วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2564

หมู่บ้านลับแล



โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล


ตั้งแต่ผู้เขียนปฏิบัติสมาธิมา พบกับเรื่องจิตวิญญาณมาเยอะ เรื่องผีเรื่องวิญญาณเทพเทวดาไม่ว่าพระสงฆ์องค์เจ้า หรือร่างทรง เข้าทรงทั้งหลาย ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณทั้งนั้น ก็เป็นวิญญาณประเภท สัมภเวสีกับโอปปาติกะ เรื่องที่ผู้เขียนจะเขียนเรื่องนี้ หมู่บ้านลับแล ได้พบกับพวกลับแลทั้งหลาย บางคนเรียกคนธรรพคนธรรพ์ หรือผู้ที่ปฏิบัติตามป่าตามเขา แต่ที่คนธรรพคนธรรพ์นี้ บางทีเราเรียกเมืองลับแล พวกนี้จะอยู่ตามถ้ำ ตามภูเขา ตามหุบเขา หรือตามโขดหิน มักจะอยู่ใต้พื้นดินที่เรามองไม่เห็น คนธรรพคนธรรพ์ก็คือผู้มีบุญอย่างหนึ่ง อายุเป็นร้อยๆปีก็มี พันปีก็มีอยู่ทุกแห่งหน ถ้าท่านไม่ปฏิบัติสมาธิ สมถะ วิปัสสนา ท่านก็จะไม่สามารถพบเห็นคนเหล่านี้ได้ เพราะพวกเหล่านี้ก็เป็นเทวดาอย่างหนึ่ง เป็นกายทิพย์ บางแห่งผู้เขียนก็เจอด้วยตนเองตามป่า ตามเขา ตามสถานที่คนธรรพคนธรรพ์อาศัยอยู่ บางแห่งก็นั่งสมาธิไปเห็นเข้า เหมือนอย่างเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆเรื่องที่ไปเจอมา


เรื่องนี้มีอยู่ว่า ชาติของลูกศิษย์ผู้เขียนท่านหนึ่งไม่ได้พบกันเป็นสิบๆปี นึกว่าหายสาบสูญไปแล้ว  แต่วันหนึ่งกลับได้พบกัน เพราะไปฝึกสมาธิเข้า จึงได้เจอกับญาติที่หายไปโดยบังเอิญ ถึงเวลาก็ได้มาเจอกัน ก็ได้ถามที่อยู่ที่อาศัยว่าอยู่ตรงไหน ได้ใจความว่า ญาติได้ย้ายไปอยู่ทางปักษ์ใต้ ใต้สุดของประเทศใครแถวสตูล ก็สงสัย??  ว่าทำไมญาติของลูกศิษย์ถึงไปอยู่ได้ทั้งๆที่แถวนั้นไม่ค่อยมีผู้คนอาศัยอยู่ ก็นั่งสมาธิดู ปรากฏว่าบริเวณที่ญาติอยู่นั้นเป็นบ้านที่ไกลผู้คนมาก เลยนั่งสมาธิไปดู ก็พบกับเหตุการณ์ที่ประหลาด มันเป็นหมู่บ้าน ก็เดินเข้าไปดู มีประมาณ ๒๐-๓๐ หลังคาเรือน ลักษณะเป็นหมู่บ้าน เป็นบ้านไม้ปลูกติดพื้นดิน เหมือนบ้านทั่วๆไปตามบ้านนอกเรา จะแปลก! แต่ละบ้านกลับสะอาดสะอ้านไม่ค่อยมีอะไรประดับ และเดินเข้าไปในหมู่บ้านนี้ ก็เจอบ้านไม้หลังหนึ่งยกสูงแบบตามบ้านนอกเรา ยกสูงกว่าทุกๆหลัง เดินไปก็ได้ยินเสียงคนบอกว่า เชิญ!!! เชิญท่านพักอาศัยบ้านนี้ก่อน เชิญพักที่บ้านตามสบายนะ พอขึ้นไปบนบ้านกลับเห็นเป็นบ้านที่สะอาดไม่มีเครื่องประดับอะไรเลย สะอาดสะอ้านมาก มีผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของเสียงที่พูดเชิญครั้งแรกปรากฏกายให้เห็น ก็แปลกใจว่าทำไมผู้ชายคนนี้หน้าตาไม่เหมือนชาวเลเลย หน้าตาสดใส ไม่แก่ เขาก็เอาน้ำมาต้อนรับ ช่วงเวลานั้นก็เย็นแล้ว เขาบอกจะอาบน้ำ อาบข้างล่างได้นะ มีโอ่งน้ำมีผ้าขาวม้าเปลี่ยนเตรียมไว้ให้เรียบร้อย ดูๆไม่เห็นมีใคร เห็นแต่ผู้ชายคนนี้คนเดียว เราก็อาบน้ำอาบท่ารู้สึกมันเย็นสบายบอกไม่ถูก 


พอขึ้นบ้านไปอีกทีก็มีหญิงสาวอายุ ๑๗-๑๘ ปี มาปูที่นอนให้อย่างดี พิจารณาที่นอนกลับเหมือนทางปักษ์ใต้ ไม่ว่าหมอน  เสื่อ สีสันงดงาม ลายเหมือนเรือกอและ   เอ๊ะ!!  ตะกี้ที่นอนไม่มีนี่ มาได้ไง? อ๋อมีคนมาปูให้เป็นผู้หญิง  เจ้าของบ้านบอกนี่คือลูกสาวปูที่นอนให้ ลูกสาวหน้าตาดี หน้าตาไม่เหมือนแขกไม่เหมือนชาวเลหรือคนปักษ์ใต้ ลูกสาวปูที่นอนให้ท่านเรียบร้อยแล้วมีอะไรก็เรียกได้นะ เพราะบ้านอยู่บ้านอยู่ข้างล่างนี่เอง เขาเอาผลไม้ใส่จานที่มีลวดลายสวย เอามาวางให้ บอกท่านมีอะไรเชิญนะ เชิญตามสบาย เขาบอกเขาเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ลงบันไดไปก็ถึงบ้านเขาแล้ว เขาพูดเสร็จเขาก็เดินลงไปพร้อมลูกสาว ปล่อยให้เรานั่งข้างบนคนเดียว  ก็ไม่รู้หายไปไหนนะ เดินลงไปแป๊บเดียวก็หายไปแล้ว ไวมาก เรามองตามก็ไม่ทัน เขาเข้าไปในบ้านได้ไว เขาว่าบ้านเขาอยู่ข้างล่าง ลงบันไดไปก็ถึงบ้านเขาแล้ว รู้แต่ว่ามีถนนกั้นอยู่ บ้านอื่นๆบริเวณนั้นเท่าที่เห็นเป็นบ้านไม้สร้างติดๆกัน และปลูกติดกับพื้นดิน ส่วนมากจะเป็นบ้านไม้หมด มีบ้านปลูกติดกับพื้นดิน ส่วนมากจะเป็นบ้านไม้หมด มีบ้านที่ผู้เขียนอยู่หลังเดียวเด่นสุดสูงกว่าเขาเป็นบ้านยกสูง มองไปแต่ลับหลัง ไม่มีอะไรประดับตกแต่ง แต่ละหลังสะอาดสะอ้านดีปลอดโปร่งโล่งสบาย เป็นบ้านไม้เรียงกันเป็นตับ ที่นอนก็ผ้ามาถักเป็นผืน เสื้อผ้าอย่างดี ลวดลายสวยงามมาก แม้แต่หมอน ที่นอนลวดลายสวยละเอียด ก็ล้มตัวลงนอนทำสมาธิ หลับอย่างสบายเลย พอถอนสมาธิมานั่งดูรอบๆบริเวณบ้าน สักครู่หนึ่งสว่าง


