วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563

วิญญาณจมน้ำตาย

 

โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

ผู้เขียนได้ประสบการณ์เรื่องจิตวิญญาณทั้งหลายและก็สามารถคุยเฟื่องเรื่องวิญญาณต่างๆได้ แค่ความรู้ปฏิบัติสมาธิมากว่า ๕๐ปีเท่านั้นเอง จึงกล้าคุยเฟื่องเรื่องวิญญาณได้ เรื่องวิญญาณจมน้ำตายก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านผู้อ่านควรรู้ไว้ จมน้ำตายมาเป็นสิบๆปี ยังไม่ได้ไปเกิดก็มี พวกท่านไม่รู้หรอกว่าวิญญญที่จมน้ำตายมันทุกข์แบบไหนทุกข์อย่างไร ไอ้พวกวิญญาณก็ให้เรามารู้เรื่องนี้ เรื่งอนี้เกิดขึ้นมาประมาณ ๓๐กว่าปีโน้น ผู้เขียนชอบท่องเที่ยวปฏิบัติสมาธิตามวัดต่างๆ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ได้ผจญกับพวกวิญญาณแทบทุกจังหวัดที่ไปมา


เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เขื่อนเจ้าพระยา คลองมหาราช จ.ชัยนาท วันหนึ่งผู้เขียนไปนั่งสมาธิในโบสถ์หลวงพ่อหิน ไปรักษาคนช่วยคนเป็นทานบารมีแทบทุกเสาร์อาทิตย์ จนมีฉายาว่า ปู่สงค์เขื่อนเจ้าพระยา  เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๙ ถึง พ.ศ. ๑๕๒๐ เย็นวันหนึ่งขณะเดินกลับจากโบสถ์หลวงพ่อหินหรือพุทธศิลา ซึ่งมีงานเขื่อนประจำปีทุกๆปี ขณะที่เดินตามถนนข้างคลองมาหาราชแถวโค้งบางกระเบียนก็เดินภาวนามาเรื่อยๆ  มาจนถึงโค้งนึงก็ได้ยินเสียงมาจากในคลองมหาราชว่า ท่านปู่ขา ช่วยลูกด้วยเถอะลูกจมน้ำตายมา ๓๐ กว่าปีแล้ว ทำให้ผู้เขียนต้องเพ่งจิตดูตามเสียง ก็พบว่าโค้งก่อนจะถึงสะพานบางกระเบียนมีเสียงมาจากในคลอง เพ่งจิตลงไปดูจึงได้เห็นวิญญาณเป็นผู้หญิงอายุประมาณ ๑๘-๑๙ ปีนี่แหละ นอนอยู่ก้นคลองมาหาราช ลุกขึ้นมานั่งไหว้บิกว่า ท่านปู่ขา ช่วยลูกด้วยเถอะ จมน้ำมา ๓๐กว่าปีแล้ว อยุ๋ก้นคลองนี่แหละ ก็เพ่งจิตลงไปดูก็เลยทำจิตช่วยเปิดวิญญาณให้พ้นทุกข์ เออ.. เจ้าพ้นทุกข์แล้วนะ ไปเกิดได้แล้ว เสียงนั้นก็เงียบไป ผู้เขียนก็กลับไปบ้านพักของลูกศิษย์ที่บางกระเบียน ยังจพได้ว่าชื่อแมวหรือน้าแมว อายุ ๕๐กว่าๆ ตอนค่ำมีคนมาหาและพาเด็กสาวมา ๔-๕ คน  ในกลุ่มนี้มีเด็กอายุ ๑๖-๑๗ปีคนนึง เป็นลูกสาวคนในกลุ่มนี้ และคนกลุ่มนี้จะอายุรุ่นเดียวกับน้าแมว พอขึ้นมาถึงบ้านก็บอกว่าไม่รู้ลูกสาวเขาเป็นอะไร บอกว่าให้พามาหาน้าแมวหรืออีแมวหน่อย บอกปู่ปู่ช่วยดูซิลูกสาวเป็นอะไร พอเพ่งจิตดู ก็เห็นวิญญาณเป็นร่างเด็กสาวคนนั้นที่จมน้ำตาย(คนที่จมน้ำตาย) ก็บอกวิญญาณว่าเจ้ามีอะไร บอกมาเลย จะให้ช่วยอะไรก็ให้บอกมา ปรากฏว่าเด็กสาวที่ถูกวิญญาณเข้าก็หันไปว่าน้าแมว วิญญาณพูดว่า  อีแมว!!! อีห่ามึงไม่เคยนึกถึงกูเลย มึงไม่เคยทำบุญให้กูเลย เท่านั้นเองน้าแมวหรืออีแมวก็ตกใจ จำเสียงวิญญาณได้ นี่มันวิญญาณเพื่อนกูนี่หว่า วิญญาณก็ตอบว่า เออ!!! กูเองแหละ เท่านั้นแหละคำพูดก็พรั่งพรูออกมา


น้าแมวก็ถามว่า อีห่า! มึงยังไม่ได้ไปเกิดอีกหรือนี่ ๓ๆกว่าปีแล้ว น้าแมวก็เล่าให้ฟังว่า เพื่อนคนนี้น่ะ ตอนสาวๆ รุ่นเดียวกับน้าแมวจมน้ำตาย เล่นเอาน้าแมวตกใจเลย นี่ ๓๐กว่าปีแล้วมึงยังไม่เกิดอีกหรือ โอ้โหทีนี้ทั้งคนททั้งผีด่ากันฉิบหายเลย มึงไม่เคยทำบุญให้กูเลย ไม่นึกถึงกูเลย ผีกับคนก็ต่อว่ากัน (คนบ้านบอกจะพูดอีห่า) ทั้งผีทั้งคนต่างก็นั่งกอดกันร้องไห้ เล่าสารทุกข์สุกดิบ ไอ้ผีก็บอก...กูหนาวฉิบหายเลยไม่มีใครอุทิศบุญให้กูเลยคนฟังก็ฟังผีรำพัน คนก็บอกว่า... กูขอโทษกูลืมมึงจริงๆ ถ้าผู้อ่านไปเจอคนกับผีตัดพ้อกัน คุณจะสงสาร ตายแล้วยังมีทุกข์อีกหรือลำบากอีกหรือ กูจมอยู่ก้นคลองกูก็หนาว ท่านปู่องค์นี้เดินไป กูถึงมาขอร้องให้ท่านช่วย คุยจนหายอยากแล้ว กูจะไปเกิดซะที เสร็จแล้วพวกมึงอย่าลืมนะทำบุญกุศลให้กูด้วย กูเข้าลูกสาวอีห่านี่มา มาบอกพวกมึงให้รู้กูคิดถึงพวกมึงมากๆ กูจะไปเกิดแล้ว ท่านปู่จะส่งกูไปเกิดแล้ว เอาหละ กูมาบอกแค่นี้หละ กูจะไปแล้ว แล้วอย่าลืมทำบุญให้กูนะ วิญญาณในร่างเด็กสาวก็ก้มลงกราบ ท่านปู่เจ้าขา...ช่วยกรุณาส่งลูกด้วย เท่านั้นแหละผู้เขียนก็เพ่งจิต รักษาวิญญาณให้หายเจ็บป่วยหายทุกข์ทรมาน และส่งไปเกิด ไปเกิดเสียลูกนะ พ้นวิบากกรรมแล้ว วิญญาณก็ก้มลงกราบ และออกจากร่างลูกสาวเพื่อน โอ้โหที่นี้ไปนั่งคุยกัน น้าแมวก็พูดว่า ๓๐กว่าปี  มันยังไม่ไปเกิดอีก ถ้าไม่เจอปู่ มังคงทุกข์อีกเยอะและอีกนานด้วย ถึงกับงงกับเหตุการณ์นี้กันเป็นแถว


ผู้เขียนก็อธิบายให้ฟัง ผีมันจะพ้นทุกข์แล้ว ถึงได้ช่วยมันได้ ก็อยุ๋ที่การปฏิบัตินี่แหละตามหลักพุทธศาสนานี่แหละ แล้วก็จับเป่าหัวอาบน้ำมนต์ให้เด็ก ก็หายเป็นปกติ และตั้งแต่นั้นมาก็ทำบุญทำทานให้แก่วิญญาณเพื่อน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีวิญญาณปรากฏให้เห็นในคลองนั้นอีกเลย และไม่มีใครมาตายแถวนั้นเลย ซึ่งก่อนหน้านั้นมีคนจมน้ำตาย รถตกน้ำตาย ศพลอยมาติดคลองบางกระเบียนก็มี ตอนนี้ไม่มีแล้ว นี่เป็นเรื่องนึงตายแล้วยังมีทุกข์ รอคนปฏิบัติมาช่วย คนที่จะช่วยให้ผีพ้นทุกข์ได้ ต้องเก่ง เก่งบารมี เก่งสมาธิ จะมาถามรู้ได้ไง เห็นได้ไง เพราะสมาธิ สมถะ วิปัสสนา นี่แหละ ทำให้เราสามารถติดต่อ สามารถเห็นวิญญาณได้ ช่วยวิญญาณได้ ยังมีอีกหลายเคส หลายพันเรื่อง ที่วิญญาณมีทุกข์ ท่านไม่รู้ ไม่ปฏิบัติกัน ถึงเวลาเจ็บป่วยมา หมอที่ไหนก็รักษาไม่ได้ นอกจากสมาธิจิตของศาสนาพุทธที่แก้ไขได้

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ผีตามแพร่งหรือตามทางแยก

 


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

 

