โดยปู่สงค์
สวนพุฒตาล
หลังจากบำเพ็ญการฝึกสมาธิ
สมถะ๔๐ และกัมมัฏฐานหรือโพธิปักขิยะธรรม ๓๗หมวด ก็รู้ว่า เคล็ดลับของสมาธิก็คือ
การทำลมหายใจให้สงบ โดยเอาจิตจับลมหายใจ บังคับลมหายใจให้สงบ จิตจับลม
ตาใน(หลับตา)จับกับจิต จิตจับลม-ตาจับจิต จนสงบพร้อมกันและก็รวมกันนิ่ง
เป็นเนื้อเดียวกัน หรืออันเดียวกัน หรือรวมกันเป็นจุดเดียว
ก็สามารถทำให้จิตเกิดสมาธิได้ถึงอุปจาระสมาธิ
เมื่อเพ่งสมาธิ
“จิตกับตา” จิตเป็นเอกัคคะตาเกิดเป็นตัวรู้
ส่วนตาก็เพ่งจนเป็นจุดลึกของอุเบกขา ตาจึงเป็นตัวเห็น สมาธิคือตัวรู้จิต
ตัวเห็นคือตา จึงจะเป็นสมาธิแท้จริง เมื่อเข้าสมาธิมากๆ ก็จะเกิดวิชชาต่างๆ
ถึงวิชชาแปด สมาธิก็จะเพิ่มไปตามขั้นตอนคือ อัปปนาสมาธิและปรมัตถะสมาธิ
ขั้นตอนของสมาธิตามอำนาจจิต จากเพ่งจิตสมาธิก็จะเพ่งกายหรืออากาสานัญจายะตะนะ
ก็คือเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด ต้องเพ่งในสมถะ๔๐ เพ่งในกาย กายในกาย
จนเกิดความชำนาญก็จะสามารถเห็นจิตและวิญญาณทั้งหลายได้
จะเป็นสัมภะเวสีหรือโอปปะติกกะ เห็นวิญญาณจนชำนาญ มันออกจากร่างยังไง
จึงจะสามารถเพ่งสติปัฏฐาน๔ เพ่งจิตในจิตตัวเรา จึงจะเห็นวิญญาณมันคลุมจิต
หรือจิตอยู่ในส่วนลึกของวิญญาณ ก็ต้องเพ่งวิญญาณตัวเองก่อน ถึงจะเพ่งวิญญาณอื่นได้
เพราะวิญญาณตัวเองมันหนีเราไม่ได้ ออกจากร่างไม่ได้ จึงเพ่งวิญญาณได้ง่าย
เมื่อวิญญาณหนีไม่ได้ก็จะถูกเพ่งโดยง่าย
จิต-ตาหรือสมาธิ ก็จะเพ่งวิญญาณ เพ่งนิ่ง วิญญาณก็จะหายไปเป็นอากาศหรือสุญญตา
วิญญาณหายไป แล้วจิตล่ะอยู่ที่ไหน ก็เพ่งกลางวิญญาณที่หายหรือสุญญตาไปกลางสุญญตา
ก็จะเห็นจิต ปรากฏมาคือเพ็ชรเม็ดเล็กๆ เราก็เพ่งเพ็ชรเม็ดเล็กๆ
สมาธิก็จะเพ่งเพ็ชรสะอาดแจ่มใส ไร้ราคี จิตก็จะสะอาดบริสุทธิ์พอถูกสมาธิเพ่งนิ่ง
จิตก็จะขัดเกลาหรือขัดจิตให้ใสมากขึ้นจนเปล่งประกาย แล้วก็จะหายไป
จึงอธิบายให้ฟังโดยง่ายๆ
ว่า วิญญาณถูกเพ่งจนกลายเป็นสุญญตา หรือสุญอากาศ มีแต่ความว่างเปล่า
ไม่มีวิญญาณอยู่แบบนั้น สมาธิก็จะเลื่อนขั้น เป็นอัปปนาสมาธิ ได้ฌาน๖
และเพ่งในสูญญตาจะเพ่งติดๆกัน เพ่งจิตจนจิตหายเป็นจิตวิมุตติ พอเพ่งจิต-วิมุตติ
ก็เห็นทางเดินของนิพพาน คือเข้าพระอนาคามี สมาธิเพิ่งเป็นปรมัตถะ
จิตก็เข้าพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นทางสมาธิ สมถะ๔๐ และวิปัสสนา จะเร็วกว่าการข้าฌาน