ผู้ชายที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านก็โผล่ขึ้นมาบนบ้านอีก ถามเป็นไงท่าน? เมื่อคืนหลับสบายดีไหม เรามานึกว่าเอ...เช้านี้จะมีอะไรกินกันหรือเปล่า เพื่อไม่รบกวนเจ้าของบ้านก็ควักแบงค์พันให้หัวหน้าหมู่บ้าน เรื่องแปลกก็เกิดขึ้น!!! เขารับแบงค์พันมาดู ก็รีบลงบ้านไปบอกลูกบ้าน เร็ว เร็ว มานี่  มานี่ มาดูเร็ว นี่!! แบงค์พันของข้างบนเขา ลูกบ้านก็ออกมาดูกันใหญ่  เอ!!  เราก็สงสัย ทำไมพวกนี้ไม่เคยเห็นแบงค์พันหรือไง ไม่เคยใช้เงินหรือไง ยากจนขนาดนั้นหรือ หลังจากโชว์แบงค์รอบหมู่บ้านแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านก็เดินขึ้นมาบอก ไม่รู้จะเอาแบงค์พันไปซื้ออะไร เราก็นึกว่าคนในหมู่บ้านนี้ คงไม่มีตังค์กัน เลยไม่มีเงินทอนให้ งั้นเอาแบงค์ร้อยไป  เราเลยควักแบงค์ร้อยให้อีกใบ หัวหน้าหมู่บ้านก็วิ่งลงบ้านไปอีกเหมือนเดิม เอาไปให้ลูกบ้านดูอีก  นี่ นี่ แบงค์ร้อยน่ะ นี่แบงค์ร้อยนะ ของข้างบนเขา เราก็ไม่เข้าใจคำว่า “ของข้างบนเขา” หมายถึงอะไร  ลูกบ้านมาดูอีก  ดูอย่างตื่นเต้น เราก็สงสัยอีก อะไรวะ!!หมู่บ้านนี้แบงค์ร้อยก็ไม่เคยเห็นกันหรือไง  สงสัยว่าไม่เคยเห็นแบงค์ร้อย แบงค์พันเลยหรือ ยากจนขนาดนั้นเลยหรือ อ้าว!! แล้วพวกเขาจะเอาอะไรเลี้ยงชีพกัน


เขาบอกว่าที่นี่ไม่มีการใช้เงิน ”ต้องไปที่ไกลโน่น” ข้ามภูเขาไปไกลมากถึงจะมีตลาด ปรากฏว่า สักพักมีคนหิ้วอาหารมาจากไหนไม่รู้มาให้ มีผัก มีไก่มา พูดว่าเราเอาอาหารมาเลี้ยงท่าน ระหว่างที่คุยกับหัวหน้าหมู่บ้าน หันไปอีกทีที่นอน ที่เราเพิ่งลุกมา ก็หายไปไหนไม่รู้ โดนเก็บไปเรียบร้อยแล้ว เร็วมาก   เขาบอกรอสักครู่นะ เราก็นึก เอ..เมื่อคืนเรามีนัดกับเพื่อนอีกหมู่บ้านหนึ่งนี่นา ก็บอกขอกลับก่อนนะ ขอโทษนะมีนัดกับเพื่อน ก็เดินลงจากบ้านมา  ๒๐-๓๐   ก้าว  หันไปดู เฮ้ย! หมู่บ้านหายไปได้ไงวะ เห็นแต่หุบเขา บ้านที่เราขึ้นไปอยู่กลับยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่หลังอื่นๆหายไปหมด บ้านที่ปลูกติดพื้นดินหายไปหมด ก็เลยรู้ทันทีว่า นี่คือหมู่บ้านลับแล มิน่าถึงไม่รู้จักตังค์  ไม่รู้จักแบงค์ร้อย แบงค์พัน เห็นแบงค์ร้อย แบงค์พัน ก็ตื่นเต้นกัน เลยรู้ว่าเป็นหมู่บ้านลับแลอยู่ที่นี่เอง


ได้สอบถามทางญาติของลูกศิษย์แถวบ้านเขาเป็นแอ่งไหมหรือหุบเขาไหมมีบ้านไม้ไหม เขาตอบว่ามีเป็นบ้านร้าง ๑ หลังไม่มีใครอยู่ ลักษณะเป็นบ้านไม้ยกสูง พื้นดินมีลักษณะเป็นแอ่งเว้าเข้าไป มีหุบเขาเป็นที่ลุ่ม เราก็บอก ใช่เลยตรงนี้แหละ!!!บริเวณหน้าบ้านจุดที่เขาอยู่ เป็นเมืองลับแล และไอ้บ้านไม้ยกสูงหลังนั้นเป็นของหัวหน้าหมู่บ้าน  อ๋อ...รู้ว่าตรงนี้เป็นหมู่บ้านลับแลญาติลูกศิษย์บอก บ้านหลังนี้ร้างมาหลายปี ร้างมากี่ปีไม่มีใครรู้ แต่คนมักรือว่า บริเวณนี้ที่เขาอยู่ผีดุ และบ้านหลังนี้ผีดุ ใครขึ้นไปนอนไม่ได้ เคยมีพวกคนงานขึ้นไปนอนพักก็หนีกันหมด ถูกสิ่งที่มองไม่เห็นไล่


ทางญาติลูกศิษย์ก็แปลกใจว่าเราไม่เคยไปที่นั่นแล้วเรารู้ได้ยังไง ลักษณะพื้นที่เป็นอย่างนี้มีบ้านลักษณะอย่างนี้อยู่ใกล้บ้านเขารู้ได้ยังไงก็เราไปมาแล้วไปจริงๆไปด้วยสมาธินั่งสมาธิไปจึงได้สัมผัสกับเมืองลับแลทั้งใต้จึงรู้ว่าบริเวณบ้านคนนี้เป็นเมืองลับแลซ่อนอยู่มีความลี้ลับซ่อนอยู่มิน่าชาวบ้านถึงร่ำลือกันว่าบริเวณนี้ผีดุและเข้าอยู่ได้ไงจริงๆไม่ใช่ผีหลอกแต่เป็นเมืองลับแลมีคนธรรฑคนธรรพ์อาศัยอยู่บางทีคนนอกจะเข้ามาก็เห็นคนเดินเยอะแยะไปหมดเขาก็ไม่กล้าเข้ามาวุ่นวายแต่จริงๆอยู่กันไม่กี่หลังคาเรือน


เมืองลับแล หมู่บ้านลับแล ถ้ำลับแล มีอยู่ทั่วไป แต่เรามองไม่เห็น บางคนหลงเข้าไปออกมาไม่ได้ หาทางออกไม่เจอ ก็มีอย่างถ้ำขุนน้ำนางนอน ๑๓ หมู่ป่า เป็นถ้ำลับแลเหมือนกัน ถ้าอยู่ในถ้ำก็เรียกว่าถ้ำลับแล คนที่มีบุญคนที่ปฏิบัติสมาธิเก่งถึงจะเห็น เมืองลับแลสามารถไปเที่ยวได้และออกได้ บางคนก็ออกไม่ได้ เขาสงสารเขาก็จะปล่อยออกมาก็มี พวกเขาบำเพ็ญปฏิบัติมาร้อยๆปี หน้าจะดูไม่แก่ หน้าตาดูเหมือนอายุ ๕๐แต่จริงๆอายุอาจจะร้อยปีก็มี พวกเขาจิตใจดี ไม่โหดร้าย บางทีก็อยู่รวมกับพวกพญานาค แต่อยู่คนละซีก บางทีก็มีพวกพญานาค พวกยักษ์อยู่ตามถ้ำ แต่แยกกันอยู่ บางทีก็มีฤาษีอยู่ในถ้ำก็มี โดยมากถ้ำทุกถ้ำจะมีคนธรรพคนธรรพ์อาศัยอยู่ แต่ถ้ามันตื้นๆเล็กๆจะไม่มี ถ้าเป็นถ้ำสามารถทะลุออกไปด้านนอกก็จะมี บางทีกว้างเหมือนท้องพระโรงเลย อากาศโปร่งลักษณะเหมือนในถ้ำ บางทีเจอของใช้ในถ้ำ พวกจาน ชาม บางทีชาวบ้านขอยืมไปใช้บ้าง บางคนไม่คืนก็มีเขาก็ปิดถ้ำ ไม่ให้เข้าไปยุ่ง ผู้เขียนไปสร้างสถานปฏิบัติธรรมแถวราชบุรี ไร่จากวันชัย ก็ปลูกทับที่ลับแลไปเจาะหินระเบิดหินจะลงเสายังไงก็ไม่ระเบิด ไปเจออิทธิฤทธิ์ของคนธรรพคนธรรพ์ เราก็ดูอ่อ ข้างล่างเป็นที่อยู่ของคนธรรพคนธรรพ์นี่เอง จึงบอกเขา ก็สร้างสำเร็จ และกลางคืนผู้เขียนนั่งสมาธิ เขาคุยกันข้างล่างเราได้ยินเขาคุยกัน “เบาๆท่านปู่กำลังนั่งสมาธิอยู่อย่าส่งเสียงดัง” บางคืนออกมาให้เห็น ออกมาให้หวยก็มี เคยนั่งสมาธิไปเที่ยวข้างล่าง กว้างเดินสบาย เหมือนที่อยู่ของคนจำนวนเยอะๆ