            ผู้เขียนเคยลงเรื่องทางสามแพร่งไปแล้ว แพร่งแบบไหนถึงจะมีวิญญาณ เพราะไปเห็นเองและพิสูจน์มาแล้ว แพร่งรูปตัว Y หรือรูปตัว T แบบไหนมีผีมีวิญญาณ เห็นด้วยตัวเอง ไปดูด้วยตัวเอง ค้นคว้าด้วยตัวเอง ไม่รู้จะกี่แยกแล้ว ถ้าจะพิสูจน์เรื่องแพร่ง ต้องเก่งสมาธิระดับอุปจาระสมาธิหรือจตุตถฌาน ต้องเข้าใจเรื่องทางแยกเสียก่อน ถนนก็คือแยกใหญ่ ซอกซอยคือแยกเล็ก บางถนนแยกใหญ่ ๔แยก ๕แยก ๖แยก มักจะมีวิญญาณเยอะ มันมีอุบัติเหตุและมีคนตายเยอะ ส่วนแยกเล็กๆในซอกในซอยหรือตามหมู่บ้านจะมีน้อยเพราะไม่มีคนตาย เพราะฉะนั้นมันจะมีผีหรือไม่มี มันขึ้นอยู่กับบริเวณนั้นๆ มีคนตายหรือเปล่า ถ้ามีคนตายแยกยั้ยก็มีวิญญาณอยู่ ไอ้ถนนสายเดี่ยว ถ้ามีรถชนกันตายตรงนั้นก็มีวิญญาณ แม้แต่ทางผีผ่าน ก็คือเขาเอาศพเดินผ่านประจำ บริเวณนั้นก็จะมีวิญญาณ มนุษย์เรานี่แหละไปสร้างเรื่องราวเรียกผีตามแพร่งมากิน เอากระทงไปเซ่นเอาอาหารไปเซ่นวิญญาณเหล่านี้ จึงทำให้เกิดผีตามแยก แยกไหนคนเซ่นมันมาก เรียกมันมามาก ผีก็เยอะวิญญาณก็เยอะ ทางไหนไม่มีคนไปเซ่นก็ไม่มีผี ไม่มีคนเซ่นผี ผีก็ไม่มากินพวกกระทงตามแยก บางคนเดินซุ่มซ่ามไปเตะมัน เหยียบมันเข้า บางคนดันทะลึ่งไปฉี่รดกระทง ผีก็โกรธทำโทษแทบตายมาเยอะแล้ว ถ้าคนไม่ไปเหยียบไม่ไปแตะมัน ก็ไม่อันตราย


ฉะนั้นเวลาเดินอย่าเดินสุ่มสี่สุ่มห้า อย่าหลับหูหลับตาเดินหรือเดินใจลอยไม่มองทาง เพราะเมื่อเตะถูกมันแล้ว เรื่องใหญ่เลย มันรักษายากมาก เพราะต้องไปรักษาจากผู้ที่ปฏิบัติผู้ที่มีสมาธิจิตสูงๆ คนรักษาด้วยพลังจิตมันน้อย เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยเก่งกันก็ต้องไปหาผู้ที่ปฏิบัติฌานสูงๆ สมาธิสูงๆ ระดับอุปจาระสมาธิ สมาธิพวกจตุตถฌานก็จะช่วยได้ ถ้าช่วยไม่ได้หรือไม่ทันก็ตายไปพร้อมกับผี เมื่อมันอยู่ในร่างผู้นั้นแล้วก็จะเจ็บป่วยสารพัด กินแต่ยา กินแต่ยา รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย ก็ต้องไปหาหมอพระที่มีสมาธิเก่งๆ ฌานสูงๆ หรือฆราวาสที่มีฌานสูงๆ ก็รักษาได้ อย่าไปหาหมอตามโรงพยาบาลเลย เรพาะหมอไม่รู้เรื่องจิตวิญญาณ เสียเวลาเปล่า ไปโรงพยาบาลหมอก็ให้กินยาเป็นปีๆ เพราะโรคจิตวิญญาณเอ็กซเรย์เท่าไหร่ก็ไม่พบ  กรณีถ้าไปเตะถูกกระถางโดยไม่ตั้งใจก็ขอขมาต่อวิญญาณซะ ยกมือขอโทษมันไหว้มัน “ขอโทษนะ ไม่ได้ตั้งใจ” ถ้าผียกโทษให้ก็รอดไป ถ้ามันไม่ยกโทษให้ก็ซวยไป 


พวกหมอผีพวกเดรัจฉานวิชา พวกอลัชชีชอบไปเรียกผีตามแพร่งต่างๆมาใช้งาน ใช้งานมัน ปล่อยมัน(ผี)ไปทำร้ายคน ด้วยเหตุนี้ทำให้รักษายากยิ่งกว่าไปเตะถูกกระทงเสียอีก พวกท่านทั้งหลายจำไว้ พวกที่กำลังทำพิธีเซ่นผีตามแยกตามแพร่งต่างๆ อย่าไปยืนดูมัน เพราอะไรรู้ไหม ผีมันกลัวไปแย่งมันกินน่ะซี มันจะทำร้ายเอา รู้ไว้ว่ามันเป็นข้อห้าม ห้ามไปยืนดูตอนที่เขาไหว้กระทงและไปเตะกระทง ผีมันจะยั๊วะ มันหิวของมัน ถ้าใครมีความจพเป็นต้องเดินผ่านทางแพร่งต่างๆ ก็สวดมนต์หรือห้อยพระสวมตะกรุดผ้ายันต์ของอาจารย์ดังๆ พระดังๆก็ป้องกันได้


กรณีเมื่อคนโดนผีเล่นเข้าอย่างจังแล้ว ไปหาหมอหาพระที่ไม่เก่ง ก็รักษาไม่หาย ก็แล้วแต่ดวงชะตาของคน ไปเจอหมอไม่ดีก็รับเคราะห์ไป บางคนเคราะห์ร้ายไปเจอหมอผีอลัชชีพวกเดรัจฉานวารักษาโดนกระทำซ้ำอีก มันไม่รักษาเรา กลับมาเล่นงานเราต่ออีก มันไม่รักษาเรา แต่จ้องจะเอาเงินเราซวยซ้ำซวยซ้อน ผีซ้ำด้ามพลอย เจ็บป่วยซ้ำไปอีก ยิ่งกว่าแจ็กพอต สองเด้งโดนแล้วโดนอีก บางคนเสียเงินจนหมดตัวก็มี ถ้าคุณยังอยู่ผีก็อยู่กับคุณตลอดชีวิต ตราบใดไม่มีใครมาไล่มันออกจากตัวคุณ ถ้าหาคนรักษาไม่ได้คุณก็อาจจะตาบไปพร้อมกับผีหรือไม่กายก่อนผี แต่ผีจะไม่ยอมตายด้วยหรอก พอคุณใกล้จะตาย ผีมันก็เผ่นออกมาแล้ว มันไม่อยากตายรอบสอง ถ้ารักษาไม่หาย ก็แสดงว่าคุณมีกรรมร่วมกับผี แต่ถ้าคนมันจะหมดเคราะห์ก็จะเจออาจารย์ดีรักษาหาย คนป่วยก็หายผีก็หาย ได้บุญได้กุศลด้วย ถ้าท่านสร้างบุญสร้างกุศลไว้ ก็จะเจอคนดีมาช่วยท่านก็รอดไป พ้นเคราะห์ไป ผู้ที่ปฏิบัติเก่งๆ รักษาเสร็จ ช่วยคนเสร็จ ก็ต้องมาช่วยผีให้พ้นทุกข์ จะได้ไม่ไปเล่นงานคนที่มีเคราะห์อื่นๆ อีก อาจารย์ที่ดีต้องช่วยทั้งคนทั้งผี 


ผู้เขียนเห็นตามโรงพยาบาลต่างๆ โรควิญญาณเหล่านี้ ให้คนไปผ่าตัดเข่า ส่วนใหญ่มักจะตายกันเดี่ยวนี้คนตายเพราะผีเยอะ ใครไปเหยียบมันเข้า ขาบวมบ้าง ตัวบวมบ้าง จะบวตามเนื้อตามตัว บวมทั้งตัว ปวดหมดทั้งตัวเป็นสารพัดคววามเจ็บ บางคนปวดจนมนไม่ไหวก็มี ต้องกินยา ฉีดยาแก้ปวด และพวกนี้จะเจ็บปวดตามร่างกาย ปวดหัว ปวดแขนปวดเข้งขา ปวดตามตัว เป็นนู้นเป็นนี่ เพราะผีมันอยู่ในร่างคนนั้น

เมื่อประมาณ ๓๐กว่าปี ๔๐กว่าปีที่แล้ว ผู้เขียนเคยไปไล่ผีถึงโรงพยาบาล ผู้ป่วยนอนขึ้นอืดบวมจำจำไม่ได้ พอเพ่งจิตดูก็รู้สาเหตุการเจ็บป่วย เพราะไปเตะกระทงผีเข้า สาเหตุแค่ทะเลาะกับคนข้างบ้าน เอากระทงมาขวางหน้าบ้าน เท้าไปเตะเข้า บิดไว้บวมทั้งตัว หมอโรงพยาบาลบอกว่าไส้บิดต้องผ่าตัด สามีก็บอกให้ผู้เขียนไปดูให้หน่อย พอไปเจอเข้า จำไม่ได้ มันบวมและอืดทั้งตัว ตอนแรกไปหาก็หาไม่เจอ ถามสามีคนป่วยก็บอกว่านอนอยอู่เตียงนั้น ก็คืออีอืดที่ผู้เขียนเห็นนั่นแหละ พอไปอ่านชื่อคนป่วย ก็อ๋อ อีอืดหรือนี่ จำไม่ได้ เลยให้ลูกศิษย์ไปดูต้นทางไว้ ไม่ให้พยาบาลเห็นเพราะเขาไม่ให้เข้ามารักษา ถ้าเขาเห็นเรารักษาคนป่วย เดี๋ยวเขาจะด่าเอา ก็กำหนดจิตที่นิ้วชี้ จิ้มหัวใจที่มีผีมันอยู่ เท่านั้นแหละผีมันก็ร้องโอ๊ยยยย เราก็เพ่งจิตเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ไปอีก เสียงผีบอก กลัวแล้วจ้า กลัวแล้วจ้า ไปแล้ว ไปแล้ว เล่นเอาคนไข้เตียงข้างๆอีอืดตกใจ ผีทนพลังจิตกระแทกไม่ไหว ผีก็อยู่ไม่ได้ กระโดดออกจากร่างคนป่วย ออกจากเตียงคนป่วย หนีออกจากโรงพยาบาลเลย พอดีวันนั้นมีคนมาอาบน้ำมนต์กับผู้เขียนด้วย จังหวะเอาน้ำมนต์ติดตัวไปด้วย เลยเอาน้ำมนต์เป่าหัวคนป่วย ให้กินด้วย ร่างอีอืด ก็ยุบ ยุบ ยุบ ทันตาเห็น


