วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ขันธ์ ๕



โดย ปู่สงค์ สวนพุฒตาล


คนเราเกิดมาก็มีขันธ์ 5 มาตั้งแต่กำเนิดทุกคนแหละ เพราะขันธ์ 5 ก็คือตัวคนเรา เกิดมาก็ต้องครบขันธ์ 5 จึงจะเกิดได้ ขันธ์ 5 ประกอบไปด้วย รูป เวทนา สัญญา  และวิญญาณ คนเราไม่เข้าใจมีขันธ์ 5  แล้วจะไปรับขันธ์อะไรอีก ก็ขอชี้แจงเรื่องขันธ์ 5 ก่อน


รูป  ก็คือร่างกาย ตัวเรา ที่เป็นรูปร่าง ก็จะมีความร้อน อุณหภูมิ ความอบอุ่น ในรูปร่างเรา คือธาตุไฟ


เวทนา ก็คือความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดกับกายเรา ความทุกข์ทั้งหลาย ความสบายกาย ความรู้สึกร้อนหนาว หรือเป็นเรื่องต่างๆที่มากระทบตัว กระทบกาย ต้องทนต่อทุกข์ทั้งหลาย ก็คือ ธาตุดิน


สัญญา ก็คือความจำหมาย ความคิดที่วุ่นวายส่งมากระทบ หรือส่งมาให้จับเป็นอารมณ์ทำให้คิดจำไปยุ่งไปหมด ก็คืออารมณ์ ธาตุลม


สังขาร ก็คือตัวปรุงแต่งร่างกายเรานี่แหละ ก็ได้แก่ส่วนที่เป็นเลือด หรือน้ำต่างๆในกาย ธาตุน้ำ



วิญญาณ  ก็คือ จิต-ใจ หรือชีวิตที่เอาเข้ามาประกอบกับธาตุทั้ง ๔ นั่นเอง จึงครบขันธ์ 5 ก็คือ ยะ


สรุปได้ว่า รูปเป็นธาตุไฟ เวทนาธาตุดิน สัญญาเป็นธาตุลม สังขารเป็นธาตุน้ำ เอาธาตุทั้ง 4 มารวมกันเป็นตัวคนเรา เอาวิญญาณเติมเข้าไปก็เกิดตัวยะขึ้น

ขันธ์ 5 ก็คือ นะโมพุทธายะ พระพุทธเจ้า 5 พระองค์นั้นเอง  เมื่อขันธ์ 5 ของเรามีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์สมบูรณ์ในตัวแล้ว ยังจะไปรับขันอะไรต่อขันอะไรมาไว้ในตัวอีกละ


เพียงแต่ว่าเราคอยดูแลตัวเราร่างกายให้ดี ก็เท่ากับรักษาขันธ์ให้ดีเท่านั้นเป็นพอ เพลงแต่สวดมนต์ ทำดี ประพฤติดี ปฏิบัติดี และตักบาตร ทำบุญบ้าง เข้าวัดเข้าวา บ้างก็ถือว่าทำดี และก็คอยดูสุขภาพตัวเองให้ดีไว้ ก็เท่ากับรักษาขันธ์ 5 ไปในตัว แต่ปัจจุบันนี้กลับไม่อย่างนั้น ดันไปเชื่อพวกหากินต่างๆนาๆ รับขันธ์ รับองค์กันยุ่งไปหมด ขันธ์ 5 ก็มีแล้วและยังไปรับขันธ์ 7 ขันธ์ 8 ขันธ์ 9 บางทีก็ขันธเทพ ขันธ์พรหม บางคนบ้ารับขันธ์ทุกปี ไปขันธ์ 10 11 12 เรื่อยไป มีมารับถึง 16 ขันก็มี ต้องเปลี่ยนขันธ์ เพิ่มขันธ์ เล่นเสียเงินเสียทองกันยุ่งไปหมด แค่ขันธ์ 5  ตัวเองก็จะแบกหรือดูแลไม่ไหว ดันไปรับขันธ์อะไร ต่ออะไร มาแบกไว้อีก และปรากฏว่าพวกบ้ารับขันธ์ บ้าตำหนักทรง สำนักทรง วัดทรง เป็นโรคประสาท หรือปีศาจกันไปมากต่อมากแบบทุกวันนี้


        ที่ผู้เขียนเห็นโดยมาก ที่ไปรับเป็นขันธ์ผีกันเสียส่วนมาก แล้วก็มีปัญหาครอบครัว บ้านแตกสาแหรกขาดกันมานักต่อนัก เพราะอะไร ก็เพราะผู้เขียนเป็นนักถอดขันธ์น่ะสิ จึงรู้ดีว่า ขันธ์ผีหรือขันธ์เทวดา เพราะว่าองค์บ้า เจ้าบ้า เข้าทรงจึงถูกหลอกกันง่าย ไม่รู้ว่ามันมีองค์ มันเท่ห์ตรงไหน ดีตรงไหน หารู้ไม่ว่า การจะรับขันธ์ ก็ต้องรู้ว่าอาจารย์หรือร่างทรงน่ะ เป็นคนดีหรือเปล่า ต้องดูให้แน่ใจ เป็นคนประพฤติดี ปฏิบัติดี หรือคนชั่ว มัวเมา แต่สุรานารี ฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต ปากหมาหรือปากเสียหรือเปล่า ไม่ยกทั้งคนปากเหม็นก็เป็นข้อห้าม ยิ่งปัจจุบันนี้ มีร่างทรงเต็มบ้าน เต็มเมืองก็ล้วนอยากเป็นร่างทรง เป็นอธิบดีก็มี เป็นด็อกเตอร์ดังๆก็มี เป็นพระสงฆ์ดังๆก็มี เป็นคนมีฐานะตำแหน่งดีก็มี ล้วนแต่อยากเป็นร่างทรง มีองค์ก็องค์ใหญ่ อาทิเช่น พระตรีมูรติ พระศิวะ พระนารายณ์ พระพรหม ถ้าเป็นองค์ผู้หญิง ก็จะเป็น พระแม่ศรีอุมา พระแม่ลักษมี พระแม่กาลี พระแม่กวนอิม เจ้าปู่ เจ้าพ่อ เจ้าแม่อะไรอะไรกันยุ่งไปหมด แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า มาเป็นร่างทรง หลอกให้รับขันธ์กันยุ่งไปหมด แถมยังลงโฆษณา ตามหนังสือทีวีกันเยอะ