ตายแล้วไปไหน


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล 


ท่านคงจะสงสัยว่าผู้เขียนมาเขียนเรื่องตายแล้วไปไหนได้อย่างไร หรือบางคนก็สงสัยว่าเคยตายแล้วหรือ?? ถึงได้มาเขียน บวชเรียนมาขนาดไหนหรือถึงกล้ามาเขียน ถึงรู้เรื่องตายแล้วไปไหน ผู้เขียนก็ขอออกตัวก่อนว่ายังไม่เคยตาย ไม่เคยคิดถึงระดับมหาหรือระดับเกจิอาจารย์ทั้งหลาย แต่...เป็นผู้ปฏิบัติ ผู้ฝึกสมาธิ สมถะ และวิปัสสนา  มาแค่ ๕๐ กว่าปีเท่านั้น!!! จึงได้เอาความรู้ประสบการณ์ที่พบเห็นมาด้วยตัวเอง พบเห็นเรื่องจิตวิญญาณ และการรักษาช่วยเหลือคนป่วย ช่วยเหลือวิญญาณ จะเป็นพวกสัมภเวสี หรือโอปปาติกะ  ที่พวกท่านทั้งหลาย ก็เคยถกเถียงกันมา เรื่องผีไม่มี วิญญาณไม่มี เทวดาไม่มีหรือตายแล้วดับไม่มีวิญญาณ ไม่มีอะไรทั้งนั้นบางรายไม่ว่าพระ...เจ้า...ฆราวาส...ที่บอกว่าผีไม่มี วิญญาณไม่มี แล้วยังถกเถียงกันว่า นั่งสมาธิแล้วเห็นโน่น เห็นนี่ไม่จริง พวกดังกล่าวที่ว่านี้ ไม่เคยฝึกสมาธิ สมถะ วิปัสสนา จึงไม่ใช่พุทธศาสนิกชนที่แท้จริง เพราะไม่รู้จักพระพุทธศาสนา


ผู้เขียนได้ฝึกสมาธิมาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๑๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๖๓ จึงกล้าเอาความจริงของพุทธศาสนา เรื่องสมาธิ  สมถะ วิปัสสนา มาถกเถียงความจริงกันและขอบอกกล่าวให้เข้าใจไว้ด้วยไม่ใช่อุตริ หรืออวดอ้างอะไร แต่เป็นเรื่องจริงที่ผู้เขียนประสบการณ์ด้วยตนเอง ฝึกมาด้วยตนเอง ตามหลักของพุทธศาสนา แค่นั่งสมาธิคืนเดียวก็ได้สมาธิ หรืออุปจารสมาธิ จิตตัวรู้ ตาตัวเห็น  เห็นจิตวิญญาณและยังได้หลักเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด หรืออากาสานัญจายตนะฌานได้คืนเดียว คืนที่ ๒ ก็มาได้เรื่องฌาน วิตก วิจารณ์ ปิติ  แล้วก็เอกัคคตาและอุเบกขา จิตคือตัวรู้ ตาคือตัวเห็น ก็คือจตุตถ ชายฌานหรือฌาน 4 ได้ในคืนที่ ๒  และก็นั่งสมาธิพิจารณาในกายหรือสมถะ ๔๐  ก็คืออาการ ๓๒ นี่แหละ ตลอดมาจึงได้รู้เห็นเรื่องจิตวิญญาณทั้งหลาย เพราะเห็นในกาย ในตัวเรานี่แหละ ถึงได้เห็นเรื่องจิตวิญญาณ เวลาตายแล้ววิญญาณไปไหน ออกจากร่างอย่างไร เพราะสมถะ ๔๐ ได้สอนให้เรารู้เห็นเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับสมถะ ๔๐ นี่แหละ เห็นในกาย ดูในกาย พิจารณาในการ อสุภะ๑๐ เราถึงได้รู้เรื่องนี้เวลาตายแล้ววิญญาณออกจากร่างอย่างไร มันไปไหนบ้างมันไปยังไง ถ้าคนเราตายไปก็เห็นวิญญาณตัวเดียว ถ้านับคนทั่วโลกตายแล้วไปที่ไหนกันหมด คนตายเยอะแยะเป็นล้านๆ แล้วท่านจะรู้หมดไหมตายแล้วไปไหนกัน ท่านต้องเห็นวิญญาณทั้งหลายที่ตายแล้วเป็นร้อยเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านแล้ว ท่านถึงจะมาอธิบายเรื่องวิญญาณได้ แล้วใครล่ะ จะได้เห็นวิญญาณได้เยอะแยะเป็นหมื่นตัว แล้วจะกล้ามาเขียนเรื่องวิญญาณตายแล้วไปไหน ถ้าท่านไม่ได้ศึกษาสมาธิของพุทธศาสนาท่านก็จะไม่รู้เรื่องนี้ 


เรื่องวิญญาณตายแล้วไปไหน เพราะสมาธินี้ ยิ่งฝึกยิ่งรู้ ยิ่งฝึกยิ่งเห็น ฝึกมากยิ่งเห็นมาก ยิ่งเห็นทะลุมิติเลยทะลุจักรวาล นั่นแหละ พวกท่านไม่รู้หรอก พระอนาคามี พระอรหันต์ ถึงจะรู้เรื่องพระพุทธศาสนาดี ทุกวันนี้ถามจริงๆเถอะ พระองค์ไหนรู้เรื่องพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าอยู่เหนือจักรวาล เหนือจักรวาลก็คืออนันตจักรวาล มีแต่พระอนาคามีกับพระอรหันต์เท่านั้นที่รู้ว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน นอกนั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ และท่านจะไปรู้เรื่องวิญญาณได้ไง วิญญาณมีเยอะแยะไปหมดทั่วโลก เรื่องวิญญาณอยู่ที่ไหนบ้าง เรื่องวิญญาณอยู่ที่ไหนบ้างไป นอกจากศาสนาพุทธรูปรวมไว้โดยพระอริยสงฆ์หรือพระอรหันต์ ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ก็มีนรก สวรรค์ โลกมนุษย์ สามภพนี้เท่านั้น และพระองค์ไหนที่เก่งปฏิบัติถึงได้รู้เห็นวิญญาณเป็นล้านๆตัว ไปอยู่ไหนบ้าง อธิบายกี่ชาติก็ไม่จบ ตายแล้วกลับมาเกิดอีกกี่ภพกี่ชาติก็ยังไม่รู้ว่าวิญญาณไปไหน โลกมันกว้างขนาดไหน นอกจากฝึกสมาธิ!!! เพราะสมาธิ สมถะ วิปัสสนานี่แหละ ให้เราเห็น  ที่เราเห็นนรกสวรรค์มีจริงไหม บาปบุญคุณโทษมีจริงไหม ผีหรือวิญญาณมีจริงไหม นรกสวรรค์มีจริงไหมที่ผู้เขียนเห็นมาเยอะ ประสบการณ์เรื่องวิญญาณไม่ว่าเป็นวิญญาณ ผี สัมภเวสี โอปปาติกะ ความลี้ลับของพุทธศาสนาอีกเยอะแยะ ที่เราชาวพุทธไม่รู้เรื่อง  นอกจากพระอริยสงฆ์ โสดา สกิทาคา อนาคามี  หรืออรหันต์เท่านั้นที่รู้ บรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลายที่ไม่ฝึกสมาธิ ไม่รู้หรอก ผู้เขียนเห็นมาเป็นพันๆหมื่นๆวิญญาณ ป่าช้า ฮวงจุ้ย สุเหร่า ผีทั่วๆ ไป  ผีญี่ปุ่นเป็นกองทัพ ผีฝรั่ง ผีแขก ทุกชาติทุกศาสนา จะไม่เป็นหมื่นๆแสนๆวิญญาณหรือ แม้แต่สัตว์เมื่อตายไปก็เป็นวิญญาณ


