วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

พระฤาษีชินะปัญชระ

โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            เป็นเรื่องราวตอนหลวงตายิ้มพาคณะลูกศิษย์ไปท่องเขาที่หลวงตาไปปฏิบัติที่จังหวัดนครนายก และก็เป็นสำนักสงฆ์ปฏิบัติธรรม เรื่องนี้ก็เป็นเรื่งอต่อจากหลวงตาสยบพญานาคในถ้ำ พอเห็นเรื่องถ้ำปฏิบัติของหลวงตาก็ออกเดินขึ้นบนยอดเขากันต่อ ยิ่งเดินก็ยิ่งกระทบกับญาณที่ส่งมา ก็กำหนดว่าญาณนั้นเป็นใคร พอจับจิตดู ก็เห็นเป็นพระฤาษีตนหนึ่ง นั่งอยู่บนโขดหินกำลังเข้าฌาน  ก็เลยรู้ว่าที่เขานี้มีพระฤาษี ก็เห็นท่านลืมตามองผู้เขียน แล้วก็ยิ้ม ก็บอกท่านว่า นมัสการท่านปู่ ก็ได้ยินเสียงมาจากร่างพระฤาษีว่า วันนี้ท่านเสด็จมาถึงที่นี่เชียวหรือ ไม่ได้พบปะกันมานานแล้ว ก็เอะใจ ก็เอะใจว่าทำไมพระฤาษีบอกกับผู้เขียนเช่นนั้นนะ  แสดงว่าท่านก็รู้จักกับอดีตชาติของผู้เขียนน่ะซี
ก็นึกถึงปู่สนามบินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่นั่งอยุ่บนชะง่อนผาบนภูเขา ก็ทักทายผู้เขียนว่า ท่านผ่านมาจะไม่แวะทีกทายกันบ้าง แต่ปู่องค์นี้แต่งชุดขาว อายุเป็นพันๆ ปี นี่ก็มาเจอพระฤาษีแต่งชุดลายเสือ ก็มาทักผู้เขียนแบบนี้อีก น่ากลัวท่านจะรู้จักผู้เขียนในอดีตชาติมั้ง หรืออาจจะทักทายปู่ผู้เขียนก็ได้ แต่คงจะเป็นผู้เขียนมากกว่า เพราะปู่ผู้เขียนท่านเป็นพรหมเหนือโลก และพระฤาษีส่วนมากจะสำเร็จฌานแล้วเป็นพรหม หรือมหาพรหม ท่านพระฤาษีก็บอกว่า ยินดีต้อนรับพอรู้เรื่องพระฤาษีบนยอดเขา ก็บอกหลวงตายิ้มว่า หลวงตาบนยอดเขานี้มีพระฤาษีหนึ่งตน แต่ผู้เขียนชอบเรียกว่าพระฤาษีหนึ่งองค์ครับ หลวงตากำลังเดินนำหน้าก็บอกผู้เขียนว่า ท่านก็คือพระฤาษีชินปัญชระ และก็พอดีเดินถึงยอดเขา หลวงตาก็บอกว่าเดี๋ยวก็เจอท่านเอง

เรื่องแปลกก็เกิดขึ้นกับผู้เขียน พอมาถึงยอดเขา ก็เห็นพระฤาษีมาเดินผ่านแว๊บตรงซอกเขาให้เห็น ก็บอกหลวงตาว่า โน่นไง พระฤาษีกำลังเดินจงกรมในช่องเขา หลวงตาถึงกับหันหน้ามามองผู้เขียน แล้วก็บอกว่า เดี๋ยวจะพาไปดูที่พระฤาษีเดินจงกรม ก็อยู่ตรงที่ผู้เขียนเห็นในซอกเขานั่นแหละ พอออกจากซอกเขา ก็เห็นเป็นทางเดินยาวสัก ๒๐ กว่าเมตร หลวงตาก็เดินไปดูทางเดิน และก็บอกว่านี่เป็นทางเดินจงกรมของพระฤาษีชินะปัญชระ และท่านหลวงตาก็ไปเดินจงกรมพร้อมกับอธิบายให้พวกเราฟังไปด้วย เดินไป ๒๐ ก้าว แฃ้วก็เดินกลับ ๒๐ ก้าว วิธีเดินจงกรมทำอย่างไร ท่านก็แขวะผู้เขียนว่าหรือจะเดินจงกรมแบบโยมสงค์ก็ได้ เดินไปก้าวไปก็ภาวนาพุทเข้า โธออก ก็ได้ อยากรู้ว่าเดินภาวนาไปหรือก็เหมือนเดินจงกรมนี่แหละ แต่การเดินจงกรมก็เพื่อให้มีสติกับการก้าวเท้า-เดิน แต่โยมสงค์กลับภาวนาไปกับลมหายใจเข้าออก พุทเข้าโธออก จิตก็อยู่กับลมหายใจ แบบอานาปานะสติ ก็เคยเล่าให้ฟังใช่มั้ย จำกันได้หรือเปล่า  ที่หลวงตาเคยบอกว่า โยมสงค์ไม่ต้องสงสัยหรอก โยมทำได้ ก็คือก้าวแต่ละก้าวมันโหย่งหรือลอยไปในอากาศ ชั่วแพล๊บเดียวก็เดินกลับถึงบ้าน จากวงวเยนใหญ่ถึงสวนพุฒตาล(ใกล้สวนสัตว์ดุสิต หรือหลังรัฐสภาปัจจุบัน) ท่านรู้การกระทำของผู้เขียนเดินจงกรมของผู้เขียน ก็เดินภาวนาพุทโธรอบโบสถ์ แต่ผู้เขียนกำหนดลมหายใจปลายจงอยจมูก มาเป็นที่ตั้งของจิต จึงผิดกับเดินจงกรมของผู้อื่นก็เพื่อรู้สติรู้การกระทำในการเดิน จึงผิดกัน แต่ของผู้เขียนไว้ที่ตั้งของจิตมีความพิเศษกว่าผู้อื่น เดินเหินมันก็เบาไม่เหนื่อย ไม่มีอาการเมื่อยล้า ก็อธิบายพอเป็นกระสายยาให้เข้าใจ


ก็บอกหลวงตาว่า ก่อนขึ้นมาบนยอดเขาก็เห็นท่านพระฤาษีก่อนแล้ว ยังเห็นท่านมาเดินแว๊บตรงช่องเขาให้เห็น เล่นเอาพรรคพวกหรือลูกศิษย์คนอื่นๆ งง รู้ได้อย่างไร เห็นได้อย่างไร ก็ต้องปฏิบัติกันเก่งๆ ซี จิตสงบเป็นเอกัคคะตารมณ์ แล้วก็เห็นทั้งนั้น หลังจากสำรวจที่พักอาศัยของพระฤาษีแล้ว หลวงตาก็พาเดินออกจากเหลือบซอกเขา พ้นมาซักหน่อย ถัดออกไปขวามือ บริเวณยอดเขาก็เจอวิวมีต้นไม้ใหญ่ หินก้อนใหญ่และเล็ก ดูๆ ก็คล้ายที่นั่งของคนเรานั่นแหละ เหมือนมีคนมานั่งประชุมหรือเรียนหรือมาฟังกัน ก็ทำความแปลกใจให้กับผู้เขียนมาก จึงยืนกำหนดจิตดูว่า บริเวณนี้เป็นสถานที่ชุมนุมอะไรกัน แพล๊บเดียวก็ปรากฏให้เห็นเป็นผู้คนแต่งตัวสมถะ ชายหญิงมานั่งชุมนุมตามโขดหินกันเต็มไปหมด ก็รู้ว่าผู้คนที่เห็นก็คือเหล่ารุกขเทวดา ที่มานั่งชุมนุมฟังเทศน์ฟังธรรมกันนั่นเอง ก็เพ่งดูซิว่าใครมาเทศน์มาบรรยายธรรม

วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ปักกลด (หลวงตายิ้ม)


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            ความจริงเรื่องของหลวงตายิ้ม ท่านมีเยอะ ผู้เขียนจำได้ก็เอามาเขียนให้รู้ถึงปฏปทาของพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติ ซึ่งไม่ค่อยจะเล่าเรื่องของท่านให้ใครฟัง นอกจากลูกศิษย์ก้นกุฏิเท่านั้น แต่สำหรับผู้เขียนกับหลวงตาละก็ไม่ได้เชียว ท่านรู้เรื่งอการปฏิบัติของผู้เขียน ก็มักจะเล่าเรื่องให้ลูกศิษย์คนอื่นๆ ฟัง และยกตัวอย่าง อธิบายเหตุผลให้เข้าใจกัน ผู้เขียนก็ชอบเปิดเผยความลี้ลับ การปฏิบัติของหลวงตายิ้มให้พวกเขาฟังกัน ถึงได้รู้ว่า หลวงตายิ้มท่านปฏิบัติ ไปธุดงส์หรือไปปักกลด ก็จะถูกผู้เขียนตามไปดู ก็จะเห็นพฤติการณ์ของท่านเสมอ มันก็แปลกมากเวลาท่านบอกว่าไปปฏิบัติที่ไหน ผู้เขียนก็จะตามไปดู คือกำหนดไปดู ว่าท่านปฏิบัติแล้วได้ผจญหรือประเชิญกับอะไรบ้าง มันก็เห็นเป็นภาพขึ้นมาในจิต ก็ต้องบอกเสียก่อนว่า ผู้เขียนฝึกสมาธิ จนจิตเป็นเอกัคคะตารมณ์สามารถรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ เห็นทุกข์-โรคภัยของคนป่วย ทัง้คน-ทั้งผี หรือวิญญาณมามากต่อมากแล้ว ก็สามารถเพ่งจิต หรือกำหนดจิต รักษาคน รักษาผี-วิญญาณได้ ก็อธิบายให้เข้าใจก่อนเดี๋ยวจะหาว่าโม้หรือคุยโอ้อวดครับ ผู้เขียนรักษาคนช่วยคนช่วยวิญญาณ มาขวบจนวันนี้ ๔๕ ปีเต็มๆ

เรื่องนี้ก็เป็นตอนหนึ่งที่ผู้เขียนจำได้ ตอนไปปฏิบัติกับหลวงตาท่าน ท่านก็เล่าว่า ท่านไปธุดงส์ปักกลดที่ใดบ้าง จังหวัดใดบ้าง แต่ถ้าผู้เขียนนั่งอยู่ด้วย ก็จะใช้จิตตามไปดูการปฏิบัติของท่านบ่อยๆ แล้วท่านก็ไม่ใช่จะเล่าอะไรๆ ให้ฟังง่ายๆ ถ้าไม่มีลูกศิษย์ถาม ก็จะไม่เล่า ไม่แสดงอะไรที่พิเศษให้ใครดู หรือใครฟัง นอกจากผู้เขียนมาเล่า มาถามท่านถึงจะบอก เพราะผู้เขียนไปเปิดเผยความลับของท่านก่อน ท่านจึงเอาผู้เขียนเป็นตัวสอนลูกศิษย์ เป็นตัวอย่าง หรือยกตัวอย่างให้ลูกศิษย์รุ่นพี่ๆ ฟัง วันนี้จะมาหรือไม่มาท่านจะบอก ลูกศิษย์ทั้งก็ชอบรอผู้เขียนมาปฏิบัติและเข้าโบสถ์พร้อมกัน เพราะชอบมารอกันก่อน ถ้ามาเจอผู้เขียนก็จะได้ฟังเรื่องราวต่างๆ จากผู้เขียน หลวงตาจะเล่าให้ฟัง ตอนผู้เขียนเดินภาวนากลับบ้าน หลวงตาก็จะบอกว่า เดี๋ยวโยมสงค์มา ถามดูสิว่าเดินภาวนากลับบ้านเป็นอย่างไร

พอผู้เขียนมาถึงท่าก็บอกว่า “โยมไม่ต้องสงสัย โยมทำได้” และหลวงตาก็ให้ผู้เขียนเล่าเรื่องเดินกลับบ้านให้ลูกศิษย์ฟัง และก็จะถามว่า ถ้าเป็นพวกเราเดินกลับกันบ้างสิ จะใช้เวลาเดินทางกันเท่าไหร่ ลูกศิษย์ก็กะเวลาเท่านั้นๆ ไม่มีใครถูกเลย แต่หลวงตากลับบอกว่า แค่ครึ่งชั่วโมง หรือ ๓๐ นาทีเท่านั้น พวกลูกศิษย์ก็บอกว่าไม่น่าเชื่อ หลวงตาก็หัวเราะ ฮึฮึ และก็บอกให้ผู้เขียนเล่าต่อ ก็อธิบายและเล่า การเดินภาวนาให้ฟัง “มันอย่างนี้อย่างนี้” เดินไป ภาวนา ตั้งจิตอย่างนี้ เดินไปก้าวไป มันก้าวโหย่ง ลอยอย่างนี้ ก็อธิบายให้ฟังอย่างละเอียด เดินภาวนาตั้งแต่อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินตีหนึ่ง ไปถึงบ้านผู้เขียนตึหนึ่งครึ่ง แค่ครึ้งชั่วโมง เล่าไปก็ต้องมองดูหลวงตา ท่านรู้เวลาเป๊ะพอดี พวกที่บอกว่าไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะหลวงตาพูดถูกเป๊ะเลย