        ผู้เขียนดูๆแล้ว นี่มันจะบ้ากันใหญ่ ผู้เขียนท่องยุทธจักรเจ้าเข้าทรงมาเยอะ คนเรามันคงว่างมากสิ หรือหางานทำไม่ได้ ก็มาเป็นเจ้าเข้าทรงเพราะขันธ์ 5 นี้เป็นเหตุจึงรู้เห็นมาเป็นพันตำหนัก ตำหนักผี ตำหนักเทพ ตำหนักพรหม วัดผี วัดก็จัดพิธีใหญ่กันโครมๆ แม้แต่นักเขียนดังๆ ก็เอากับเขาด้วย ทรงพระแม่กาลี เวลาลงทรงก็ต้องร้องเอิ๊กๆ อ๊าก อะไรกันกลายเป็นโรคบ้าองค์ ก็เป็นอาชีพหากินอีกแบบหนึ่งด้วยแค่ขันธ์ 5 ก็พากันบ้าเป็นการใหญ่ แบบทุกวันนี้ แม้แต่ตามซอก ตามซอยก็มีตำหนักทรงกันเยอะไปหมด หาก็รู้ความจริงไม่ว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่ขันธ์ทรงเจ้าหรือเข้าทรง แต่เป็นขันธ์ให้รู้ว่าคนเราที่เกิดมานี้ทุกคนมีขันธ์ 5 กันทั้งนั้น ก็คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่ประกอบกันมาเป็นรูปขันธ์ 5 ให้รู้ว่าตัวเราเกิดมาประกอบด้วยอะไร ถึงจะเป็นรูปร่างคน ก็คือขันธ์ 5 นี่เองประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 ไฟ ดิน น้ำ ลม กับวิญญาณ จึงรวมกันเป็นรูปร่างตัวเรา และเอาวิญญาณใส่ก็ครบบริบูรณ์  พ่อคุณ แม่คุณทั้งหลาย ไม่ใช่เอาขันธ์เรามารองรับวิญญาณโน้น วิญญาณนี้ มาร่วมด้วยถึงได้ตีกันยุ่งในตัวคนเรา มันเกิดขันลดขันธ์ ถึงได้เสียสติบ้าไปตามๆ กัน ถ้าเทวดาชั้นไหนมาชอบเราท่านก็จะมาปกปักรักษาเองไม่ต้องเอามาบรรจุในตัวเราอย่างนี้นี่เอง 


วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ศีล ๕



 โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล


ศีล ๕ ก็เป็นศีลชั้นประถมศึกษาแค่ ๕ ก็ยังไม่รู้เรื่องและเข้าใจกันแค่ศีล ๕ ก็ยังรักษากันไม่ได้หมดและจะขึ้นชั้นมัธยมได้หรือ เคยคิดกันบ้างหรือเปล่า


ข้อแรก ปาณาติปาตา ให้งดเว้นฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต ก็ยังรักษากันไม่ได้ ฆ่าปลา ฆ่าวัว ฆ่าควาย หรือฆ่าสัตว์ใดๆ ก็ถือว่าเป็นบาป บาปมาก บาปน้อย ก็อยู่ที่ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ ฆ่าสัตว์ก็เป็นไฟบาป


ข้อสอง อทินนาทานา ห้ามลักเล็กขโมยน้อย ไม่ว่าของเล็กของใหญ่ ที่ไม่ใช่เป็นของตัวเอง ก็ถือว่าชั่ว มันกระทบจิตเรา กายเรา ก็คือธาตุดิน ความทุกข์มันกัดกินหัวใจเรา เพราะถือว่าเป็นความชั่ว


ข้อสาม กาเมสุมิจฉา ผู้ประพฤติผิดในกาม ไปยุ่งกับครอบครัวคนอื่นโดยไม่ใช่ของครอบครัวเรา ก็ถืออารมณ์เป็นกิเลส จึงเป็นธาตุลม


ข้อสี่ มุสาวาทา ก็เป็นข้อห้ามไม่ให้พูดจาโกหก หรือพูดเท็จใดๆ ก็เป็นเหมือนธาตุน้ำ น้ำขึ้นน้ำลง หรือน้ำโคลนที่สกปรกไหลแทรกซึมไปทั่ว ก็คือธาตุน้ำ


ข้อห้า สุราเมระยะ ก็คือข้อห้ามดื่มสุรา ของมอมเมา ยาบ้า อะไรๆในสมัยนี้ด้วย เพราะไปกิน ไปดื่ม หรือดูด หรือสูบ ทำให้เสียสติ ขาดสติ ก็คือวิญญาณหรือจิต-ใจ ข้อนี้จึงร้ายแรงที่สุด ถ้าจะเกี่ยวกับพุทธศาสนาก็คือ นะโมพุทธายะ นั่นแหละ วิญญาณก็คือ ยะ


พระพุทธเจ้าก็วางศีล ๕ ให้มีสติ ยึดพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ให้อยู่ในศีล ๕ ก็คือ นะโมพุทธายะเช่นกันก็พิจารณาดูแล้วก็เกี่ยวพันกับขันธ์ ๕ อีกชั้นหนึ่งแต่คนเรายังขาดการพิจารณา ให้ละเอียดลึกซึ้งถึงพระคุณพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ นี่ก็เป็นเพียงฐานเบื้องต้นเท่านั้น