ท่านรู้ไหม? เวลาคนจะตายจะมียมทูตมายืน คนไหนจะตายก็มียมทูตรอรับวิญญาณก็มี ไม่ได้มารอรับก็มีเยอะแยะไปหมด คนตายมีหลายอย่าง ตายแบบธรรมดา ตายเพราะโรค ป่วย แก่ ชรา หรือหมดอายุ ตายแบบตายโหง ต้องรู้อีกตายโหงตายยังไง ตกน้ำตาย ถูกฆ่าตาย รถชนตาย ผูกคอตาย พวกนี้เขาเรียกตายโหง แล้วท่านเห็นกันบ้างไหมรู้กันบ้างไหม เวลาคนตายนำไปรดน้ำศพ มัดตราสัง ท่านดูเถอะถ้าท่านมีจิตเป็นสมาธิ ท่านจะเห็นพวกยมทูตมายืนรอก็มี ไม่มายืนรอก็มี ก็เพราะอะไรล่ะ ท่านรู้ไหม ท่านก็ไม่รู้หรอก ไอ้คนที่พาเอาวิญญาณไปก็คือพวกยมทูตนั่นแหละ ยมทูตในนรกแต่งตัวอย่างไร ยมทูตในโลกนี้แต่งตัวอย่างไร ก็ต้องรู้เห็นอีก พวกปฏิบัติเขาชอบดูกัน พวกที่ได้สมาธิแล้ว หรือพวกที่ได้สมถะแล้วก็จะเห็นพวกนี้แหละ เป็นผู้พาวิญญาณไป ไอ้คนไหนที่ทำชั่วหนัก  ยมทูตมายืนรอที่เตียง ๔ ตนเลยยืน สี่ทิศ พอวิญญาณหลุดออกจากร่างก็เป็นรูปคนนี่แหละ  ยมทูตก็จับเลย  ล็อคแขนเลย พาไปเลย พาไปไหน ก็พาไปส่งประตูนรกสิ! พวกท่านก็ไม่เห็นอีกพอไปส่งประตูนรก ประตูนรกจะเปิด จะมียมทูตอีกชุดนึงเดี๋ยวมารับอีกช่วงนึงไปลงนรก ยมทูตข้างบนเขาแต่งตัวแบบไหนกัน  เขาจะแต่งตัวดีกว่ายมทูตในนรก เขาจะมีข้อมือข้อแขนแล้วแต่งชุดดีหน่อย พลทหาร  นายสิบ นายร้อย มีแต่ยมทูตในนรกที่นุ่งผ้าเตี่ยว ไอ้คนตายที่เจอยมทูตนุ่งผ้าเตี่ยวมารับ แสดงว่าไอ้นั่นตัวร้าย คนเลว!!! พวกยมทูตที่แต่งตัวดีหน่อยเขามาทำอะไร รู้ไหม?? มายืนรอคนป่วย พ่อตายไป  เขาก็เชิญ เชิญไปไหนรู้ไหม?? ถ้าคนตายธรรมะธรรมโมก็จะมียมทูตแต่งชุดดี แต่งเครื่องแบบดีหน่อยคล้ายๆพวกอียิปต์ เสร็จแล้วยมทูตทำอย่างไรรู้ไหม เขาไม่จับหรอก  เขาเดินคุมไปเหมือนเธอนั่นแหละ ไปส่งที่ไหนรู้ไหม นี่คือยมทูตอีกชุดหนึ่ง ประตูมนุษย์กับประตูสวรรค์ มันเชื่อมติดกัน คนทำดีส่งประตูสวรรค์ คนทำชั่วส่งประตูนรก และไอ้พวกที่ไม่มียมทูตมารอรับ ปรากฏว่าพรุ่งนี้บาปน้อยก็ปล่อยให้อยู่ในโลกมนุษย์นี่แหละ ปล่อยให้อยู่ในโลกมนุษย์ปรับเนื้อปรับตัวให้กลับมาเป็นคนดี ก็เหมือนคนที่ติดคุกนั่นแหละ กลับมาประพฤติชั่วก็ติดคุกอีก กลับมาเป็นคนดีบวชพระบวชเจ้าวิญญาณที่ตายไปเกิดอีกภพก็ไปเป็นคนดี 


ส่วนเรื่องวิญญาณคนตายแล้วไปเกิดเป็นอะไรบ้าง  ถ้าทำดีประพฤติดีหน่อยสวดมนต์ไหว้พระ ตายไปก็เป็นลูกเทวดาอยู่ตามต้นไม้ มีวิมานอยู่ บางคนตายไปเป็นพระภูมิก็มี บำเพ็ญในถ้ำก็มี ในป่า ในเขา ตามชะง่อนผา ตามวัดตามวาก็มี บางทีก็ไปอยู่เทวโลก พรหมโลกก็มี แล้วแต่บารมี เรื่องนี้พูดถึงเรื่องตายก็จะคุยเรื่องตายให้ฟัง ถ้าตกน้ำตายแล้วมีพระมีเจ้าหรือผู้มีบุญมาช่วย   วิญญาณนั้นก็จะได้พ้นจากสถานที่นั้น แต่ถ้าไม่มีใครมาช่วย วิญญาณก็จมน้ำตายอยู่ตรงนั้นแหละ เป็นเวลา ๑๐ ปี  ๒๐ปี  ๓๐ปีก็มี รอจนกว่าจะมีพระมีเจ้าคนประพฤติดีปฏิบัติดีมาช่วย วิญญาณถึงจะพ้น วิญญาณทั้งหลายที่ท่านชอบไปฆ่าเขาตายเป็ดห่านไก่หมูหมาทั้งหลายตายไป ฆ่าเขาเยอะๆ เขาก็มาทำโทษเอาก็มี ต้องไปใช้กรรมกับเขา เขามาทวงวิญญาณเป็นโน่นเป็นนี่สารพัด รักษาสิบๅปีก็ไม่หาย  นี่แหละเขาเรียกว่าวิญญาณที่มีกรรม เขาตามทวงวิญญาณพวงชีวิตเจ็บป่วยถึงตายกันเยอะ ถ้าไม่รู้จักพระพุทธศาสนาก็ไม่เห็นวิธีแก้ แก้ทุกข์สารพัดต่างๆนี้ วิญญาณตามฮวงซุ้ยก็มี มีเยอะแยะ นั่งเฝ้าศพตัวเองนั่งอยู่หน้าหลุมฝังศพก็มี มีสารพัด ตกน้ำตายเป็นปีก็มี ไม่ไปเกิดก็มี วิญญาณตามวัดตามเจดีย์ตามริมคลอง วัดวาอยู่ริมคลอง ผีก็มานั่งริมคลองเยอะแยะ ตามศาลาก็มี อยู่บนเมรุก็มี เดินไปมาในวัดเต็มไปหมดก็มี แต่พวกท่านไม่เห็น วิญญาณมันอยู่ทุกหนทุกแห่งนั่นแหละ ตามถนนหนทางตามตรอกซอกซอยตามทางแยกมีเยอะแยะไปหมด ไม่ว่าทุกที่ทุกแห่ง ในบ้านก็มี วิญญาณตามศาลก็เยอะ ตามต้นไม้ก็มีเยอะ จะเอาวิญญาณแบบไหนล่ะ!! ตายแล้วไปไหนล่ะ อยู่วัดวิญญาณก็ฟังเทศน์ฟังธรรมได้ วิญญาณมีอยู่ทั่วไปหมดเดินเกะกะไปหมด ใครฟลุ๊ค ใครโชคดีไปเจอมันเข้าก็เรียกว่าถูกผีเข้า วิญญาณสิง เจ็บป่วยไปตามระเบียบ  บางวิญญาณก็อดอยากเป็นปอบเป็นมะเร็งผีทั้งนั้น เป็นปอบไปเจอคนป่วยเข้าก็เลยกินคนป่วย เลยเป็นปอบมะเร็ง ทุกวันนี้หมอไม่รู้ บอกว่าเป็นมะเร็ง ขั้น ๓  ขั้น ๔ ที่แท้ พวกนี้เป็นมะเร็งที่ถูกผีปอบกิน ไม่มีอะไรรักษาหายได้ มีแต่ความตายอย่างเดียวนอกจากไปเจอผู้ปฏิบัติสมาธิเก่งๆช่วย เพราะฉะนั้นวิญญาณทำให้คนเจ็บป่วยเยอะแยะไปหมด โรคหัวใจ โรคความดัน โรคประสาท ปวดท้อง ปวดตามเนื้อตามตัว ปวดแข้งปวดขา  ที่แท้ก็คือพวกวิญญาณนี่แหละ ยาหมอ ยาฉีด ยากินก็ไม่หาย นอกจากจะใช้สมาธิจิต อำนาจจิตทางพุทธศาสนามารักษาวิญญาณทั้งหลาย ยังมีอีกเยอะที่ทำให้คนที่สร้างเวรสร้างกรรมทั้งหลายทำโทษ หรือเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา ครูบาอาจารย์ทำโทษ ก็เป็นเรื่องของวิญญาณ แล้วการตายแล้วไปไหน ก็ต้องเห็นเพราะจิตเป็นสมาธิ 


