โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล
ตั้งแต่ผู้เขียนปฏิบัติสมาธิมา พบกับเรื่องจิตวิญญาณมาเยอะ เรื่องผีเรื่องวิญญาณเทพเทวดาไม่ว่าพระสงฆ์องค์เจ้า หรือร่างทรง เข้าทรงทั้งหลาย ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณทั้งนั้น ก็เป็นวิญญาณประเภท สัมภเวสีกับโอปปาติกะ เรื่องที่ผู้เขียนจะเขียนเรื่องนี้ หมู่บ้านลับแล ได้พบกับพวกลับแลทั้งหลาย บางคนเรียกคนธรรพคนธรรพ์ หรือผู้ที่ปฏิบัติตามป่าตามเขา แต่ที่คนธรรพคนธรรพ์นี้ บางทีเราเรียกเมืองลับแล พวกนี้จะอยู่ตามถ้ำ ตามภูเขา ตามหุบเขา หรือตามโขดหิน มักจะอยู่ใต้พื้นดินที่เรามองไม่เห็น คนธรรพคนธรรพ์ก็คือผู้มีบุญอย่างหนึ่ง อายุเป็นร้อยๆปีก็มี พันปีก็มีอยู่ทุกแห่งหน ถ้าท่านไม่ปฏิบัติสมาธิ สมถะ วิปัสสนา ท่านก็จะไม่สามารถพบเห็นคนเหล่านี้ได้ เพราะพวกเหล่านี้ก็เป็นเทวดาอย่างหนึ่ง เป็นกายทิพย์ บางแห่งผู้เขียนก็เจอด้วยตนเองตามป่า ตามเขา ตามสถานที่คนธรรพคนธรรพ์อาศัยอยู่ บางแห่งก็นั่งสมาธิไปเห็นเข้า เหมือนอย่างเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆเรื่องที่ไปเจอมา
เรื่องนี้มีอยู่ว่า ชาติของลูกศิษย์ผู้เขียนท่านหนึ่งไม่ได้พบกันเป็นสิบๆปี นึกว่าหายสาบสูญไปแล้ว แต่วันหนึ่งกลับได้พบกัน เพราะไปฝึกสมาธิเข้า จึงได้เจอกับญาติที่หายไปโดยบังเอิญ ถึงเวลาก็ได้มาเจอกัน ก็ได้ถามที่อยู่ที่อาศัยว่าอยู่ตรงไหน ได้ใจความว่า ญาติได้ย้ายไปอยู่ทางปักษ์ใต้ ใต้สุดของประเทศใครแถวสตูล ก็สงสัย?? ว่าทำไมญาติของลูกศิษย์ถึงไปอยู่ได้ทั้งๆที่แถวนั้นไม่ค่อยมีผู้คนอาศัยอยู่ ก็นั่งสมาธิดู ปรากฏว่าบริเวณที่ญาติอยู่นั้นเป็นบ้านที่ไกลผู้คนมาก เลยนั่งสมาธิไปดู ก็พบกับเหตุการณ์ที่ประหลาด มันเป็นหมู่บ้าน ก็เดินเข้าไปดู มีประมาณ ๒๐-๓๐ หลังคาเรือน ลักษณะเป็นหมู่บ้าน เป็นบ้านไม้ปลูกติดพื้นดิน เหมือนบ้านทั่วๆไปตามบ้านนอกเรา จะแปลก! แต่ละบ้านกลับสะอาดสะอ้านไม่ค่อยมีอะไรประดับ และเดินเข้าไปในหมู่บ้านนี้ ก็เจอบ้านไม้หลังหนึ่งยกสูงแบบตามบ้านนอกเรา ยกสูงกว่าทุกๆหลัง เดินไปก็ได้ยินเสียงคนบอกว่า เชิญ!!! เชิญท่านพักอาศัยบ้านนี้ก่อน เชิญพักที่บ้านตามสบายนะ พอขึ้นไปบนบ้านกลับเห็นเป็นบ้านที่สะอาดไม่มีเครื่องประดับอะไรเลย สะอาดสะอ้านมาก มีผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของเสียงที่พูดเชิญครั้งแรกปรากฏกายให้เห็น ก็แปลกใจว่าทำไมผู้ชายคนนี้หน้าตาไม่เหมือนชาวเลเลย หน้าตาสดใส ไม่แก่ เขาก็เอาน้ำมาต้อนรับ ช่วงเวลานั้นก็เย็นแล้ว เขาบอกจะอาบน้ำ อาบข้างล่างได้นะ มีโอ่งน้ำมีผ้าขาวม้าเปลี่ยนเตรียมไว้ให้เรียบร้อย ดูๆไม่เห็นมีใคร เห็นแต่ผู้ชายคนนี้คนเดียว เราก็อาบน้ำอาบท่ารู้สึกมันเย็นสบายบอกไม่ถูก
พอขึ้นบ้านไปอีกทีก็มีหญิงสาวอายุ ๑๗-๑๘ ปี มาปูที่นอนให้อย่างดี พิจารณาที่นอนกลับเหมือนทางปักษ์ใต้ ไม่ว่าหมอน เสื่อ สีสันงดงาม ลายเหมือนเรือกอและ เอ๊ะ!! ตะกี้ที่นอนไม่มีนี่ มาได้ไง? อ๋อมีคนมาปูให้เป็นผู้หญิง เจ้าของบ้านบอกนี่คือลูกสาวปูที่นอนให้ ลูกสาวหน้าตาดี หน้าตาไม่เหมือนแขกไม่เหมือนชาวเลหรือคนปักษ์ใต้ ลูกสาวปูที่นอนให้ท่านเรียบร้อยแล้วมีอะไรก็เรียกได้นะ เพราะบ้านอยู่บ้านอยู่ข้างล่างนี่เอง เขาเอาผลไม้ใส่จานที่มีลวดลายสวย เอามาวางให้ บอกท่านมีอะไรเชิญนะ เชิญตามสบาย เขาบอกเขาเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ลงบันไดไปก็ถึงบ้านเขาแล้ว เขาพูดเสร็จเขาก็เดินลงไปพร้อมลูกสาว ปล่อยให้เรานั่งข้างบนคนเดียว ก็ไม่รู้หายไปไหนนะ เดินลงไปแป๊บเดียวก็หายไปแล้ว ไวมาก เรามองตามก็ไม่ทัน เขาเข้าไปในบ้านได้ไว เขาว่าบ้านเขาอยู่ข้างล่าง ลงบันไดไปก็ถึงบ้านเขาแล้ว รู้แต่ว่ามีถนนกั้นอยู่ บ้านอื่นๆบริเวณนั้นเท่าที่เห็นเป็นบ้านไม้สร้างติดๆกัน และปลูกติดกับพื้นดิน ส่วนมากจะเป็นบ้านไม้หมด มีบ้านปลูกติดกับพื้นดิน ส่วนมากจะเป็นบ้านไม้หมด มีบ้านที่ผู้เขียนอยู่หลังเดียวเด่นสุดสูงกว่าเขาเป็นบ้านยกสูง มองไปแต่ลับหลัง ไม่มีอะไรประดับตกแต่ง แต่ละหลังสะอาดสะอ้านดีปลอดโปร่งโล่งสบาย เป็นบ้านไม้เรียงกันเป็นตับ ที่นอนก็ผ้ามาถักเป็นผืน เสื้อผ้าอย่างดี ลวดลายสวยงามมาก แม้แต่หมอน ที่นอนลวดลายสวยละเอียด ก็ล้มตัวลงนอนทำสมาธิ หลับอย่างสบายเลย พอถอนสมาธิมานั่งดูรอบๆบริเวณบ้าน สักครู่หนึ่งสว่าง
ผู้ชายที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านก็โผล่ขึ้นมาบนบ้านอีก ถามเป็นไงท่าน? เมื่อคืนหลับสบายดีไหม เรามานึกว่าเอ...