เรื่องของหลวงตาไปปฏิบัติมา ก็จะถูกผู้เขียนเห็นและเล่าให้ฟัง ก็ถูกทุกอย่าง ราวนี้ก็เช่นกัน ท่านไปปักกลดที่ใกล้เชิงเขา เป็นป่ารก และท่านก็เจอทั้งงูจงอาง เจอทั้งเสือลายพาดกลอน ท่านก็บอกว่าไปปักกลดอยุ่ข้างลำธารกว้าง ๕ เมตรได้ ผู้เขียนก็ตามจิตไปดู ก็เห็นหลวงตา เป็นภาพหลวงตาปักกลดอยู่ แต่หน้ากลดหลวงตานั้นกลับมีเหมือนภูเขาเล็กๆ อยู่ ก็เพ่งจิตดู จึงเห็นเป็นจอมปลวกนั่นเอง สูงขนาดท่วมหัวคน ใหญ่ แต่ก็แปลกใจทำไมหลวงตากลับมานั่งตรงจอมปลวก แล้วหลวงตากำลังเพ่งจิตดูจอมปลวกทำไม ก็ปรากฏว่าในจอมปลวก มีงูใหญ่นอนขดอยู่ในจอมปลวก ก็เห็นว่าหลวงตานั่งมาสองวันแล้ว งูก็ยังนอนสงบไม่ไปไหน พอวันที่สาม หลวงตาชักกลดย้ายที่ปักกลด ถัดไปอยู่ข้างลำธาร ใกล้ต้นมะม่วงใหญ่ ห่างจากจอมปลวกใหญ่มักสิบเมตรได้ ปรากฏว่าพอย้ายกลดจึงเห็นทางเข้าของจอมปลวกของงูใหญ่นั้น ถึงกับร้องอ้อ หลวงตาไปนั่งขวางทางเข้าออกของพญานาคเข้าน่ะซี ได้โอกาสก็ลืมตามาบอกพวกลูกศิษย์ว่า หลวงตาไปปักกลดขวางทางเข้าออกของพญานาคน่ะซี เลยต้องย้ายกลดหนี เล่นเอาหลวงตาหัวเราะ ฮึฮึ ผู้เขียนก็บอกต่อ ไม่ย้ายกลดหนีได้อย่างไร เล่นเจอเอาของแข็ง พญานาคตัวเบ้อเร้อ เล่าแล้วก็อดหัวเราไม่ได้ดันไปกระเซ้าหลวงตาหนีพญานาคเข้าน่ะซี ก็บอกกับลูกศิษย์รุ่นพี่ว่า หลวงตาน่ะ ท่านไม่กลัวพญานาคหรอกครับแต่พญานาคกลัวหลวงตาต่างหาก ก็เล่าให้ฟังต่อ ที่ท่านย้ายกลดหนีเพราะกลัวพญานาคจริงๆ เล่นเอาลูกศิษย์ที่ฟังถึงกับหันหน้ามาจ้องผู้เขียนกันเป็นตาเดียวและก็สร้างความตื่นเต้นกัน  พอเล่าว่า หลวงตาท่านกลัวพญานาคจะอดตายต่างหาก เพราะหลวงตาเล่นนั่งจ้องพญานาคมาสองวันเต็มๆ แล้ว ท่านก็ได้คิด ถ้าสามวันพญานาคอาจอดตายได้ บาปตกกับท่านเปล่า จึงย้ายกลดหนีออกห่างปากทางเข้าออกของพญานาคอยู่น่ะซี  พญานาคก็ออกไม่ได้ เพราะหลวงตาท่านนัง่สมาธิขวางทางอยู่ ก็เคยเล่าให้พวกเราฟังหลายครั้งว่า งูเห่า งูจงอาง หรือพญานาค เจอหลวงตาก็จะสงบหัวลงมากราบท่านหลายหนแล้ว คราวนี้ก็เช่นกัน ท่านจะเอาจอมปลวกบังลม บังพายุพัด ไม่ให้รบกวนเท่านั้น แต่นังสมาธิแล้สก็ไม่อยากถอนสมาธิน่ะซี แต่หลวงตาท่านรู้ก็รู้ว่ามีพญานาคอยู่ในจอมปลวก และเคยมีพระธุดงส์มาเจอพญานาคเผ่นออกจากป่าไปหลายรูป  วันนี้มาเจอท่านก็เลยสะกดพญานาคบ้าง จะได้ไม่ไปเกเรหรือไปกวนพระธุดงส์รูปอื่นต่อไป ผู้อ่านก็จงเข้าใจไว้ด้วย พระอริยสงฆ์ดังเช่นหลวงตายิ้ม ท่านเป็นถึงพระอนาคามี สูงถึงระดับฌานแปดหรือเหนือแล้ว ย่อมสยบพญานาค ซึ่งอยู่ในชั้นแรกของเทวโลก คือชั้นจาตตุมมหาราชิกา มีผู้ปฏิบัติสมิสูงๆเท่านั้น จึงจะรู้ถึงระดับจิต สมาธิ ของผู้ปฏิบัติเก่งๆ เท่านั้นและการปฏิบัติจิตของหลวงตาระดับนี้ก็สะกดงู เสือ พญานาค สัดว์ทั้งหลายได้เช่นกัน จึงไม่เป็นที่สงสัยสำหรับผู้เขียนและเรื่องแปลก เรื่อพญานาคตัวนี้ ก็มาเผชิญกับผู้เขียนในไร่จ่าตำรวจวันชัย เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๘ ต้องไปหาอ่านตอน “พญานาคไร่จ่าวันชัย” โน่นครับ อิทธิฤทธิ์ บารมีของพระอริยสงฆ์ พระสำเร็จอภิญญา พระอนาคามี ท่านคุ้มครอง และก็แสดงฤทธิ์ได้ด้วยอำนาจจิต บารมีสมาธิ และก็กล้าพูดได้ว่า เรื่องพระอริยสงฆ์รูปไหนเก่งอะไร ผู้เขียนก็ได้พบปะมามากเช่นกัน เรื่องการปฏิบัตินี้สำคัญมาก และถ้าหลวงตาไม่เก่ง ก็คงจะไม่สามารถเป็นอาจารย์ผู้เขียนได้

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เสือเลียตัก

โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            ตอนฝึกกับหลวงตายิ้มมันสนุกขึ้นทุกวัน เรื่องของผู้เขียนจะทำอะไร หลวงตาท่านรู้หมด ที่นี้มาถึงตาผู้เขียนบ้าง หลวงตาท่านเล่าว่า ท่านไปปฏิบัติหรือธุดงส์ไปที่ไหนบ้าง ตอนท่านเล่าไป ผู้เขียนก็ตั้งจิตตามไปดู ปรากฏว่ามีเรื่องที่ไปปฏิบัติที่ป่าจังกหวัดราชบุรี แถวๆวัดหนองโกปัจจุบันนี้ พอท่านเล่า ไปนั่งสมาธิกลางป่า ก็เห็นเป็นภาพขึ้นมาในจิต ท่านนั่งสมาธิอยู่บนแท่นหิน และมีภาพเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่มากไม่ต่ำกว่า ๗-๘ ศอก ตัวเท่าม้าเขื่องๆ มานอนกลิ้งหน้าบริเวณที่นั่ง และก็มีตัวใหญ่ เดินมาหาหลวงตาและตัวหัวกลิ้งบนตัก แถมยังเลียตักหลวงตาเสียอีก ก็ฌพ่งจิตดูสิว่า เสทอมันจะกินหลวงตาหรือทำอะไรหลวงตาต่อไป ปรากฏว่า กลับเห็นหลวงตาเอามือมาลูบหัวเสือเล่นเสียอีก ก็พิจารณาดูหลวงตา ก็เห็นท่านลืมตาลูบหัวเสือเล่นยังกับลูบหัวเด็กอย่างงั้น

เออแปลกดีท่านเก่งมาก อำนาจจิตท่านสูง จึงเมตตาเสือลายพาดกลอนอย่างกับลูก  แถมยังมีเสืออีกสองตัวมานอนเล่นหยอกล้อกันอีก แต่เจ้าตัวใหญ่กลับมาเล่นกับหลวงตา หยอกล้อหลวงตา เอาหัวเกยตักบ้าง เลียตักบ้าง คลุกเคล้าหัวอยู่บนตักนั่นแหละ แพล๊บเดียว เจ้าสองตัวที่นอนหยอกล้อ ก็ลุกมาเคล้าคลอตัวหลวงตาอีก เล่นรุมกันเลย ทีนี้ก็เห็นท่านเอามือจับหัว ลูบหัวเล่นทั้งสามตัว ท่านก็เอ่ยปากพูดว่า ไปไป ไปนอนเล่นของพวกเจ้า ข้าจะนั่งสมาธิ และก็ตบตัวแบบสั่งไปในตัว ก็เห็นเสือสามตัว ขยับหัวและออกจากตัวหลวงตา ลงมากลิ้งตรงหน้าลาน แล้วก็ลุกเดินนำหน้า พากันเดินเข้าป่าใกล้ๆ ไป

พอเห็นจนจบเหตุการณ์แล้ว ก็ยังสงสัยว่า แล้วมีเหตุการณ์อะไรกับหลวงตาอีก ก็เห็นมีภาพให้เห็นต่อไปอีก กับหลวงตา ก็ดูต่อไปก็เห็นหลวงตาเดินเข้าไปในป่าแถวๆ นั้น ไปจ๊ะเอ๋กับงูเข้า ก็สงสัยว่าเป็นงูอะไร ก็เพ่งจิตดู ก็เห็นชัด เป็นงูจงอางตัวเท่าน่องได้ ชูหัวสูงว่าศรีษะหลวงตา แผ่แม่เบี้ย กำลังจ้องจะเล่นงานหลวงตาอยู่ ก็เพ่งดูอีกว่าอะไรมันจะเกิดขึ้นต่อไป ก็เห็นหลวงตายืนจ้างหน้างูอยู่ นึกว่าจะฉกกัดหลวงตากลับเห็นงูจงอางผงกหัวและลดหัวลง แล้วก็กลับหลังหัน เลื้อยเข้าทางข้างป่าไป เล่นเอาผู้เขียนนึกชมอำนาจจิตบารมีของท่านจริง

พอรู้เห็นเรื่องราวของหลวงตาหมดแล้ว ก็ลืมตามาดูท่าน ก็เห็นพวกลูกศิษย์กำลังดูผู้เขียนอยู่ จึงถามหลวงตาว่า หลวงตาท่านถูกเสือมาเลียตัก ก็เล่าให้ฟัง ตอนท่านนั่งสมาธิ เสือมาขลุกขลิก บนตัดหลวงตา แถมเลียตักหลวงตาอีก เล่าตามที่เห็น เล่นเอาลูกศิษย์ที่ฟัง ถึงกับร้องโอ้โฮเลย ผู้เขียนเล่าก็ทำไม้ทำมือประกอบไป เสือมันทำอย่างไร ก็เล่าให้ฟังละเอียด ท่านลูบหัวเสือทั้งสามตัวเล่นพักนึง แล้ก็บอกให้เสือทั้งสามตัวไปหากินซะ หลวงตาจะนั่งสมาธิ ยิ่งเล่าให้ฟัง เสือมันตัวใหญ่อย่างกับลูกม้าเขื่องๆ เรียกว่าเล่าเป็นฉากๆ ละเอียดละออเลยพวกลูกศิษย์นี่นั่งฟังแล้วตื่นเต้นตามไปด้วย เล่าไปก็เหลือบตาดูหลวงตาไป ว่าท่านจะมีกริยาโต้เถียงหรือห้ามอะไร ก็ได้แต่เห็นท่านั่งเคี้ยวหมากและร้องฮึ ฮึ ฮึ ผู้เขียนก็บอกว่า เชื่อหรือไม่ก็ถามหลวงตาดูซิว่าจริงหรือไม่ที่ผมพูด เพราะเห็นอย่างไร ก็พูดไปอย่างนั้น ก็เห็นท่านพยักหน้า ก็ทำให้ผู้ฟังตื่นเต้นกันใหญ่  มีนึกว่าหลวงตาจะเผชิญหน้ากับเสือทั้งสามตัว

พอเล่าเสร็จพวกลูกศิษย์ก็หันไปดูว่าหลวงตาจะว่าอย่างไร พวกเขาไม่รู้หรอกว่าหลวงตาเราเก่ง แต่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง หรือลูกศิษย์คนไหนฟัง พอเล่าไปสักพักและดูว่าหลวงตาจะปฏิเสธไหม พวกลูกิษย์ต่างยิ้มพอใจในปฏิปทาของหลวงตา พักสักครู่ผู้เขียนก็เล่าต่ออีก พวกลูกศิษย์ก็ร้องหายังมีอีกหรือ ที่นี้หูผึ่งเลย หลวงตาก็หันมาจ้องผู้เขียนอีก ดูสิจะเล่าอะไรให้ฟัง ก็บอกว่า ตรงบริเวณที่หลวงตาไปธุดงส์หรือปฏิบัติธรรมนั่นแหละ ก็ถามว่ารู้ไหมหลวงตาเผชิญกับอะไร ก็เล่าให้ฟัง ก็เห็นหลวงตาเดินเข้าไปในป่าบริเวณนั้นแหละ ก็สงสัยว่า ท่านหยุดยืนอยู่กับที่ทำไม ก็มองตรงไปที่หลวงตาจ้องมองดู เล่นเอาต้องร้องโอ้โฮเลย  พวกลูกศิษย์ต่างก็ถามว่า พี่พี่อะไร ต้องเล่าชะงักไว้เพื่อให้พวกเขาตื่นเต้นจะได้ถามไง ก็ตอบว่า งูจงอางลำตัวเท่ากับน่องหลวงตา เล่นเอาลูกศิษย์หันไปดูน่องหลวงตากันเป็นตาเดียว น่องหลวงตาก็ใหญ่ไม่เบา พอเห็นน่องหลวงตาถึงกับร้องโอ้โฮเลย แถมยังร้องตัวเบ้อเร้อเลย และก็หันมาถามต่อว่า แล้วไงต่อพี่ ก็ตอบว่า มันก็ก็ เล่นเอาคนฟังใจหายนึกว่าจะเล่าแล้วเป็นอันตรายต่อหลวงตาน่ะซี ก็บอกว่า มันชูหัว พร้อมกับยกมือทำให้ดู สูงกว่าศรีษะหลวงตา เกือบศอกหนึ่งแผ่แม่เบี้ยใหญ่กว่าฝ่ามือแผ่อีก มันชูหัวส่ายไปส่ายมา เตรียมตัวจะฉกน่ะซี ก็ทำมือจะชกหรือฉกหลวงตาให้ดู มันยกหัวฉกอย่างนี้ สามทีเท่านั้น ก็ลดหัวลงราบกับพื้นเลื้อยเข้าป่าไปเลย เล่นเอาคนฟังสะดุ้งตามท่าทางมือฉกให้ดู ก็บอกว่า งูจงอางมันก้มหัวเคาระหลวงตา ไม่ได้ฉก ทำเป็นตกใจไปได้ มันผงกหัวไหว้หลวงตาสามที แล้วก็เผ่นเข้าป่าไป เล่นเอาคนฟังหัวใจจะวาย นึกว่ามันจะฉกกัดหลวงตาน่ะซี