ถ้าท่านนั่งได้ถึงระดับอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ปรมัตถะสมาธิหรือฌาน ๔  ฌาน ๘ นั่นแหละ ท่านจะมีสิทธิ์รู้เห็นเรื่องจิต เรื่องวิญญาณ และเรื่องรักษาโรคจิตโรควิญญาณ วิธีแก้กรรมต่างๆได้ แม้แต่ปัจจุบันโรงพยาบาลก็รักษาโรคจิตโรควิญญาณไม่ได้ นอกจากหมอหรือแพทย์เป็นผู้ฝึกสมาธิเก่งๆหรือชาติเก่งๆจึงใช้พลังจิตอำนาจจิตรักษาได้ ไม่ต้องใช้ยากิน ยาฉีด รักษาเป็นปี  ๑๐ ปี  ๒๐ ปี แบบปัจจุบันนี้ ถ้าจะให้คุยหรือพูดเรื่องตายแล้วไปไหน มีอีกเยอะแยะสารพัด คุยกันเป็นสิบๆปีก็ไม่รู้เรื่องว่าจิตวิญญาณไปไหน ทุกวันนี้รู้แต่ว่าลงนรกกับไปสวรรค์หรืออยู่ในโลกมนุษย์เรานี่แหละ อยากรู้จริงก็ปฏิบัติเอาสิ… เลือกเอาพระอริยสงฆ์เก่งๆ สายหลวงปู่มั่น สายหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หรือสายยุบหนอพองหนอ สายสัมมาอะระหัง หรือสายอานาปานสติ ให้รู้จักหลักปฏิบัติแท้จริง คืนเดียวท่านก็นั่งได้ ทำสมาธิได้ ทำบ่อยๆ ตัวรู้ตัวเห็นก็เกิดขึ้นเองได้ พอนั่งเก่งๆ จะดูอะไรล่ะ!! จะดูผีสาง  ดูเทวดา ดูวิญญาณอะไร ดูพระอริยสงฆ์  ได้สารพัด มีพระอาจารย์ให้ถูกเยอะแยะ สายอาจารย์กรรมฐานนี่แหละ สมาธิ สมถะ วิปัสสนานี่แหละ มีความเพียรความพยายาม ความอุตสาหะ รู้หลักปฏิบัติที่แท้จริง นั่งได้ทุกคนแหละ แล้วก็สามารถเห็นได้ทุกคน แล้วยังจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ ด้วยตนเองหรือสัพพัญญู


เรื่องไปแล้วไปไหนยังมีอีกเยอะ  ไว้รออ่านต่อตอน #  อยากรู้อะไรอยากให้เขียนเรื่องอะไรบอกมา!! ตายแล้วไปไหนหรือ? ไปแล้วอยู่กับที่ก็มี ไปแล้วอยู่โลกมนุษย์ก็มี ตายแล้วไปสวรรค์ก็มี แล้วท่านล่ะ? ท่านจะเลือกไปทางไหนล่ะ? ทำชั่วทำกรรมมากท่านก็ลงนรก ทำกรรมทำชั่วน้อยก็อยู่โลกมนุษย์ ปฏิบัติดีก็อยู่เทวโลก พรหมโลก สวรรค์ ท่านสามารถเลือกในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เขาเรียกว่าเลือกก่อนตาย ถ้าทำช่วยเยอะๆคุณได้ลงไปทัวร์นรกแน่นอน!! 


ตายแล้วลงไปนรกก็ลำบากอีกอย่างนึง ตายแล้ววิญญาณอยู่โลกมนุษย์ก็ลำบากอีกอย่างนึง แต่ถ้าอยากสบายก็ปฏิบัติธรรม  สร้างบุญสร้างกุศลเยอะๆ คุณก็ไปเสวยสุขบนสวรรค์ อ้าว!! แล้วคุณคิดและเตรียมตัวแล้วหรือยังว่าตายแล้วคุณอยากจะไปไหน อยู่ที่ตัวคุณนั่นเองคุณเลือกทางเดินของคุณเอง…. 


วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2564

ทัวร์วิญญาณ


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล


เพราะพวกท่านอยากจะรู้ว่าตายแล้วไปไหนกันเท่าที่ผู้เขียนค้นคว้าและศึกษามาประสบการณ์ด้วยตัวเองได้พบว่าบรรดาคนตาย เวลาวิญญาณออกจากร่างโดยมากจะเห็นเป็นรูปร่างคนตายนี่แหละ ออกจากกายคนตาย วิญญาณออกจากร่างก็ลอยไป ลอยไปไหนล่ะ หน้าต่างบ้าง ประตูบ้าง ถ้าอยู่ตามป่าตามเขาก็เห็นวิญญาณลอยออกจากถ้ำไปตามฮวงซุ้ยตามวัดวา ตามโรงพยาบาลก็เห็นวิญญาณนี่แหละเดินปะปนไปกับคน แต่เราไม่รู้ว่ามันเป็นวิญญาณหรือคน เพราะเราไม่มีสามารถมีจิตเห็นได้ นอกจากผู้ปฏิบัติสมาธิเท่านั้น และจิตต้องเป็นเอกัคคตาหรืออุปจารสมาธิ จึงเห็นเรื่องจิตเรื่องวิญญาณได้ เพราะที่เห็นวิญญาณต่างๆมา มันเป็นรูปร่างเหมือนคนนี่แหละ แต่เราไม่สามารถเท่งเห็นได้ จึงรู้แต่ว่านี่เป็นรูปร่างของคน ไม่รู้ว่าเป็นรูปร่างของวิญญาณ ถ้าเรามีจิตสมาธิ เราสามารถรู้ว่า ไอ้วิญญาณเป็นร่างโปร่ง มองก็รู้ว่ามันเป็นวิญญาณไม่ใช่คน เพราะมนุษย์จะมีตับไตไส้พุงอาการ 32  มองทะลุไม่ได้ วิญญาณมองทะลุได้ ถ้ามีจิตสมาธิแล้ว เดินผ่านวิญญาณหรือเจอวิญญาณ เราสังเกตง่ายๆมันเหมือนคนตัวเบาไม่มีน้ำหนัก ไม่มีอานุภาพของจิตอยู่ในตัว ไม่มีอณูอยู่กาย ถ้าเจอกับพวกเรา มันจะไม่สบตาเรา เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นคนหรือผี แต่ผู้ปฏิบัติจะรู้ไอ้นี่ไม่ใช่คนแต่เป็นผี เพราะจิตสัมผัสได้ ท่านจะเห็นผีหรือเห็นวิญญาณสัมภเวสี โอปปาติกะ ท่านจะต้องมีสมาธิเท่านั้น ต้องเข้าอุปจารสมาธิแท้จริง จิตตัวรู้ตาตัวเห็น ท่านจะรู้เรื่องผีเรื่องวิญญาณยิ่งปฏิบัติเข้าไปอีกจากอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ถึงปรมัตถะสมาธิ ท่านก็เห็นเรื่องจิตวิญญาณอย่างชัดเจนได้ไกล 


เรื่องทัวร์วิญญาณ ก็คือ ผู้เขียนได้ออกไปประสบการณ์ตามที่ต่างๆ ตัวอย่างแรก ผู้เขียนไปงานผ้าป่าและกฐินพี่วัดพันล้าน จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งตอนนั้น พระมหาทวีปเป็นเจ้าอาวาส เมื่อประมาณพ.ศ 2520  ก็กำลังยืนรอต้อนรับแขกคณะผ้าป่าหรือกฐินกับมหาทวีป ผู้เป็นเจ้าอาวาส รถทัวร์ก็มาจอด ผู้โดยสารทยอยลงมา มีกลุ่มหนึ่งประมาณ 10 กว่าคนได้ลงมาหลังสุด พร้อมกับเสียงคนร้องด้วยความเจ็บปวด โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย เจ็บเหลือเกิน  10 กว่าคนที่ลงรถมาทีหลังเป็นกลุ่มร่างทรงกัน มารวมตัวกันช่วยคนเจ็บที่ร้องเจ็บเหลือเกิน  เจ็บเหลือเกิน ผู้เขียนเห็นเหตุการณ์ ยืนดูเหตุการณ์พร้อมเจ้าอาวาส พวกคนทรงก็ลงมารักษาพูดภาษาเทพ  ภาษาแขกยุ่งไปหมด คนป่วยก็ยังร้องโอ๊ยโอ๊ย แสดงความเจ็บปวดตลอดเวลา ตอนนั้นผู้เขียนยืนดูกับพระ และลูกศิษย์ผู้เขียนชื่อเล้ง เห็นว่าทำไมรักษากันนานจัง ส่วนไอ้คนป่วยก็ร้องไม่หยุด ร้อง ร้อง ร้องอยู่นั่นแหละ ผู้เขียนก็เดินไปดูในกลุ่มร่างทรงที่รักษาคนป่วยอยู่ พร้อมกับพูดว่า พวกท่านถอยไปซะ ขอเพ่งจิตกับคนป่วยก็หยุดร้องทันที ได้ยินเสียงคนป่วยบอกว่า ท่านปู่ช่วยลูกด้วยครับ เจ็บเหลือเกิน ผู้เขียนเพ่งจิตดูก็เห็นวิญญาณในร่างคนป่วยเลือดเต็มหัว  เอ๊ะ  ไอ้นี่มันเป็นวิญญาณที่ถูกปืนยิงหน้าผากนี่ เลือดเต็มไปหมดเลย เพ่งจิตรักษามันไม่ให้ปวด รักษาประสานแผลให้มัน ปรากฏว่าวิญญาณหายเจ็บ และวิญญาณนี้มาจากไหนก็ดูต่อไปอีก ไอ้คนป่วยเดินผ่านเมรุมา คนป่วยเป็นผู้หญิงแต่เสียงที่ร้องเจ็บปวดเป็นเสียงผู้ชาย คือวิญญาณผู้ชายสิงอยู่ ตอนคนป่วยเดินผ่านเมรุ  เดินสะดุดล้มเซก็ถูกไอ้วิญญาณนี้สิง วิญญาณนี้เป็นหัวหน้าวินมอเตอร์ไซค์เป็นผู้ชาย ศพมันอยู่ข้างเมรุนี่เอง มันถึงเข้าสิงร่างผู้หญิงคนนี้และตามร่างนี้มาเพื่ออะไรรู้ไหม เพื่อจะให้ช่วยมัน