เช้านี้จะมีอะไรกินกันหรือเปล่า เพื่อไม่รบกวนเจ้าของบ้านก็ควักแบงค์พันให้หัวหน้าหมู่บ้าน เรื่องแปลกก็เกิดขึ้น!!! เขารับแบงค์พันมาดู ก็รีบลงบ้านไปบอกลูกบ้าน เร็ว เร็ว มานี่ มานี่ มาดูเร็ว นี่!! แบงค์พันของข้างบนเขา ลูกบ้านก็ออกมาดูกันใหญ่ เอ!! เราก็สงสัย ทำไมพวกนี้ไม่เคยเห็นแบงค์พันหรือไง ไม่เคยใช้เงินหรือไง ยากจนขนาดนั้นหรือ หลังจากโชว์แบงค์รอบหมู่บ้านแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านก็เดินขึ้นมาบอก ไม่รู้จะเอาแบงค์พันไปซื้ออะไร เราก็นึกว่าคนในหมู่บ้านนี้ คงไม่มีตังค์กัน เลยไม่มีเงินทอนให้ งั้นเอาแบงค์ร้อยไป เราเลยควักแบงค์ร้อยให้อีกใบ หัวหน้าหมู่บ้านก็วิ่งลงบ้านไปอีกเหมือนเดิม เอาไปให้ลูกบ้านดูอีก นี่ นี่ แบงค์ร้อยน่ะ นี่แบงค์ร้อยนะ ของข้างบนเขา เราก็ไม่เข้าใจคำว่า “ของข้างบนเขา” หมายถึงอะไร ลูกบ้านมาดูอีก ดูอย่างตื่นเต้น เราก็สงสัยอีก อะไรวะ!!หมู่บ้านนี้แบงค์ร้อยก็ไม่เคยเห็นกันหรือไง สงสัยว่าไม่เคยเห็นแบงค์ร้อย แบงค์พันเลยหรือ ยากจนขนาดนั้นเลยหรือ อ้าว!! แล้วพวกเขาจะเอาอะไรเลี้ยงชีพกัน
เขาบอกว่าที่นี่ไม่มีการใช้เงิน ”ต้องไปที่ไกลโน่น” ข้ามภูเขาไปไกลมากถึงจะมีตลาด ปรากฏว่า สักพักมีคนหิ้วอาหารมาจากไหนไม่รู้มาให้ มีผัก มีไก่มา พูดว่าเราเอาอาหารมาเลี้ยงท่าน ระหว่างที่คุยกับหัวหน้าหมู่บ้าน หันไปอีกทีที่นอน ที่เราเพิ่งลุกมา ก็หายไปไหนไม่รู้ โดนเก็บไปเรียบร้อยแล้ว เร็วมาก เขาบอกรอสักครู่นะ เราก็นึก เอ..เมื่อคืนเรามีนัดกับเพื่อนอีกหมู่บ้านหนึ่งนี่นา ก็บอกขอกลับก่อนนะ ขอโทษนะมีนัดกับเพื่อน ก็เดินลงจากบ้านมา ๒๐-๓๐ ก้าว หันไปดู เฮ้ย! หมู่บ้านหายไปได้ไงวะ เห็นแต่หุบเขา บ้านที่เราขึ้นไปอยู่กลับยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่หลังอื่นๆหายไปหมด บ้านที่ปลูกติดพื้นดินหายไปหมด ก็เลยรู้ทันทีว่า นี่คือหมู่บ้านลับแล มิน่าถึงไม่รู้จักตังค์ ไม่รู้จักแบงค์ร้อย แบงค์พัน เห็นแบงค์ร้อย แบงค์พัน ก็ตื่นเต้นกัน เลยรู้ว่าเป็นหมู่บ้านลับแลอยู่ที่นี่เอง
ได้สอบถามทางญาติของลูกศิษย์แถวบ้านเขาเป็นแอ่งไหมหรือหุบเขาไหมมีบ้านไม้ไหม เขาตอบว่ามีเป็นบ้านร้าง ๑ หลังไม่มีใครอยู่ ลักษณะเป็นบ้านไม้ยกสูง พื้นดินมีลักษณะเป็นแอ่งเว้าเข้าไป มีหุบเขาเป็นที่ลุ่ม เราก็บอก ใช่เลยตรงนี้แหละ!!!บริเวณหน้าบ้านจุดที่เขาอยู่ เป็นเมืองลับแล และไอ้บ้านไม้ยกสูงหลังนั้นเป็นของหัวหน้าหมู่บ้าน อ๋อ...รู้ว่าตรงนี้เป็นหมู่บ้านลับแลญาติลูกศิษย์บอก บ้านหลังนี้ร้างมาหลายปี ร้างมากี่ปีไม่มีใครรู้ แต่คนมักรือว่า บริเวณนี้ที่เขาอยู่ผีดุ และบ้านหลังนี้ผีดุ ใครขึ้นไปนอนไม่ได้ เคยมีพวกคนงานขึ้นไปนอนพักก็หนีกันหมด ถูกสิ่งที่มองไม่เห็นไล่