พอยุบปุ๊บก็มีเสียงเด็กออกมาจากร่างคนป่วย ก็คือกุมารคนป่วยนั่นแหละชื่อปิ่นเพชร ปู่ปู่แม่ไปเตะกระทงอีนมโตหน้าบ้าน มาวางไว้เพราะไปด่ามัน มันเลยบิดไส้เลย(กุมารฟ้อง) ผมสู้ไม่ได้เพราะตัวใหญ่กว่าผมสู้ไม่ได้เพราะตัวใหญ่กว่าผม คนป่วยก็เป็นร่างทรงของแม่อุมาเทวีด้วย ร่างนี้วันๆเอาแต่แต่งตัวสวยทั้งวันไม่แขวนพระแขวนจ้าวไปทำงาน เลยโดนอีผีเล่นงานแต่เช้าเลย มัวแต่ชอบแต่งตัว ไม่ปฏิบัติสมาธิ ไม่ระมัดระวัง ถือว่าตัวมีองค์แม่ พอเห็นกระทงวางก็เตะเลย ว่าเอ๊ะ ใครมาวางกระทงเกะกะวะ ผีก็เลยเข้าตัว เวลาผีเข้าจะเข้าทางเท้า ผีบิดไว้บิดพุงเลยเจ็บป่วยอืดบวมทั้งตัว พอผีออก หมดมาตรวจอีกทียุบได้ไง หายได้ไง หายเป็นปกติ หมอเลยให้กลับบ้าน หมอก็สงสัย มันยุบได้ไง ไปตรวจดูก็ไม่มีอาการ หมองง!!! ก็ผีมันออกไปแล้วจะมีอะไรอีกล่ะ ก็กลับบ้านได้โดยไม่ต้องผ่าตัดแล้ว แต่หมอก็ยังงง ว่าหายได้ยังไง พวกเพื่อๆเห็นมากินข้าวกับผู้เขียนก็แปลกใจ เอ๊ะ เมื่อวานยังนอนอืดอยู่โรงพยาบาลเลย แต่ทำไมวันนี้ออกมากินข้าวข้างนอกบ้านได้ ไอ้คนป่วยบอกว่า ก็ปู่กูคนนี้แหละ มาช่วยกูออกโรงพยาบาลได้ เล่ยเอาคนฟังสงสัยแล้วก็แปลกใจ มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ ความจริงเรื่องวิญญาณต่างๆ มีแทบทุกโรงพยาบาล ผู้เขียนไปรักษาผู้ป่วยตามโรงพยาบาลมาเยอะแล้ว จึงกล้าพูดได้ ปัจจุบันคนป่วยยังมีชีวิตอยู่ สามีก็ยังอยู่


เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไอ้กระทงตามแพร่งนี่แหละ อย่าประมาท!!! หรือถือว่าตัวมีองค์ องค์จะคุ้มครอง เพราะองค์ไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ยอดปฏิบัติสมาธินี่แหละถึงได้โดนกันเป็นส่วนมาก

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ท่านฤาษีลิงดำ

 


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

 

ตั้งแต่ผู้เขียนปฏิบัติมาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๑๑ ก็พบว่าพระอริยสงฆ์ที่ถูกชะตา ก็มีท่านฤาษีลิงดำนี่แหละ  เพราะท่านมีอะไรแปลกๆ ทำให้ผู้เขียนสนใจเรื่องปฏิบัติปฏิปทาของท่านเป็นพิเศษ ก็พอดีมารู้ข่าวว่าท่านสอนมโนยิทธิที่ซอยสายลมบ้านพลเอกท่านนึงและท่านก็ออกหนังสือวิปัสสนากรรมฐาน ก็สนใจท่านเป็นพิเศษ เพราะแปลกใจว่าท่านทำไมจึงมีวิชามโนยิทธิขึ้นมา ตอนนั้นผู้เขียนปฏิบัติอานาปานะสติ “พุทโธ” จึงสงสัยในวิชามโนยิทธิของท่านฤาษีลิงดำ  พิจารณาดูแล้วก็รู้ว่า อ๋อ! มันก็เป็นสายเดียวกันกับอานาปานะสตินี่เอง ก็เกิดจากพุทโธนี่แหละ ก็ต้องได้อุปจาระสมาธิเสียก่อน และได้อัปปนาสมาธิ และปรมัตถะสมาธิ ได้ถึงขั้นนี้แล้ว ก็คือมโนยิทธินี่เอง


เพราะฉะนั้นจึงรูว่าเกิดมาจากต้นตอเดียวกัน ก็เลยสงสัยว่ามโนยิทธิเป็นอย่างไร พอนั่งสมาธิได้ขนาดนี้แล้วได้ถึงปรมัตะสมาธิ แล้วก็รู้ว่ามันคืออานาปานะสตินี่เอง และอยากรู้ว่าท่านฤาษีลิงดำสอนมโนยิทธิอย่างไร จึงสนใจเป็นพิเศษ พอดีที่ทำงานผู้เขียนมีลูกศิษย์ท่านฤาษีลิงดำชื่อนายปัญญาทำงานอยู่กับผู้เขียนด้วย นายปัญญาเขาก็ถามว่า พี่อยากรู้จักท่านฤาษีลิงดำหรือ? ผมจะพาไปเพราะผมเป็นลูกศิษย์ของท่านที่ซอยสายลม ก็ตกลงไปกับปัญญา ไปพิสูจน์เพื่อศึกษามโนยิทธิ 


พอไปถึงที่นั่น ปัญญารุ่นน้องคนนี้ก็จัดที่จัดทางให้นั่ง จะได้เห็นท่านฤาษีลิงดำมาสอน ตอนแรกไปถึงยังไม่มีคนเยอะนัก พอสักพักนึงเวลาเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ ท่านฤาษีก็ออกมาพบลูกศิษย์ ผู้เขียนก็นั่งดูท่าน ปรากฏว่าจิตก็ทำสมาธิเพ่งดูท่าน เท่านั้นแหละ! ปรากฏว่ามีภาพลอยออกมาจากตัวท่านเป็นขี่ม้าถือดาบ พอเพ่งดูอ้าว..เป็นพระเจ้าตากสิน!!!  มีคำว่ากูผู้ชนะลอยมาให้เห็น เห็นชัดเจนดีแล้วท่านก็หายไป อีกสักครู่หนึ่งก็มีภาพเป็นมหาฤาษีองค์ใหญ่ลอยจากตัวท่านออกมา ผู้เขียนก็จำพระนามท่านไม่ได้ ก็เพ่งดูซักพักนึง ในใจก็นึกบอกว่า พระองค์นี้ พระรูปนี้มีพระฤาษีด้วย พอเห็นชัดเจนแล้วท่นก็หายไปจากจิตเรา สักครู่ก็มีหลวงพ่อปานลอยออกมาจากตัวท่าน อ้าว...โอ้โห มีทั้งพระเจ้าตากสิน ฤาษีมหาฤาษี แล้วก็ยังมีหลวงพ่อปาน ก็นึกในใจว่าพระองค์นี้เก่ง พอเห็นหลวงพ่อปานสักพักนึง  พลวงพ่อปานก็หายไปจากจิต สักครู่นึงก็มีพระพุทธรูปรู้สึกว่าเป็นปางพระพุทธชินราชนี่แหละ ก็รู้ด้วยจิตว่าพระอริยสงฆ์รูปนี้ปรารถนาพุทธภูมิเพราะมีพระพุทธรูปปางนี้ ก็ชมว่าท่านเก่ง นึกพอใจปฏิปทาท่าน เพราะผู้เขียนเห็นมาเยอะพวกสายอริยสงฆ์ที่สมาธิ สมถะ วิปัสสนานี่แหละที่ปรารถนาพุทธภูมิ จะมีพระพุทธรูปและครูนาอาจารย์ลอยมาให้เห็น พอฟังท่านเทศน์จบ ลืมตามาก็ทำบุญกัน ผู้เขียนก็ทำบุญไปร้อยนึง เจ้าปัญญาก็เอาเหรียญหลวงพ่อฤาษีลิงดำมาแจก  อ้าว...เหรียญหลวงพ่อฤาษีลิงดำทำมีพระเจ้าตากสินมหาราชขี่ม้า เขียนไว้ กูผู้ชนะ เหมือนกับที่ผู้เขียนเห็นใจจิต ทุกวันนี้เก็บอยู่มราไหนจำไม่ได้ กลังกลับจากซฮยสายลม พอมาทำงานก็คุยกับเจ้าปัญญารุ่นน้องว่า เอ๊ย...หลวงพ่อองค์นี้เก่งว่ะ มีพระเจ้าตากสิน ฤาษีองค์เบ้อเน้อองค์ใหญ่ หลวงพ่อปาน พระพุทธชินราช เอ๊ย... หลวงแกแกเก่งว่ะ! เราก็นึก เอ๊ามโนยิทธิตรงไหนวะ? ตัง้แต่กลับจากสายลมก็มานั่งสมาธิพิจารณาดู เลยรุ้ว่า มโนยิทธินีนะ ก็เกิดจากอานาปานะสตินี่เอง ฝึกตั้งแต่อุปจาระสมาธิ อัปปนาสมาธิ ถึงปรมัติสมาธิ ก็จิตมีฤทธิ์นี่เอง มีฤทธิ์ทางใจ อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง ถ้าฝึกไม่ได้ขึ้นนี้ก็ไม่มีฤทธิ์ทางใจ มิน่า หาคนที่ปฏิบัติปรมัตถะสมาธินี้ยาก เพราะถึงขึ้นนี้แล้วก็จะเกิดวิชชา๑ถึง๘ ถ้าฝึกได้ระดับนี้ อภิญญา๖ ก็เกิดตามมา พอมาพิจารณาดูอภิญญา๕ นี่นะก็คือฤทธิ์ทางใจนี่เองหรือมโนยิทธินี่เอง อภิญญา๖ คือสิ้นอาสวะกิเลส เพราะผู้เขียนก็ปฏิบัติมาถึงระดับนี้ถึงเข้าใจ ท่านสามารถเอามโนยิทธิมาอยู่ในกลุ่มอภิญญา๖ ได้