พอผู้เขียนเพ่งจิตรักษามัน  รักษาความเจ็บปวดให้มัน วิญญาณก็หายปวด บอกวิญญาณไปเกิดซะ เจ้าพ้นทุกข์แล้ว พอวิญญาณออกไป คนป่วยลุกขึ้นมานั่ง เป่าเรียกจิตกลับมา ร่างก็หายเป็นปกติ และเล่าให้ฟังว่าได้เดินผ่านเมรุจริงๆ ไอ้ต่นที่จะไปขึ้นรถผ้าป่าและที่เมรุก็มีศพคนถูกยิงตายจริงๆ ถูกยิงที่หน้าผากด้วย พวกกลุ่มร่างทรงที่มาช่วยร่างนี้ครั้งแรก ต่างก็สงสัยทำไม พวกเขาตั้งหลายคนช่วยกันรักษาร่างนี้กลับไม่หาย ถามผู้เขียนว่า ท่านเป็นปู่อะไรถึงได้รู้เรื่องนี้ ที่เขาไม่เห็นผู้เขียนเป็นใคร เพราะบารมีที่ต่ำกว่า ปฏิบัติไม่สูงพอ อาศัยแต่องค์อาศัยแต่ญาณ ถ้าปฏิบัติสมาธิ จะเห็นว่าองค์ของผู้เขียนคือใคร ผู้เขียนปฏิบัติสมาธิจึงสามารถรู้เห็นวิญญาณและสามารถช่วยวิญญาณพ้นทุกข์ได้ จึงรู้ว่าวิญญาณตายแล้วไปไหน หลังจากรักษาวิญญาณรถทัวร์แล้ว ตอนเย็น ยังไปรักษาวิญญาณที่อยู่ต้นตะเคียนในวัดพันลานอีก ก็ไปยืนดูต้นตะเคียนที่วัด ได้ยินเสียงแม่ตะเคียน ท่านปู่ช่วยลูกด้วย เขามาตอกตะปูไว้ เจ็บเหลือเกิน ก็เงยหน้าขึ้นไปดู มีไม้หน้าสามตอกติดกับต้นแขวนไฟไว้ตรงกิ่งเบ้อเร่อ ทำไงล่ะ  ก็ยืนเพ่งจิตถอน สวดถอน บอกลูกศิษย์ชื่อเล้ง ไปเอาค้อนมาถอนตอไม้ออก ถอนตะปูออก เจ้าอาวาสก็สงสัยโยมทำอะไร แม่ตะเคียนบอกให้ช่วยเขาหน่อยเขาเจ็บของเขา พอถอนเสร็จ   ก็เอามือแตะกับกิ่งที่เจ็บนั่นแหละ เพ่งจิตให้หายเจ็บหายป่วยต่อเนื้อต่อหนัง พระที่มายืนดู  ก็คือเจ้าอาวาสวัดพันลาน พอช่วยเสร็จ แม่ตะเคียนก็บอกว่า ท่านปู่ช่วยพี่อีกด้านหนึ่งด้วย อยู่ใกล้ๆนี่แหละ ก็ดูอ้าว ไม่มีต้นนี่หว่า ไม่มีต้นตะเคียนอยู่ มีแต่ตอถูกเผา ก็ยืนเพ่งดูอีก เพ่งจิต  ขอเพ่งจิตได้ยินเสียงแม่ตะเคียนที่ต้นถูกไฟเผาตอ นอนครวญครางอยู่ก้นหลุม ร้องโอ๊ย โอ๊ย  โอ๊ย  เจ็บเหลือเกิน ก็ยืนนิ่งบอกลูกศิษย์ไปเอาน้ำมนต์มา ก็เสกเพ่งจิตเอาน้ำมนต์ พรมรักษาให้หายเจ็บปวด เจ้าแม่ก็หาย เจ้าแม่บอกขอบพระคุณท่านปู่ ลูกหายปวดแล้ว พอหายก็เปิดให้แม่ตะเคียนขึ้นมา ให้อยู่กับต้นน้องสาว นี่ก็เป็นเรื่องที่แปลก 


เพราะพลังจิตจากสมาธิที่ผู้เขียนปฏิบัติมา รักษาได้กระทั่งแม่ตะเคียนแล้วหาย แม่ตะเคียนบอกขอบพระคุณท่านปู่ เรารู้ว่า วิญญาณหายเจ็บป่วย บอกแม่ตะเคียนอยู่กับต้นน้องสาวนะ แล้วหันหลังขึ้นศาลาก็ได้ยินเสียงแม่ตะเคียนบอกว่า ท่านปู่เลขท้ายรถท่านปู่ดี อย่าลืมซื้อนะ รถคันนี้เป็นรถลูกศิษย์ชื่อเล้ง เลขท้ายรถ  4 8 7  พอขึ้นไปศาลา ไปเจอกลุ่มร่างทรงที่เจอช่วงเย็น มานั่งรอผู้เขียนอยู่ และหนึ่งในร่างทรงนี้กลับมีคนนึงเคยเป็นอาจารย์ของลูกศิษย์ผู้เขียนที่ชื่อเล้งมาก่อน ก็ถามผู้เขียนอีกว่า ปู่เป็นใคร  ฉันก็เป็นฉันนี่แหละ ปฏิบัติสมาธิบ่อยๆ ก็มีพลังอำนาจจิตทั้งนั้นแหละ นั่งสมาธิก็สามารถเห็นคนนี้ถูกอะไรมาโดนอะไรมา ร่างสูงก็มีเป็นชั้นๆไป   เป็นพรหม  เป็นเทพ เป็นมหาพรหม พวกเขาก็นั่งดู  ยังสงสัยอยู่ว่าผู้เขียนเป็นปู่องค์ไหน ทำไมเจ้าเล้งเรียกปู่ๆ ทั้งๆที่อาจารย์คนเก่ามีร่างทรงนารายณ์ แต่กลับไม่เห็นผู้เขียน  แล้วเจ้าเล้งมาเรียบเรียงเขียนว่าปู่ ก็ถามเจ้าเล้งว่า ท่านปู่ท่านนี้มีพระนามอะไร เจ้าเล้งตอบว่า ปู่คือปู่สงค์ สวนพุฒตาล เขาบอกไม่ใช่ หมายถึงองค์ในท่านปู่คือใคร แล้วเจ้าเล้งก็ตอบว่า ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่า ปู่ส่องโลก เท่านั้นแหละพวกร่างทรงก้มกราบเป็นแถว เจ้าหญิงก็เล่าให้ฟังถึงรายละเอียดเป็นปู่สงค์ดอนเมือง ปู่สงค์วัดโพธิ์ ปราบมาเยอะแล้ว  ช่วยคนมาเยอะแล้ว พวกร่างทรงจึงบอกมิน่า ถึงไม่เห็นองค์ท่าน