แม้แต่หลวงตาฟังผู้เขียนเล่า ก็ยังส่ายหน้าเลย เพราะเล่าแล้วทำให้ลูกศิษย์ตื่นเต้นไปด้วย เล่นเอาหัวใจจะวาย นึกว่าจงอางจะแน่ เห็นไหม หลวงตาเคยเล่าให้ใครฟังบ้าง ก็ไปถามหลวงตาดูซี ว่าจริงไหม ก็บอกให้พวกลูกศิษย์ฟังว่า อย่าว่าแต่พวกที่ฟังจะตื่นเต้นเลย แม้แต่ผมเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้พวกคุณกันหรอก แต่ตื่นเต้นคนละแบบ ผมตื่นเต้นที่ได้ไปดูบารมีของหลวงตา ก็ยังสงสัยว่าหลวงตาใช้คาถาหรือบารมีบทไหนสยบเสือหรือสยบจงอาง ก็ได้คำตอบจสกหลวงตามาว่า แล้วโยมสงค์ล่ะใช้บทไหน ที่ลงไปนั่งในหลุมลูกนิมิต เล่นเอาผู้เขียนต้องไปมองดูหลวงตาบ้าง ไม่มีใครรู้ว่าผู้เขียนลงไปนั่งในหลุมลูกนิมิต และมีงูเห่าตัวเท่าลำแขนผู้ใหญ่ ยาวเกือบสองเมตรอยู่ในหลุมเดียวกับผู้เขียน หลวงตาก็บอกว่า ท่านก็ใช้บทนั้นแหละ พวกลูกศิษย์ได้ฟังผู้เขียนกับหลวงตาพูดเรื่องงู หลวงตาก็เล่าให้ฟัง โยมสงค์เคยลงไปนั่งสมาธิกับงูเห่ามาแล้วเล่นเอาคนฟังงง ลูกศิษย์กับอาจารย์คู่นี้มีความลึกลับอะไรกัน ผู้เขียนก็เล่าเรื่องหลวงตา หลวงตาก็เล่าเรื่องปฏิบัติของผู้เขียนให้ลูกศิษย์ฟัง ต่อเมื่อได้ฟังผู้เขียนเล่าเรื่องลี้ลับหรือความลับของหลวงตาออกมาให้บรรดาลูกศิษย์ฟัง จึงทำให้พวกลูกศิษย์รู้เรื่องหลวงตาดี และหลวงตาก็จะเล่าเรื่องการปฏิบัติ ประสบการณ์ของผู้เขียนให้ลูกศิษย์ฟัง พวกเขาจึงชอบฟังผู้เขียนเล่าอะไรของหลวงตาให้ฟัง


พวกเขาสงสัยกันว่าทำไมผู้เขียนรู้เรื่องการปฏิบัติหรือการไปธุดงสืของหลวงตากัน ก็เล่าให้ฟังว่า ตอนหลวงตาเล่าผมก็จับจิตตามดูหลวงตาน่ะซี มันก็เห็นขึ้นมาด้วยจิต เป็นภาพเหมือนเราดูทีวีอย่างนี้แหละ ไม่ได้ถอดจิตหรือถอดกายทิพย์หรอกพอหลวงตาเล่า จิตของผู้เขียนตามไปดูอย่างนี้ และเวลานั่งสมาธิ มีอะไรมันก็แทรกเข้ามา หรืออยากดูหรือสงสัย จิตก็จะตรวจดู ตอนนั่งสมาธิจึงได้รู้เห็นอะไรบ่อยๆ หวยก็เห็น พวกเทพเทวดาลอยมาก็เห็นคนหรือวิญญาณมานั่งปฏิบัติกับพวกเราก็เห็น เจ้าคนที่เป็นกระดูกก็เห็น จิตมันเป็นเอกัคคะตารมณ์แล้วก็จะเห็น หลวงตาพูดเข้าในพู ก็ได้ยิน ท่านส่งจิตมาสอนผม ว่าผม ก็ได้ยินหมด อยู่กันคนละมุมก็ตาม  ท่านอยู่ไกล วัดกับบ้านผู้เขียน หลวงตายังส่งกระแสจิตไปหาได้ หลวงตาท่านเก่ง รู้วาระจิต แต่ท่านไม่แสดงให้รู้เท่านั้น 

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

เตะเหล็ก


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            ก็เป็นเรื่องตอนไปฝึกสมาธิกับหลวงตายิ้ม วัดสิงห์ นั่นแหละ มีอยู่วันหนึ่ง เกิดมีการทำถนนกันก็ต้องเดินไป ก็คงเพราะรีบจ้ำ ตอนนั้นถนนมันทำแบ่งทีละครึ้งถนน ก็เดินข้ามถนนเพื่อจะไปขึ้นรถอีกฟาก แต่ก็ไม่ได้ระวังนักว่าถนนมันไม่ดี ไม่รู้ว่ามันมีเหล็กโผล่ด้านข้างเป็นทางยาว มันมืด ก็เดินไปเตะเหล็กที่มันโผล่ รู้ว่าเตะแรง ด้วยใจก็นึกว่าตัวเองเดินไม่ระวัง มันเจ็บจริงแถมใส่รองเท้าแตะไปด้วย พอเดินข้ามไป ก็ไปนั่งร้านอาหารพักดูซิว่ามันเป็นอะไรบ้าง ใจนึกว่า น่ากลัวง่ามนิ้วเท้าต้องฉีกแน่ พอนั่งก็ยกเท้ามาดู โอ้โฮ เลือดออกเยอะ เพราะเตะปลายเหล็ก พอดีมันถูกตรงโคนง่ามนิ้ว เล่นเอาสะดุ้ง ตอนเดินมาก็ไกลพอสมควร พอถึงร้านก็นั่งดู ครับจริงๆ ปลายเหล็กมันกระแทกเนื้อฉีกขาดถึงกระดูกนิ้ว ก็ถอดรองเท้ายกมาดูแผล เอาหนังมาปิด ก็นั่งทำจิต ประสานบาดแผล และก็บอกให้เลือดหยุด พอจิตสมาธิดีก็เพ่งตรงแผล สักครู่ก็ยกนิ้วออก เลือดหยุดไหลทันที ก็รู้ว่าห้ามเลือดประสานแผลได้ ก็กำหนดจิตถอนปวด เรพาะเริ่มรู้สึกว่าหายชาและเริ่มปวดแผลมาหนึบๆ กลั้นใจเพ่งจิตจับถอน เรื่องแปลกก็เกิด มันหายปวดทันตาเห็นเลย ก็ลุกขึ้นลองเดินดู เลือดออกไหม ปวดไหม มันปกติ  ก็เดินขึ้นรถต่อไปวัดสิงห์ มันเดินปกติ

จนถึงกุฏิหลวงตายิ้ม ปรากฏว่าท่านนั่งมองดูผู้เขียน และก็เอ่ยขึ้ยลอยๆ การเดินก็ต้องมีสติ ต้องสำรวมด้วย ไม่มีสติก็จะไปเตะโน่นเตะนี่ หรือเหยียบแก้วเหยียบตะปู และท่านก็ถามผู้เขียนต่อว่า จิตเราเป็นอย่างไร เข้มแข็งไหม รู้จักใช้จิตทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่จะรักษาคน รักษาผี ก็ต้องรู้จักรักษาตัวเองบ้าง แล้วก็ถามต่อว่าเป็นไงถึงกระดูกเชียวนะ เลือดโชกเลยนะ ไม่ใช่จะประสานแผลอย่างเดียว ก็ต้องถอนพิษด้วย โฮ ท่านพูดอย่างกับตาเห็นเลย ตอนแรกก็ไม่ปวดหรอก จึงไม่ได้กำหนดจิตถอน พอมันปวดจึงกำหนดจิตถอน หลวงตาก็บอกว่า รักษาคนอื่นมาเยอะ แต่พอรักษาตัวเองกลับลืมถอน ก็ตอบท่านว่า ก็ตอนประสานแผลเลือดมันหยุด ไม่เป็นอะไรนี่ครับ แต่พอขยับเดินมันปวดขึ้นมา ท่านก็บอกว่า ก็เป็นการเตือนตัวเองให้รอบคอบ ท่านก็อบรมให้ฟัง นักปฏิบัติก็ต้องรู้จิต รู้สติอยู่เสมอ ต้องรอบคอบ

ก็เล่าให้หลวงตาฟัง เหล็กที่ทำถนนมันโผล่มา มองไม่เห็น ไม่นึกว่ามันจะโผล่มายาวเกือบสิบนิ้ว ตอนเตะจิตก็บอกว่ามันจะเพียงแต่เจ็บแพล๊บเดียว ก็เดินมาเกือบป้ายรถเมล์ ใจก็คิดว่า มันเตะแรงขนาดนี้ น่าจะเลือดออกนะ คิดคั้นแหละ เลือดออกจากง่ามนิ้วเท้า มันแฉะตรงง่ามนิ้ว พอถึงร้านอาหารก็ยอก้ทาขึ้นมาดู ถึงได้เห็นเลือดออกและหนังนิ้วเปิด ก็เลยนั่งประสานแผล ห้ามเลือด หลวงตาก็ถามว่า เวลารักษาคนป่วยละ ก็ใช้จิตเพ่งรักษา เพ่งดูโรคของแต่ละคน เป็นอะไรก็ใช้อำนาจจิตเพ่งรักษาอย่างนี้ หลวงตาก็บอกว่าถูกต้อง รู้จักใช้จิตให้เป็นประโยชน์ ก็ใช้ได้ทั้งนั้น ก็บอกหลวงตาว่า นี่ถ้าผลไม่นึกว่าเลือดจะออก มันก็ไม่เป็นอะไร แต่จิตดันไปบอกว่ามันต้องเป็นแผล เพราะเตะแรงขนาดนั้น พอจิตคิดเท่านั้นก็เกิดความรู้สึกตรงรอยแตะ มีน้ำแฉะ เลือดออกเลยครับ


หลวงตาก็บอกว่า โยมฝึกจิตระดับนี้แล้ว อย่าไปนึกมันในทางไม่ดี จิตให้เพ่งแต่ความดี ถ้าบอกว่าไม่เป็นอะไรมันก็ไม่เป็นอะไร และโยมก็จะเกิดวิธีรักษาด้วยจิตของตัวเอง จิตก็สอนเป็นผู้บอก และจิตก็เป็นตัวรักษา เพราะฤทธิ์ของจิตและอำนาจของจิตที่มีสมาธิดีแล้ว ไม่ต้องไปสงสัยอะไร แล้วตอนไปรักษาคนล่ะ ทำไมไม่สงสัยบ้างล่ะ  เขาหายด้วยอะไร ก็เพราะอำนาจจิตนั่นแหละ และโยมยังต้องสรเงบารมีด้วยการรักษาคนเป็นทายบารมี หฃวงตาก็บอกโยมแล้ว โยมจะมาบวชไม่ได้ โยมนึกหรือว่าอายุ ๕๐ โยมจะมาบวช โยมจะต้องแต่งชุดขาวสร้างบารมีกุศล เพราะโยมมีความพิเศษในตัว มีเทพ-พรหม คอยปกปักรักษา คอยแนะนำสั่งสอน หลวงตาก็มาเพิ่มสมาธิวิปัสสนาเป็นรากฐานทางพุทธศาสนา และโยมก็นั่งสมาธิมาก่อนเป็นศิษย์สิบกว่าปี และหลักปฏิบัติของโยมก็อยู่ในหลักของอานาปานะสติ จึงได้ปฏิบัติได้เร็วกว่าคนอื่นๆ แต่เมื่อเข้าสู่หลักพระพุทธเจ้า โยมจึงเข้าใจได้เร็ว  หลวงตาก็บอกแต่แรก โยมน่ะ น้ำจะเต็มตุ่มแล้ว เพียงแต่อธิบายให้โยมเข้าใจ ก็จะเข้าใจ น้ำก็จะเต็มตุ่ม ต่อไปก็จะต้องท่องรักษาคนและพวกวิญญาณไปอีกหลายสิบปี ต้องช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนา  ยังจะต้องช่วยเหลือวัดวา และก็ต่อมาก็จริงของหลวงตา ผู้เขียนก็มาช่วยรักษาคนป่วย รักษาวิญญาณ มาจนอายุ ๗๓ แล้ว ก็ต้องปฏิบัติสมาธิ เข้าวิปัสสนา ตอนช่วงสุดท้ายของชีวิต  ตอนนี้อายุ ๗๓ พ.ศ. ๒๕๕๕ ก็จะวางมือปล่อยให้ลูกศิษญ์สืบทอดมรดกต่อไป เพราะเหลืออีกไม่กี่ปีต้องให้เข้าวิปัสสนา ตอนสิ้นอายุไข

ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

หลวงตายิ้ม (สังฆะรัตขิโต)