ต่อเมื่อใด พวกท่านมีสติรู้ชัดว่าศีล๕ เป็นการละความชั่วทั้งหลายที่เกิดขึ้นในใจ ไม่ให้ทำผิด ท่านก็จะรู้เห็นวิธีปฏิบัติธรรมคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ไปทีละน้อยๆ จนมีสมาธิที่ดีหรือเข้าถึงสมาธิแท้จริง ท่านก็พบแสงสว่างทางเดินของศีล ที่จะก้าวไปเบื้องหน้า ศีล ๕ ก็เลยเป็นรากฐานของสมาธิ สมาธิก็เป็นรากฐานของสมถะ สมถะก็เป็นรากฐานของวิปัสสนา ท่านทั้งหลายเอ๋ย รู้เหตุไหม ทำไมพระพุทธเจ้าวางศีลไว้เป็นข้อแรก หรือชั้นประถม ให้รักษาศีลให้มั่นคง จะปฏิบัติสมาธิได้ง่าย สมาธิก็จะเกิดปัญญาไปในตัว ทำให้เห็นและรู้สมถะ ๔๐ ยิ่งมีสมาธิมากๆ จากสมาธิหรืออุปจารสมาธิ ก็จะรู้เห็นทางเดินของสมถะ ๔๐ เพราะสมาธิคือตัวรู้ตัวเห็นรวมกัน จึงเรียกอุปจารสมาธิ เมื่อรักษาศีลได้บริบูรณ์ สมาธิจะเกิดง่าย ได้สมาธิหรืออุปจารสมาธิแล้ว สามารถเห็นทางเดินของสมถะ ๔๐ ได้ ก็เอาสมาธิมาพิจารณาดูในสมถะ ๔๐ จนชำนิชำนาญ ท่านถึงจะเข้าสู่วิปัสสนากรรมฐาน ได้ศีล ๕ จึงเป็นแค่ชั้นประถม ถ้าฝึกรับศีลไปจนถึงศีล ๑๐ หรือถือไปเรื่อย จะได้คู่กับการฝึกสมาธิ จากอุปการะสมาธิก็ขึ้นไปอัปปนาสมาธิ และปรมัตถะสมาธิ ท่านจะเจริญสมาธิ หรือเจริญฌาน ก็แล้วแต่ท่านจะถนัด ไปจนถึงขั้นสูงสุดอรหันต์ แต่ต้องผ่านด่านสมาธิสูงๆ ฌาน ๘ ขึ้นไปจึงจะรู้เห็นเรื่องพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ แท้จริงศีลก็รักษาไม่ยาก เพียงแต่ท่านพยายามทำไม่ให้ผิดศีลทั้ง ๕ ข้อเท่ากับใจสะอาดบริสุทธิ์ เหมือนกับขันธ์ทั้ง ๕ จึงเป็นของคู่กัน ศีล ๕ กับขันธ์ ๕ ก็ล้วนแต่สอนให้เรารักษาอย่าทำผิด ทำชั่ว ท่านก็จะได้พบหลักสัจจะความจริง ทุกข์ สมุทัยนิโรธ มรรค หรืออริยสัจ ๔ นี่เอง แล้วท่านจะได้พบกับคำสอนของพระพุทธเจ้าแท้จริแล้วก็เห็นพระพุทธเจ้าด้วย


ศีล ๕ จึงมีความสำคัญแก่สานุศิษย์ของตถาคต ใครไม่รักษาศีลจึงไม่สามารถพบเห็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าท่านไม่มีศีลไม่รักษาศีล ก็จะมีแต่เรื่องสารพัดทุกข์มาโจมตี เล่นงาน ไม่แต่ตัวคุณเองเท่านั้น ยังโดนถึงครอบครัวด้วย การรักษาศีลก็ให้ถือศีลเป็นสัจจะ ก็จะชนะอุปสรรคเภทภัยทั้งปวงและก็มีความสุขความเจริญทั้งครอบครัว ถ้าท่านรักษาศีลและปฏิบัติสมาธิได้ ถึงขั้นสมาธิก็จะสามารถช่วยเหลือครอบครัวได้ ถ้าปฏิบัติถึงสมาธิก็สามารถปิดนรกให้พ่อแม่พี่น้องได้ ถ้าปฏิบัติถึงปรมัตถสมาธิครอบครัวจะพ้นกรรมทุกอย่าง


ท่านเอ๋ย เราเป็นชาวพุทธศาสนิกชนศิษย์พระตถาคต ยังจะโง่อยู่หรือ หันมารักษาศีลให้สะอาด หันมาปฏิบัติสมาธิควบคู่ไปกับทางโลก คือทางธรรมคู่กับทางโลก ท่านก็ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ตถาคตแท้จริงแล้ว อย่ามัวแต่ใช้ปากพูด เถียงไม่มีเหตุผล โทษเว รโทษกรรม โทษบาปบุญอะไรส่งไป ยิ่งพวกปากสุนัขปากควาย ก็มักจะโทษไม่มีเวลา ไม่ว่าง นั่นแหละตัวเองเป็นตัวกาลีที่มีกรรมจริงๆ ตายไปก็ไม่เกิด ต้องเป็นผีปอบ ผีพเนจร อดอยากต่างๆ นานา 


ท่านรู้หรือไม่ การปฏิบัติธรรมหรือรักษาศีล ก็รักษาในใจ แต่ถ้าท่านจะปฏิบัติสมาธิทำได้ทุกเวลาทุกสถานที่ ถ้าท่านอยากจะทำไม่มีเวลาก็นอนทำสมาธิ ให้เวลามากน้อยก็ไม่จำกัดเวลา ขอให้ท่านทำเถอะได้บุญได้กุศลตามมาโดยไม่รู้ตัว อย่าหลงมัวแต่โทษอะไรนอกกาย ต้องโทษตัวเองนั่นแหละ ไม่ทำและรู้แล้วไม่ทำ พวกนี้ยิ่งโง่ใหญ่กรรมก็มากตามขึ้นทุกวัน จากตัวเองถึงครอบครัว บางทีเล่นทั้งตระกูลเดี๋ยวนี้ในปัจจุบันมีเยอะ กลับเนื้อกลับตัวมาถือศีล 


ปฏิบัติสมาธิ ละความชั่วไม่คิดร้ายกับใคร ท่านก็คือศิษย์ตถาคต


อริยสัจ ๔



 โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล


ทุกข์ สมุทัย นิโร ธมรรค 

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔ ก็เอามาพิจารณาดู


ทุกข์ คือ เหตุหรือต้นเหตุแห่งทุกข์

สมุทัย คือ สาเหตุที่เกิดทุกข์

นิโรธ คือ หนทางดับทุกข์วิธีดับทุกข์แก้ทุกข์

มรรค คือ ความสำเร็จพ้นทุกข์ ผลของความพ้นทุกข์


จะเปรียบทุกข์ ก็คือ อารมณ์ หรือลมหรือไฟก็ได้ เป็นผลส่งมากระทบ สมุทัย ก็คือ จิตใจเรานี่เองให้เกิดความรู้สึกต่างๆ นิโรธ ก็คือ วิธีดับทุกข์ แก้ทุกข์ มรรค ก็คือผลจากดับทุกข์ จึงเปรียบกับธาตุทั้ง ๔ 