และตอนต่อไปของการทัวร์วิญญาณตายแล้วไปไหน ตายแล้วกลับชาติมาเกิด  ผู้เขียนมีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อ ประชา ยิ้มพรพิพัฒน์ผล เป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมสร้างเขา วัดหลวงพ่อใหญ่ วัดหนองหอย  จังหวัดราชบุรี ผู้เขียนเคยรักษาภรรยาเขาให้หายจากโรคจิตโรควิญญาณ เขาป่วยมา 7-8 ปี รักษาหลายที่ก็ไม่หาย เพราะเป็นโรคจิตวิญญาณ ผีสิง  วิญญาณสิง พอรักษาหาย ประชาและครอบครัวก็เป็นลูกศิษย์ผู้เขียน และร่วมสร้างเขาหลวงพ่อใหญ่วัดหนองหอย ราชบุรี ปรากฏว่าประชาคนนี้แหละ มีดวงชะตาไม่ค่อยดี ก็เตือนเรื่องขับรถต้องระวังนะจะมีอุบัติเหตุ ปรากฏว่าวันที่เกิดเหตุขับรถไปชนท้ายรถขนท่อ พ่อก็แทงกระจกหน้าทะลุข้างหลังไปถูกหลานชายประชาขอหักตาย อายุประมาณ 5-6 ขวบ วิญญาณเด็กอาละวาดอยู่เรื่อยกับญาติประชา เข้าสิงร่างยายบ้าง เข้าสิงน้าบ้าง ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ออก ผู้เขียนก็ไปรักษาให้ บอกว่าอีก 3 ปีค่อยมาเกิดใหม่นะลูก วิญญาณก็ตอบครับ หยุดอาละวาด นายประชาผู้เป็นปู่ของเด็ก ดันเอากระดูกเด็กไปใส่สารหน้าบ้านทำให้เกิดวิญญาณอาละวาดอยู่เรื่อย ผู้เขียนไปแก้ไขถึงได้หาย ปกติประชารักษ์หลานคนนี้มาก จะให้หลานมาเกิดอีกให้ได้ ผู้เขียนบอกรออีก 3 ปีค่อยมาเกิดใหม่ พอผ่านไป 3 ปีก็มาเกิดใหม่จริงๆ หน้าเหมือนคนเดิมไม่มีผิด รูปร่างหน้าตาเหมือนเด๊ะ ไอ้วิญญาณมันไม่ใช่ลงนรกขึ้นสวรรค์ทันทีเลย เด็กคนนี้ป้วนเปี้ยนในโลกมนุษย์นี่แหละ ปู่ก็ทำความดีสร้างพระสร้างกุศลอยู่เรื่อย แต่ความด้วยอานุภาพของครูบาอาจารย์ผู้เขียน และบารมีที่ผู้เขียนปฏิบัติมาจึงสามารถให้วิญญาณกลับมาเกิดได้


บางคนเห็นรถที่เกิดอุบัติเหตุ  เห็นศพลอยน้ำมามีทรัพย์สินที่ติดตัวศพ ท่านไปเห็นเข้าเกิดความโลภอยากได้ทรัพย์สินเขา แอบปลดสร้อยทอง เอากระเป๋าตังค์ ของมีค่าเขามา ท่านรู้ไว้ซะด้วย  อย่านึกว่าเขาตายเขาไม่รู้สึกนะ  แต่วิญญาณมันยังมี มันเที่ยวลอยไปอีก บางคนเขาหวงของเขายิ่งกว่าห่วงที่ หวงผัว หวงเมีย  หวงที่ดิน เพราะฉะนั้นให้คนตายก็ยังห่วงของเขา ท่านที่ชอบไปขโมยของ ขโมยทองกัน รู้ไหมวิญญาณมาทวงของเลยเจ็บป่วยอยู่ทุกวันแหละ รักษาไม่หายนอนคลังฮือ ฮือ  พอเข้าไปใกล้คนป่วยก็บอกเอาของกูมา เอาของกูมา พอเราเห็น  เอ!!  ทำไมผีพูดอย่างนี้  ขอเพลงไปที่คนป่วยก็จะเห็นภาพเหตุการณ์คนป่วยไปทำชั่ว  ทำบาป    ทำกรรมอะไร ผีมันมาทวงของก็เลยถามคนป่วย คนตายลอยน้ำมาติดท่าหน้าบ้าน คนป่วยไปซักผ้าไปเจอศพมีสร้อยทองเป๋าตัง นึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ผีมันเห็น ก็ปลดของเขา ผีมันก็ตามมาสิ เกิดอาการเจ็บป่วยเป็นนู่นเป็นนี่

ผู้เขียนไปเจอคนป่วยคนนี้ก็เลยรู้สาเหตุ บอกอ้าวเอาของไปคืนเขาซะ ผีมาทวงของแล้ว คืนที่ไหนล่ะ บัตรประจำตัวเขามี ส่งญาติเขา และให้ผียกโทษคนป่วยเสีย พอเอาของไปคืน  คนป่วยก็หาย ก็ไปเอาของเขา ก็ถูกทำโทษน่ะสิ 


และมีอีกเรื่องหนึ่ง ผู้เขียนชอบเข้าไปนั่งสมาธิในโบสถ์ ได้พบเหตุการณ์หนึ่ง มีคนเดินเข้ามาในโบสถ์ แล้วมีวิญญาณตามเข้ามาด้วย พอมาเจอผู้เขียนเข้า วิญญาณก็เกิดความกลัว ผู้เขียนก็ถามวิญญาณว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน แต่วิญญาณก็ยังกลัวอยู่  ก็เลยนั่งเพ่งดู  อ๋อ วิญญาณต้นนี้คือวิญญาณหญิงสาวอายุประมาณ 17-18 ปี  ปีถูกฆ่าชิงรถมอเตอร์ไซค์ พอผู้เขียนมองดู วิญญาณก็เข้าพี่สาว  3คน เข้าทั้ง 3 คน เข้าพี่คนนี้และออกมาเข้าพี่อีกคนนึงสลับไปสลับมา ก็บอกวิญญาณว่าเจ้าไม่ต้องกลัว ไม่ทำร้ายเจ้าหรอกมีอะไรก็บอกมา ผีก็เลยเล่าให้ฟังว่า ถูกฆ่าตายชิงรถไป ถามความประสงค์ของวิญญาณว่าเจ้าต้องการให้ช่วยอะไร วิญญาณบอกว่าหนูไม่อยากไปไหนอยากอยู่กับพี่น้องและครอบครัว ปู่ไม่ไล่เจ้าหรอก ไปพาแม่เจ้าไปซื้อหุ่นผู้หญิงมา เดี๋ยวปู่จะช่วยให้เอง สักพักนึงแม่กับวิญญาณที่เข้าลูกสาวก็กลับมาพร้อมหุ่นผู้หญิง ก็เลยทำพิธีเปิดหุ่นเชิญวิญญาณเข้าอยู่ในหุ่น วิญญาณจึงออกจากคนที่สิ่งมาอยู่ในหุ่นและคนป่วยก็หายเจ็บป่วย คนมักคิดว่าผีเข้าโบสถ์ไม่ได้ แต่จริงๆ ผีก็เข้าโบสถ์ได้เหมือนกัน


วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564

เรื่องที่หมอไม่รู้และรักษาได้

 

โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล


            ท่านทั้งหลายคงเคยสงสัยว่าหมอหรือแพทย์ปัจจุบันจะรักษาเรื่องราวเหล่านี้ได้ เพราะหมอไม่รู้เหตุเรื่องเจ็บป่วยเรื่องนี้ขึ้นมาถึงทำให้คนป่วยเข้ารักษาตามร.พ.ต่างๆ มาหลายร.พ. แม้แต่หมอพระ หมอเจ้า ก็รักษากันมาเยอะ เพราะไม่รู้สาเหตุความจริงที่เกิดขึ้น ถึงกลับรักษาเป็นสิบๆปี นี่คือเรื่องหนึ่งที่ใช้อานุภาพของจิตหรือพลังสมาธิที่แก่กล้าหรือฌานสูงๆ  ถึงจะเห็นเหตุที่เกิดทุกข์เหล่านี้ได้ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๓๐ กว่าปี สมัยผู้เขียนปฏิบัติรักษาคน ตอนนั้นผู้เขียนรับราชการอยู่กองทัพอากาศทุ่งสีกัน มีเพื่อนผู้เขียนคนหนึ่งยศนาวาอากาศเอกพาเพื่อนสองคนมาหา ทำงานอยู่ธนาคารแถวสะพานใหม่นี่แหละ เข้ามาคุยมาปรึกษาเรื่องดวงชะตาเรื่องต่างๆ เรื่องปฏิบัติสมาธิ หนางในสาวแบงค์เขาก็ถามผู้เขียนว่า ปู่ ปู่ แม่หนูป่วยเป็นโรคอะไรไม่รู้ รักษาตามร.พ.ที่ไหนว่าเก่ง หมอไหนว่าเก่งไม่ว่าพระ เจ้าเข้าทรงที่ไหนให้รักษาแม่ ๒๐กว่าปีก็ไม่ยอมหายซักที