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            ท่านจะนับถือพระภิกษุสงฆ์สักองค์ ก็อยู่ที่โชคชะตา ของท่านเหมือนกัน ได้พบได้เจอพระดี พระอิรยะสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และประพฤติพรหมจรรย์ ก็นับว่ายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรก็ว่าได้ บางท่านก็ผ่านไปไม่รู้จักของดี เข้าวัดเข้าวาต้องไปหาอาจารย์ดีๆ เก่งๆ แต่ท่านไม่รู้หรอกว่า ข้างๆ วัด หรือพระอริยะสงฆ์ก็เป็นพระธรรมดา หรือพระลูกวัดนี่แหละ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก เพราะท่านไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับทางโลกมากนัก ชอบอยู่สันโดษ และมักจะทำตัวปฏิบัติตนเป็นพระธรรมดานี่เอง ดังเช่น ท่านหลวงตายิ้ม  สังฆะรัตขิตโต รูปนี้ นับเป็นโชควาสนาของผู้เขียนที่ได้พบกับหลวงตาธรรมดา หรือลูกวัดเป็นพระอริยะสงฆ์ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้บรรดาอาจารย์วิปัสสนากัมมัฏฐานที่ดังๆ ที่สำเร็จอภิญญา ๖ ฌานสมาบัติ ๘ และก็ระดับพระอนาคามีครับ ผู้เขียนก็พบกับพระดังๆ มามาก ต่อมาก็เพิ่งจะมายอมรับหลวงตายิ้ม สังฆะรัตขิตโต องค์นี้เป็นอาจารย์สอนสมถะและกัมมัฏฐาน แต่สมาธิ ผู้เขียนปฏิบัติเองจนเข้าระดับเอกัคคะตารมณ์ และรู้เห็นเรื่องจิตวิญญาณมาก่อน แต่ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน แต่พอปฏิบัจิสมาธิได้ระดับฌาน ๕ ถึงได้รู้ว่าที่ปฏิบัติมาก็อยู่ในสมถะ ๔๐ นี่เอง ถึงได้รู้ว่า พระพุทธเจ้าท่านปฏิบัติสมาธิจนมีอำนาจบารมีกล้าแข็งแล้ว จึงเข้าวิปัสสนากัมมัฏฐานหรือโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด ถึงจะสำเร็จ ถึงได้ดับทุกข์ได้ และถึงได้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้เขียนจึงบอกว่านับเป็นการโชคดีที่ได้มาพบท่านหลวงตายิ้ม

ความจริงแล้วผู้เขียนได้พบกับพระอาจารย์ต่างๆ มามาก ตาไม่เคยมีจิตจะนับถือ หรือมีจิตศัรทธาสักรูปเลย เห็นแล้วก็พิจารณาอยู่ในกายพระอริยะสงฆ์แต่ละรูปว่าปฏิบัติระดับฌานไหน บารมีขนาดไหน เพียงแต่เห็นแล้วก็นึกชมว่า พระองค์นี้รูปนี้เก่ง ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี และพรอรหันต์ มันรู้ด้วยจิต มันเห็นด้วยจิต

ราวพ.ศ. ๒๕๑๑ ผู้เขียนก็ฝึกมาถึงเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด เพ่งรอบตัวไม่มีอะไร ตอนนั่วสมาธิในกระท่อมหัลงรัฐสภาปัจจุบันนี้ เขตบ้านผู้เขียนคือสวนพุตตาลนั่นแหละ รอบๆ กระท่อมผู้เขียนก็นั่งสมาธิเพ่งจิตก็เห็นเป็นอากาศทั่วไปหมด ตึกบ้านก็ไม่มี กระท่อมก็ไม่มี ต้นไม้ก็ไม่มี มีแต่อากาศทั่วไปหมด เสมือนว่าตึก กระท่อม ต้นไม้ กำแพง ก็สลายกลายเป็นอากาศธาตุสีทองหรือเหลืองอ่อนทั่วทุกหนทุกแห่ง มีแต่อากาศ ยิ่งนั่งจิตมันก็สว่างไสว กระจายกว้างไปตามอากาศ มันบอกไม่ถูก มันเหมือนว่า มันเป็นบารมีขยายแผ่กว้าง สบายแบบบอกไม่ถูก พลังสว่างของอากาศยมันกระจายออกไปทั่วจิตมันก็ยิ่งสว่างไสว ยิ่งกว่าตอนนั่งสมาธิเสียอีก มันยิ่งกว่าปิติ ยิ่งกว่าสุข ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดในโลกนี้ มีแต่ความสว่างไสวกระจายไปทั่ว กำลังเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด อากาศมันสามารถทะลุบ้านตึก ต้นไม้ กระท่อม กำแพงไปได้หมดและ ยังเป็นอากาศธาตุ ไม่มีอะไร มีแต่อากาศ ก็นั่งเพ่งจิตอยู่นาน จิตก็ยิ่งสว่างไสว ไร้อานุภาพ มันปลอดโปร่ง ไม่มีอนูอะไรมากระทบกับตัวเราเลย ตัวเราก็ไม่มี มีแต่จิตที่กำลังตรวจดูเท่านั้น  จนมีความรู้สึกว่า จะมารู้สึกหรือถอยฌานหรือถอนสมาธินั่นแหละ ก็เหมือนลืมตามา ถึงได้รู้ว่า นี่มันสว่างแล้วปาเข้าไปเกือบเก้าโมงเช้า จิตก็ยังสว่างอยู่ ยิ่งรู้เห็นแจ่มชัดขึ้นมากกว่าเดิม พอยกจิตตไปจับกับอะไร มันก็ทะลุเข้าไปนิ่งนั้น คนไหนเป็นอะไร ฝึกจิตระดับไหน ก็รู้เห็นด้วยจิตชัดขึ้นทวีคูณ เรื่องพระสงฆ์องค์เจ้า ปฏิบัติถึงระดับไหนจึงรู้เห็นมาตั้งแต่แรกนั่ง ๒๕๑๑-๒๕๑๒ โน่นแล้ว

พอมาปีพ.ศ. ๒๕๒๐ กว่าๆ ก็มาเจอหลวงตายิ้มท่านเข้า ก็เพ่งจิต ตอนนี้เพียงแต่ดูพิจารณาก็เห็นหลวงตายิ้มท่านเป็นพระอนาคามีที่จะสอนเราได้ แถมองค์ในผู้เขียนหรือปู่ที่อยู่ในร่างผู้เขียนก็บอกว่า “พระองค์นี้เป็นอาจารย์สอนเจ้าได้” นั่นแหละ จึงทำให้ผู้เขียนยอมเคารพนบนอบหลวงตายิ้มเป็นอาจารย์สอนกัมมัฏฐานให้ นับว่าได้พระอาจารย์ดีช่วยแนะนำ แถมยังมีการทดสอบอาจารย์กับลูกศิษย์จนเป็นเรื่องปฏิบัติสมาธิที่สนุกเกิดความรู้ เกิดความเพียร อุตสาหะ ทำไมน่ะหรือ หลวงตายิ้มเป็นผู้หยั่งรู้ ผู้เขียนเป็นผู้รู้เห็นด้วยอำนาจสมาธิ อำนาจครูบาจารย์เทพ-พรหม ทำไมถึงเป็นเรื่องสนุก เพราะเกิดจากการปฏิบัตินี่แหละ หลวงตารู้เห็นเรื่องของผู้เห็น ท่านก็เอามาบอกลูกศิษย์เก่าๆ รุ่นพี่ คุณสงค์ทำอะไรหรือปฏิบัตอย่างไร หลวงตาก็จะบอกให้ศิษย์รุ่นพี่ๆ ฟัง เรื่องของหลวงตาถ้าผู้เขียนเห็นหรือจับตอนหลวงตาเล่าให้ฟังว่าท่านไปธุดงค์ที่ไหน ผู้เขียนก็จะกำหนดจิตตามไปดู ตัวอย่างเช่น ท่านไปธุดงค์จังหวัดราชบุรี แถววัดหนองโก ปัจจุบันนี้ พอท่านเล่าก็มีภาพของหลวงตาเกิดขึ้นในจิตให้เห็น ผจญกับเสือลายพาดกลอนมาเยตักท่าน เอาหัวมาคลอเคลียบนตัก แล้วก็เห็นท่านเอามือลูบหัวเสือพาดกลอนตัวโตแปดศอก เหมือนสัตว์เลี้ยงของท่าน หมาแมวอย่างงั้น เจอกับงูจงอางท่านก็ยืนจ้องงูจงอางจนงูมันก้มหัวมากราบแทบเท้าหลวงตา เล่าไปก็อธิบายไปเล่นเอาหลววงตาเหลือบตามอง บางอย่างก็เล่าให้ฟังได้ แต่บางอย่างอิทธิฤทธิ์ของหลวงตาก็จะห้ามคือกระแอมไว้ ก็หยุดเล่าไป พอผู้เขียนอยู่ ท่านไม่ค่อยเล่าหรือคุยอะไรเรื่องของท่าน บางครั้งก็ต้องเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง เช่น เขาปราจีนบุรี สำนักสงฆ์สหายธรรมของท่านไปปฏิบัติอยู่ พอมีโอกาสก็จะพาไปปฏิบัติตามป่าตามเขากันจริงๆพอไปถึงที่ปฏิบัติ ท่านอธิบายอะไรผู้เขียนก็จะตามจิตไป ปรากฏว่าท่านก็ไปชี้ถ้ำที่ท่านปฏิบัติตรงนี้ ก็มีภาพงูจงอางตัวเท่าน่องผู้ใหญ่ มาเผชิญหน้ากับท่าน งูจงอางเป็นเจ้าของถ้ำ ก็จะไม่ให้ท่านเข้าไปอยู่ในถ้ำของมัน มันก็ชูคอสูงแผ่แม่เบี้ยจะกัดหลวงตา ตอนงูจงอางแผ่แม่เบี้ยก็เห็นบนหัวงูนั้นมีหงอนสีเหลืองหรือสีทอง ยาวสักคืบ หนาสักนิ้วกว่า ก็รู้ว่าไม่ใช่งูจงอางธรรมดา แต่เป็นพญานาค ก็ยังต้องถวายถ้ำให้หลวงตาปฏิบัติ

ถ้าผู้เขียนเล่าเรื่องของหลวงตาให้ลูกศิษย์รุ่นพี่ฟัง หลวงตาจะมองไปทางอื่น แต่ถ้าอธิบายมากท่านก็จะจ้องตาผู้เขียน เหมือนบอกว่า เรื่องที่ควรเล่าค่อยเล่า ความจริงท่านหลวงตามีเรื่องพิเศษอีกเยอะ ถึงเวลาที่ท่านจะแกล้งหรือทดลองผู้เขียนหรือจะแก้เผ็ดผู้เขียนบ้าง มีตอนขึ้นไปนั่งเทศน์และนั่งสมาธิบนยอดเขาลูกนี้ ท่านปล่อยให้ผู้เขียนนั่งสมาธิอยู่คนเดียว โดยห้ามลูกศิษย์แม้แต่น้องชายผู้เขียน มนตรีหรือหลวงตาตั๋ง ปัจจุบันนี้ ห้ามบอกโยมพี่ ถึงกลับพากันลงเขาไปทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ พอผู้เขียนถอนสมาธิมาก็รู้ว่า หลวงตาเล่นงานแก้เผ็ดผู้เขียนเข้าแล้ว ปล่อยให้ผู้เขียนลงจากเขาเอง เล่นเอาประสาทกลับครับ จะลงจาดเขาอย่างไร ก็ลงไม่ถูก แถมเพิ่งขึ้นมาครั้งแรกก็ใช้ปัญญาทำสมาธิบอกเจ้าป่าเจ้าเขาเปิดทางให้ลง ก็เห็นเป็นช่องลำแสงสว่างเหมือนปล่องหรือท่อ เป็นลำแสงพาลงจากเขา พอลงไปตามกำหนดของหลวงตา ท่านก็รู้ว่าจะลงมาถึงท่านกี่โมง เป๊ะเลยครับ เล่นเอาลูกศิษย์หัวเราะชอบใจกัน หลวงตาได้แต่หัวเราะ ในใจก็นึกหลวงตานะหลวงตาเล่นทดสอบอยู่เรื่อยๆ มีโอกาสก็เล่นงานหลวงตากลับ แต่ท่านก็รู้ทุกที แล้วก็ย้อนกลับเล่นงานผู้เขียนทุกทีไป เล่นเอาอดหัวเราะกันไม่ได้

ท่านก็ชอบสอนทางอ้อมและทางตรงคอยเล่นงานผู้เขียนเป็นประจำ จึงถือเป็นเรื่องสนุกระหว่างหลวงตากับผู้เขียน แต่ก็ประหลาดครับ ถ้าเรื่องปฏิบัติท่านจะอธิบายให้ผู้เขียนฟังเสมอ บางเรื่องของหลวงตาท่านก็เล่าให้ลูกศิษย์ฟังไม่ได้ ก็ต้องมาให้ผู้เขียนเปิดเผยแทน และผู้เขียนถูกท่านตำหนิบ่อย ให้มานั่งสมาธิกลับจะเอาแต่หวย จะทำอะไรท่านรู้หมด ทั้งอดีต ปัจจุบัน จะไปทพอะไร รักษาใคร ท่านจะบอกว่า วันนี้โยมสงค์ไม่มารักษาคน พวกเราไม่ต้องรอเข้าไปปฏิบัติกันโบสถ์ ถ้าวันไหนรถติดหรือมาช้า ท่านก็จะบอกว่า รอ ๑๐ นาที เดี๋ยวโยมสงค์มาแล้ว และก็ ๑๐ นาทีจริง การปฏิบัติของผู้เขียนกับหลวงตาจึงถือเป็นเรื่องสนุก  เพราะท่านเอาผู้เขียนเป็นตัวอย่าง ท่านไม่ค่อยด่าหรือว่าลูกศิษย์มักจะตักเตือน แต่กับผู้เขียนไม่ได้ดุว่าเป็นตัวอย่างให้รู้  ลูกศิษย์ก็จะเข้าใจ



           ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า







วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

พวกบ้าเจ้า-เข้าทรง


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            ทุกวันนี้คนเป็นโรคบ้าเข้าทรงหรือเรื่ององค์กันมากมาย แม้แต่พระสงฆ์ องค์เจ้า ก็พลอยบ้าลัทธิทรงเจ้ากัน ตามวัดต่างๆ มีเยอะ ทำให้คนหลงติดและหลงผิดกัน ผู้เขียนก็ชอบท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ พวกเจ้าเข้าทรงก็รู้เห็นพวกเหล่านี้กัน หากินกันทั่ว แต่ก็พบว่าพวกผู้คนทั้งหลายที่พากันไปเฝ้าไปเข้าลัทธิต่างๆ จึงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ หารู้ไม่ว่าปัจจุบันเรื่องทรงเจ้าก็เป็นอาชีพหนึ่งที่เหล่าร้ายมายึดกัน ทรงจริงบ้างทรงผีบ้าง สารพัดทรง ทรงกุมารกุมารี ทรงเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ทรงพ่อปู่