ผู้เขียนก็เพิ่งเข้าใจก็เพ่งรู้ แต่ก็ยังสงสัยเรื่องท่านอีกเพราะไปอ่านเรื่องต่างๆก็สงสัย ท่านบอกว่าให้เล่นฌาน ฌาน ๑ ถึงฌาน ๔ ไปกลับมาอย่างนี้ เราก็นึกว่าแหม เล่นฌาน... ยังกับเล่นขายขนมเล่นง่ายๆ พอฝึกทบทวนไปเล่นฌาน๑ถึงฌาน๔ เพื่อเวลาเข้าฌานจะได้เกิดความชำนาญขึ้นนี่เอง ท่านพูดอะไรง่ายๆ เพื่อชำนาญวันนี้ จะเข้าฌานไหนก็ได้ ท่านยังมีอะไรแปลกอีกเยอะ เราปฏิบัติมาเห็นมีแค่ฌาน๘ เขาพูดถึงแค่ฌาน๘ แต่ท่านฤาษีลิงดำกลับบอกว่ามีฌาน๙ ยิ่งทำให้ผู้เขียนสงสัย เอ๊ะ อะไรกันวะนี่ เพิ่งเคยได้ยินมาก็เลยตามท่านไปดูซิว่าฌาน๙ เป็นยังไง พอปฏิบัติไปปฏิบัติไปก็เข้าใจ อ๋อ...ฌาน๙ ของท่านคือสัญญาเวทยิตนิโรธมรรคนี่คือฌาน๙ ระดับพระอนาคามีนี่เอง ถึงร้องอ๋อ... องค์นี้แปลก ทำห้ผู้เขียนอยากตามผลงานของท่านว่าท่านจะมีอะไรมาพูดให้เราฟังอีก ปรากฏว่ามโนยิทธิของท่าน ดลับทะลุฟ้าทะลุมิติทะลุจักรวาลได้ จะไปไหนก็ไปได้ เราก็นึกเอ๊ะ...อะไรกันอีกนี่  เอ๊ะ ทะลุไปนอกฟ้านอกจักรวาล แล้วท่านฤาษีก็กล้าเขียนเรื่องนี้ สามารถไปดวงจันทร์ ไปดาวอังคาร ดาวศุกร์ได้ ก็นึกว่ามันจะไปได้จริงๆมั๊ยนี่ ผู้เขียนปฏิบัติมาเรื่อย พอมาปี ๒๕๖๓ นั่งสมาธิไป เพราะมีความสงสัยว่าพระอรหันต์ท่านมาจากไหน ลอยมาจากท้องฟ้า มาจากไหน บนท้องฟ้ามีอะไรมั้ย พอมาปฏิบัติเข้าก็มีครูบาอาจารย์ผู้ขียนนี่แหละ ท่านท้าวมหาพรหมส่องโลก ท่านก็บอกผู้เขียนว่า ....ไป๊!!! ก็ไม่รู้ว่าไปไหนเหมือนกัน ท่านก็จับมือผู้เขียน จิตมันทะลุโลก ทะลุอวกาศเลยไปนอกโลก ไปถึงที่ที่หนึ่งท่านก็ปล่อยมือ ก็บอกว่า “เอ้า...พิจารณาดูซิมีอะไร” แล้วท่านก็บอกว่า ที่นี่...คือจักรวาล  ผู้เขียนก็สงสัยขึ้นไปได้ยังไง ก็ปรากฏว่าพอทำจิตเพ่งดูก็รู้ว่าที่จักรวาลนี้เป็นที่อยู่ของพรหมโลกทั้งหลายมหาพรหมทั้งหลายและสูงขึ้นไปอีกเหนือจักรวาลเป็นที่อยู่ของพระอนาคามี และสูงขึ้นไปอีกคืออนันตจักรวาล อ๋อ เลยเข้าใจว่าระหว่างจักรวาลกับอนันตจักรวาลเป็นที่อยู่ของพระอนาคามี พระอรหันต์ และอนันตจักรวาลเป็นที่อยู่ของพระพุทธเจ้า และดาวที่เราเห็นลอยลงไปในโลกก็คือพระอรหันต์ ท่านอยู่ที่นี่!! เลยรู้ว่า อ๋อ ท่านฤาษีลิงดำท่านรู้จริงเห็นจริง


            ที่ท่านพูดมาจริงๆทุกๆอย่าง ผู้เขียนปฏิบัติมา ๕๔ปี ถึงได้รู้ความจริงเทวโลก พรหมโลก พระอรหันต์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านอยู่สูงถึงขนาดนี้ ถ้าไม่มีจิตไม่มีสมาธิถึงระดับนี้ก็ขึ้นมาไม่ถึงและก็ไม่รู้ความจริงด้วย อ๋อมิน่า มโนยิทธิคือฤทธิ์ทางใจ เมื่อเราสำเร็จสามารถไปได้ทุกที่ทุกแหน่งในจักรวาล คือใจเราจะไปไหนก็ได้ ทำให้เรารู้ว่าอานาปานะสติกับมโนยิทธิเกี่ยวข้องกัน จึงกล้าพูดได้ว่ามาจากรากญานเดียวกัน เพราะผู้เขียนปฏิบัติสมาธิจากครูผู้สุดยอดของผู้เขียนสอยแต่สมาธิอย่างเดียวจึงได้มาถึงขั้นนี้ ได้อุปจาระสมาธิถึงปรมัตถะสมาธิและชอบศึกษาพระอริยสงฆ์ทั้งหลายระดัยโสดา สกิทาคา อนาคามี  แม้แต่พระอรหันต์ต่างๆ ฝึกสมาธิขั้นต้นอย่างไร ฝึกฌานสมาบัติอย่างไร ไม่ใช่ฝึกง่ายๆก็ต้องเข้าใจสมาธิ เป็นทางตรงของพุทธศาสนาก็คือปรารถนาพุทธภูมิ จะเร็วกว่าผู้ปฏิบัติฌาน ถ้าจะอธิบายก็เสียเวลาเปล่าๆ คุณจะเข้าสมาธิอย่างไร เพ่งอากาศยังไง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องทำจิตสงบแล้วถึงจะเข้าสมาธิเพ่งอากาศ เพ่งสัญญา เข้าสมถะ๔๐ก่อน  ถ้าไม่มีสมาธิก็เข้าสมถะ๔๐ ไม่ได้ เข้าสมถะ๔๐ จนชำนาญแล้วก็มาแยกเป็นวิปัสสนาหรือโพธิปักขิยธรรม ๓๗หมวด ถึงจะเข้าโสดา สกิทาคา อนาคามี เข้าอรหันต์ได้ กว่าจะเข้าสมถะก็ต้องเห็นอาการ ๓๒ก่อน เห็นกายเราจนชำนาญแล้วก็อยู่ในสมถะ๔๐ นั่นแหละ ท่านก็ไปพิจารณาอันไหนเป็นก็ไปแยกเอา อันไหนเป็นวิปัสสนา ถ้าท่านไม่เข้าฌานท่านก็ไปไหนไม่ได้เดินฌานต่อไปไม่ได้ เพราะไม่เกิดตัวรู้ตัวเห็น ถ้าจะให้อธิบายละเอียด มันยุ่ง มันยาว มันซับซ้อน  แล้วก็ถกเถียงเหมือนเอากำปั้นทุบดิน อย่างทุกวันนี้ ผีไม่มี วิญญาณไม่มี เทวดาไม่มี พระพุทธเจ้าไม่มี กว่าจะเข้าสมาธิเพ่งอากาศ เพ่งวิญญาณ มันลึกซึ้งมาก  ถ้าท่านผู้ใดสามารถเข้าสมาธิ สมถะ วิปัสสนาได้นั่นแหละ ท่านถึงจะรู้เรื่องพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ทุกวันนี้ก็ถกเถียงกันเรื่องท่านฤาษีลิงดำ รู้มั้ยว่าเขาเถียงกันว่าอย่างไร  เขาถกกันว่าไปได้จริงหรือเปล่า ไปโลกพระจันทร์ พระอังคาร พระศุกร์ จะไปโลกไหนก็ได้ ไปแกแลคซี่หรือจักรวาลก็ได้ ไปเผ้าอรหันต์ เฝ้าพระพุทธเจ้าก็ได้ เพราะอะไรล่ะ เพราะท่านสำเร็จมโนยิทธิหรือผู้ที่สำเร็จถึงพระอนาคามีและสำเร็จอรหันต์ ทุกวันนี้ยังมีการถกเถียงว่าท่านเป็นอรหันต์หรือยัง