ทางญาติลูกศิษย์ก็แปลกใจว่าเราไม่เคยไปที่นั่นแล้วเรารู้ได้ยังไง ลักษณะพื้นที่เป็นอย่างนี้มีบ้านลักษณะอย่างนี้อยู่ใกล้บ้านเขารู้ได้ยังไงก็เราไปมาแล้วไปจริงๆไปด้วยสมาธินั่งสมาธิไปจึงได้สัมผัสกับเมืองลับแลทั้งใต้จึงรู้ว่าบริเวณบ้านคนนี้เป็นเมืองลับแลซ่อนอยู่มีความลี้ลับซ่อนอยู่มิน่าชาวบ้านถึงร่ำลือกันว่าบริเวณนี้ผีดุและเข้าอยู่ได้ไงจริงๆไม่ใช่ผีหลอกแต่เป็นเมืองลับแลมีคนธรรฑคนธรรพ์อาศัยอยู่บางทีคนนอกจะเข้ามาก็เห็นคนเดินเยอะแยะไปหมดเขาก็ไม่กล้าเข้ามาวุ่นวายแต่จริงๆอยู่กันไม่กี่หลังคาเรือน
เมืองลับแล หมู่บ้านลับแล ถ้ำลับแล มีอยู่ทั่วไป แต่เรามองไม่เห็น บางคนหลงเข้าไปออกมาไม่ได้ หาทางออกไม่เจอ ก็มีอย่างถ้ำขุนน้ำนางนอน ๑๓ หมู่ป่า เป็นถ้ำลับแลเหมือนกัน ถ้าอยู่ในถ้ำก็เรียกว่าถ้ำลับแล คนที่มีบุญคนที่ปฏิบัติสมาธิเก่งถึงจะเห็น เมืองลับแลสามารถไปเที่ยวได้และออกได้ บางคนก็ออกไม่ได้ เขาสงสารเขาก็จะปล่อยออกมาก็มี พวกเขาบำเพ็ญปฏิบัติมาร้อยๆปี หน้าจะดูไม่แก่ หน้าตาดูเหมือนอายุ ๕๐แต่จริงๆอายุอาจจะร้อยปีก็มี พวกเขาจิตใจดี ไม่โหดร้าย บางทีก็อยู่รวมกับพวกพญานาค แต่อยู่คนละซีก บางทีก็มีพวกพญานาค พวกยักษ์อยู่ตามถ้ำ แต่แยกกันอยู่ บางทีก็มีฤาษีอยู่ในถ้ำก็มี โดยมากถ้ำทุกถ้ำจะมีคนธรรพคนธรรพ์อาศัยอยู่ แต่ถ้ามันตื้นๆเล็กๆจะไม่มี ถ้าเป็นถ้ำสามารถทะลุออกไปด้านนอกก็จะมี บางทีกว้างเหมือนท้องพระโรงเลย อากาศโปร่งลักษณะเหมือนในถ้ำ บางทีเจอของใช้ในถ้ำ พวกจาน ชาม บางทีชาวบ้านขอยืมไปใช้บ้าง บางคนไม่คืนก็มีเขาก็ปิดถ้ำ ไม่ให้เข้าไปยุ่ง ผู้เขียนไปสร้างสถานปฏิบัติธรรมแถวราชบุรี ไร่จากวันชัย ก็ปลูกทับที่ลับแลไปเจาะหินระเบิดหินจะลงเสายังไงก็ไม่ระเบิด ไปเจออิทธิฤทธิ์ของคนธรรพคนธรรพ์ เราก็ดูอ่อ ข้างล่างเป็นที่อยู่ของคนธรรพคนธรรพ์นี่เอง จึงบอกเขา ก็สร้างสำเร็จ และกลางคืนผู้เขียนนั่งสมาธิ เขาคุยกันข้างล่างเราได้ยินเขาคุยกัน “เบาๆท่านปู่กำลังนั่งสมาธิอยู่อย่าส่งเสียงดัง” บางคืนออกมาให้เห็น ออกมาให้หวยก็มี เคยนั่งสมาธิไปเที่ยวข้างล่าง กว้างเดินสบาย เหมือนที่อยู่ของคนจำนวนเยอะๆ