เทียบได้ดังนี้ สมาธิเพ่งกาย ได้อากาสานัญจายะตะนะ
เพ่งอากาศเพ่งวิญญาณหรือวิญญานัญจายะตะนะ แล้วก็เพ่งอิกิญจัญญายะตะ เพ่งความว่างเปล่า
และก็เพ่งเนวะสัญญาณาสัญญายะตะนะ เพ่งฌาน๘ และเพ่งจิตเป็นวิมุตติ จนสัญญา
เวทยิตตะนิโรธ ก็เข้าอนาคามี กระทั่งเพ่งถึงกายพระโสดาบัน พระสกิทาคา พระอนาคามี
จนกระทั่งถึงกายพระอรหันต์ จนเข้าใจดี
ก็มักจะชอบศึกษาค้นคว้าเรื่องราวทางพุทธศาสนา ก็มีความสงสัยเรื่องพระพุทธเจ้าห้าพระองค์
นะ โม พุท ธา ยะ จึงเกิดเรื่องค้นคว้าขึ้น
เพราะเกิดความสงสัยอยากรู้เพื่อการศึกษา
ก็เริ่มตั้งแต่ นะ ก่อน โดยมากผู้เขียนใช้เวลาประมาณตี๒ บางทีตี๓ บ้างมานั่งสมาธิ
สักครู่ก็ปรากฏภาพในจิตให้เห็น เป็นภาพของพระภิกษุหรือพระอริยะสงฆ์รูปหนึ่งห่มจีวรวีกลักเหมือนพระธุดงส์
กำลังนั่งสมาธิอยู่หน้ากองไฟ ก็เกิดความสงสัยว่า
พระอริยะสงฆ์ท่านนี้นั่งเพ่งกองไฟทำไม หรือเพ่งกสิณไฟ ก็เพ่งจิตตามไฟดูใกล้
จึงได้เห็นชัดว่า ท่านกำลังเพ่งมองกองไฟอยู่จริงๆ
เห็นตอนแรกก็รู้ว่ากองไฟเปล่งเปลวไฟขึ้น-ลง สักครู่หนึ่ง เปลวไปก็สงบไม่ขึ้นไม่ลง
จึงเพ่งมองตามไปดู ก็รู้ว่า จิตท่านกำลังเพ่งเข้ากลางกองไฟ ก็ยังเอ๊ะใจสงสัย
ท่านไม่ได้เพ่งกสิณไฟ แต่กลับเพ่งเข้ากลางเปลวไฟ เอ๊ะ แปลกแฮะ
เคยแต่เพ่งไฟรักษาโรค ไล่ผีมาบ่อยๆ แต่พระอริยะสงฆ์กลับมาเพ่งใจกลางเปลวเพลิง
พอจิตเพ่งตาม ก็เลยรู้ว่าท่านเพ่งไฟ ศูนย์กลางเปลวไฟกลับกลายเป็นเพ่ง เผากิเลส
ราคะ ตัณหา ก็เลยเข้าใจว่า เพิ่งจะเข้าใจเพ่งไฟเผาบรรดากิเลส กามตัณหา ราคะ
ยังเผาอะไรอีกจึงเข้าใจก็เพ่งดู จนกระทั่งกองไฟมอดและดับไป
ตอนรุ่งอรุณก็ได้ยินเสียงไก่ขันกันระงมทั่วชายป่า
พอพระอาทิตย์เริ่มขึ้น ก็เห็นพระอริยะสงฆ์รูปนี้ลืมตา ก็เห็นมีไก่ป่าเงียบสียง
มีอยู่ตัวหนึ่ง มายืนอยู่ตรงหน้าท่าน กำลังผงกศรีษะ หรือก้มหัวลง
เหมือนผงกหัวกราบพระอริยะสงฆ์ ก็เห็นได้ชัด มีหงอนสีทอง ทั้งหัวทั้งปาก
แม้กระทั่งนัยน์ตาก็เป็นสีทอง พอมองลำตัวก็เห็นเป็นสีทอง แข้งขาก็เป็นสีทอง
ก็เห็นท่านเอามือซ้ายวางบนหัวเข่าแล้วแบมือหงาย ก็ปรากฏว่า พอท่านหงายมือ
เจ้าไก่ทองก็บินไปยืนบนพระหัตถ์ของท่าน แล้วก็นอนบนฝ่ามือของท่าน
ท่านจึงเอามานอนตักท่าน ก็ได้ยินในจิตว่า