            ท่านฤาษีลิงดำก็พูดแล้วพระอรหันต์ก็อยู่แต่เอื้อมเท่านั้น ท่านจะเข้าอรหันต์เอไหร่ก็ได้  จริงของท่าน ทุกวันนี้ท่านนอนอยู่ในโลงแก้วพระธาตุขึ้นเต็มตัว แล้วท่านก็มาปรากฏกายนั่งสมาธิบนโลงแก้ว บางครั้งก็เป็นพระพุทธชินราชหรือสมเด็จองค์ปฐม ผู้เขียนเห็นตั้งแต่แรกแล้ว ก็สงสัยทำไมหลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านว่าพระพุทธชินราชเป็นสมเด็จองค์ปฐม ความจริงพระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าคือปางนี้เอง พระพุทธชินราชหรือสมเด็จองค์ปฐมคือองค์เดียวกัน  ชินราชเป็นองค์สมบูรณ์ที่สุดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่นรู้ไหมครั้งนึงผู้เขียนเคยเฝ้าพระพุทธเจ้า ท่านเสด็จมาตอนวันวิสาขะ ท่านเสด็จมาจากอนันตจักรวาล ท่านเสด็จมาอย่างไรมีใครรู้บ้าง ผู้เขียนเห็นท่านใช้ฉัพพรรณรังสีห่อ ลอยลงมาจากเบื้องบน ลอยเสด็จลงมาในวันวิสาขะที่ด้านโพธิ์ที่ท่านตรัสรู้นั่นแหระ เป็นรังสีห่อพระวรกายท่านมา พอเสด็จลงมาถึงด้านโพธิ์ปั๊บก็ปรากฏว่ารังสีกลายเป็นฉัพพรรณังสีรูปแบบซุ้มพระพุทธชินราช อ๋อ ท่านเสด็จมาจากเบื้องบนใช้รังสีห่อพระวรกาย ใครอยากรู้รายละเอียดไปอ่านต่อตอนวิสาขะ๖๓ วันวิสาชะถึงได้เห็นพระพุทธเจ้าทรงงซุ้มชินราช แหม!  หลวงพ่อฤาษีลิงดำบอกว่าเป็นสมเด็จองค์ปฐมก็คือทรงที่สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่เอง... จึงเข้าใจเรื่ององค์ปฐมของท่านฤาษีลิงดำ ก็คือพระพุทธชินราชนี่เอง... ผู้เขียนจึงบอกว่าท่านฤาษีลิงดำก็คือพระโมคคัลลาในยุคนี้นี่แหละ ผู้เขียนเป็นนักศึกษาที่ค้นคว้าธรรมะ สมาธิ สมถะ วิปัสสนา นี่แหละถึงกล้าเขียน ไม่ใช่อวดเก่ง อวดอุตริ รู้เห็นอะไร ก็มาเขียนตามความเป็นจริง ที่เขียนเพราะมันจะเกิดประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ คุณลองมาศึกษาดู เรื่องจิต เรื่องวิญญาณ ปาฏิหาริย์พระพุทธเจ้ายังมีอีกเยอะ ผู้เขียนอายุมากแล้วจึงกล้าเขียนไว้เป็นแนวทางให้พวกท่านค้นคว้าสืบต่อไปข้างหน้า จะได้ค้นพบความจริงของพุทธศาสนา ท่านจะรู้อะไรถูกต้องอะไรไม่ถูกต้อง ท่านจะได้มีปัญญาไว้ถกเถียงกับพวกปัญญาอ่อน พวกไม่รู้จริงที่หลงเข้าใจผิดๆ ท่านจะได้รู้ว่าพระสงฆ์ที่ปฏิบัติกับไม่ปฏิบัติเป็นอย่างไร ท่านจะได้ไม่หลงไหว้พวกมารศาสนา อลัชชีที่เอาผ้าเหลืองมาหุ้มห่อ พระทุศีลและอลัชชีที่อยู่รกวัด แล้วก็ตั้งลัทธิต่างๆ ศาสนาต่อศาสนาอะไรเละเทะไปหมด บางคนก็ตั้งตัวเป็นมาฟียเอานักเลงมาคุมวัด ใครขึ้นเป็นใหญ่ก็เป็นของกูเป็นวัดกู วัดไม่ใช่ของส่วนตัว มายึดเป็นเจ้าของไม่ได้ เอาวัดเป็นที่ทำมาหากิน ทั้งที่วัดเป็นของส่วนรวมของพุทธศาสนา เงินบริจาคของวัดก็เอาไปใช้ส่วนตัว เอาไปทำประโยชน์ให้วัดหรือเปล่า บางวัดก็เอาลัทธิอะไรต่อมิอะไรมามั่วสุม ไม่รู้ว่าอันไหนพุทธแท้อันไหนพุทธเทียม อ้างเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาก็มี


แค่ยกตัวอย่างให้ฟัง ถ้าจะไหว้พระอริยสงฆ์ก็อย่างหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ขนาดท่านละสังขารยังห่วงพุทธศาสนาที่ท่านสร้างไว้ จึงได้เก็บสังขารไว้ให้สืบทอดในการปฏิบัติเพื่อพุทธศาสนาโดยเอาหลักปฏิบัติของหลวงพ่อฤาษีลิงดำนี่เป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด ท่านทำเพื่อพุทธศาสนาโดยเฉพาะและขอยืนยันอีกว่าเรื่องของมโนยิทธิของหลวงพ่อฤาษีลิงดำปฏิบัติแล้วเป็นจริงอย่างท่านสอน ถูกต้องทุกอย่างโดยไม่มีข้อสงสัย ท่านสมกับเป็นพระโมคคัลลาในยุคปัจจุบันจริงๆ

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

วิสาขะ ๖๓

วิสาขะ ๖๓

โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

 

วันพุธที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ขึ้น ๑๕ค่ำ เดือน๖


            เริ่มนั่งสมาธิ สองยามไปแล้วก็ปรากฏว่าเป็นภาพให้เห็นเป็นโบสถ์ มีพระประธาน พระสงฆ์นั่งอยู่ในโบสถ์กัน แล้วปรากฏว่ามีเสียงสวดนำ ทุ้ม มาจากบนอากาศ จำได้ว่า เป็นเสียงของพระพุทธเจ้า!!! เคยได้ยินมาแล้ว พอสวดนำก็มีเสียงสวดตามไปทั่ว ก็รู้ว่า...พระพุทธเจ้า มาสวดนำหน้า พระสงฆ์ทั้งหลายสวดตาม จำได้ก็มี ปาฏิโมกข์และไตรปิฏก มงคลรัตนสูตรและธรรมจักร เกือบสองชั่วโมง ก็นั่งฟังท่าน พอเกือบถึงตีสองเสียงสวดมนต์ก็เงียบไป ก็ปรากฏเป็นภาพพระประธานในโบสถ์ที่เห็นครั้งแรกปรากฏมาให้เห็นอีกที พระสงฆ์นั่งในโบสถ์เหมือนทำสมาธิ  แล้วก็เงียบ ประมาณตีสองได้มั้ง ภาพนั้นก็หายไป เหลือตาความสงบนิ่ง ก็สงสัยว่า ทำไมวิสาขะปีนี้ไม่เห็นความตื่นเต้าเหมือนที่เคยเห็นมา หรือว่าพี่นี้เป็นปีหนู ไม่ใช่หนู่ธรรมดา ปีหนูผี ถึงมีโรคโควิดเข้ามายุ่ง หรือว่า พระพุทธองค์มาโปรด สวดให้ล้างอาถรรพ์ทั้งหลายให้หมดสิ้นแก่ชาวพุทธและชาวโลก จึงไม่มีเรื่องตื่นเต้นให้เห็น มันเป็นความสงบเงียบ


คราวนี้ก็มาดูวันพฤหัสที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ แรม๑๕ค่ำ เดือน๖ ก็อาบน้ำมนต์นั่งสมาธิอีก ประมาณสองยามกว่านี่แหระ พอนั่งสมาธิสักครู่หนึ่ง จิตก็สงบนิ่ง ปรากฏว่ามีมือมาจับมือเราแล้วบอกว่า ลูก...ไป๊!!!  จำได้เป็นเสียงปู่หรือท่านท้าวมหาพรหมส่องโลก ท่านก็บอกว่า ไป...ลูก พอคว้ามือเราปั๊บ(ท่านจับมือเรา) เหมือนตัวเราพุ่งขึ้นบนอากาศรู้สึกว่ามันทะลุ เรานั่งสมาธิ เรารู้ว่ามันทะลุอากาศขึ้นไปเรื่อยๆ รู้แต่ว่ามันทะลุทะลวงอย่างเดียว สูง สูง สูง แล้วก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่สามารถคำนวณได้ จนกระทั่งรู้สึกว่ามันหลุกจากเขตชั้นบรรยากาศโลก ลอยไปที่นึงไปที่ๆนึง ซึ่งมีแต่ความว่างเปล่า เหมือนลอยเคว้งคว้างอยู่ในความว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย ปรากฏว่ามือก็ถูกปล่อย ได้ยินเสียงบอกว่า นี่คือ...จักรวาล!!! ระบบจักรวาล ท่านปล่อยให้เราพิจารณาในจักรวาลมีอะไรบ้าง ปรากฏว่าที่นี่เป็นที่อยู่ ของพรหมและมหาพรหมสูงๆ ชั้นสูงประเภทมหาพรหม พอพิจารณาดูอีกครั้ง นอกจากจักรวาลนี้แล้ว ยังมีเหนือจักรวาลขึ้นไปอีก ก็นั่งสมาธิไปดูอีกว่ามีอะไร


เหนือจักรวาลเป็นอะไร ก็ได้คำตอบว่านี่คืออนันตจักรวาล ซึ่งเหนือกว่าจักรวาล จักรวาลเป็นที่อยู่ของมหาพรหม ระหว่างจักรวาลกับอนันตจักรวาลเป็นที่อยู่ของพระอรหันต์ ส่วนอนันตจักรวาลเป็นที่อยู่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อ้อ!! เป็นเช่นนี้เอง เราก็เลยรู้ว่าจักรวาลนี้เป็นที่อยู่ของมหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ แล้วมหาพรหมนี้ต้องสำเร็จเป็นพระอรหันต์เสียก่อน แล้วสำเร็จอรหันต์ถึงเป็นพระพุทธเจ้า มิน่าเล่า!!! มหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย สามารถขึ้นแดนอรหันต์ แดนพระพุทธเจ้าได้ แล้วก็เป็นตัวแทนของพระอรหันต์และพระพุทธเจ้าได้และลงมาสร้างบารมี ประหนึ่งแทนพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้าได้


เทพพรหมทั้งหลายที่มาปกปักรักษาพระพุทธรูปจึงมีฤทธิ์มีอำนาจไม่เหมือนกัน แล้วแต่จะสำเร็จวิชาอะไร ก็เอา     วิชาที่สำเร็จมาช่วยคน พระพุทธรูปมีออำนาจเพราะเทพพรหมเท่านี้แหละ มีหน้าที่ปกป้องพระพุทธรูป พออธิบายให้ฟังได้ว่า เทพทั้งหลายก็มาปฏิบัติสำเร็จเป็นมหาเทพแล้วถึงจะเป็นพรหม และถึงจะเป็นมหาพรหม ตามลำดับขั้นตอนอย่างนี้  ถึงจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์จะต้องปฏิบัติกี่ภพกี่ชาติถึงจะสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่จึงมีอำนาจจึงมาสร้างบารมีสร้างกุศลได้ พระพุทธเจ้าท่านไม่มายุ่ง จึงให้มหาพรหมทั้งหลายมาทำหน้าที่แทน มาสอนสมาธิ วิปัสสนา สอนธรรมะ มหาพรหมทั้งหลายที่สำเร็จอรหันต์ถึงทำแทนได้ มหาพรหมสำเร็จพระพุทธเจ้า อดีตชาติเป็นมหาพรหมก่อนแล้วถึงมาเป็นอรหันต์และสำเร็จพระพุทธเจ้าหรือพรสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ พวกพรหมทั้งหลายก็ปฏิบัติอย่างนี้แหละ


พระพุทธเจ้าสูงสุด ถ้าอ้างพระพุทธเจ้าไม่มีใครเชื่อ จะหาว่าบ้า... บางคนไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริงด้วยซ้ำ นอกจากใช้ตัวแทนท่าน ตัวแทนท่านเป็นใครล่ะ ก็ใช้ท้าวมหาพรหมมาแทนท่าน มหาพรหมคือใครล่ะ ก็คือตอนที่ท่านยังไม่สำเร็จพรพุทธเจ้า ตอนท่าเป็นมหาพรหมนั่นแหละ เพราะคนเชื่อมหาพรหมแต่ไม่เชื่อพระพุทธเจ้ามีจริง แม้แต่ผีหรือเทวดาก็ยังเชื่อว่าไม่มีจริง