 ทุกข์ ก็คือ ลมกับไฟ ก็คือ ธาตุลมกับธาตุไฟ

สมุทัย ก็คือ ใจร่างกาย ก็คือดิน ธาตุดิน

นิโรจน์ ก็คือ การดับทุกข์ หรือแก้ทุกข์ ก็เป็นธาตุน้ำ

มรรค ก็คือ สมาธิ ต้นเหตุหรือรากของมรรค 


เมื่อพิจารณาง่ายๆอย่างนี้ ทุกข์คือลม สมุทัยคือจิต นิโรธคือตา(หลับตา) มารวมกันพิจารณาได้ความว่า ลมหรืออารมณ์เป็นต้นเหตุของจิต วิธีแก้ทุกข์ก็เอาจิตจับลมหรืออารมณ์ อารมณ์ก็จะสงบ แต่จิตก็ยังถูกกระทบก็ได้ เราจึงเอาตา (นัยตา)  จับกับจิต เมื่อตาถูกเพ่งจับอยู่กับจิต จิตก็จะสงบได้ง่าย ก็สรุปได้ความว่า จิตเพ่งจับลม ตาเพ่งจับจิต ตาจึงเป็นตัวบังคับหรือควบคุมจิตให้จับกับลม ลมสงบ จิตก็สงบตาม จิตถูกตาบังคับ คือเพ่งจิต เพ่งลม เมื่อเป็นเช่นนี้ ลมสงบจิตสงบสงบตาเป็นผู้เพ่งให้จิตกับลมสงบตาก็พลอยสงบไปในตัว

 

เมื่อตาเพ่งจิตทะลุถึงลม ตา จิต ลมจึงผสมกันหรือสัประยุทธ์กันเป็นเนื้อเดียวกัน รวมกันนิ่งเป็นหนึ่งเดียว ท่านก็ได้สมาธิโดยอัตโนมัติแล้ว สมาธิก็คือหลักเบื้องต้นของมรรคนี่เอง พระพุทธเจ้าเห็นเหตุและผล จึงเอามาเป็นปัญญา ค้นหาสมาธิ เพื่อจะได้เข้าสู่ความสำเร็จ สมาธิคือรากของมรรคนี่เอง


ผู้เขียนเข้าใจเหตุนี้ ก็คือ จิตจับลมหายใจให้สงบ โดยใช้ในตาที่หลับเพ่ง บังคับจิต ตาหลับหรือหลับตา จึงต้องใช้เป็นตาในเพ่งจับจิต จับลม จึงรู้ว่าสมาธิจะทำอย่างไร ก็มาค้นคว้าเรื่องสมาธิโดยหลักอานาปานสติ การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก หาหลักและวิธีจะบังคับลม ก็คือ หาที่ตั้งของจิตก็พบว่า เวลาหายใจเข้า-ออกทางรูจมูก หรือประตูลมนี่เอง ก็เพ่งดูว่าลมมันเข้า-ออก จะกระทบอะไรบ้าง จึงหาจุดหลัก หรือวิธีภาวนา ก็พบว่าถ้าเอาลงมาไว้ปลายจมูก หรือปลายจงอยจมูก จะรู้สึกว่าจับลมหายใจได้ง่าย ที่นี้ ลมเข้า ๒ รูจมูก จะทำอะไรให้มารู้สึกพร้อมกันก็พบว่าสองรูจมูกมีที่แบ่งกึ่งกลางรูจมูกทั้งสอง ก็เลยเอาที่ตั้งของจิตไว้ปลายจะงอยจมูก ให้จิตอยู่กึ่งกลางรูจมูกทั้งสอง ก็พบว่าตรงนี้เอาจิตตั้งไว้ จะรู้ว่าเวลาหายใจเข้า จะรู้ว่าลมหายใจจะเข้า-ออกพร้อมกัน เมื่อทดลองดู ก็รู้ว่าเป็นจริงแน่ เพราะทำให้เรารู้สึกว่าลมหายใจเข้า-ออกพร้อมกันได้ ทีนี้จิตก็อยู่กับลมหายใจ รู้ลมหายใจได้ง่ายมาก ก็หายใจเข้า-ออกบังคับลมหายใจให้สงบได้ง่ายมาก พอเข้าใจวิธีหายใจเข้าออก ก็มีความรู้สึกว่ามันมีอะไรตามเข้าไปกับจิตตลอดเวลา หรือคู่ไปกับการหายใจ จึงจับได้ว่าตานี่เอง มันจับคู่ไปกับลมหายใจ พอหายใจเข้าลึกเท่าไหร่ เจ้าตัวรู้สึกนี่เอง มันจะบอกว่าหายใจเข้าไปลึกขนาดไหน จึงจะพอกับความต้องการของใจ ก็รู้ทันทีว่า การหลับตาเป็นประโยชน์ โดยใช้ตาเราจับกับลมหายใจไปด้วยนี่เอง แถมตาก็ยังช่วยจิตจับบังคับลมหายใจได้ด้วย 


ทีนี้ก็เลยใช้จิตจับกับลมหายใจเข้า-ออกตา ก็ช่วยบังคับจิต จึงจะบังคับลมหายใจได้สม่ำเสมอเพราะจิตบังคับลม และตาในบังคับจิตนี่เอง ที่เราได้ในคืนแรกก็เพราะเหตุนี้ จิตบังคับลมหายใจ ตาบังคับจิต จิตบังคับลมหายใจสงบ จิตก็จะสงบตาม เพราะจิตถูกตาในเราเพ่งจิตบังคับนี่เอง เมื่อตาบังคับจิต จิตบังคับลม เพ่งจนเป็นเนื้อเดียว กันอันเดียวกัน ที่เดียวกัน จึงเกิดสมาธินี่เอง ก็เพราะมาค้นคว้าวิธีทำสมาธินี่แหละ จึงเป็นหลักของสมาธิแท้จริง