พระอริยะสงฆ์องค์นี้ก็จะสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อได้รู้เห็นเรื่องพระอริยะสงฆ์รูปแรกก็ยังนั่งสมาธิต่อไป
ก็ไปเห็นพระอริยะสงฆ์นั่งอยู่ในถ้ำ ก็แปลกใจ ก็เพ่งดูถ้ำ
จึงรู้ว่าถ้ำนี้มีความลึกลับซับซ้อนมากเป็นที่อยู่ของพญานาค แต่ไม่เห็นตัวจึงไม่ได้รู้จักชื่อนามของพญานาค
เหมือนครั้งอยู่ในถ้ำชนะมาร ได้เห็นตัวและช่วยพญานาคที่ถูกพวกอลัชชี
ได้รู้จักท้าวภุชงค์และลูกสาวของท้าวภุชงค์ทั้ง ๗ธิดา
จึงมีความคุ้นเคยเรื่องพญานาค เมื่อเห็นพระอริยะสงฆ์นั่งสมาธิ
กระทั่งมีรังสีเปล่งออกมา ก็มีเสียงใจจิตว่า พระอริยะสงฆ์องค์นี้เป็นพระอนาคามี
และจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ และก็เป็นพระพุทธเจ้า
จากนั้นก็มานั่งสมาธิ
ได้พบพระอริยสงฆ์นั่งอยู่ได้พบพระอริยะสงฆ์นั่งอยู่กลางหุบเขาหรือยอดเขานี่แหละ
เมื่อพิจารณาเพ่งดูก็รู้ว่า พระอริยะสงฆ์รูปนี้นั่งอยู่บนเนินเหมือนหลังเต่า
เหมือนกับว่าท่านเพ่งนิ่งอยู่กับอากาศหรือลมหายใจ ในจิตก็บอกว่า พระอริยะสงฆ์ท่านนี้ก็คือ
พระกัสสปะ ก็จะเป็นพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง แสดงว่าคืนนี้ได้พบพระอริยะสงฆ์
๓พระองค์ รู้แต่ว่าทั้ง ๓ พระองค์นี้จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
นี่แสดงว่าคืนนี้ได้พบพระอริยะสงฆ์ที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พออีกคืนก็อยากจะรู้ว่าพระอรหันต์ที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นองค์ใด
ก็มานั่งติดตามพระเจ้า ๕พระองค์ เป็นองค์ใด คราวนี้ก็นั่งสมาธิ ถึงพระพุทธเจ้า
๕พระองค์ต่อ คราวนี้ก็ปรากฏในจิต เป็นพระอริยะสงฆ์นั่งอยู่ข้างริมธารน้ำไหล
เห็นท่านนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ ข้างริมธารก็กว้างพอประมาณ เห็นน้ำใสสะอาด ก้เพ่งจิตดูว่า
ท่านกำลังทำอะไรอยู่ ก็เห็นท่านจ้องมองดูต้นไม้ เขา หรือกำลังเพ่งดูธรรมชาติ
หรือกำลังพิจารณาธรรมชาติแบบนั้น ก็ตามจิตไปดู จึงรู้ว่าท่านเพ่งดูธรรมชาติ
และก็มาเพ่งธารน้ำใส จิตก็บอกว่า พระอริยะสงฆ์รูปนี้ก็พิจารณาสภาวะธรรมชาติให้ละเอียดลึกซึ้ง
ก็สงสัยว่าหรือท่านกำลังพิจารณา อาตยะนะภายนอกหรือศึกษาภายนอก ไม่ว่า ลม ฟ้า อากาศ
ก็แปลกใจว่าพระอริยะสงฆ์รูปนี้กลับมาพิจารณาเรื่องภายนอกทำไม