ตอนนี้ถึงเวลาเราจะกลับโลกมนุษย์และจะออกจากจักรวาลยังไง พอนั่งทำจิตพิจารณาอยู่ พอหลับตา ก็ได้ยินเสียงปู่ท่านบอกว่า “นั่งสมาธิ ทำจิตกลับซิ” พอนั่งสมาธิปั๊ปมีความรู้สึกจิตมัน วี๊ด  วี๊ด วี๊ด พอสิ้นเสียงวี๊ดก็ดิ่งลงมาถึงโลกมนุษย์เลย ดิ่งลงมาเหมือนดาวตก พอลืมตา อ้าว!!! มาถึงโลกมนุษย์แล้ว พอมานั่งพิจารณาวันวิสาขะปี๖๓นี้ ก็ได้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าละเอียดขึ้น ได้ความรู้เกี่ยวกับจักรวาล อนันตจักรวาล พระพุทธรูปทั้งหลายมีเทพพรหมคอยดูแล สถานที่ที่พระพุทธเจ้าอยู่คืออนันตจักรวาล คือที่อยู่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่เองและทำให้รุ้ว่าทำไมพระอรหันต์และพระพุทธเจ้าเสด็จมาจากท้องฟ้า อยู่ที่ไหนกันแน่? สงสัยมานานแล้วก็เพิ่งจะรู้ว่าพระอรหันต์อยู่ระหว่างจักรวาลกับอนันตจักรวาล พระพุทธเจ้าอยู่เหนือจักรวาลคืออนันตจักรวาล ๕๐กว่าปีที่ปฏิบัติมาเพิ่งรู้ความจริงในวิสาขะ ๖๓ นี่เอง 

 


วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

โลกันต์เปิด เดือนดับ


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

 

เสาร์ แรม๑๕ค่ำ เดือน๑๐ นรกเปิด

ความหมายของโลกันต์เปิดหรือนรกเปิด ผู้เขียนก็เพิ่งรู้ว่า ทำไมเดือนดับ มีความหมายสำคัญอย่างไร เพราะตั้งแต่ปฏิบัติและค้นคว้าโดยมาก  จะทำพิธีอะไรก็ตามมักจะเลือกเอาเดือนสว่างๆ หรือข้างขึ้นกันเป็นส่วนมาก และเดือนมืดน้อยๆ จะถือเป็นเคล็ดดีหรืออย่างไร ผู้เขียนก็เช่นกัน แต่มักจะถือ ตามดวงชะตาของผู้คนเป็นหลักสำคัญมากกว่า ปีร้าย เดือนร้าย วันร้าย หรือเดือน วัน ไม่ดีประกอบกันเป็นส่วนมาก และข้อสำคัญต้องเป็นส่วนประกอบแต่สิ่งดีๆ วันดีๆ เดือนดีๆ ปีดีๆ ของเจ้าขอดวงชะตา และก็หลีกเลี่ยงวันอัปมงคล เช่นวันไหนเป็นกาลกิณี วินาส อุบาทว์ ตามโหราศาสตร์หรือวันไม่ดีในปฏิทิน ก็จะพยายามหลีกเลี่ยง เพราะพวกปากหอยปากปู หรือพวกปากเสีย ชอบทักท้วง หรือโต้แย้งเอาน่ะซี เพราะผู้เขียนปฏิบัติสมาธิและค้นคว้าตำรับตำราต่างๆมากมายและปัจจุบันก็ยังปฏิบัติมาตั้งแต่ ๒๕๑๑ ถึงพ.ศ.๒๕๖๒ ก็ยังค้นคว้าธัมมะ และวิชาความรู้ซึ่งมีมากมายในโลกนี้ไม่รู้จักจบ


เรื่องนี้เรื่อง เดือนดับ ก็เป็นความรู้ที่เพิ่งค้นพบถึงเรื่องลี้ลับในโลกนี้ซ฿งก็เกิดจากการฝึกจิต สมาธิของพุทธศาสนา


เรื่องลี้ลับนี้ผู้ที่จะรู้ได้ถึงจะรู้ความจริงเรื่องจิต-วิญญาณ แขนงหนึงที่มีมากมาย จะต้องฝึกจิตหรือสมาธิ ขั้นอุปจาระสมาธิขึ้นไปถึงจะรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ ซึ่งปุถุชนคนธรรมดาหรือไม่นับถือพุทธศาสนา จะไม่รู้ไม่เห็นความลี้ลับของโลกที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยกเว้นพวกมีซิกเซนต์หรือสัมผัสที่๖ หรือผู้มีบารมีติดมาแต่ชาติปางก่อน แต่ก็มีผู้รู้ผู้เห็นเรื่อง เดือนดับ น้อยมากจริงๆ ผู้เขียนฝึกสมาธิถึง ๓๐-๔๐ปี จนมีระดับสมาธิฌาน๘ หรือขึ้นปรมัตถะสมาธิมาหลายปี ก็เพิ่งรู้เห็นเรื่องเดือนดับ คือ วันเสาร์ แรม๑๕ค่ำ ตรงกับเดือนไหนก็ตาม เป็นวันปล่อยผี หรือ นรกแตก เป็นวันร้ายแรงสำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิ ผู้เขียนจึงเขียนเตือนผู้ฝึกสมาธิ ไม่ว่าจะเก่งระดับไหน ถึงจะพอต่อสู้ วันนรกแตกหรือโลกันต์เปิดได้ กฌค้นพบโดยวิธีปฏิบัติสมาธินี่เอง


เพราะอยากรู้อยากเห็นความจริง ทำไมวันดับ เดือนดับ แรม ๑๕ค่ำ เขาถึงไม่นิยมทำพิธีกัน ก็มานั่งคิดพิจารณาเรื่องนี้ ตัวเราก็เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ตามวัยชรา จะเข้า๘๐แล้ว รุ้ว่าวันพระเขาปล่อยผีจะมีสองวัน วันโกนวันพระนี่แหละ ถือว่าเป็นวันเคราะห์ไม่ดีสำหรับโลกมนุษย์ คนดวงไม่ดีมักจะถูกผีเข้าหรือวิญญาณสิง ตั้งแต่ตะวันตกดิน หรือ ๖โมงเย็นไปแล้ว แล้วก็อย่าสงสัยว่าจริงหรือไม่จริง ผู้เขียนรักษาโรคผีผีมานับไม่ถ้วน รู้เห็นเรื่องผีหรือวิญญาณมาสุดคนานับ ในใจเราก็คิดว่าทำน้ำมนต์ อาบน้ำมนต์รักษาโรคคนมามากมาย ยกเว้นไม่เคยทำน้ำมนต์อาบวันแรม๑๕ค่ำเลยสักครั้ง ในใจก็บอกตัวเองว่า โรคภัยไข้เจ็บมันก็คงจะถูกขับไปกับวันแรมหรือวันดับ ถือเป็นเคล็ดไปในตัว ดับโรค ดับภัย ดับเคราะห์ ภายในจิตก็มีเสียงบอกง่า “ก็ลองดูซิ” ครับ เท่านั้นก็ได้เรื่องเลย น้ำมนต์ทำไว้รักษาคนตั้งแต่เข้าพรรษา ก็อาบตัวเอง พออาบตัวเองก็รู้สึกว่ามันโล่งดี ก็มานั่งสมาธิต่อตอนสองยามกว่าๆ เรื่องอาบน้ำมนต์ผู้เขียนจะทำน้ำมนต์เอง อาบวันพระใหญ่ วันวิสาขะ วันมาฆะ วันเข้าพรรษา หรือวันสำคัญๆ ตอนเที่ยงคืนเป็นประจำ ตั้งแต่ปฏิบัติสมาธิรักษาโรคต่างๆให้ผู้คนมาตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๒  ก็ไม่เคยให้พระสงฆ์องค์เจ้าที่ไหนอาบให้เลยจนถึงปัจจุบันนี้ครับ


ผู้เขียนชอบนั่งสมาธิตั้งแต่ ๔ทุ่ม ไปถึงตี๒ ตี๓ เป็นประจำและ ก็ชอบนั่งสมาธิค้นคว้าธัมมะและโลกวิญญาณไปด้วย จึงถือเป็นเรื่องท่องเที่ยวในเวลาค่ำคืน ทีนี้พอเข้านั่งสมาธิในคืนแรม ๑๕ค่ำ ครู่เดียวก็เกิดเรื่องวิญญาณต่างๆ ไม่รู้ว่ามาจากไหน เป็นหัวกะโหลกต่างๆ เป็นร่างศพคนต่างชาติที่ไม่เคยเห็นมาในชีวิต มาปรากฏให้เห็นเยอะแยะไปหมด แพล็บเดียว  ไม่รู้ว่าผีหรือว่าวิญญาณมันมามากมาย แถมยังมีพายุพัดใส่ร่างเราอีก ถึงกับร้องในใจว่า นี่มันอะไรกันว๊ะ! ทำไมมันร้ายแรงขนาดนี้ ยังกับไปเจอพายุทะเลทราย