พอรู้ว่า ตาก็คือตัวสำคัญในการฝึกสมาธิ จึงเอาหลักอานาปานสติมาใช้ ปรากฏว่าตาเป็นตัวตั้งระยะของลมหายใจสมมุติระยะหายใจตั้งไว้ ๔ นิ้ว เวลาหายใจเข้า ลมหายใจจะเข้าไปตามจิต ๔ นิ้ว เวลาหายใจออกก็จะออก ๔ นิ้ว นี่คือทำให้หายใจเข้าออกสม่ำเสมอ เท่ากันไม่หายใจเข้าสั้น หรือยาว ก็เหลือแต่ว่าจะปรับความเร็ว ความช้าให้เท่ากันอย่างไร ก็เพิ่งจับตรงปลายจงอยจมูกหรือที่ตั้งของจิต เราก็จะรู้ว่าลมหายใจเข้า-ออก มันผ่านตรงนี้ ตาก็เพ่งจับจิต ให้บังคับลมหายใจได้ง่าย และปรับลมหายใจ ทีนี้จิตกับลมกับตา ก็สัประยุทธ์รวมกันได้ง่ายขึ้น และรวดเร็ว เมื่อตากำหนดระยะทาง จิตก็คุมลมหายใจ ก็จะรู้ว่าจิตกับตา บังคับลมหายใจได้คงที่ จากตอนแรกลมหายใจหยาบ พอถูกเพ่งจับก็จะมาอยู่กลาง คือจะถูกปรับ จนลมหายใจละเอียด คือลมหายใจจะถูกหดเข้า ตามความรู้สึกจิต จนจาก ๔ นิ้วมา ๓ นิ้วครึ่ง ๓ นิ้ว ๒ นิ้วครึ่ง ๒ นิ้วนิ้วครึ่ง เหลืออีกหุนนึง จิตใกล้เข้าสมาธิจิต กับตาก็ผสมกันตลอด แต่ตอนนี้ใกล้จะถึงจุดที่ตั้งของจิต คือปลายจงอยจมูก ตอนนี้แหละ ผู้เขียนให้ชื่อว่า ตอนต่อฌาณ หรือตอนจะเข้าจุดสงบ ตาก็คือตามไปดู ก็จะเห็นว่าจะเกิดอาการวิตกครับ ก็คือตัวเราจะรู้สึกตัวเบา ตัวโปร่ง ตัวพอง ตัวขยาย หรือเกิดอาการโยก แกว่ง นี่คือตัววิตก เกิดจากจิตเราหลุด ก็จับกับอาการต่างๆ ก็เลยเกิดวิตก เกิดความสงสัยทำไมเกิดอาการอะไร เขาจึงเรียกว่าจิตเป็นวิตกนี่เอง โดยมากเกิดกับผู้ปฏิบัติหลุดจากที่ตั้งของจิต เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เอาตามาจับกับจิต เพ่งบังคับจิตให้อยู่กับที่ตั้งของจิตที่เรากำหนด จิตก็ถูกตาจับนิ่งไว้ จึงเป็นจิตวิตก ตาที่จับก็เลยเป็นวิจารณ์ เพราะเพิ่งจับวิตกเกิดวิจารณ์ จับนิ่งไว้ตรงที่ตั้งปลายจงอยกึ่งกลางรูจมูก เมื่อจิตสงบเพราะตาเพ่งจับ ตาจึงเป็นตัววิจารณ์จำไว้ จุดนี้ ที่วิจารณ์จับ หรือตาจับ ก็จะใช้ประโยชน์ตอนต่อไป ตอนเกิดวิตกกับวิจารณ์ เขาเรียกว่า ฌาณแรกคือปฐมฌานจ้ะ



จุดวิจารณ์ นี่แหละ เราก็เพิ่งวิจารณ์ต่อไปอีก ตอนนี้จิตกับตาก็จะผสมกันมากขึ้น หรือสัประยุทธ์กัน รวมกันเพ่งจุดวิจารณ์นิ่งนิ่งเข้าไปอีก จะรู้สึกว่าเพ่งลึกเท่าไหร่ หรือมีพลัง จิตตาเพ่งมาก พอถึงจุดปิติ ก็จะเกิดขึ้นมา เพ่งมากน้ำตาของปิติก็จะมาก และเป็นผลดี ความปิติก็จะมาก น้ำตาไหลมาก ก็คือปิติมากถ้ารู้สึกน้ำตาไหลน้อย ความปิติจะมีน้อย ปีติก็ขึ้นอยู่กับพลังจิตตาเพ่งนี่แหละ ถ้าปิติเกิดมาก ก็รู้ได้ว่าน้ำตาไหลมาก จิตใจกายก็จะอิ่มเอิบมาก เป็นผลดีแก่กายใจเรา รอจนความปิติค่อยลดลง คือมันอิ่มแล้วก็จะลดลงมาเอง จิตกับตาก็รวมกันเพ่งตรงปิติ หรือจุดปิติ เพ่งเข้าไปอีก ก็จะทะลุเข้าไปในปิติ ปิติก็จะหายเข้าไปสุดที่เพ่ง ก็จะเกิดสุขตามมา ก็คือนั่งยิ้มอย่างสบายอกสบายใจ หรือแบบถูกอารมณ์นั่นแหละ 


ปิติ ก็คือ ฌาน ๒ หรือ ทุติยะฌานนั่นเอง ปิติ-วิจารณ์ก็คือจุดเพ่งที่เดียวกัน คือตรงปลายจงอยจมูก กึ่งกลางประตูรูจมูก วิจารณ์ ก็อยู่ตรงนี้ ปิติก็อยู่ตรงนี้ที่เดียวกัน ทีนี้ก็เพ่งที่ปิติ ก็เกิดสุข ตรงที่เดียวกันกับปิติ เกิดสุข ก็คือ ฌาน ๓  หรือตติยฌาน พอนั่งยิ้ม นั่งอิ่มอกอิ่มใจ จนพอใจแล้ว ก็จะสงบจิตกับตา ก็เพ่งตรงจุดสุขนั่นแหละ ที่เดียวกันหมดวิจารณ์ ปิติ สุข พอมาถึงตอนนี้ ฌาน ๓ จิตกับตาก็สัประยุทธ์รวมกันแน่น หรือมากขึ้นอีก ก็มาเพ่งสุขต่อ พอจิตกับตาเพ่งสุขนิ่งเข้าไปในสุข ตอนนี้จิตก็จะนิ่งมาก เป็นเอกัคคตารมณ์ ส่วนตาก็จะนิ่งสงบจนเป็นอุเบกขา ไม่ใช่อุเบกขาธรรมดา แต่ถูกตาเพ่งเข้าไปในอุเบกขา เลยไม่ใช่ วางเฉยหรือสงบแบบธรรมดา แต่ตาก็นิ่งลึกเป็นไงอุเบกขาจึงนิ่งก็เลยเป็นเฉย นิ่ง ลึกที่สุด อุเบกขามีชื่อว่า การวางเฉย ไม่รับรู้อะไร จึงเป็นการวางเฉยไม่ธรรมดา แต่เป็นวางเฉยพิเศษ นิ่ง ลึก  หรือจุดกลางวางเฉยนั่นแหละ  จิตที่นิ่งเป็นเอกัคคตารมณ์ก็คือ  อารมณ์เดียวกัน รวมกัน นิ่ง  หรือ จุดนิ่ง อุเบกขา สงบนิ่ง สองตัวนี้ ก็คือ เอกัคคตากับอุเบกขา จึงมารวมกันเป็น จิตเป็นตัวรู้ ตาจึงเป็นตัวเห็น ก็คือ สมาธินี่เองหรือเรียกว่า อุปจารสมาธิ ฌานก็จะเรียกจตุตถฌานก็คือฌาน ๔ นี่เอง