            เมื่อผู้เขียนถูกถาม ก็นั่งสมาธิดูให้เขา ตามอาการที่เขาเล่าให้ฟัง จึงรู้เรื่องและเห็นเหตุที่เกิดทุกข์หรือโรคนั้น ก็เลยถามเขาว่า บ้านคุณน่ะ อยู่หน้าวัดหรือ อยู่ริมคลองหรือ เพราะบ้านคุณไปปลูกทับตอตะเคียนเข้า อายุไม่ต่ำกว่า ๘๐-๑๐๐ปี ประมาณ ๒ คนโอบ ที่เกิดอาการอย่างนี้เพราะอะไร มันก็เกิดมาให้เห็นในจิตว่า แม่คุณน่ะ จะมีอาการเหมือนสำลักน้ำอั๊กๆอั๊กๆ ใช่ไหม รักษามากี่ปีกี่หมอก็ไม่รู้ เพราะไม่เห็นเหตุ เพราะอะไร คุณรู้ไหม เพราะเป็นภาพที่เกิดมาในจิตให้ผมเห็น ปรากฏว่าเวลาน้ำขึ้น น้ำจะท่วมตอตะเคียน แม่คุณก็เหมือนคนสำลักน้ำจะจมน้ำ ทำท่าจะตายใช่ไหมล่ะ เล่นเอาสาวธนาคารถึงกับมองหน้าแล้วถามว่า ปู่รู้ได้ไง ไม่เคยไปบ้านหนู ที่ใต้ถุนบ้านเปิดเป็นร้านขายอาหารขายก๊วยเต๋ยวใช่ไหม สาวธนาคารก็ตอบว่าใช่!! ปู่ไม่เคยไปแล้วรู้ได้ไง ใต้ถุนบ้านมีตอตะเคียน หมอทั้งหลายไม่รู้ความจริงเรื่องนี้ถึงรักษาส่งๆไป ให้อ๊อกซิเย่นบ้าง ว่าเป็นโรคหัวใจบ้าง ความดันบ้างทจะผ่าตัดบ้างสารพัด และเมื่อเอ็กซเรย์แล้ว ตรวจแล้ว มันก็ไม่มีโรคอะไรให้เห็น เลยไม่สามารถจะผ่าตัดได้ ถึงได้รักษากันมาถึงทุกวันนี้


            ผู้เขียนก็บอกสาวธนาคารว่า พรุ่งนี้มารับผมไปดูที่บ้านคุณนะ สามธนาคารก็อธิบายเรื่องตะเคียนถูกตัดเหลือแต่ตอและจมอยู่ใต้บ้านมา ๒๐ปีจริงๆ สาวธนาคารก็สงสัยว่ารู้ได้ไง เห็นได้ไง แม้แต่เพื่อนที่เป็นน.อ.อุดม เกิดดี เพื่อนแท้ๆ ยังไม่รู้ว่าผู้เขียนรักษาคนมาตั้งเท่าไหร่ แล้วก็ถามผู้เขียนว่า เฮ้ย! มึงรู้ได้ไงวะ!! ก็บอกว่าพรุ่งนี้ไปพิสูจน์กัน พอหันมาดูสาวธนาคารก็มองตาแป๋วเลย ยัง งง ว่ารู้ได้ไง เห็นได้ไง พรุ่งนี้ไปพิสูจน์กัน!!!


            วันรุ่งขึ้นก็ไปตามนัด น.อ.อุดมเป็นคนพาไป ไม่แน่ใจชื่อวัดโพธิ์เรียงหรือโพธิ์เวียง ที่อยู่เลยวัดโพธิ์ทองบนไปจำได้แค่นี้ พอไปถึงบ้านซึ่งอยู่หน้าวัดจริงๆก็เดินไปดู ข้างหน้าเป็นคลอง ก็มีบ้านต่างๆ อยู่หน้าวัด ปลูกกันเต็มไปหมด พอไปถึงบ้านสาวธนาคาร ไปดูใต้ถุนบ้านที่ยกสูง ก็ปรากฏว่า โอ้....มีตอตะเคียนจริงๆ น้ำมันท่วนตอตะเคียน แม่คุณถึงมีอาการสำลักน้ำ ก็ให้ไปเอาเสื่อมานั่ง เพ่งจิตรักษาแม่ตะเคียน ประสานแผล ประสานเนื้อ ประสานหนังให้แม่ตะเคียน ต่อแขน ต่อขาให้เรียบร้อยและรักษาให้ ใช้พลังจิตสมาธินี่แหละ พอเพ่งจิตรักษาให้เสร็จ ก็ขึ้นไปนั่งบนบ้าน ก็บอกให้ลูกสาวกับแม่ไปหาซื้อตุ๊กตาหรือหุ่นผู้หญิงมา และบอกแนะนำคนป่วยว่าไปยืนเพ่งที่ตอตะเคียนซิ ถามแม่ตะเคียนว่าต้องการหุ่นแบบไหน หน้าตาแบบไหน ไปดูไปเลือกเอา และไปซื้อมา พอสักครู่ใหญ่ๆ เขาก็หอบเอาตุ๊กตา อุปกรณ์ทั้งหลายมาวางอยู่หน้าโต๊ะเอาผ้าขาวปู ก็นั่งสมาธิอันเชิญวิญญาณแม่ตะเคียนมาเข้าหุ่น และทำพิธีเปิดเนตร เปิดโอษฐ์ เสริมบารมีให้ รักษาให้แม่ตะเคียนอีกทีนึง พอเสร็จแล้ว ก็เชิญขึ้นหิ้งให้แม่ตะเคียนขึ้นมาอยู่บนหิ้งนี้ แล้วก็สอนลูกสาวทำยังไง บูชายังไง ดอกไม้ธูปเทียนยังไง แล้วก็กลับ


วันรุ่งขึ้นอีกวัน ไปดูอีก ไปนั่งที่ร้านสาวธนาคารนั่งดูกับลูกสาวเขา ดูน้ำขึ้นว่าเป็นยังไงบ้าง คนป่วยก็มานั่งดู ปรากฏว่าน้ำขึ้นท่วมตอ คนป่วยก็นั่งเฉย นั่งปกติ ไม่เป็นอะไรเลย กลับปกติ เล่นเอา ๒คนแม่ลูกหันมามองตากัน คนป่วยถึงก้มลงกราบ ๒๐กว่าปีหายแค่ ๒วันเอง พ่อเอย แม่เอย ก็สงสัย  ไม่น่าเชื่อ แม้แต่พี่น้องก็ไม่เชื่อ  ๒๐กว่าปีแค่ ๒วันหายได้ ทุกคนทึ่ง นี่คืออานุภาพของการปฏิบัติสมาธิที่สามารถใช้สมาธิรักษาคน รักษาวิญญาณ แพทย์ที่ไหนในโลกรักษาได้แบบนี้บ้าง หารู้ไม่ว่าสมาธิของพระพุทธศาสนามีประโยชน์มากมายและลึกซิ้ง แต่เราชาวพุทธกลับไม่รุ้ความจริงของพุทธศาสนา สมาธิ สมถะ วิปัสสนา เป็นความรู้ที่ประเสริฐเลิศที่สุดในโลก


เมื่อรักษาหายแล้วก็อธิบายให้พวกเขาฟัง เมื่อเราช่วยวิญญาณเจ้าแม่ตะเคียนพ้นทุกข์แล้ว ด้วยอานุภาพของจิต แม่ตะเคียนก็มาช่วยมนุษย์ด้วย ที่มีคุณแก่เจ้าแม่ ทำให้กิจการขายดี มีโชคลาภ ครอบครัวมีความเจริญรุ่งเรือง เรียกว่า คนช่วยผี ผีช่วยคน คนช่วยวิญญาณ วิญญาณก็ช่วยคน พวกท่านรู้ไหม นี่คือ ความลี้ลับของจิตสมาธิหรือจิตวิญญาณ ที่หมอทั้งหลายหรือพระสงฆ์องค์เจ้าไม่ปฏิบัติไม่รู้ ทุกวันนี้ทำให้ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงกับผู้ไม่ปฏิบัติถึงได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไอ้พวกที่ปฏิบัติก็ว่าผีมีจริง วิญญาณมีจริง พระพุทธเจ้ามีจริง ไอ้พวกไม่ปฏิบัติก็ว่า ผีไม่มีจริง วิญญาณไม่มีจรจิง พระพุทธเจ้าไม่มีจริง ท่านจะเลือกแบบไหน ท่านจะเลือกสมาธิ สมถะ วิปัสสนา หรือจะเลือกพวกที่ปฏิบัติไม่เป็น ไม่รู้เรื่อง ก็เลือกเอาเอง