แล้วก็นั่งพิจารณาดูเหตุผลความจริง ธรรมชาติมันเกิดแบบนี้ขึ้นตามสภาวะโลก
เหมือนถูกเก็บบันทึกในจิตเรียบร้อย
แล้วท่านก็มานั่ง
เพ่งสายธารน้ำไหล มันมีแต่ไหลไปทางเดียวกันแล้วทำอย่างไรให้ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติมารวมกันเป็นเนินสายธารน้ำไหลไปทางเดียวกัน
ธรรมชาติที่มันเกิดขึ้นก็คือ ดิน ล้ำ ลม ไฟ ก็คือธาตุทั้ง ๔
ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี่เอง ก็เอาธาตุทั้ง ๔ มาพิจารณาดู ก็นั่งสมาธิหลับตาหาวิธีค้นคว้าก็พบว่า
กายของเราเองก็คือธาตุทัง้๔ มารวมกันประกอบเป็นรูปร่างขึ้น พิจารณาอาการ ๓๒
นี่เองอะไรเป็นของเหลวก็ธาตุน้ำ อะไรเป็นเนื้อเป็นกระดูกก็ธาตุดิน
ก็เลยรู้ว่านี่เป็นสมฺ สมถะ๔๐ และวิปัสสนา นี่เอง
ก็เลยรู้ว่าพระอริยะสงฆ์รูปนี้ก็คือพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธโคดม องค์ที่ ๔ นี่เอง
เพื่อความกระจ่างให้แจ่มชัดหายสงสัย
ก็ได้ยินเสียงภายในจิตว่า เจ้าไปถามสหายปฏิบัติธรรมของเจ้าดู
คนนี้เป็นศิษย์ของพระสารีบุตร พอตอนสายก็ไปเจอสหายผู้เขียน เหมือนกำลังนั่งรออยู่
ธรรมดาจะเจอตัวยาก ก็ไปสนทนากันก็เล่าเรื่องการปฏิบัติให้ฟัง รู้แต่คนในบ้านเรียก”โต้”
สหายโต้ก็บอกว่า องค์ที่อุ้มไก่ก็คือ องค์กะกุสันโธ เป็นพระพุทธเจ้าองค์แรก
สหายโต้เรียกผู้เขียนว่าปู่ พอเล่าเรื่ององค์ที่สองเหมือนอยู่ในถ้ำพญานาค น่าจะเป็นพระโกนาโค
ก็คือพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง พอเล่าถึงองค์ที่สาม
เห็นนั่งอยุ่ในหุบเขาหรือยอดเขาเป็นเนินคล้ายหลังเต่า
เหมือนนั่งเด่นอยู่กลางอากาศแบบนั้น สหายโต้ก็บอกว่า องค์นี้น่าจะเป็นพระกัสสปะ
ก็คือพระพุทธเจ้าองค์ที่สาม และก็เล่าถึงพระอริยะสงฆ์รูปที่สี่ที่เห็นนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้อยู่หน้าริมธารน้ำไหล
กำลังเพ่งมองดูรอบๆ ป่าเขาตรงหน้าและก็มาเพ่งลำธาร สหายโต้ก็บอกว่า
องค์นี้น่าจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ คือพระพุทธโคดม
ก็เล่าเรื่องการปฏิบัติให้ฟัง
ตั้งแต่ฝึกสมาธิมา ปรากฏว่าสหายโต้ตอบให้หมด
และมาเล่าถึงเรื่องอยากจะรู้ว่าพระพุทธเจ้า ๕พระองค์เป็นท่านใด
ก็เลยมาพบเห็นพระอริยะสงฆ์ ๔องค์นี้
เล่นเอาสหายโต้จ้องหน้าและบอกว่า ผมจะช่วยค้นหาเรื่องราวต่างๆให้ปู่เอง