เพราะฉะนั้น สมาธิเรียกฌาน ๔  นี้ว่า อุปจารสมาธิหรือจตุตถฌาน จึงอธิบายให้เข้าใจ อุปจารสมาธิ ก็คือ สมาธิที่แท้จริง คือ จิตเป็นตัวรู้ ตาเป็นตัวเห็น สมาธิกับฌาน จึงเป็นของคู่กันมา และก็กลายเป็น ปุจฉา-วิสัชนา กันว่า สมาธิเกิดก่อนฌาน หรือฌานเกิดก่อนสมาธิ ความจริงอะไรเกิดขึ้นก่อนก็ได้ อยู่ที่ผู้ปฏิบัติของแต่ละบุคคล จะได้แบบไหนก่อน ถ้าจะอธิบายเกิดก่อนและมาค้นเรื่องสมาธิจึงได้เกิดฌาน แต่บางท่านก็ต้องมาฝึกฌานก่อนถึงจะทำให้เกิดสมาธิ ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ฝึกแต่ละบุคคล ไม่ต้องไปเถียงอะไรถูกได้ทั้งนั้น


เมื่อรู้เรื่องหลักปฏิบัติสมาธิ ก็ต้องปฏิบัติสมาธิ ระดับอุปจารสมาธิหรือระดับฌาน ๔  จึงจะเกิดตัวรู้ตัวเห็น ท่านที่ฝึกสมาธิ ฝึกฌานระดับ”จิตกับตา” สัประยุทธ์การรวมกันเป็นสมาธิ หรือฌาน๔ จตุตถฌาน พวกท่านเหล่านี้แหละ จึงสามารถเข้าสมถะ วิปัสสนา เข้าถึงมรรคผล หรือสามารถเป็นอริยบุคคลที่แท้จริงได้ พระสงฆ์องค์เจ้าก็เหมือนกัน ค่าระดับจิตเป็นอุปจารสมาธิ หรือจตุตถฌาน จึงจะเป็น อริยสงฆ์ได้ เพราะอริยสงฆ์ อริยบุคคล รู้จักเรื่องสมาธิ ฝึกสมาธิหรือฝึกฌานเป็น จึงจะเกิดตัวรู้ตัวเห็นหรือ “ทิพย์จักขุ” ได้ทั้งนั้น เว้นแต่ว่า บุคคลใดมีความพิเศษในตัวก็จะฝึกได้เร็วและมีความเพียรมีความอุตสาหะมากกว่ากัน


ถ้าท่านใดบุคคลใด ฝึกจิตหรือฝึกฌาน ไม่เข้าถึงแก่นสมาธิ ก็ถือว่ายังฝึกไม่เป็น ถ้าฝึกถึงแก่นสมาธิ คือนิ่ง สงบ จนเป็นเนื้อเดียว ก็จะเป็นสมาธิขึ้นมาเอง 


ทุกวันนี้ ฝึกจะไปเข้าวิปัสสนากรรมฐาน ไม่รู้จักวิธีฝึกสมาธิ ฝึกฌาน ได้ฌาน๔ หรืออุปจารสมาธิ ก็จะฝึกต่อหรือเดินต่อไปไม่ได้ เพราะสมาธิเป็นรากฐานเบื้องต้นของสมถะ ๔๐ แล้วถึงจะถึงวิปัสสนากรรมฐาน ถึงได้พูดกันส่งๆไปว่าไปเข้ากรรมฐานหรือวิปัสสนา จึงถือว่าไม่จริงหรือพูดไม่ถูก จะพูดถูกจริง ต้องบอกว่า ไปฝึกสมาธิก่อน หรือฝึกเข้าฌานก่อนถึงจะถูก พระสงฆ์องค์เจ้าหรือครูบาอาจารย์มัวแต่สอนน้ำๆให้ฟัง ให้ปฏิบัติกัน กว่าจะสอนเนื้อสมาธิให้ ก็เข้าวัดเข้าวาฝึกเป็นอาทิตย์ เป็นเดือนๆ เป็นปีๆ ปัจจุบันจึงหาบรรดาครูบาอาจารย์หรือพระสงฆ์องค์เจ้ามาสอนสมาธิจริงยาก มีแต่เอาหนังสือตามตำรามาสอนกัน อภิธรรมบ้างไตรปิฎกบ้าง ผู้เขียนเที่ยวมาหลายวัด ก็มีแต่สอนกันไปแบบเรื่อยเปื่อย โดยมากผู้ฝึกสอนไม่รู้จริงมากกว่า หรือสอนกันไปแต่ละวัน สอนแล้วหมดภาระตัวเอง เท่าที่ผ่านมาวัดไหนสอนสมาธิเป็นแสดงว่า อาจารย์เป็นผู้รู้จริง ตัวอย่าง หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน สอนพองหนอ-ยุบหนอ,หลวงพ่อสนองวัดสังฆทาน สอนพุท-โธ อานาปานสติ,หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สอนมโนยิทธิ,หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ สอนธรรมกาย ท่านอริยะสงฆ์เหล่านี้จึงเป็นหลักปฏิบัติจริงๆ นี่ก็คือรากฐานอริยสัจ ๔ เป็นรากฐานเริ่มต้นเท่านั้น


การรวมพลังธาตุทั้ง ๔ นี้ ก็ได้จาก พระกะกุสันโธ เพ่งไฟ  แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ไฟทั้งหลายให้ดู พระโกนาโคมก็แสดงปาฏิหาริย์ปฐวีให้ดู พระกัสสโปก็แสดงปาฏิหาริย์เรื่องอากาศให้ดู พระพุทธโคดมก็เพ่งสูญหรือศูนย์กลางไฟ กับสงบไฟได้ ดินได้ พระกัสสโปก็แสดงปาฏิหาริย์เรื่องลม พระพุทธโคดมก็เพ่งเข้ากลางใจของธาตุไฟ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ให้เป็นจุดนิ่งทั้งหมดได้คือว่า ท่านเพ่งกลางใจหรือใจกลางไฟ ดิน อากาศ และน้ำ ให้นิ่งได้ทั้งหมด  ก็พบวิธีว่าจะทำอย่างไร รวมธาตุทั้ง ๔ มาอยู่ในกายท่านได้ธาตุทั้ง ๔ ต่างมีอิทธิฤทธิ์มารวมกันได้ ก็มีแต่ทำใจให้ว่างหรือเป็นศูนย์ นี่แหละ 