ตอนแรกนั่งสมาธิรับได้สู้ได้ พวกผี-วิญญาณสารพัดก็ยังโหม กระหน่ำใส่ร่างกายเรามันยิ่งมากันมาก ก็รู้ว่าถ้าจะต้านกับพลังพวกนี้ ก็คงจะสู้ได้ไม่นาน แม่งไม่ได้มาแค่ป่าช้าหรือแค่ร้อยๆพันๆวิญญาณ แต่นี่มันยกกันมาทั่วสารทิศในโลกเชียวหละ ก็ได้สินเสียงภายในกายว่า เจ้าก็เปลี่ยนคำภาวนาใหม่ซีและก็บอกว่าให้ภาวนา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้พนมมือสวด ก็สอนเป็นตอนๆ ปรากฏว่า พอพนมมือสวด วิญญาณที่ลอยมาปะทะร่างเรา แยกออกไปรอบข้าง ก็ได้ยินเสียงบอกอีกว่า จิตนิ่ง แล้วสวดต่อ “นิพพานัง สูญโญ” ปรากฏว่าครางนี้วิญญาณที่วิ่งมาปะทะตัวเรากลับหายแว๊บไปหมดเลย ไม่มีวิญญาณตัวไหนผ่านผ่ามือ ผ่านข้างกายเราได้ ชั่สโมงกว่าๆ นรกแตก หรือโลกันตืเปิด หายไปหมดสิ้นเลย ร่างกายเราก็คืนเป็นปกติ เหลือแต่ความว่างเปล่า ไม่มีวิญญาณเหลือสักตัวเลย ก็มาพิจารณาตัวเอง ถึงกลับแปลกใจ อาการปวดเมื่อสังขารเราก็กลับปลอดโปร่างไปด้วย จึงรู้ว่าเรื่องราวของโลกันต์เปิด หรือ วันพระดับ มันมีทั้งดีทั้งเสีย และก็ได้ความรู้เรื่องเสาร์แรม๑๕ค่ำ มันรุนแรงร้ายกาจขนาดไหนผลร้ายก็ต้องปะทะ กับโลกวิญญาณมากมายทั่วสารทิศ ถ้าพลังจิตไม่เข้มแข็งหรือไม่สูงพอ ก็ขาดใจตาย และก็เป็นเรืงอที่ผู้เขียนปะทะกับวิญญาณที่มากที่สุดเหลือประมาณ ที่ปฏิบัติอยู่ทุกวันก็สู้กับวิญญาณเป็นป่าช้าๆ ผีหรือเดรัจฉานวิชาก็แค่เป็นกลุ่มเป็นก้อน แต่นี่มันถึงกับปะทะผีเป็นหมื่นๆตัวเชียว ทั่วสารทิศ ก็ทำให้เราได้ความรู้เพิ่มเติมขึ้นมาอีก รู้ความสำคัญของงหัวใจพุทธศาสนา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้มาตั้งนานแล้ว เห็นมาตั้งนานแล้ว แตไม่รู้วิธีใช้ ต้องฝึกจิต สมาธิ ระดับไหน ถึงจะใช้ได้เป็นประโยชน์ เพราะไม่รู้เห็นเรื่องจิตเรื่องสมาธิ จึงไม่รู้เห็นเรื่องคุณประโยชน์ของพระพุทธศานาหรือพระพุทธเจ้าของเรา ไม่น่าเชื่อ ถ้าผู้เขียนไม่ค้นพบวิชาของพระพุทธเจ้า ปานนี้ก็คงจะสู้กับวิญญาณนรกเปิด วันพระดับ เสาร์แรม๑๕ค่ำ ทั้งคืนแน่นอน  ไม่น่าเชื่อ แค่ใช้จิตเพ่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ภูตผีปีศาจก็ทำอะไรเราไม่ได้  แถมเพ่งจิตต่อ นิพพานัง สูญโญ วิญญาณทั้งหมดก็ได้อานิสงส์ไปเกิดหรือพ้นทุกข์ไปหมดสิ้น ความจริงพุทธศาสนาลึกซึ้งมาก แต่เรากลับไม่รู้


หัวใจของพระพุทธศาสนา คือ สมาธิ สมถะ๔๐ และวิปัสสนากัมมัฏฐาน หรือโพธิปักขิยะธรรม ๓๗หมวด หัวใจที่ย่อๆมาคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พอปฏิบัติสูงๆ แล้วก็คือ นิพพานัง สูญโญ ผู้เขียนก็ชอบศึกษาค้วคว้าธัมมะ ของพระพุทธองค์จึงรู้ว่า ขั้นสูงสุดของพระพุทธศาสนาก็ต้องผ่าน สมาธิ สมถะ๔๐ และวิปัสสนา พอปฏิบัติถึงวิปัสสนา แล้วจึงเข้าใจ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คำสุดท้ายก็คือ นิพพานัง สูญโญ ไม่มีอะไร ความว่างเปล่า


พอผู้เขียนมาใช้จิตภาวนา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา วิญญาณทั้งหลาย ไม่ว่านรกแตกโลกนรกเปิด กลับได้ผลเป็นพิเศษ รู้ได้รู้ว่าเป็นเรื่องของวิญญาณมากมายมันผุดขึ้นมา ไม่เก่งไม่กล้า ถึงได้ไปทดสอบกับเรื่องอย่างนี้ อันตรายมากจริงๆ แต่ผู้เขียนกลับได้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าธัมมะ ได้รู้วิธีทำลายนรกแตก ผลที่ได้ร่างกายปลอดโปร่ง โรคต่างๆ แทบจะหายไปกับลมพายุโลกันต์ จิตกลับมีพลังกล้าแข็งขึ้นอีกเป็นทวีคูณกลับเป็นผลดี แต่ถ้าท่านทนกับอานุภาพพายุโลกันต์ไม่ได้ รับรองตายอย่างเดียว อย่าไปเสี่ยงดีกว่า!

 

 


พระสัพพัญญู


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

 

            ความหมายของสัพพัญญู ก็ย่อมหมายถึง ผู้รู้ด้วยตนเอง ก็พอจะเข้าใจได้ว่า หมายถึงพระพุทธเจ้าท่านเองเป็นพระสัพพัญญู สามารถรู้หรือตรัสรู้ได้ด้วยตัวสติปัญญาของตัวท่านเอง ปรากฏว่าทุกวันนี้ก็จะมีคนเราหรือปุถุชนก็มี พระสงฆ์องค์เจ้าก็มี จึงถือ สัพพัญญู รู้และสำเร็จด้วยตนเงอแบบนั้น ผู้เขียนก็เห็นท่านๆ ที่ปฏิบัติหรืออ่านหนังมือ ก็มักจะเอามาถกเถียงกันให้ยุ่งยากไปหมด ปัจจุบันพระสงฆ์องค์เจ้าก็ถือคำสัพพญญูมาปฏิบัติ ผู้อ่านเขียนหนังสือมามากศึกษาธัมมะโดยนั่งสมาธิประกอบไปด้วย จนรู้เรื่องสมาธิหรืออุปจาระสมาธิดี จึงรู้เรื่องสัพพัญญู


            ความจริง พระพุทธเจ้าที่เป็นผู้ค้นพบคำว่าสัพพัญญูนี้โดยพระองค์เอง วันหนึ่งผู้เขียนไปวัดก็เห็นรูปพระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญทุกข์กิริยา ทรมายกายจนอดอาหารเหลือแต่ซี่โครง ก็ยืนเพ่งจิตดู ทำไมท่านทรมานพระวรกาย พอจิตเพ่งดู ความจริงก็ปรากฏออกมาให้รู้ให้เห็นเป็นฉากๆ หรือจะพูดว่า มองทะลุเข้าไปในภาพ ก็ปรากฏให้เห็นในจิต เหมือนกับเข้าไปดูด้วยตนเองใกล้ภาพที่ปรากฏ ก็อธิบายให้ผู้เขียนเห็น และได้ฟังเสียงอธิบายออกมาด้วย ภาพพระพุทธองค์ทรงทรมานพระวรกาย ก็ขยับให้เราเห็นเป็นมนุษย์นี่แหระ และก็มีเสียงได้ยินมาว่า นี่ถ้าเราทรมานสังขารอยู่อย่างนี้ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง มีแต่ทางตายอย่างเดียว แล้วก็เลิกทรมานวรกาย ต้องมาฉันอาหารใหม่และคิดหาวิธีใหม่ เท่านั้นท่านก็เลิกทรมานมาฉันอาหารเพื่อจะได้มีชีวิต มีกำลังทำวิธีใหม่ ก็เลยรู้ว่า เพราะเหตุนี้เอง ท่านเบญจวัคคีทั้ง ๕ ก็เลยเลิกเคารพพระพุทธองค์ ผู้เขียนก็เพ่งจิตพิจารณาดูท่านต่อไปทนกระทั่งท่านเสวยอาหารเรียบร้อย นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ไม่รู้ว่าต้นอะไร เพราะมัวแต่เพ่งจิตจับท่านอยู่ รู้แต่ว่าท่านพูดว่า เสวยพระอาหารอิ่มหรือพอประมาณ ก็รู้สึกสดชื่นมีเรี่ยวมีแรง นั่งปล่อยอารมณ์ตามธรรมชาติ ท่านก็รู้ว่า หายใจคล่องสบายดี พอท่านจับอารมณ์การหายใจ แจ่มใส จิตก็เลบจับเอาลมหายใจ รู้วิธีควบคุมลมหายใจให้มันราบเรียบ ท่านก็เลยรู้วิธีปรับลมหายใจหรืออานาปานะสติ รู้วิธีทำจิตให้สงบ ท่านจึงหลับตาเข้าอานาปานะสติ นั่งสงบนิ่งใต้ต้นสาระ ผู้เขียนก็เพ่งดูการปฏิบัติของท่าน จนรุ่งสว่าง ท่านจึงได้สำเร็จวิชาสมาธิแบบอานาปานะสติ การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก จนรุ่งสางเพียงชั่วคืนเดียว พระพุทธองค์จึงเป็นสัพพญูองค์เดียวที่ค้นคว้าและสำเร็จอานาปานะสติก่อนวิชาอื่น ถ้าผู้เขียนจะอธิบายต่อก็จะหาว่าอวดอุตริหรือยกเมฆ เพราะตอนนี้ผู้เขียนฝึกสมาธิถึงระดับประมัตถะจึงสามารถมองทะลุและตามจิตเข้าไปดูได้ เพราะผู้เขียนฝึกคืนเดียวได้อุปจาระสมาธิและฌาน๕ คือเพ่งอากาศหรือเพ่งอากาสานัญจายะตะนะ เพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด เพราะสมาธิมีระดับแปจาระสมาธิ อัปปนาสมาธิ และประมัตถสมาธิ ถ้าเป็นฌานสมาบัติ ก็ถึงฌาน๘ และฌาน๙ สัญญาเวทะยิตนิโรธแล้ว  จึงรู้ว่าพระพุทธองค์สำเร็จอานาปานะสติตั้งแต่อุปจาระสมาธิ เพ่งาอากาศ เพ่งวิญญาณ เพ่งจิตจนเป็นวิมุตติ เพ่งพระโสดา เพ่งพระสกิทาคา เพ่งพระอนาคามี จนสำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์ แล้วจึงสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ผู้เขียนก็ปฏิบัติมาในแนวนี้แหระ โดยท่านท้าวมหาพรหมส่องโลก เป็นผู้อบรมสั่งสอน จึงกล้าพูดว่า พระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วจึงสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใน๕ปีต่อมา พวกนักปฏิบัติทั้งหลาย ท่านจะเป็นพระสัพพัญญูรู้ด้วยตนเองอีกหรือ


