประชาก็มานั่งด้วยและถามผู้เขียนว่า ช่วยดูแม่ผมว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผู้เขียนก็บอกเจ้าประชา นั่งอยู่ตั้งนานแล้วเพิ่งมาบอก แต่พอหลับตาดูก็เห็นถนนที่เซียนจะเดินก็เปิดเป็นถ้ำลึกลงภายในใต้ดิน เห็นเป็นทางยาวลึก ก็บอกเจ้าประชาว่า “แม่”เจ้าอยู่ในนรกอีกสองปีจึงจะพ้น ส่วนพ่อเจ้ากระดูกอยู่ที่นี่เป็นเซียนไปแล้วเมื่อสามปีก่อน พูดยังไม่ทันขาดคำเรื่องแปลกก็เกิดขึ้น เห็นส่วนลึกของอุโมงค์ใต้ดิน รถจิ๊ปวิ่งเข้าได้ สุดทางอุโมงคืเห็นมีคนสามคนเดินขึ้นมาจากใต้อุโมงค์จนมาถึงทางขึ้น มีผู้ชายตัวใหญ่ผิวดำนุ่งผ้าเตี่ยว ร่างกำยำใหญ่กว่าผู้เขียนสองเท่า เหมือนคนเราปกตินี่แหละ หิ้วปีกผู้หญิงแกมประคอง ซ้าย-ขวา พอมาถึงตรงหน้าผู้เขียน ยมทูตสองตนก็ส่งเหมือนโยนขึ้นมาตรงหน้าผู้เขียน ทำนองผลักขึ้นมาแล้วก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในอุโมงค์ทอดยาว พร้อมกันนั้นถนนก็เลื่อนปิดเอง

พอมามองผู้หญิงที่ถูกผลักหรือโยนขึ้นมาก็เห็นรูปร่างหน้าตาได้ชัดเจน ก็ถามว่าแม่เจ้าตัวเตี้ยๆ หัวโหนกอย่างนี้ แต่มีรอยบุ๋มกลางหน้าผากใช่มั้ย เล่นเอาเจ้าประชาตกใจ ผู้เขียนก็พูดต่อ แม่เป็นอัมพาตตายใช่มั้ย ขึ้นมายินตรงหน้านี้แล้ว บอกว่า ลุกขอเสื้อผ้ากับอาหารให้แม่ เท่านั้นเจ้าประนั่งกราบตรงหน้ารู้ว่าแม่ขึ้นจากนรกแล้ว เจ้าประชาจะไม่ตกใจได้อย่างไร เมื่อผูเขียนบอกพ่อเจ้ากระดูกก็อยู่ที่นี่เป็นเซ๊ยไปแล้วเมื่อสามปีก่อน แม่ตกนรกอีกสองปีถึงจะพ้น แต่นี่พอรู้ว่าแม่สามารถขึ้นจากนรกก่อนกำหนดสองปีได้ ไม่ตกใจหรือดีใจได้อย่างไร และแถมบอกลักษณะของแม่ได้ถูกต้องอย่างกับเห็นจริงๆ

นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เห็นยมทูต หน้าที่ของยมทูต ตามจับดวงวิญญาณไม่พอ ยังพาดวงวิญญาณไปส่งเขต โลกมนุษย์กับสวรรค์อีกด้วย แต่ยมทูตเหล่านี้แต่งทรงดีหน่อย หน้าที่ของยมทูตก็แบ่งกัน พวกไหนจับวิญญญาณลงนรกก็พาไป พวกไหนเอาวิญญาณในนรกส่งขึ้นมาโลกมนุษย์ก็แบ่งกันไป พวกไหนมีหน้าที่ทำโทษก็แบ่งกันไป เหมือนเข้าคุกนั่นแหละ ต้องถามพวกที่เข้าคุกมาเป็นอย่างไรบ้าง ติดคุกก็เหมือนใช้กรรม  คนไม่ปฏิบัติก็ไม่รู้ว่านรก ก็คือคุกของคนเราโลกเราธรรมดาๆนี่เอง ออกจากคุกออกจากนรกยังมาทำกรรมทำชั่วอีกก็เข้าคุกไปใช้กรรมต่อ ก็คงมีคนสงสัยว่า “ทำไมคนเราตาย” ยังมีวิญญาณร่อนเร่อยู่อีกหรือ ไม่เข้าไปอยู่ในนรกไปใช้กรรมหรือว่าถูกจับไม่ไหมด หรือว่ายมทูตมีน้อย เปล่าหรอกครับ บางวิญญาณตายแล้วมีวคามดมีบุญยมทูตจึงไม่จับต่างหาก บาป-กรรมมีไม่พอจะเอาไปใช้กรรม มิน่า วิญญาณจึงเร่ร่อนอยู่ในโลกมนุษย์เป็นจำนวนมาก เพราะบุญกุศลและบารมีค้ำจุนนี่เอง ท่านไหนทำความดีสร้างแต่กุศล ยมทูตก็มารอรับนะครับแต่พาไปส่งแดนสวรรค์ ถ้าทำชั่วก็ส่งลงนรก นี่เป็นเหตุผลจริงๆครับ

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562

พระราหู



โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

ดวงชะตาของท่าน ปีนี้ราหูเสวยอายุ ต้องบูชาเครื่องสังเวยสีดำแปดอย่าง ส่งพระราหู รับพระราหู ก็แล้วแต่บรรดาอาจารย์หรือท่านหมอดูจะทำนายทายทัก ต้องสะเดาะเคราะห์ ตั้งเครื่องสังเวย แล้วแต่อาจารย์จะให้ทำ ผู้เขียนก็ชอบดู ชอบศึกษา ดูวิธีไหว้ พิธีเชิญกันก็อยากรู้ว่าพระราหูเป็นอย่างไร ไหว้กันอย่างไร เชิญกันอย่างไร พระราหูมีรูปร่างอย่างไร ที่เขาว่ากันมาและมาพระราหูเป็นยักษ์ สมัยเด็กๆหรือสมัยโบราณพอเดอนไหนพระจันทร์กำลังส่องสว่างหรือจันทร์วันเพ็ญ เกิดมืดกระทบกัน เขาก็ว่ากันว่า ราหูอมจันทร์ แต่มองดูก็ไม่เห็นมียักษ์มาอมจันทร์สักที พอมาปฏิบัติสมาธิเห็นผี เห็นเทวดา เห็นยักษ์ เออมีจริงๆ และบรรดายักษ์ทั้งหลายก็อยู่ในชั้นจาตุมหาราชิกา ก็ค้นคว้าด้วยสมาธิจิตแค่ระดับอุปจาระสมาธิ อัปปนาสมาธิ นี่แหละก็ไปพบเห็นเรื่องวิญญาณที่บ่อปลาบ่อกุ้ง เพราะเลี้ยงปลาเลี้ยงกุ้งมันตายหมด เจ้าของบ่อหรือชาวบ้านก็บอกว่า ห่ามันกิน ห่ามันลง เราก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องห่าเรื่องเหว หรืออาจเป็นโรคกันทั้งบ่อ ก็ลงทุนไปพิสูจน์ นั่งสมาธิดูสาเหตุการตายของปลาของกุ้ง ก็เกิดเรื่องน่าแปลกขึ้น กลับไปเห็นยักษ์อ้าปากมือโอบบ่อ มันกินปลากินกุ้ง ก็ร้องในใจว่า เฮ้ยมีหรอวะ ยักษ์มันจะลงมากินกุ้งกินปลา มันอ้าปากโอบกินแบบราหูนั่นแหละ ก็กำหนดจิตเอาน้ำมนต์ไล่เจ้ายักษ์ตัวนั้นก็หายไป และพอคราวต่อไป ให้บวงสรวงเทวดาประจำปีที่นาและบ่อ ก็ไม่เคยเห็นยักษ์หรือห่ามาลงกินปลากุ้งอีกเลย