ปาฏิหาริย์ของธาตุทั้ง๔ จึงสามารถมารวมกันได้เป็นหนึ่งเดียว ก็คือทำจิตให้ว่างนี่เอง จึงสามารถรวมธาตุทั้ง ๔ มาอยู่ในกายได้ จึงเป็นปางปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ ก็เลยเป็นรากฐานให้เกิดอริยสัจ ๔ และเพราะอริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ก็เลยเป็นรากฐานกำเนิดสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ และปรมัตถสมาธิ และก็รู้ว่าสมาธิ ก็คือรากฐานของสมถะ ๔๐  และวิปัสสนาหรือโพธิปักขิยธรรม ๓๗หมวด จึงไปรู้เห็นเรื่องวิญญาณ และเพ่งวิญญาณ เป็นอากาศ เพ่งอากาศเป็นสูญญตา  เพ่งสูญญตาก็เห็นจิต เพ่งจิตเป็นวิมุติ เพ่งวิมุตก็จะเห็นทางเดินของนิพพาน ก็จะเห็นพระอริยสงฆ์คือพระโสดา เพ่งพระโสดา เห็นพระสกิทาคา เพ่งพระสกิทาคา ก็เห็นพระอนาคามี เพ่งพระอนาคามีจึงเห็นพระอรหันต์ จึงได้รู้เห็นรังสีของพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี พระอรหันต์ ถึงได้รู้บ่อเกิดของ พระพุทธเจ้าของเราก็คืออริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคคือความจริง


วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

พระอรหันต์อยู่ที่ไหน



โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล


ก็เพราะเหตุจากที่ผู้เขียนได้พบพระอรหันต์เจ้าคุณนรรัตน์ เห็นท่านเสด็จมาจากท้องฟ้าเบื้องบน ลักษณะเป็นเหมือนดาวลอยกระพริบ กระพริบ ลอยลงมาจนกระทั่งใกล้ยอดโพธิ์ ที่ผู้เขียนเห็นในวัดพระศรีมหาธาตุบางเขน ในวันงานศพนาวาอากาศโทจรัญ  แย้มศิริ จึงได้พบกับพระอรหันต์เจ้าคุณนรรัตน์ ก็เลยสงสัย ว่าทำไมพระอรหันต์ท่านเสด็จลงมาจากท้องฟ้า ท่านอยู่ที่ไหนกันแน่ นั่นก็เป็นข้อสงสัยของผู้เขียนตลอดมา จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๖๓ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม วันพฤหัสบดี วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน  ๖ ได้ถูกท่านปู่หรือท่านท้าวมหาพรหมสองโลก ท่านมาคว้าแขนผู้เขียน พาผู้ขึ้นไปบนอากาศ ผู้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนไปถึงจักรวาล (อยู่ในตอนวิสาขะ ๖๓) แล้วท่านก็ปล่อยมือ ท่านบอกว่าที่นี่ คือจักรวาล!! ทำให้ผู้เขียนได้รู้ว่า เหนือจักรวาลนี้เป็นที่อยู่ของมหาพรหมใหญ่ๆ และพระอนาคามี และสูงขึ้นไปอีกเป็นที่อยู่เป็นดินแดนของพระอรหันต์และเหนือดินแดนของพระอรหันต์ขึ้นไปอีกคือแดนอนันตจักรวาลเป็นที่อยู่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


แต่ในจักรวาลนี้เราจะไปไหนต้องตัวเองเดินไปเอง ก็สามารถไปได้แค่นี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนถูกครูบาอาจารย์พาขึ้นไปที่จักรวาล แต่คราวนี้ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ สิงหาคม  สิงหาคมแรม ๙  ค่ำเดือน ๙ ผู้เขียนได้มีโอกาสขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง นั่งสมาธิก็คิดว่า วันนี้แปลกเป็นวันพฤหัสบดี วันครูตรงกับกับแรม ๙ ค่ำเดือน ๙ คงมีอะไรพิเศษแปลกๆ ก็เลยนั่งสมาธิ พอจิตเข้าสมาธิ  ก็รู้ว่าปู่มา ท่านก็มาแตะแขนผ้าซิ่นไปเที่ยวจักรวาลอีกครั้ง แต่คราวนี้ขึ้นอย่างนิ่มนวลไม่เหมือนครั้งแรก ครั้งแรกขึ้นเร็วเหมือนจรวดทะลุทะลวงสูงขึ้นไปบนฟ้า แต่คราวนี้ท่านแต่แขนก็สามารถตามท่านขึ้นไปข้างบนได้เลย และนิ่มนวลกว่าครั้งแรก กลับนิ่มนวลเหมือนเปิดทางเดินให้เราเดินสบาย  ตัวจะลอยลิ่วๆขึ้นไป ไม่มีลมกรอกหู ไม่มีอะไรผ่านหู ลอยไปในอากาศ ไม่มีอากาศมาปะทะไกลเราเลยไปที่ว่างเปล่าที่โล่งมันสบายบอกไม่ถูก มันละเอียดกว่าครั้งแรก และเร็วกว่าครั้งแรก 


ครั้งแรกขึ้นแบบทะลุทะลวง  เดินทางนิ่มนวลกว่าเยอะไม่มีกระแทก ไม่มีอะไรมาต้านทานเราพุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว พุ่งไปอย่างสบายผิดกว่าครั้งแรก ละเอียดอ่อนกว่าครั้งแรก ชั่วแพล็บเดียวก็ถึงที่นึง ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน พอลืมตาดู ก็เห็นจุดที่ลอยบนอากาศนั้นมีแสงเหมือนดาว พอมองเข้าไปทะลุ อ๋อ เป็นพระอรหันต์นี่เอง พระอรหันต์ทั้งนั้นเลย  เอ... แล้วขึ้นมาแดนอรหันต์ได้ยังไง พอชำเลืองดูข้างกายเรา กลับมีรังสีอยู่ติดกับตัวเราอยู่ข้างขวาเรา ไอ้ตอนที่ปู่มาแต่เราเป็นรังสีเหมือนรูปคนให้เห็น อ๋อ..เราขึ้นมาได้เพราะรังสีท่านปู่นี่เอง ไม่งั้นเราก็ขึ้นมาไม่ได้ พอพิจารณาดูดาวทั้งหลาย อ๋อ พระอรหันต์ทั้งนั้น  ทั้งนั่งสมาธิ ทั้งยืน แต่ไม่เห็นปางไสยาสน์ ท่านนั่งมีรังสีห่อหมดทุกองค์ ก็สงสัย ทำไมเราขึ้นมาได้ เพราะรังสีของท่านปู่คุ้มกายเรานี่เอง ก็นั่งดู พิจารณา ก็มีเสียง “นี่คือแดนพระอรหันต์” มิน่า  ถึงไม่เห็นพระสงฆ์ อนาคามี หรือมหาพรหมต่างๆ เราขึ้นมาสูงกว่าครั้งแรก ก็ชำเลืองตามองไปข้างล่าง พวกท่านอยู่ข้างล่างเรานี่เอง (อีกขั้นนึง) เราขึ้นมาถึงแดนอรหันต์แล้วหรือนี่