และก็ช่วยจริงๆ เอาเรื่องพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ค้นมาเพื่อช่วยยืนยัน
ก็โทรศัพท์มาตามหลังจากค้นในวันเดียวกัน และก็เล่าเรื่องพร้อมเปิดให้ดูในโทรศัพท์
ก็อธิบายเรื่องพระพุทธเจ้าให้ฟัง ที่ปู่เห็นน่ะมีอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฏก ในตอนพญากาขาวและอธิบายเรื่องพระพุทธเจ้าให้ฟัง
องค์แรกเพ่งกองไฟแล้วมีไก่บินมานอนบนฝ่ามือก็คือ
องค์กะกุสันโธ พระพุทธเจ้าองค์แรกจริง
และองค์ที่สองก็คือองค์ที่เห็นในถ้ำพญานาค ก็คือ พุทธโกนาคมและที่สามก็คือ
องค์ที่นั่งเพ่งอากาศ อยู่บนเนินคล้ายหลังเต่า สหายโต้ก็บอกว่า พระพุทธกัสสโป
และองค์ที่ ๔ นั่งเพ่งธรรมชาติและน้ำก็คือ พระพุทธโคดม องค์ที่ ๔ นี่เอง
มิน่าท่านเพ่งดูธรรมชาติ ฟ้า ดิน ลม และพอมาเพ่งลำธารหรือน้ำก็บอกหรือรำพึงว่า
ทำอย่างไรถึงจะเอาธรรมชาติ ฟ้า ดิน ลม มารวมเป็นลำธารไหลไปทางเดียวกัน
ผู้เขียนเลยรู้พระอริยะสงฆ์องค์ที่ ๔ คือพระพุทธโคดม ธาตุน้ำ พอหลับตาทำสมาธิก็เอา
ธาตุไฟ คือ พระพุทธกะกุสันโธ องค์แรกมีวัญลักษณ์อุ้มไก่ทอง คือ นะ
และองค์ที่สองนั่งสมาธิในถ้ำ พระโกนาคม คือธาตุดิน เพราะต้องดับความรู้สึกทั้งหลาย
ความหนาวเย็นสารพัดในถ้ำ อุณหภูมิ ทุกข์ทรมานสารพัด และมีสัญลักษณ์เป็นพญานาค
และองค์ที่ ๓ ทีนั่งในหุบเขาหรือยอดเขา ก็ต้องนั่งเพ่งอากาศหรือเพ่งลมหายใจ ก็คือ
พระพุทธกัสสะโป คือพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ และมีสัญลักษณ์เป็นเต่า
ก็คือจำศีลภาวนานี่เอง
พระองค์ที่ ๔
เพ่งธรรมชาติ ไฟ ดิน ลม และมาเพ่งริมธารก็คือน้ำ มีสัญลักษณ์เป็นวัว
องค์ที่สี่นี้ก็คงคิดจะเอาธาตุทั้ง๔มารวมกัน ให้เป็นสายน้ำทางเดียวกัน
เป็นอันเดียว จึงได้ค้นคว้าสมาธิ สมถะ และวิปัสสนา
จึงได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ธรรมะของท่านจึงเป็นไปตามธรรมชาตินี่เอง
และก็ยังอยากรู้ว่า
พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ คือองค์ใด ที่จะเป็น ยะ หรือพระศรีอริยะเมตตรัย
ก็นั่งสมาธิค้นคว้าต่อไปอีก ก็รู้ว่าพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕
เอาพระพุทธเอาพระพุทธเจ้าองค์ที่๑ พระกะกุสันโธ ธาตุไฟ เพราะเพ่งไฟดับกิเลสทั้งปวง
มีสัญลักษณ์อุ้มไก่ทอง เพราะตามพระคัมภีร์ท่านแจงไว้ในพญากาขาวมีไข่ ๕ ฟอง