ก็ต้องโทษผู้เลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลา ไม่รู้จักไหว้เจ้าที่เจ้าของนา และก็ไม่ช่พบเห็นที่เดียว ยังพบอีกเยอะ เพราะถูกเชิญไปทำพิธีบ่อย นี่ก็เป็นเรื่องของยักษ์ จะเป็นราหูหรือไม่ราหูก็พิจารณาดู ก็ยังชอบดูบรรดาอาจารย์จะเป็นฆราวาสหรือภิกษุสงฆ์ทำพิธีไหว้พระราหู ก็ดูซิว่า เพพ-พรหม หรือเทวดาชั้นไหนจะเสด็จลงมากันบ้าง แม้แต่ยักษ์ ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรณจะเด็จมากันไหม แล้วพระราหูล่ะเป็นยักษ์ชั้นไหน ก็ไม่เคยเห็นพระราหูสักทีจะได้อธิบายให้คนอยากรู้ฟัง ที่วัดพระธรรมจักร บ้านบึง จังหวัดชลบุรี ก็เห็นยักษ์นั่งโอบเขาพระธรรมจักร ยักษ์วัดแจ้ง ยักษ์วัดโพธิ์ ยักษ์วัดพระแก้ว  มีหุ่นมีตัวตนให้เห็น นั่งสมาธิก็เห็นยักษ์ปรากฏเพราะตามเทพเทวดา ตามหลังพระพุทธเจ้าทุกวันพระ แต่ก็ไม่เคยเห็นว่ายักษ์ตนไหนเป็นพระราหู รู้แต่ว่าในตำราหมอดูมีเรื่องพระราหูเสวยอายุ ตำราบอกว่า คนเกิดวันพุธตอนกลางคืนเป็นราหู ชะตาปีไหนมาครบรอบ ราหูกำลัง ๑๒ ก็ให้สะเดาะพระเคราะห์ให้ไหว้ของดำหรืออาหารสีดำ และก็ฝึกตำราหมอดู แต่งตำราหมอดู กํรู้ว่า พระเคราะห์มีอะไรบ้าง พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัส พระศุกร์ พระเสาร์ และก็นับคนที่เกิดพุธกลางคืนเป็นพระราหู แยกออก มีพระเกตุ ก็เป็น ๙ หรือเป็นดาวนพเคราะห์ เอาพระเคราะห์หรือนพเคราะห์มาค้นคว้าหมอดู จัดเป็นมหาทักษา เลข ๘ มาแทนพระราหู จึงครบธาตุทั้งสี่ อาทิตย์๑ เสาร์๗ ธาตุไฟ จันทร์๒ ธาตุดิน พฤหัส๕ ธาตุดิน วันพุธ๔ธาตุน้ำ กับวันศุกร์๖ธาตุน้ำ และอังคาร๓ธาตุลม ก็เอา๘ มาเป็นธาตุลมจับคู่กัน เลข๑ อาทิตย์ธาตุไฟคู่กับเสาร์๗ธาตุไฟ