พอขึ้นมา   เอ๊ะ  ก็อยากรู้พระอรหันต์เสด็จกันอย่างไร ปรากฏว่าเวลาท่านจะเสด็จไปไหน ท่านลอยไป ไม่ต้องเดินท่านจะไปไหนก็เคลื่อนตามใจนึก ว่าท่านเสด็จอย่างนี้ หรือจิตของท่านนึกอยากไปไหนท่านก็ลอยไปเลย ไอ้เราก็นั่งนึกเอง แปลก ที่จักรวาลเราต้องเดินเองไปเอง แต่ที่นี่จะไปไหนใช้จิตไปไหนได้ตามใจปรารถนา อากาศที่นี่กลับละเอียดอ่อนกว่าชั้นจักรวาลที่เคยมาครั้งแรก อ๋อ มันคนละชั้นมันละเอียดผิดกัน เอ๊ะ เราขึ้นมาเดินอรหันต์ แต่กลับไม่เห็นกายเรา เสียงท่านก็ตอบขึ้นมาว่า ก็เจ้ายังไม่ได้บวช จึงไม่เห็นตัว ยังไม่ได้บวชก็ไม่สามารถขึ้นมาที่นี่ได้ ที่ขึ้นมาได้เพราะรังสีท่านปู่คุ้มกายเรา เราเหมือนแขก VIP ได้ยินเสียงท่านพูด กลับเถอะ ได้เวลากลับแล้ว ท่านก็พาผู้เขียนลงจากดินแดนอรหันต์ มาสู่แดนจักรวาล พอลงมาสู่จักรวาล จุดนี้เราเคยมาแล้ว นี่จุดนี้คือที่อยู่ของอนาคามีและมหาพรหมนั่นเอง ท่านก็บอกว่า คราวนี้ส่งเจ้าแค่นี้แหละ อ้าว ลงเองเถอะ เพราะเราเคยลงเองแล้ว ตอนที่มาจักรวาลครั้งแรก พอรังสีข้างกายเราหายไป เท่านั้นแหละ เข้าสมาธิ นั่งสมาธิลงมา คราวนี้เวลาลงนิ่มนวลละเอียดไม่สะดุดไม่วี๊ดวี๊ด และเร็วกว่าด้วย ลงมาอย่างนิ่มนวล ทางเดินเรียบละเอียดมาก ผิดกับครั้งแรกมาก ก็นั่งพิจารณา แดนอระหันต์มันละเอียดกว่าจักรวาลอีก 


พอออกจากสมาธิวันนี้วันพฤหัสบดีวันครูแรม ๙ ค่ำเดือน ๙ มันพิเศษอย่างนี้นี่เอง ขึ้นไปแดนอรหันต์มันละเอียดอ่อนอย่างนี้นี่เอง ยิ่งศึกษาก็ยิ่งเข้าใจยิ่งขึ้นไปอีก เข้าใจพุทธศาสนายิ่งขึ้นไปอีก มันมีความมหัศจรรย์ ถ้าไม่ปฏิบัติเราก็ไม่รู้สึกขนาดนี้ ก็จะไม่รู้ว่าพระอรหันต์อยู่ที่ไหน เพิ่งมารู้ความจริงวันนี้นี่เอง ท่านอยู่ในแดนของท่าน แดนอรหันต์ เวลาท่านจะไปไหนมาไหน จะลงมาโลกมนุษย์ ก็แป๊บเดียวเร็วยิ่งกว่ามโนยิทธิเสียอีก ยิ่งปฏิบัติไป ยิ่งเข้าใจพุทธศาสนาลึกซึ้งมากขึ้น ความลี้ลับความลึกซึ้งของพุทธศาสนา การจะเข้าอรหันต์เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธหรือสมาธิ วิปัสสนา ดับกิเลสตัณหาทุกอย่าง สิ้นอาสวะกิเลส ท่านก็สามารถเข้าแดนอรหันต์ได้ สมัยก่อนสิ้นอาสวะกิเลสแล้วก็เป็นอรหันต์ได้ สมัยนี้ยิ่งละเอียดกว่าเก่า ยิ่งกว่าสมัยก่อนเยอะสมัยนี้กิเลสเยอะ สมัยนี้ต้องล้างกิเลส ล้างอุปทาน สิ้นอาสวะกิเลสทั้งปวง ถึงจะเข้าสู่แดนอรหันต์ได้ 


พระพุทธเจ้าจึงสอนทุกข์ สมุทัย นิโร ธมรรคท่านเข้าใจ ๔ ข้อนี้ ทุกข์เกิดคืออะไร สมุทัยเหตุที่เกิดทุกข์ นิโรธวิธีดับทุกข์ มรรคผลคือเข้าสู่นิพพาน เป็นอรหันต์หมด ไม่มีเชื้อกิเลสไม่มีเวียนว่ายตายเกิด ก็มานั่งพิจารณาดู ทำไมเราถึงเข้าไปรวมในกลุ่มพระอรหันต์ได้ เมื่อวันวิสาขะ ๖๒ เราอยากรู้พระพุทธเจ้าเสด็จมาอย่างไร เหมือนได้บัตร VIP จากท่านปู่ ได้มีโอกาสเจอพระอรหันต์เป็นพันๆองค์ นั่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ เราเข้าไปในกลุ่มอรหันต์ได้ แต่กลับไม่เห็นตัวเรา ก็แปลกใจ ทำไมเราไม่เห็นกายเรา เสียงท่านปู่บอกว่า เพระเจ้ายังไม่ได้บวชนี่ คือคำตอบจากท่านครั้งแรก และครั้งนี้ได้มีโอกาสอีกครั้ง ขึ้นไปแดนอรหันต์ด้วยรังสีของท่านปู่ รู้ว่ารังสีของท่านก็เป็นฉัพพรรณรังสีเหมือนกัน คุ้มกายเราอยู่พาเราขึ้นไปได้ ครั้งนี้ก็ไม่เห็นตัวเราอีก ท่านปู่ก็ตอบเหมือนเดิมอีก ก็เจ้ายังไม่ได้บวช จึงไม่เห็นกายเจ้า เราขึ้นมาได้ เพราะฉัพพรรณรังสีของท่านปู่ รังสีเป็นเหมือนกับรังสีตอนพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากอนันตจักรวาลลงมา จึงรู้ว่าอดีตชาติท่านบำเพ็ญมาเป็นมหาพรหม แล้วจึงมาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ และเป็นหนึ่งในพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ท่านจึงสามารถพาผู้เขียนขึ้นไปได้