            ปัจจุบันนี้ ทรางหากินง่าย หลอกคนง่าย ก็คือ ทรงพระศิวะ ทรงพระมูรติ ทรงพระนารายณ์ ทรงพระแม่ศรีอุมาเทวี พระแม่ลักษมี พระแม่กาลี ทรงพระพิฆเนศร์ ไม่รู้ว่าพวกหากิน สรรหาเอาทรงมาหากินหลอกคนโง่ที่บ้าทรงกันสบาย และแค่ให้พูด “สิริสิมา โคสัปปะ” ให้พูดเร็วๆ ลิ้นก็จะรัวๆ เจ้าคนทรงก็บอกว่าพูดภาษาเทพได้แล้ว รับขันธ์ได้เลย ผู้เขียนก็เห็นคนเป็นกองๆ กรมๆ ไปพูด “สิริสิมา โคสัปปะ” แถวหมู่บ้านทานสัมฤทธิ์กันเป็นร้อย ตั้งตัวเป็นอาจารย์หลอกผู้คนเป็นร้อยๆ ไปพูดภาษาเทพ ผู้เขียนไปเจอเข้า ก็บอกว่าไม่มีใครบ้าพูดสิริสิมา โคสัปปะ แล้วบอกว่าองค์ลงแล้วพูดภาษาเทพได้แล้วรับขันธ์ ปรากฏว่า เชื้อ สิริสิมา โคสัปปะกระจายไปทั่ว คนก็เลยมั่วเป็นภาษเทพ ปัจจุบันก็ยังมีอึกเยอะ หารู้ไม่ว่าภาษาเทพหรือภาษา “ฮิบบลู” อะไรนั่น จะพูดได้ก็ต่อเมื่อร่างนั้นสมบูรณ์หรืองค์เทพเทวดาหรือ ฤาษี หรือพวกเจ้าเข้าทรงจริงๆ ถึงจะพูดได้ การพูดภาษาเทพ ก็ต้องมีองค์เทพ-พรหมใหญ่เปิดโอษฐ์หรือพระโอษฐ์ให้ จึงพูดหรือตรัสภาษาเทพได้ ผู้เขียนก็เห็นเจ้าตำหนักหรือเจ้าสำนัก พูดนำและให้พูดตามก็บอกว่า องค์ลงสมบูรณ์ พูดภาษาทเพได้แล้ว รับขันธ์เลย พวกบ้าทรง บ้างองค์ ก็ต้องปฏิบัติตาม เพราะถูกเจ้าตำหนักบอกว่า มีองค์ ไม่รับไม่ได้นะ เดี๋ยวเป็นบ้าหรือตายเอานะ ก็เลยเกรงกลัวกันใหญ่ ต้องรับขันธ์ ต้องครอบครู ครอบเศียรพระฤาษี เศียรพ่อแก่เศียรอะไรต่ออะไรมั่วกันไปหมด

เรื่องเจ้าเข้าทรงไม่พอ ก็ยังมีการสวดภาณยักษ์เข้ามาแจมด้วย ก็เลยทำให้คนบ้าหนักแบบทุกวันนี้ ผู้เขียนก็เข้าไปศึกษาดูเหตุการณ์ ส่วนดีน้อยมาก คือ รับขันธ์ ครอบเศียรถูกต้องก็จะเป็นเรื่องดี แต่การไปรับขันธ์ครอบเศียรโดยมากถูกพวกตำหนักทรงผีผีเยอะจริงๆ ครอบมาแล้วเป็นบ้าครอบครัวแตกแยก และก็จะเสียเงิน เสียตัวให้พวกร่างทรงกันเยอะ ยิ่งตำหนักทรงใหญ่ๆ ดังๆ อาทิเช่น พระมูรติ พระศิวะ พระนารายณ์ พระแม่อุมาเทวี พระแม่กาลี พระแม่ลักษมี พระแม่กวนอิม เยอะเป็นพิเศษ จะหลอกคนได้ง่าย เพราะเป็นองค์ใหญ่ๆ ทั้งนั้น ยิ่งหนังสือพิมพ์มาประโคมข่าว คนก็ยิ่งบ้าไปหากัน มีการสอนภาษาเทพกันก็มี พวกภาษเทพ แม้แต่ทรงมันก็พูดได้ พูดแบบมั่วๆ ไป พวกอุตริอยากเป็นทรง อยากเป็นร่างทรง ก็จีบปากจีบคำพูด แถมยังแปลให้ฟังอีก หารู้ไม่ว่าถ้าภาษาเทพจริงๆ พวกองค์จริงๆ จะรู้และเข้าใจความหมายและก็จะแปลเป็นภาษาไทยให้ฟัง หรือถ้าจะใช้จิตฟังภาษาเทพหรือ”ฮิบบลู” ก็จะเข้าใจได้ ผีหรือร่างปลอมก็ดัดจริตพูดกันมั่วๆ

ความจริงแล้วผู้นั่งสมาธิเก่งๆ ระดับอุปจาระสมาธิขึ้นไปถึงอัปนาสมาธิ จะรู้เห็นพวกองค์พวกมีร่างทรงจริงๆ ถ้าทรงผีจะไม่มีองค์ให้เห็น ผู้เขียนก็เห็นบรรดาร่างทรงไม่ว่าพระแม่ เสด็จแม่ เจ้าแม่ หรือเจ้าอะไรมาเยอะ มันก็เป็นเรื่องแปลก ยิ่งร่างผู้หญิง หน้าตาก็ดีขับรถเก๋งใหม่ๆ พากันหลงองค์กันเยอะ ถึงกับแต่งเนื้อแต่งตัวหรือแต่งองค์มาตามตำหนักใหญ่ๆ กันมาก พอมาถึงก็ยกมือไหว้เจ้าตำหนัก หรือไปกราบเทวรูปองค์ใหญื แล้วก็นั่งประจำที่นั่ง องค์ลงมาร่ายรำทำท่าทาง ถ้าแม่กวนอิม ก็ร่ายรำแบบคนจีนถ้าพระแม่อุมาหรือองค์ใหญ่ๆ ก็จะมาร่ายรำให้ชม สักพักถึงจะนั่งสมาธิ ยิ่งมานั่งต่อหน้าหรือแสดงท่าทางต่อหน้าผู้เขียน ก็ยิ่งทำให้รู้ว่า ร่างส่วนมากบ้าองค์กัน คนพบเห็นไม่รู้ความจริงก็นึกว่าองค์ลงจริง และบางร่างสวยๆ เสียอีก ก็เลยเหมาไปว่าทรงจริงๆ ผู้เขียนจะเพ่งตรวจดูองค์เจ้าของตำหรักก่อน ก็จะรู้ว่าทรงจริงหรือหลอกลวงและก็ค่อยพิจารณาจิตตรวจดูพวกร่างทรงประจำตำหนักก็พบว่าพวกบ้าองค์ อยากทรงพระแมใหญ่ๆ กันทั้งนั้น ดูแม้กระทั่งการรักษาของพวกตำหนัก สำนัก หรือร่างทรงแต่ละคนไป จึงรู้เห็นความจริงพวกร่างทรงกันดี พระมูรติ อู่รถบางแห่ง มูรติ ห้าแยกบางแห่ง ยังมีอีกเยอะ


สมัยก่อนไปแถวอุดมสุข มีร่างทรงพระแม่กาลี พระแม่อุมาเทวี กว่าจะเสดจลงทรงได้เป็นชั่วโมง ตอนนั้นพระแม่ดุมาก เวลาลงทรงเอาดาบไล่ฟันผัว แถมวันที่ผู้เขียนไปดูที่ตำหนัก พระแม่ดันมาสั่งผู้เขียน เอ้าเจ้าบัณฑิต ตรวจดูซิ ร่างนี้เป็นองค์อะไร เล่นเอาลูกศิษย์ผู้เขียน ซึ่งทรงหนุมานลงมาจะกระโจนไปตะปบร่างพระแม่ ลอยตีลังกาลงมา ดีมี่ผู้เขียนเอานิ้วจิ้ม กดไว้ไม่ให้กระโจน เพราะโกรธที่เจ้าแม่อุดมสุขมาสั่งปู่หรือผู้เขียน เล่นเอาทั้งตำหนักตกใจ เพราะถูกลูกศิษย์ผู้เขียนอาละวาดผู้เขียนก็ตอบไปว่า พระแม่อุมาไม่กล้ามาสั่งผู้เขียนหรอก เล่นเอาร่างทรงนั่งอึ้ง ถ้าพระแม่จริงๆ ท่านรู้จักปู้ผู้เขียนและก็มักจะลงมาไหว้ปู่ผู้เขียน และปรากฏว่าร่างทรงรีบถอยออก ก็ถามลูกศิษย์ผู้เขียนว่า “ปู่สงค์ องค์อะไร” ก็ต้งอดูว่าพระแม่ทรงจริงไหม และสมารถรู้จักและเห็นปู่ไหม ความจริงลูกศิษย์พาผู้เขียนไปพิสูจน์ตำหนักนี้ เลยเรียกตำหนักพระแม่ฟันผัว ความจริงสามีรวย เมียก็เลยเอาองค์มาขู่ ปัจจุบันนี้เป็นเทวาลัยแล้ว ไม่รู้ว่ายังอยู่หรือเลิกไปแล้วยิ่งตำหนักใหญ่ ยิ่งหลอกคนได้ง่าย ยิ่งจัดงานใหญ่และพิธีใหญ่  คนยิ่งเชื่อและหลงง่าย พวกบ้าองค์บ้าทรง อยากเป็นกันนัก ให้พวกผีมันหลอกยังไม่เจ็บใจถูกพวกบ้าๆ หลอก พวกบ้าองค์บ้าทรง ชอบแต่งตัวโชว์กัน อวดกันดีนัก ชอบอ้างตัวเป็นองค์โน้นองค์นี้ ก็บ้ากันไปหารู้ไม่ว่าการเป็นร่างทรง มีองค์ จะเป็นง่ายๆ แบบทุกวันนี้หรือมีแต่คุยโม้กัน อ้างองค์โน้นองค์นี้ แท้จริงหลงบ้าไปกับโรคจิต-วิญญาณ

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559

โรคมะเร็งหรือผี


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

            โรคที่ทุกวันนี้คนเราเกรงกลัวมากที่ ก็คือโรคมะเร็ง เพราะพอเอ่ยว่าเป็นโรคมะเร็ง จิตก็ฝ่อไปแล้ว ๕๐% แต่ความจริงแล้ว โรคมะเร็งจริงๆ แพทย์ปัจจุบันรักษาได้หมดเพราะตัดต่อหรือเปลี่ยนได้แทบทุกอย่าง ที่ผู้เขียนประสพพบโรคมะเร็งอย่างที่หมอหรือแพทย์ปัจจุบันนั้นบอกว่า ขั้นแรก ขั้นสอง ขั้นสาม แล้ว ขั้นสุดท้ายก็จะตาย ผู้เขียนก็ชอบศึกษาธัมมะ ปฏิบัติ และก็สนใจเรื่องจิต-วิญญาณ เพราะนั่งสมาธิไปเห็นเรื่องวิญญาณเข้า แถมยังใช้พลังจิต-สมาธิรักษาคน รักษาผี รักษาวิญญาณต่างๆ มามาก จึงพบว่าคนเราปัจจุบันนี้เป็นโรคจิต-วิญญาณกันมากนี่เอง แต่คนเราส่วนมากไม่รู้จักธัมมะ การปฏิบัติ และยิ่งไม่รู้จักคำว่า ฝึกสมาธิหรือฝึกจิต ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของพระพุทธศาสนา ปัจจุบันคนเราป่วยตายด้วยโรคมะเร็งเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าใครไปตรวจไปและหมอบอกว่าเป็นมะเร็งละก็ เตรียมตัวตายได้ ผู้เขียนก็พบกับผู้ป่วยโรคมะเร็งมาเป็นจำนวนมาก ก็พบว่า ขั้นสุดท้าย รักษาไม่ได้ ตายทุกราย ผู้เขียนนั่งสมาธิ ก็อยากจะดูซิว่า มะเร็งมันเป็นอย่างไร มะเร็งก็คือเนื้อร้าย หรือเนื้อเสียนี่เอง

            แต่ที่ผู้เขียนนั่งสมาธิตรวจดูพวกโรคมะเร็ง กลับพบว่าเป็นโรคจิต-วิญญาณไม่น้อยเลย คือจะมีวิญญาณสิงอยู่ในตัวหรือเรียกว่า ปอบ นี่เอง ผีปอบก็จะเป็นวิญญาณหรือคนที่ตายไปแล้ว อดอยาก ตอนมีชีวิตก็ชอบกินของสดๆ คาวๆ และก็มีรูปร่างเป็นคน แต่หน้าตาก็เหมือนคนเรา จะผิดกันก็ตรงไม่มีราศี บอกให้รุ้ว่าเป็นผีผี และก็บอกถึงคนตายว่าเป็นปอบ มาเข้าร่างคน บอกชื่อ เสียง เรียงนาม ตายอายุเท่าไหร่ มาสิงสถิตย์ในตัวคนป่วย หรือคนมีเคราะห์หรือคนดวงไม่ดีหรือดวงตก ปรากฏว่าพวกนี้ก็คือผีปอบ นี่เอง กินตับไตไส้พุงหมด เวลาถูกไล่ออกจากตัวคนป่วย ร่างนั้นจะตาย เน่าเหม็นหึ่ง ตายแล้วต้องรีบเผา
           