เลข ๑ กับเลข ๗ เป็นพระคู่ธาตุไฟเป็นพระให้โทษ อังคาร๓ ธาตุลมก็จับคู่๘ราหูเป็นธาตุลม ก็จัดเป็นพระให้โทษ เลข๒จันทร์ธาตุดินจับคู่พฤหัส๕ธาตุดิน เป็นพระให้คุณ แต่กลับเป็นพระศัตรูกัน พุธ๔ธาตุน้ำจับคู่กับศุกร์ธาตุน้ำ เป็นพระให้คุณ จัดแบ่งเป็นพระให้คุณคือ ๒, ๔, ๕, ๖ จันทร์ พุธ พฤหัส ศุกร์ ถือเป็นพระให้คุณ ส่วน ๑, ๓, ๗, ๘ อาทิตย์ อังคาร เสาร์ ราหู เป็นพระให้โทษ ลมลมไฟไฟ แล้วก็บัญญัติหรือวางการแก้พระต่างๆไว้ ถ้าพระอะไรเสวยอายุก็ให้สร้าง เช่น พระอาทิตย์เสวยอายุก็ให้สร้างพระพุทธรูปปางถวายเนตร พระอังคารก็ปางไสยาสถ์ พระจันทร์ก็ปางห้ามญาติ พระพุธก็ปางอุ้มบาตร พระพฤหัสก็ปางสมาธิ พระเสาร์ก็ปางนาคปรก พระศุกร์ก็ปางรำพึง พระราหูก็สร้างปางป่าเลไลย์ หรือพระเกตุเสวยอายุก็ให้สร้างพระปางมารวิชัย แล้วก็มีพระปริตรสวด จะครบสูตรก็ถวายสังฆทานแห้ง สังฆทานสด พร้อมพระประจำวันก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์

แต่พวกรู้มาก พวกเจ้าเข้าทรงหรือหลงบ้าไปกับพวกลัทธิต่างก็แปลงเป็นถวายของดำ ๘อย่าง จะให้บ้าหนักก็ต้องแต่งชุดดำไปด้วย ยิ่งพวกดัดจริต เห่อเจ้าเข้าทรง เห่ออาจารย์ พวกนี้จะถูกหลอกให้บ้าเสียเงินเสียทองไปกันเยอะ ใครเชื่ออะไรก็เชื่อกันไป ความจริงเป็นเรื่องของพระเคราะห์ เอามาอ้างหากินไปตามเรื่องตามราว พวกหลงงมงายหารู้ไม่ว่าความจริงนั้น พระเคราะห์พระอะไรก็ตาม จะให้โทษหรือให้คุณก็ขึ้นอยู่กับดวงชะตาแต่ละคนเป็นหลัก พระเคราะห์ต่างๆก็เป็นได้ทั้งให้คุณและให้โทษ ดวงชะตาของคุณไม่เหมือนกัน พระให้คุณก็ให้โทษ โทษหนักโทษเบา ก็อยู่ในดวงชะตาเป็นหลัก ถ้าพระให้คุณแล้วดวงชะตาให้คุณก็ถือว่าดีมาก  แต่ถ้าพระให้โทษดวงชะตาให้โทษก็โดนสองเด้งหนัก ถ้าพระให้โทษกลับดีก็ถือว่าดี จะสะเดาะเคราะห์กัน พระให้คุณแต่ให้โทษก็แก้กันไปสร้างพระพุทธรูปปางนั้นถวายสังฆทานก็แก้ได้ ถ้าให้โทษมากก็เพิ่มพระขนาดใหญ่ขึ้น  พระให้คุณมาเสวยอายุก็สร้างพระปางนั้นถวายพร้อมสังฆทานก็เพิ่มบารมีได้อีก ถ้าพระเสวยอายุไม่ว่าจะเป็นพระให้คุณหรือพระให้โทษ เป็นดวงชะตาปีที่ วินาส มรณะ กรรม และกาลี ครบ ๓ใน ๔ ดวงซวยหรือดาวร้าย ก็จงจำไว้ต้องสร้างพระเคราะห์ดวงนั้นถวาย จะแก้หนักเป็นเบาหรือพ้นเคราะห์ได้