ฟองแรกถูกไก่ป่าเอาไปดูแล จึงได้สัญลักษณ์เป็นไก่ทอง องค์ที่ ๒
ถูกพญานาคเอาไปเลี้ยง จึงได้สัญลักษณ์เป็นพญานาค องค์ที่ ๓ ท่านนั่งบนเนิน
เหมือนนั่งหลังเต่า เลยรู้ว่าองค์ที่ ๓ถูกพญาเต่าเอาไปเลี้ยง
เพราะเต่าจำศีลภาวนาหายใจนี่เอง องค์ที่ ๔ นั่งเพ่งธรรมชาติและสายน้ำ
และรวมไฟดินลมมาเป็นสายน้ำ และมีสัญลักษณ์เป็นวัว จึงเป็นธาตุน้ำ องค์ที่ ๕
ก็เอาธาตุทั้ง ๔ มารวมผนึกกันจนเป็นพลังจักรวาลเป็นอากาศ สูญญตา เหนือขึ้นไปสูงสุด
คือมีอำนาจหรือมีอำนาจสูงกว่าธาตุทั้ง ๔ จึงมีสัญลักษณ์เป็นราชสีห์
แต่ในคัมภีร์ท่านบอกว่า องค์ที่ ๕ พญาราชสีห์เป็นผู้เลี้ยงดู จึงมีอำนาจสูงสุด
เหนือลม เหนืออากาศ เหนือบรรยากาศ
คือเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ก็มาเพ่งพิจารณาดูไปตามความจริง
กว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ได้
ก็ต้องผ่านการเจียรนัยมาไม่รู้ว่ากี่ชาติต่อกี่ชาติกัน
ผู้เขียนก็เพิ่งจะปฏิบัติมาได้แค่
๕๒-๕๓ ปี เท่านั้น จึงกล้ามาค้นคว้าพระพุทธเจ้า ๕พระองค์ ก็คือ นะ โม พุท ธา ยะ
กะกุสันโธ น่าจะเป็นน้ำ แต่เพราะท่านเพ่งไฟกลางกองไฟ พอเพ่งจิตตามพิสูจน์ว่าท่านเพ่งใจกลางกองไฟ
จึงรู้ว่าท่านเอาไฟไปกำจัดกิลส ตัณหา ราคะ จนหมดสิ้น ดับไฟไปกับกองเพลิง ไฟชั่ว
ไฟกิเลส ไฟตัณหา ไฟราคะ หรือไฟพิษทั้งปวง
ผู้เขียนจึงบอกว่า
นะคือพระพุทธเจ้าองค์แรก กะกุสันโธ เพราะไก่ป่าสีทองบินมานอนบนฝ่ามือซ้าย
จึงรู้ตามพระคัมภีร์ว่า ท่านมีสัญลักษณ์อุ้มไก่ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์แรก
คือธาตุไฟ คือพระกะกุสันโธ องค์ที่สองคือ พระโกนาคม ที่เห็นบำเพ็ญอยู่ในถ้ำพญานาคก็คือท่านพระโกนาคม
ธาตุดิน องค์ที่สามเห็นนั่งสมาธิอยุ่กลางหุบเขาหรือยอดเขาก็คือ พระกัสสโป นั่งบนเนินคล้ายหลังเต่า
จึงมีเต่าเป็นสัญลักษณ์ ธาตุลม ส่วนองค์ที่ ๔ ก็คือท่านพุทธโคดม ที่เห็นนั่งเพ่งธรรมชาติและลำธารก็คือ
พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ส่วนองค์ที่ ๕ ก็เห็นลอยอยู่บนอากาศ เป็นพระพุทธรูป
พระพุทธศรีอริยเมตตรัย และต่ำลงมาเป็นอักษณเขียนว่า ท้าวมหาพรหมบรมจักวาราอธิบุดี
ได้ค้นพระพุทธองค์ นะโมพุทธายะ ได้แค่นี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น