            ถ้าพระพุทธเจ้าไม่สอนอานาปานะสติ ท่านจะรู้ด้วยตนเองได้อย่างไร พระพุทธเจ้าก็ละทนทุกข์ทรมาน ตอนนั้นก็ยังไม่เป็นพระสัพพัญญู จึงต้องหลงไปทรมานพระวรกาย มาได้เป็นพระสัพพัญญูตอนปฏิบัติอานาปานะสตินี่หรอก พระคุณเจ้าทั้งหลายยังจะมาอวดรู้เห็นด้วยตน เองความรู้หลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้าต่างหาก จะเป็นอานาปานะสติ กำหนดลมหายใจเข้า-ออก มะโนยิทธิ พองหนอ-ยุบหนอหรือธรรมกาย หรือหลักปฏิบัติสมาธิทั้งหลาย ก็ต้องมาจากอานาปานะสติเป็นขั้นแรก พวกท่านที่ปฏิบัติกัน อาจารย์ เกจิอาจารย์ สอนกันไม่รู้เรื่อง ผิดๆถูกๆก็ว่ากันส่งไป ถูกจริตไม่ถูกจริตก็สอนกัน


พระพุทธเจ้าท่านสอนหลักปฏิบัติเป็นแนวทางให้ค้นคว้าในสมาธิ สมถะ วิปัสสนาทั้งนั้น ในคำสอน สอนมาก่อนไม่ใช่สัพพัญญูที่พวกเราจะค้นคว้าเองได้ ที่เข้าใจผิดกันแบบทุกวันนี้ รู้เห็นด้วยตนเองที่จริงเป็นหลักแนวทาง พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ในการฝึกสมาธิ ก่อนจะรู้สมาธิ รู้สมถะ รู้วิปัสสนา ตามลำดับ แต่บรรดานักปฏิบัติกลับรู้ไม่จริง จึงไม่เกิดตัวรู้ตัวเห็นของสมาธิขั้นแรกก็คืออุปจาระสมาธินี่เอง จึงไม่ได้ตาวิเศษหรือตาทิพย์ตัวรู้ตัวเห็นขั้นต้น จึงไม่ได้เป็นสัพพัญญูรู้เห็นด้วยตัวเองหรือเรียกว่าไม่รู้จักหลักของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ฝึกจิตให้ตายก็ไม่ได้สมาธิจริง แล้วสัพพัญญูจะเกิดได้อย่างไร


ผู้เขียนโต้เถียงกับนักปฏิบัติทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือภิกษุสงฆ์ ที่หลงจิตกับคำว่าสัพพัญญูมามากต่อมาก ที่ยังฝึกจิตไม่เข้าสมาธิหรืออุปจาระสมาธิเสียที เพราะหลงติดว่ารู้ด้วยตนเองหรือสัพพัญญู เพราะฝึกสมาธิไม่เป็นไม่ถูกต้อง ประเภทเดียวกับพวกที่ชอบสอนว่าไม่ถูกกับจริต ก็เลยต้องปล่อยให้โง่ตามครูบาอาจารย์ ลองหันมาฝึกหลักสมาธิให้ถูกต้องก็จะเห็นความจริง


 พระพุทธเจ้าท่านบรรลุด้วยจิต จึงบัญญํติธัมมะ เพื่ออธิบายสั่งสอนพวกไม่เข้าใจสัพพัญญู  ให้เป็นอภิธรรม และการปฏิบัติแบบปัญญาไว้ให้ศึกษา ก็ต้องแล้วแต่บุญวาสนาของแต่ละบุคคล พวกได้ปัญญาก็เป็นมยะปัญญา ปัญญาวิมุตติ ฝ่ายศึกษาธรรมไป  พวกที่ปฏิบัติวิปัสสนาก็สอนสมาธิ สมถะ วิปัสสนาไป พวกลูกผสมกึ่งปัญญากึ่งวิปัสสนาไปแล้วแต่บุคคลจะชอบ เลยทำให้ปัจจุบันนี้ แบ่งเป็นฝ่าย ฝ่ายปฏิบัติธรรมก็แบ่งเป็นสายปัญญา พวกกึ่งปัญญาพวกสมาธิผสมกันและสายวิปัสสนา เลยเป็นปัญหาเกิดการแบ่งแยก ฝ่ายปฏิบัติธรรมก็ว่าสายวิปัสสนานั่งสมาธิแล้วรู้เห็นโน่นรู้เห็นนี่ไม่จริง บรรดาพวกลูกศิษย์ก็พลอยทะเลาะกันแบบเสื้อเหลือเสื้อแดง ฝ่ายกึ่งกลางก็พวกเสื้อขาว


ฝ่ายธัมมะประเภทอ่านหนังสือ อภิธรรม ไตรปฏก หรือได้ปัญญาทางธัมมะ แต่ไม่เคยฝึกจิต ฝึกสมาธิแบบวิปัสสนา จึงไม่รู้ความจริง พวกลูกศิษย์ก็เลยทะเลาะกัน สู้ฝ่ายกลางๆธัมมะก็ได้ปฏิบัติก็ได้สบายกว่ากันเยอะ  ฝ่านธัมมะก็เป็นฝ่ายบุ๋น ฝ่ายวิปัสสนาก็เป็นฝ่ายบู๊  เลิกทะเลาะกันเถียงกันเถิด คนโง่เท่านั้นถึงได้หลงเถียงกัน อาจารย์องค์โน้นเก่ง องค์นี้เก่ง ขอบอกว่าอาจารย์เก่งหรือเป็นพระอริยะสงฆ์ที่แท้จริงต้องเก่งทั้งธัมมะและวิปัสสนา


เท่าที่ผู้เขียนค้นพบมาครึ่งศตวรรษ จึงรู้เห็นฝ่ายที่สำเร็จเป็นพระอนาคามี พระอรหันต์ ล้วนแต่เป็นพระฝ่ายปฏิบัติสมาธิ สมถะ วิปัสสนา ทั้งสิ้น ส่วนฝ่ายปัญญาก็ยังไม่เคยพบพระปัญญาวิมุติได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์สักรูปหนึ่ง เพราะไม่รู้จักพระสัพพัญญู พระโสดา พระสะกิททาคา พระอนาคามี ถึงไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ หาแบบหลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว ท่านเจ้าคุณนรรัตณ์ หลวงปู่ที่เป็นอริยะสงฆ์ก็เป็นแค่พระอนาคามีมากจริงๆ  ปัจจุบันก็ต้องยกให้หลวงปู่ฤาษีลิงดำเป็นอัจฉริยะให้ศึกษา พระที่เก่งๆทางวิปัสสนา ใกล้เป็นพระอรหันต์มีอีกมาก แต่ไม่ชอบออกมาให้ค้นคว้า และก็รู้ว่าพระอรหันต์ในประเทศไทย มีมากแล้ว จากสมัยพระพุทธเจ้า ๑,๒๕๐รูป มาถึงปัจจุบันปี ๒๕๖๐กว่า มีพระอรหันต์เกิดขึ้นมากมายแล้ว จะครบพรุพุทธศาสนาอีก ๒,๔๓๘ปี ถึงจะได้มีอรหันต์ครบ ๕,๐๐๐องค์ ถึงจะเป็นยุคพระศรีอริยะเมตไตรสมบูรณ์ ท่านเอ๋ย มัวแต่คิดว่าตัวเองจะเป็นพระสัพพัญญูได้ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ทำไมไม่ปฏิบัติตามคำสอนและหลักของพระพุทธเจ้า ท่านปูทางเดินไว้ให้ เพียงแต่เพียรพยายามปฏิบัติก็จะเห็นหนทางสำเร็จ อย่ามัวยึดติด ถือความคิดผิดๆ กับ หลักมั่วๆ ที่ไม่ใช่หลักพุทธองค์อยู่เลย


พอท่านปฏิบัติสมาธิได้ก็จะเข้าใจ เห็นทางเดินของพรุพุทธองค์เอง หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านปฏิบัติแล้ว จึงกล้าพูดได้ว่า พระนิพพานก็อยู่ใกล้มือ แต่เราชาวพุทธกลับไม่รู้ ผู้เขียนก็ปฏิบัติแล้วจึงรู้ว่า  ท่านฤาษีลิงดำเป็นผู้ค้นพบ มโนยิทธิองค์แรกด้วย ก็ยังอยู่ในอภิญญา๖ ตราบใดสังขารยังไม่ได้สลายก็ยังไม่ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แต่ก็คงภายในพ.ศ. ๒๖๐๐ ก็มาค้นพบพระอรหันต์คือ หลวงพ่อปานวัดบางนมโค ท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์เมื่อพ.ศ. ๒๕๕๐


ถ้าท่านปฏิบัติสมาธิได้ เพ่งจิตขั้นวิมุตติ แล้วท่านจึงจะเห็นทางเดินของพระอริยะสงฆ์ พระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี และพระอรหันต์ ท่านถึงจะรู้เห็นเรื่องรังสีพระอริยะสงฆ์ต่างๆ ว่าท่านอยู่ในระดับชั้นไหนของพุทธศาสนา ผู้เขียนจึงกล้าเขียนเรื่องราวของพระปฏิบัติเก่งๆ ที่ได้ประสบพบมาเป็นเวลาเกือบ ๕๐กว่าปีแล้ว เพราะหลวงตายิ้มแพ่งวัดสิงห์ บางขุนเทียน ลูกศิษย์ท่านมหาปิ่น ท่านเป็นพระอนาคามี และท่านฤาษีลิงดำก็เป็นแนวทางให้ผู้เขียนค้นพบเรื่องราวของพระอริยะสงฆ์ และก็ได้พบพระอริยะสงฆ์ระดับพระอนาคามี และระดับอรหันต์ทำให้ได้ค้นพบความจริง ความลี้ลับของพระพุทธศาสนา จึงได้กล้าเขียนกล้ายืนยันพระอริยะสงฆ์แต่ละองค์ได้ประสบมาด้วยตนเอง จนทุกวันนี้ พ.ศ.๒๕๖๒ นี้ครับ