ผู้เขียนปฏิบัติสมาธิค้นคว้าตำราต่างๆมามาก จนเข้าใจความจริง จะแก้ทุกข์แก้กรรม แก้บาปหรือจะล้างบาปล้างกรรม หรือจะพ้นเคราะห์หรือพระเคราะห์อะไรก็ตาม ต้องสร้างพระพุทธรูป จึงจะแก้ได้หมดอานุภาพสร้างพระพุทธรูป ขนาดหน้าตักต่างๆ ก็สามารถแก้ได้ถ้ารู้ว่า พระพุทธรูปหน้าตักขนาดไหนที่พระเคราะห์ต้องการหรือเจ้ากรรมนายเวรต้องการ ก็สามารถแก้ได้สารพัด แต่คนเราไม่รู้เอง และที่แก้ไม่ได้ก็เพราะบรรดาอาจารย์ เกจิอาจารย์แต่ละท่านนาจจิตบารมียังไม่ถึง จึงไม่เห็นวิธี เราชาวพุทธก็มัวแต่อ้างกรรมเป็นหลัก หารู้ไม่ว่าบารมีพระพุทธเจ้า ก็สามารถแก้ได้สารพัด มิน่าบรรดาคนป่วยไปหาพระหาเจ้าแล้วรักษากันไม่หาย ผู้เขียนถึงกลับร้อง อ้อ อาจารย์หมอพระหมอผีบ่มีไก๊ ไม่รู้จริง ไม่เห็นจริงนี่เอง รักษาไม่ได้ก็โทษกรรม นั่งสมาธิไม่ได้ก็โทษจริต เมื่อไหร่จะหายโง่หายงมงายและหายสอนกันผิดๆ ก็เลยลงมติว่า กรรมแท้ๆ กรรมจริงก็คือ คนมีทุกข์หลงไปเชื่อผู้ปฏิบัติไม่เป็น ก็หลอกกันไป หมดเคราะห์หมดตัวหรือตายเมื่อไหร่จึงจะหมดเคราะห์ ก็ต้องโทษคนมีกรรมนั่นแหละ ถ้าไปพบศิษย์ตถาคตที่แท้จริง ก็จะเห็นเคราะห์เห็นกรรมที่เป็นตัวก่อกำเนิด ถึงจะแก้ได้

เพราะมัวแต่โทษเคราะห์โทษกรรมหรือบุญบันดาลและก็ไปเจอแต่พวกสำนัก ตำหนัก หรือวัดที่มีอลัชชี ทุศีล อาศัย จึงไม่มีวิธีรักษา ยิ่งทุกวันคนมีเคราะห์ก็ดวงซวย ไปเจอพวกทุศีลหรืออลัชชี ปัจจุบันก็แอบอ้างมาอาศัยหากินทั่วๆไป ก็เลยซวยกันสะสมเคราะห์ต่ออีก

หากผู้ใดปรารถนาจะหมดเคราะห์หมดกรรม ก็เร่งสวดมนต์ภาวนา เจริญสมาธิ ก็จะพบแสงสว่างได้เร็ว ผู้เขียนขนาดปฏิบัติและผจญมามาก ปราบไปก็มาก ร้องได้อย่างเดียวคือ โอ้โฮ เดี๋ยวนี้อลัชชี ทุศีล ผ้าเหลือง ผ้าวขาว กลับมาตั้งสำนัก ตำหนัก ตามวัดกันยิ่งกว่าดอกเห็ดเสียอีก มาหากินกันทั่ว เลยแทบไม่รู้ว่า พระจริง พระปลอมหรืออลัชชี มันเลียนแบบได้เหมือนมาก ถ้าไม่เก่งสมาธิจริงๆจับไม่ได้ มิน่าปัจจุบันหลงให้เคารพกัน ผลสุดท้ายกว่าจะจับได้ คนที่หลงไปเคารพนั่นแหละ คือคนมีเคราะห์และก็มีกรรม สะเดาะเคราะห์ปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยเตา ปล่อยกบได้บุญ ไปยืนดูปล่อยกบลงสระก็ถูกปลากินถูกนกกิน ก็รอวันตายอย่างเดียว คนเราโง่นึกว่าปล่อยแล้งปล่อยไปได้บุญ ความจริงบุญจริงก็คือการปฏิบัติถึงจะถูกต้อง