ผู้เขียนก็ชอบศึกษาค้นคว้าหาความรู้จึงได้พบพวกมะเร็งต่างๆ จึงรู้ว่าเป็นผีปอบ ไปรักษาให้ตามบ้าน ตามโรงพยาบาล ช่วยรักษาทันก็ไม่ตาย รักษาไม่ทันก็ตาย โรคผีหรือโรควิญญาณไม่มีเครื่องมืออะไรค้นพบได้  มีแต่พลังจิตหรือสมาธิเท่านั้น เป็นเพราะแพทย์ไม่เชื่อเรื่องจิต-วิญญาณ จึงรักษาโรคพวกนี้ไม่ได้ นอกจากหันมาฝึกจิต  สมาธิถึงจะเก่ง รักษาได้ ถ้าเอาสมาธิผสมไปก็จะได้หมอพิเศษ จะสามารถรักษาโรคจิต-วิญญาณได้ ผีปอบก็จะจัดว่าเป็นโรคมะเร็งอันดับหนึ่ง ส่วนผีทั่วไป ก็จะจัดเป็นโรคประสมาท โรคเครียด โรคไมเกรน หรือโรคเบลอๆ โรคไม่มีสติสมประกอบ โครผีต่างๆ ก็ยังเป็นต้นเหตุของโรคทั่วๆไปได้อีกหลายอย่าง โรคปวดหัว ปวดตามตัว ตามข้อ ตามกระดูก ปวดชนิดว่าหาสาเหตุไม่ได้ กินยาฉีดยาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักที บางทีก็วิ่งเป็นลูกๆ ไปตามเนื้อตามตัวให้เราเห็น ผีมันมีหลายชนิด โรคผีจึงมีมากไม่น้อยกว่าโรคของคนเรา

โรคของคนเราปัจจุบันก็เป็นเหตุให้คนเราเจ็บป่วยต่างๆ นาๆ โรคเวรโรคกรรมก็โรคผีผี หรือโรควิญญาณแทบทั้งนั้น มะเร็งปัจจุบันนี้หมอเก่งผ่าตัดรักษา กินยา ฉีดยาก็หาย แต่มะเร็งสมัยนี้ผู้เขียนกล้าพูดได้ว่า เป็นโรคผีหรือปอบกินมากกว่า เพราะปอบกินคนมีตัวแต่เป็นวิญญาณ นั่งสมาธิเก่งๆ จึงเห็นได้ง่ายผีหรือวิญญาณ มันก็มีรูปร่าง ปรากฏให้เห็นด้วยจิต ปอบกินร่างคนป่วยจนเป็นมะเร็งแบบทุกวันนี้แทบจะ ๙๐% ที่ถูกผีปอบกินตาย เพราะแพทย์ปัจจุบันบอกว่าเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย แต่ผู้เขียนก็ไปเยี่ยมคนป่วยที่หมอบอกว่าเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย ก็พบว่า ถูกผีปอบกินตายเกือบ ๑๐๐% เพราะเห็นผีอยู่ในตัวคนป่วยแทบทุกคน และที่ตายจริงๆ เพราะหมดอายุ ปรากฏว่าคนเป็นมะเร็งหรือปอบส่วนมาก มักจะเกิดกับคนมีอายุมากๆ หรือคนที่มีดวงชะตาตกหรือดวงซวย อายุน้อยตายยาก อายุมากๆ ๕๐-๖๐ ขึ้นไปจะตายง่าย  

คนเราทำไมถึงตายง่าย ก็เพราะตอนเจ็บป่วยนั่นแหละสำคัญ ไม่ว่าแก่ว่าหนุ่มว่าสาว ถ้าเจ็บป่วยโดนผีหรือปอบเข้าก็จะตายได้ทั้งนั้น ถ้าเจ็บป่วยเพราะถูกผีสิงหรือผีเข้าไปผ่าตัดก็ตายได้เหมือนโรคมะเร็ง ความจริงตายเพราะผีมากกว่า ถ้าป่วยรักษากันนานๆ เป็นเดือนๆ เป็นปๆ หายยากละก็ มักจะพบว่าถูกผีเข้าหรือผีปอบกินร่างกายคนจะผ่ายผอม หน้าตาก็จะแห้งโรยรา ผู้เขียนไปไล่ ไปรักษาตามโรงพยาบาลบ่อย ตามบ้านตามช่องมามาก ก็มักจะเจอคนป่วยเป็นโรคมะเร็ง รักษากันไม่หาย นอนแหม่บทำอะไรไม่ได้ รักษากันไม่รู้จักหาย ก็คือมะเร็งปอบนี่แหละ

พวกผีปอบหรือปอบต่างๆ ก็เกิดจากคนเรานี่เองตอนมีชีวิต ชอบกินของสด ๆคาวๆ หรือดิบๆ และไม่ชอบทำบุญสร้างทานอะไร พอตายไปก็เป็นผีอดอยาก ร่อนเร่พเนจรเหมือนผีไม่มีญาติ เที่ยวหากินกับคนป่วย บ้านไหนคนป่วยอ่อนแอ ดวงชะตาตกหรือเคราะห์ร้าย ก็จะเข้าสิง อาศํยร่างคนป่วยเลี้ยงวิญญาณ ยิ่งตายแล้วไปเผาอยู่วัดไหน พระวัดนั้นไม่ปฏิบัติ ไม่แผ่กุศลผลบุญให้ พวกญาติก็อย่าไปเอ่ยเลย ตายแล้วก็ตายไป ไม่ค่อยทำบุญให้ ก็เลยเป็นผีอดอยาก คนไหนมีบุญ คนไหนเคราะห์ร้าย ก็เกาะร่าง แฝงร่าง  ออกไปหาหิน ผีเข้าคนไหน คนนั้นก็เจ็บป่วยจิปาถะ รักษาไม่เป็นไม่ถูกโรค ไม่รู้เรื่องผีก็รักษาไม่ได้ ผีก็เลยเกาะหรือสิงร่างคนนั้นไปจนตายก็คือปอบนี่แหละ หรือมีพระมีเจ้า คนมีบุญประพฤติปฏิบัติ หรือมีบุญบารมีมาช่วย ผีก็พ้นทุกข์ คนก็หายเจ็บป่วย หมดกรรม หมดโศก หมดโรค หมดภัยไข้เจ็บ บางทีหมดกรรมก็ตายไปพร้อมกับผี ต่ผีมันฉลาดกว่า คนตายก็ตายไป ผีมันไปเกาะหรือสิงคนอื่นต่อ ผีจะหมดกรรมก็ต่อเมื่อ มีผู้ปฏิบัติดีหรือพระอาจารยืดีมาช่วย

ถ้าท่านไม่อยากอยากตายแล้วกลายเป็นผีอดอยาก ก็หันมาปฏิบัติธรรม เจริญ ศีล สมาธิ สมถะ และวิปัสสนากันจะดีกว่า ผีปอบหรือมะเร็งจะได้ไม่มาอาศัยร่างพวกคุณ


ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ตอนปฏิบัติ


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

จากประสบการณ์นั่งสมาธิสามคืนแรก ทำให้ผู้เขียนติดใจ พอวันที่ ๔ จึงนั่งสมาธิอีก ทีนี้แค่สามทุ่มก็เข้ากระท่อมทำสมาธิแล้ว  เข้าสมาธิง่ายเพราะเข้าใจทุกอย่าง จิตก็สงบมากขึ้น แต่ก็ยังอดคิดถึงเรื่องราวคืนก่อนๆ ไม่ได้ มันสงสัยอยู่ในใจ ก็ใช้จิตไปพิจารณาเรื่องแรกๆ ของคืนแรกครับ พ่ยุเกิดขึ้นได้อย่างไร ตัวอะไรมันโดดบนหลังคา และใครขว้างกระท่อม วิญญาณหญิง-ชายคุยกัน พอนั่งพิจารณาเรื่องแปลก ก็เกิดขึ้นในจิตว่า “ให้เจ้านั่งสมาธิ ไม่นั่ง จะนอน” เลยถูกทดสอบไป ๓ ยก ต้องลุกขึ้นมานั่งสมาธิ แต่ยกที่ ๔ ดันได้ยินเสียงผีหรือวิญญาณมันพูดกัน ทำให้ต้องลุกขึ้นมานั่ง พอนั่งจิตสงบเข้าสมาธิเอง จิตก็รู้เห็นตัวเองนั่ง ตาคราวนี้ตัวเราไม่มี เห็นแต่อากาศแทนที่เรานั่ง อากาศออกจากจิตเราแบบนั้น ยิ่งนั่ง อากาศก็ยิ่งออกจากตรงจุดที่นั่ง กระจายหรือขยายเป็นวงกว้างจนไม่มีขอบเขต มีแต่ขยายไปทั่วสุดขอบฟ้า จึงรู้มาจากจิตข้างในบอกว่า นี่คือ การเพ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุด เทียบได้เท่ากับ ฌาน ๕ หรือ “อากาศานัญจายะตะนะ”

แต่ครั้งที่ ๒  กลับสอยหลักสมาธิ วิตกวิจาร ให้รู้ สอนให้รู้ถึงวิธีนั่งสมาธิ อะไรเป็นวิตอะไรเป็นวิจาร ตอนจะต่อฌานเป็นอย่างไร วิตกเป็นอย่างไร วิจารทำอย่างไร ก็เลยเข้าใจหลักสมาธิ วิธีเจริญฌาน ๑, ๒, ๓, ๔ เป็นอย่างไร ผู้เขียนก็เพิ่มวิธีตอนต่อฌาน ก็คือตอน “ตามไปดู” เข้าไปด้วย จะได้รู้ อะไรเป็นเรื่องวิตก และเกิดวิตก จะใช้วิจารอย่างไร ก็มาพิจารณาดูและลำดับเหตุการณ์ตอนปฏิบัติตั้งแต่คืนแรกกับคืนที่สอง ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร พอคืนที่สามวิธีนั่งก็ถูกค้นพบ และพอคืนที่สี่ ก็มาเรียบเรียงดูเหตุการณ์ มาลำดับ ประติดประต่อกัน ก็สรุปผลได้ว่า คืนแรกเป็นเหตุการณ์บังคับให้นั่งสมาธิได้ จนถึงเพ่งอากาศขยายไม่มีที่สิ้นสุด และสอนให้เราทำจิตไม่ให้ตกใจกลัว หรือเป็น “วิตก” ก็ได้ พอเราคุมจิตได้ เพ่งจิตหรือภาวนา “พุท” หายใจเข้า “โธ” หายใจออก ก็รู้วิธีภาวนา รู้ที่ตั้งของจิต  ระยะทางภาวนา พอเข้าใจ ก็มาตั้งต้นตั้งแต่ นั่ง วิธีเป็นอย่างไรถึงจะถูกหลัก ฝึกไปก็ค้นไป จึงได้หลักวิธีการนั่งสมาธิ ภาวนาลมหายใจอย่างไร ก็พิจารณาตามหลักความจริง จนได้หลักวิธีที่ถูกต้อง ในการปฏิบัติ วิธีแก้ไขทุกขเวทนาทำอย่างไร นั่งไปค้นคว้าไปในที่สุดก็ได้หลักวิธีที่ถูกต้อง และทำให้นั่งเข้าสมาธิได้เร็ว วันเดียว ก็นั่งสมาธิเป็นแล้ว   มีความเพียร อุตสาหะ ก็นั่งสมาธิได้ครึ่งค่อนชั่วโมง หรือหลายชั่วโมงแล้ว ถ้านั่งไม่เป็นหรือไม่รู้หลักวิธีการนั่งสมาธิ กี่วัน กี่เดือน กี่ปี ก็นั่งสมาธิไม่ได้ ยิ่งพวกจิตไม่ว่าง หลงแต่โทษเวรโทษกรรม โทษบุญ-วาสนา หรือชอบอ้างต่างๆ นาๆ หรือไม่มีเวลาว่าง และประเภทบ้าก็พูดว่า นั่งสมาธิแล้วเป็นบ้า บางทีก็ว่า กลัวเห็นโน่นเห็นนี่ พวกนี้จัดเป็นพวกห่างไกลธัมมะ หากมีใครบอกว่า นั่งสมาธิแล้ว เห็นโน่นเห็นนี่ พอกับพวกที่ว่าตายแล้วดับ ไม่มีวิญญาณ ไม่มีผี ไม่มีนรก เพราะพวกนี้มีกรรม-เวร คอยกันไม่ให่เข้าสู่พุทธศาสนานั่นเอง

ผู้เขียนก็มาสรุป วิธีนั่งสมาธิ ที่ค้นคว้าจนได้ผลเร็ว ก็คือหลักของผู้เขียนนี่แหละ รู้วิธีนั่ง รู้วิธีปฏิบัติภาวนา รับรองนั่งได้ทุกคน ก็เลยรู้ความจริงว่า ถ้าปฏิบัติสมาธิไม่ได้ แค่รากฐานของพุทธศาสนาและจะเข้าใจธัมมะของพระพุทธเข้า ถือศีล กินเจ ก็แค่ธรรมดา สู้ปฏิบัติสมาธิไม่ได้ แค่ปฏิบัติสมาธิก็ได้ประโยชน์มากมายก่ายกอง แล้วยิ่งมาปฏิบัติสมถะ ๔๐ ก็ยิ่งเพิ่มทวี และยิ่งปฏิบัติบัติวิปัสสนา ก็ยิ่งหาขอบเขตมิได้ ผู้เขียนจึงมาลำดับ การฝึกสมาธิไว้เป็นแนวการศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติ

ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นรากฐานขั้นแรก
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ขั้นกลาง
สมาธิ สมถะ(๔๐) โพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด หรือวิปัสสนา  ขั้นสูง

ฝึกสมาธิให้เข้าใจ ให้เก่ง สมาธิเป็นตัวเบิกทางของสมถะ ๔๐ สมาธิมากๆ อุปจาระสมาธิ, อัปนาสมาธิ หรือสูงๆ ขึ้นไป จนเข้าโพธิปักขิยะธรรม ๓๗ หมวด ท่านก็เข้าถึงวิปัสสนาอันแท้จริง เข้าสมาธิขะรู้เห็นธัมมะอันแท้จริง รู้วิชา ๓-๔-๕-๖-๗-๘ รู้สมาธิก็จะเข้าอภิญญา ๖ รู้สมาธิถึงจะเข้าฌาน ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, และฌาน ๘ รู้สมาธิรู้วิธีดับทุกข์ รู้วิธีแก้ไขชีวิต รู้สมาธิท่านก็รู้ทางเดินของพระพุทธศาสนา

คราวหน้าจะมาต่อเรื่อง สรุปวิธีปฏิบัติสมาธิให้อีกนิดนึง ตอนนี้คนพิมพ์ง่วงจนตาลายแล้วจ้า หรือถ้าว่างตอนนี้แล้วอยากอ่านก็ให้ไปอ่านเรื่อง วิธีฝึกสมาธิแบบเร่งรัดก่อนได้เลยจ้า

ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า







วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559

กรรมฆ่างู


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

เรื่องนี้เกิดขึ้นกับนักศึกษาแถวสะพานใหม่ เป็นลูกสาวของคนขายล็อตเตอรี่ อายุประมาณ ๒๖-๒๗ ปี สาวคนนี้ผู้เขียนเคยรักษาโรควิญญาณเมื่อสองปีก่อน เพราะไปบวชชีพราหมณ์กับแม่ที่วัดแถวจังหวัดอ่างทอง เกิดเจ็บป่วยจนเรียนหนังสือไม่ได้ พาไปหาหมอตามโรงพยาบาลก็ไม่หาย หาพระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่หาย จนมาเจอกับผู้เขียน จึงใช้สมาธิจิตตรวจดูคนป่วยก็เห็นเหตุการณ์ที่เกิดทุกข์ จนเรียนหนังสือไม่ได้ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายก็จะเรียนจบแล้ว จะจบปี ๒๕๕๙ นี้  ก็เห็นความจริงว่า แม่ลูกคู่นี้ตอนไปบวชชีพราหมณ์ที่วัดจังหวัดอ่างทอง ก็เกิดไม่สบายตามมา ตอนแม่ลูกไปบวชชีอยู่นั้นก็ไปยืนดูศาลประเภทเจ้าแม่ ตรงศาลก็เป็นศาลใหญ่ เจ้าแม่ตะเคียนทอง ปรากฏว่า เจ้าแม่เก่งทางให้หวยโชคลาภ ก็ถูกพวกเจ้ามือมาสะกดตอกตะปูที่เสาไว้ พอเพ่งจิตตรวจดูก็ได้ยินเสียงเจ้าแม่พูดว่า ช่วยลูกด้วยเถิด เจ้ามือมันเอาอาจารย์มาตอกสะกดไว้ ก็เลยรู้ความจริงว่า  เหตุที่เด็กสาวเจ็บป่วยเพราะไปยืนดูศาลเจ้าแม่ตะเคียนนี่เอง เจ้าแม่จึงตามร่างเด็กสาวมาหาผู้เขียน  ซึ่งอยู่หมู่บ้านแอนเน็กซ์ หรือพหลโยธิน ๕๘ ซึ่งมีแม่ค้าขายล็อตเตอรี่แนะนำให้มาหา ก็สอบถามว่าไปรักษาที่ไหนมาบ้าง โรงพยาบาลที่ไหน แม่ก็อธิบายให้ฟังอย่างละเอียด  ไม่ว่าพระที่ไหน  เจ้าที่ไหนก็พาลูกสาวไปรักษามาทั่ว ก็ไม่หาย ผู้เขียนจึงบอกว่าจะรักษาหายได้อย่างไร รักษาไม่ถูก เพราะไม่รู้ไม่เห็นจริง ผู้เขียนจึงกำหนดจิต จับถอน อาบน้ำมนต์ ละเพ่งจิตถอนตะปูที่อาจารย์หรือหมอมันมาตอกเสาเจ้าแม่ตะเคียน แล้วก็เพ่งจิตรักษาให้ สักครู่ก็หายปกติ พอมาอีกวันก็มาอาบน้ำมนต์รักษา จึงกลับไปเรียนหนังสือได้

ก็มาเข้าเรื่อง กรรมฆ่างูกันต่อ ปรากฏว่าเด็กสาวหายป่วยไปปีกว่า กลับมาหาผู้เขียนอีก คราวนี้มาแปลก แม่พามาหาครับ พอมาถึงแม่ก็บอกว่า  ปู่ๆ ลูกสาวป่วย รักษามา ๓ เดือนแล้วไม่หาย พอผู้เขียนเพ่งจิตดูเท่านั้น อาการลูกสายก็โชว์ออฟเลย นั่งบิดไปบิดมา ก็เป็นภาพปรากฏในจิตให้เห็น เป็นภาพของงูเหลือม ตัวเบ้อเร้อ เกือบเท่าขาอ่อนผู้ใหญ่ กำลังบิดตัวไปมา แสดงถึงอาการเจ็บปวดมาก ก็เลยรู้ความจริงว่า เหตุที่เจ้บป่วยของเด็ก ก็เพราะงูเหลือมจัวใหญ่ เป็นงูเจ้าที่หรือพญานาค กำลังเจ็บปวดแสดงอาการบิดตัวให้เห็นในจิต ก็ถามผู้เป็นแม่ว่าใครไปตีงเหลือมเข้าล่ะ หรือว่าพ่อของเด็ก งูเหลือมหรือพญานาคก็ฟ้อง เขาถูกฆ่าตายและก็เล่าให้ฟัง งูเหลือมมากินไก่ พ่อเด็กเป็นผู้จับได้ และให้พวกชาวบ้านซึ่งเป็นพวกเขมรเอาไปทำอาหาร และมาแบ่งให้พ่อของเด็กกินด้วย ก็เป็นเรื่งอราวของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต คือฆ่างูนี่เอง ทำไมจังร้ายแรงนัก พอดูก็เห็นงูเหลือมตัวใหญ่ กลายร่างเป็นพญานาค เหมือนในกลักไม้ขีดไปนั่นแหละ นัยน์ตานี่แดงกล่ำโกรธมากจริงๆ  แล้วก็บอกแม่คนป่วยว่า งูตัวนี้ใหญเป็นพวกพญานาคตาแดง แค่นั้นลูกสาวก็บิดตัวรุนแรงมากขึ้นทวีคูณ ก็ถามผู้เป็นแม่ว่าเป็นมากี่เดือนแล้ว ผู้เป็นแม่ก็ตอบง่า ๓ เดือนเต็มแล้ว พาไปหาหมอโรงพยาบาลก็บอกว่าเป็นโรคเส้นเอ็นบิด ทั้งนวดทั้งกินยาก็ไม่หาย นั่งเฉยๆ ไม่ได้ ตัวต้องบิดอยู่เสมอ

พอเพ่งจิตดูต่อไป อ้าวลูกสาวนี้ซวยจริงๆ มีผู้ชายแย่งกันถึงสามคน เจ้าชู้จริงๆ แถมยังโดนแฟนเก่าทำอีก ก็ถามเด็กสาวว่าคนไหน ให้โทรศัพท์และติดต่อ ก็บอกลักษณะให้ คนนี้เป็นคนทำละ พอแม่ได้ยินผู้เขียนพูด ก็บอกว่า เนี่ยๆ คุยกับผู้ชายคนนี้ไม่รู้จักวาง หามรุ่งหามค่ำ ไม่เป้นอันเรียนหนังสือ ก็เลยสอนให้เรียนให้จบก่อน จับอาบน้ำมนต์รักษาให้ พญานาคก็บอกว่า ผมไม่มีร่างแล้ว จะให้ผมอยู่อย่างไร วันสองวันแรก พญานาคก็ยังไม่อภัย โกรธมาก ก็บอกพญานาคว่า ก็ไปทำกับพ่อเด็กซิ พญานาคก็บอกว่า พ่อมันแข็งทำอะไรพ่อมันไม่ได้ ต้องแก้แค้นเล่นลูกสาวแทน การอาบน้ำมนต์ก็เพื่อรักษาความเจ็บปวดของพญานาค และก็ถอนของหรือการทำของผู้ชาย ๓ วันอาการดีขึ้น การบิดตัวก็หายไปมาก ก็เห็นวิธีแก้ ให้สร้างพระพุทธรูปปางนาคปรกหน้าตัก ๕ นิ้ว และทำสังฆทานให้พญานาค วันที่ ๓ ก็เป็นวันพระ คนป่วยก็ไม่มาหา บอกว่าวันพระเขาไม่รักษากัน ดันรู้ดี สำหรับผู้เขียนไม่เว้นครับ รักษาคนป่วยทุกวัน ปรากฏว่าแม่คนป่วยก็ทำสังฆทานให้ที่บ้าน และไปถวายพระปางนาคปรกที่วัดโพสพแทน พอวันที่ ๔ ก็มาหาผู้เขียนอีก ก็ถามว่า ทำสังฆทานและสร้างพระนาคปรกให้แล้วน่าจะหายป่วย  ปรากฏว่าไอ้คนทำหรือสั่งฆ่า คือพ่อ ไม่ยอมทำสังฆทานให้และพระนาคปรกที่ทำ ก็ไปสร้างที่วัดเป็นพระที่เวียนเทียนกันทำสังฆทานไม่รู้ว่ากี่รอบต่อกี่รอบ ก็เลยต้องให้ทำสังฆทานสร้างพระอีกรอบ ให้ทำที่บ้าน ต้องให้พ่อ คนทำบาปทำกรรมาอธิษฐานให้เจ้าเวรนายกรราหรือพญานาค ยกให้ จึงหายปกติ เด็กสาวคนนี้ผู้เขียนก็บอกว่าให้ตั้งใจเรียนก่อน ปรากฏว่า มีรูปผู้ชายส่งมา รูปผู้หญิงก็ส่งไป เลยทำให้เสียประสาทเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ส่วนเรื่องตีงู ฆ่างู โดนมาหลายรายแล้ว รักษาไม่ถูกหลัก ก็เป็นบ้าเป็นบอ


มีจ่าพญานาคคนจับงูมาเยอะ เจอตัวใหญ่เข้าก็เอาไปให้พวกผัดเผ็ด พวกก็ตายไปก็มี อุบัติเหตุก็มี ตัวจ่ารักษากับพระกับเจ้า บวชให้ก็ไม่หาย รับขันธ์ครอบเศียรก็ไม่หาย ไม่รู้จักวิธีรักษา วิธีแก้ ก็รักษาไม่หาย มาเจอผู้เขียนรักษาให้ พญานาคบอกว่า ผมมีร่างแล้วจะทำอย่างไร ก็เลยบอกพญานาคว่า เจ้าจ่ามันทำบาปดีนัก เอาร่างจ่าทำประโยชน์ ก็เลยเป็นร่างทรง จ่าพญานาค ทุกวันนี้

ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

โยกเป็นปี


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล
           
สมัยโน้นชอบไปนั่งปฏิบัติตามวัดมหาธาตุ วัดโพธิ์ ท่าเตียน หรือมีเวลาก็จะข้ามเรือไปนั่งวัดอรุณ จำได้ว่า มาวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ บางทีก็ไปนั่งในโบสถ์หรือวิหารเล็ก ติดกับโบสถ์ใหญ่ เพราะโบสถ์เล็กมีคนมานั่งสมาธิกันไม่มากเท่ากับโบสถ์ใหญ่ วันหนึ่งก็ไปนั่งสมาธิ นั่งตั้งแต่สามโมงเช้าไปจนเกือบบ่ายโมง ก็ปรากฏว่า กำลังนั่งก็มีฌานส่งมากระทบอยู่ข้างหน้าผู้เขียน เป็นฌานพระแม่ทางอินเดียจะเป็นพระแม่ศรีอุมาเทวีเพราะทรงสิงห์โต ก็รู้ว่าเป็นพระแม่ปารวะติ นั่งอยู่ข้างหน้า ส่งมาบอกว่า ท่านปู่ช่วยร่างลูกคนนี้ที จึงลืมตามาดู ก็เห็นฌานพระแม่อุมาอยู่ในร่างผู้หญิงข้างหน้านี้นั่งสมาธิอยู่ แต่ร่างกลับโยกหน้าโยกหลัง อยู่อย่างนี้ จึงเพ่งจิตและกล่าวว่า ลูกสูดหายใจเข้าลึกๆ สักสามครั้ง และก็เพ่งจิตบอกพระแม่หรือองค์ที่นั่งอยู่ในร่างถอยออกก่อนจะให้ร่างนั่งสมาธิ แม่อุมาก็ถอยพร้อมกับสอนวิธีนั่งสมาธิ ให้จิตตั้งตรงปลายจงอยจมูก แล้วสูดหายใจเข้าช้าๆ และหายใจออกช้าๆ ให้ลมหายใจเข้าออกพอดีกัน ก็เพิ่งจิตสอนกำกับลมหายใจเข้าออกไปในตัวและก็นั่งคุมจิต อธิบายการทำสมาธิไปด้วย ได้ผลครับ ให้นั่งลำตัวตั้งตรง ไม่ให้เกร็ง สอนไปกำกับจิตคุมไปด้วยในตัว สักครู่ก็ปรากฏว่าร่างก็นั่งสมาธิได้แล้ว ก็ต้องกำกับลมหายใจไปด้วยจนเห็นว่าร่างหยุดโยก นั่งสงบแล้ว


จิตจับกำหนดลมหายใจ และก็คุมลมเข้าออกได้แล้ว ก็ให้ประคองลมไว้ให้สม่ำเสมอ นัยตาก็ยกมาจับกำกับลมหายใจไปด้วย ก็ปรากฏว่าได้ผลเร้วเกินคาดประมาณสิบนาที ก็นั่งเป็นแล้ว จับลมหายใจได้ดีแล้ว ก็ปล่อยให้นั่งไป เกือบสองชั่วโมง ผู้เขียนก็ลืมตาดู เพราะรู้ว่าร่างกำลังจ้องมองผู้เขียนอยู่ แล้วถามว่าเข้าใจหรือยังปฏิบัติสมาธิเขาทำกันอย่างนี้ แต่ร่างพระแม่อุมาหรือหญิงที่โยก กลับนั่งกราบพร้อมกับพูดว่า ขอบพระคุณพ่อปู่หรือท่านปู่มาก และก็เห็นผู้ชายที่นั่งสมาธิคู่กันกับร่างพระแม่ก็ก้มลงกราบด้วย ทีนี้สองผัวเมียก็เล่าให้ฟัง ผัวก็เล่าก่อน เมียผมนั่งสมาธิทีไร ก็จะต้องโยก โยกเป็นปีเลย ไม่รู้จะแก้อย่างไร ผมสอนวิธีนั่งก็แล้ว ก็ไม่หาย พาไปหาพระอาจารย์ผู้ฝึกสอนผมมา ก็ไม่หาย ก็ถามว่า คุณเอาจิตตั้งไว้ตรงไหนละ พุทโธ ต้องเอาจิตตั้งไว้ตรงปลายจงอยจมูก เวลาหายใจเข้าออก จะจับลมได้ง่ายกว่า ไม่ใช่ไว้ที่ใจ แล้วเอาไปให้อาจารย์แก้ล่ะ ท่านทำอย่างไร สามีก็บอกว่า สอนอย่างไร ให้ทำอย่างไรก็ฉก้ไม่ได้ ต้องโยกอีก ก็บอกว่า พรมน้ำมนต์ ก็แก้ไม่ได้ ไปสวดพิธีก็ไม่หาย แม้แต่อาจารย์ก็แก้ไม่หาย 

ผู้เขียนก็บอกว่าที่แก้ไม่ได้เพราะไม่รู้วิธีแก้ ถึงจะรู้วิธีแก้ก็ต้องมีบารมีถึงจะแก้ได้ นี่ไม่ใช่การทำสมาธิ อาการอย่างนี้เป็นเรื่องขององค์หรือเทพเทวดาประจำกาย ที่โยกๆ นั้นคือองค์ ร่างนี้มีองค์พระแม่ศรีอุมาทรงสิงโตหรือเรียกปางปารวะติครับ ชายาพระศิวะ องค์พระแม่จะลวทรงน่ะซี นับวันก็จะยิ่งโยกยิ่งสั่นโยกรุนแรง เจ้าสามีรีบบอก ครับๆ จริงๆ ผมกลัวหัวจะเหวี่ยงหลุดจากคอ มาปฏิบัติที่วัดจะไม่รุนแรงเท่าที่บ้าน วันนี้ก็เพิ่งมาวัดนี้ครั้งแรก ก่อนมาก็ฝันว่า มีผู้หญิงแขกสวยงามมากขี่สิงโตมาบอกกับเมียผมว่า พรุ่งนี้ให้ไปวัดข้ามธรรมศาสตร์นะ จะเจอท่านปู่ จะช่วยร่างได้ และบอกด้วยว่าต้องมาตอนเช้าไปรอในโบสถ์เล็ก ก็มาตามฝันที่แม่อินเดียบอก และจริงๆ อย่างในฝันที่เห็น จึงมาถูก ก็มารอตั้งแต่สี่โมงเกือบห้าโมงเช้า จึงเดินมานั่งข้างหน้าท่านนี่แหละ มันมีที่ว่าง แถมมีผู้ชายแต่งชุดขาวมานั่งเด่นอยู่คนเดียว เล่าไปก็มองหน้าไป ยิ้มไป ได้ยินเสียงผู้หญิงอินเดียแต่งสาหรีบอกว่า นั่งตรงหน้าท่านปู่ท่านนี้แหละ ท่านจะลืมตามาช่วยเอง แปลกครับ เมียผมเล่าไปอย่างกับตาเห็น และผมก็เห็นท่านลืมตามาพูดให้องค์แม่ถอย และสอนวิธีนั่งสมาธิ เพ่งดูเมียผลและพูดไปสอนไป ผมก็สงสัยว่าทำไมสอนไม่เหมือนพระอาจารย์ของผม ก็เลยพิสูจน์ ฟังไปทำตามไป แปลกครับจิตมันทำได้เร็วกว่า นั่งได้เร็วกว่า ทำตามที่ท่านบอก ก็เห็นเมียผมนั่งนิ่งไปแล้ว ผมก็นั่งตาม ปรากฏ เข้าใจปั๊บมันทำได้ปั๊บเลย เสียเวลาไปเป็นปีๆ แม้แต่เมียผมก็โยกมาเกือบสองปีเต็มๆ เพิ่งมาเจออาจารย์ปู่นี่แหละ ถึงได้รู้ ก็บอกให้เมียทำสมาธิดูสิ ปรากฏว่าก็ทำได้โดยไม่โยก เจ้าผัวก็บอกว่า โอ้โฮวิธีของอาจารย์ฝึกจิตให้สงบได้เร็วและดีด้วย ปีสองปีก็ไปได้ไกลแล้ว ผมก็มาติดตรงที่ไม่รู้ที่ตั้งของจิต เมียก็มาติดเรื่ององค์ เลยเสียเวลาไปสองปีกว่า ก็อธิบายเรื่ององค์ปฏิบัติได้ดีแล้ว ก็ไม่ต้องไปรับขันธ์กับใคร ใช้ฌานสมาบัติหรือสมาธิเป็นฐานรองรับ ปฏิบัติมากๆ ก็เป็นกายทิพย์ องค์ทิพย์ไปเลย ส่วนคุณให้สวดชินบัญชรประจำไหว้หลวงปู่โต พรหหมรังษี ต่อไปจะทำอะไร องค์พระแม่ องค์พรหมรังษี จะมาแนะและสอนพวกคุณเอง อย่าผิดศีลข้อกาเมกับข้อสุรา และก็ห้ามกินเนื้อวัวเนื้อควาย เล่นเอาสองคนผัวเมีย บอกแทบไม่น่าเชื่อจะหายปกติในวันเดียว แล้วเรื่องต่างๆ ที่องค์พระแม่บอกจริงและตรงทุกอย่าง แนะเรื่องราวปฏิบัติให้เข้าใจ เรื่องผัวเมียต้องขออนุญาตพระแม่ก่อน จะกินอะไรก็ให้เกียรติครูกินก่อน ก็บอกว่าคนเราจะโชคดีก็เจอกันง่าย พอหันไปดูรอบๆ ปรากฏว่า มีคนมาฟังกันเต็มไปหมด เรพาะพวกเขาเห็นตอนผู้เขียนช่วยผู้หญิงตั้งแต่โยกโยก จนนั่งนิ่งเป็นปกติ เรือ่งองค์เรื่องฌาณจึงต้องมีองค์ใหญ่ๆกว่ามาเปิดมาช่วย ถึงจะแก้ไขได้ ถ้าใครฝึกสมาธิสูงๆ และมีองค์ใหญ่ๆ จะช่วยพวกประเภทนี้ได้ 

ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ผี-วิญญาณ


โดยปู่สงค์ สวนพุฒตาล

เห็นมีคนพูดหรือกล่าวกัน บางคนเคยเห็นผีก็บอกว่า ผีมีจริง ผู้ที่ไม่เคยเห็นก็บอกว่า ผีไม่มี เป็นที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ บางคนก็ว่า ตายแล้วก็เป็นผี หรือบางเกจิอาจารย์ หรือสำนักที่สอนกันมาตายแล้วดับ ไม่มีผี ไม่มีวิญญาณ เลยไม่รู้ว่า ผีมีจริงหรือไม่  วิญญาณมีจริงหรือไม่ ก็จับรวมความกัน ผีหรือวิญญาณ หรือจริงหรือไม่ล่ะ

ถ้าจะแยกตามความจริง ผีก็คือผี วิญญาณก็คือวิญญาณ หรือพูดกันว่า คนเราตายแล้วก็เป็นผีนั่นแหละ หารู้ไม่ว่าคนเราตายก็จะมีวิญญาณออกจากร่าง ถ้าวิญญาณไม่ออกจากร่างก็ไม่ตาย รูปขันธ์ทั้ง ๕ ประกอบกันเป็นรูปร่างของคนเราหรือมนุษย์ ขันธ์ ๕ ประกอบกันคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ คนที่ตายก็คือวิญญาณ ออกจากร่าง ถึงจะตายแล้ว ก็ต้องเป็นผี ผีก็คือตัววิญญาณนั่นแหละ วิญญาณคนเราอยู่กับที่ก็มี ล่องลอยไปตามที่ต่างๆ ก็มี  ไปใช้เวรใช้กรรมในนรกก็มี ท่องเที่ยวในโลกมนุษย์ก็มี ไปสวรรค์ก็มี ก็แล้วแต่บุญ-ธรรม กรรมแต่ง จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ผู้มีบุญหรือผู้ปฏิบัติธรรมถึงจะรู้เห็นเรื่องวิญญาณ วิญญาณก็แบ่งเป็นสัมภเวสีสี หรือพวกผีไม่มีญาติ  พวกไม่รู้จักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หรือพวกที่ทำบาปทำกรรมไว้ในอดีตและปัจจุบัน เวลาตายแล้วก็จะเป็นผีหรือสัมภเวสี ที่จะต้องมาร่อนเร่ขอส่วนบุญส่วนกุศล พวกเหล่านี้ตายไปแล้วก็ให้โทษแก่คนหรือสัตว์ ทำให้เกิดเจ็บป่วย เดือดร้อนต่างๆ นาๆ จะมาพูดว่า ตายแล้วดับ ไม่มีอะไร ไม่มีวิญญาณ แต่พอปฏิบัติสมาธิ จนเกิดตัวรู้ตัวเห็น หรือจิตเป็นเอกัคคะตารมณ์ หรือจิตรวมกันเป็นหนึ่ง หรือถึงขั้นอุปจาระสมาธินั่นแหละ  จึงรู้เห็นเรื่องจิต-วิญญาณ ก็คือจะมองเห็นผี หรือสัมภเวสี หรือจะเห็นโอปปะติกกะ หรือเทพเทวดา อินทร์ พรหม อะไรนั่นแหละ

วิญญาณคนเราก็เหมือนผี เหมือนจิตลองลอยไปตามที่ต่างๆ นี่เอง ตายแล้วดับ ก็ตัวเหมือนกันแต่เรียกกันคนละชื่อ ตายก็คือวิญญาณออกจากร่างแล้วร่างกายมันก็ผุพังเน่าสลายไป ที่ว่าตายเพราะวิญญาณหมดสภาพ จะคงทนอยู่ต่อไป สังขารก็สลายไป แต่ใจมันไม่ตาย ใจก็คือจิต มันไม่ตายตามสังขาร จิตหรือใจมันก็ยังล่องลอยออกไปจากร่างเท่านั้น มันหลุดลอยไป ไม่มีที่ยึดที่ติดที่จับต้อง จิตหรือใจมันไม่มีที่ยึดติด ที่จับก็ต้องล่องลอยไปตามแต่ยะถากรรมหรือแล้วแต่กรรมเวรที่กระทำไว้ ในปัจจุบันชาติหรือจะโทษอดีตชาติก็แล้วแต่ คนจะอ้างจะโทษกันไปต่างๆ นาๆ คนเราพอตายแล้วก็กลายเป็นวิญญาณ หรือผีก็ได้นะ ใครรู้ใครเห็นว่าตายแล้วไปไหน ตายแล้วไม่มีอะไร ดังที่เข้าใจว่า ตายแล้วดับ ไม่มีวิญญาณ หรือมีจิตหรือมีตัวตนอะไรให้เห็น จึงได้แต่บอกว่า ตายแล้วก็เป็นอากาศธาตุ ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไร

แต่ความจริงแล้ว ผู้ปฏิบัติ สมาธิ จริงๆ ถึงจะรู้ว่าตายแล้วมันไม่สูญหรือดับไปจากโลกนี้ แต่มันเป็นวิญญาณที่เราไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่านั่นเอง มีแต่หลักของพระพุทธศาสนา ที่สอนให้ผู้ฝึกจิต ฝึกสมาธิ รักษาศีล เท่านั้น ถึงจะได้รู้เห็นเรื่องวิญญาณ หรือภูตผี ปีศาจ หรือเหล่าเทพเทวดา ยิ่งปฏิบัติสมาธิสูงๆ ขึ้นไปจากอุปจาระสมาธิถึงอัปปนาสมาธิ หรือขึ้นสมถะ และวิปัสสนากัมมัฏฐานก็ยิ่งรู้เห็นเรื่องจิตวิญญาณได้ชัดเจนมากขึ้นไปตามลำดับ ก็จะรู้เรื่องผี-วิญญาณต่างๆ ไม่ว่าชั้นไหน นรก-มนุษย์ สวรรค์ ทั้งสามภพ เพราะฉะนั้น ผู้ไม่ฝึกจิตหรือสมาธิ ขั้นเอกัคคะตารมณ์หรือจตุตถฌานหรือฌาน ๔ จึงไม่รู้ไม่เห็น เรื่องจิต-วิญญาณ

ผีก็เป็นวิญญาณประเภทหนึ่งหรือสัมภเวสี ที่ล่องลอยไปตามที่ต่างๆ ไม่มีหลักแหล่ง จะปักหลักอาศัย หรือเป็นวิญญาณที่คอยหลบหลีก หนี พวกยมทูต หรือมักจะหลบอาศัยตามร่างของมนุษย์ที่เจ็บป่วยหรือเคราะห์ร้าย แบบโรคปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นโรควิญญาณกันมาก จนปัจจุบันแพทย์หรือหมอสมัยนี้จำหน่ายว่าเป็นโรคมะเร็ง รักษาไม่ได้ มีแต่ตายลูกเดียว ความจริงแล้วแพทย์เก่งมากตัดต่อและรักษาได้ แต่โรคผีผีหรือโรควิญญาณรักษาไม่ได้ ไม่มียารักษา แต่มีพลังจิต อำนาจจิต หรือการฝึกสมาธิของศาสนาพุทธรักษาได้ เพราะพลังจิตหรืออำนาจสมาธิ สามารถรู้เห็น เรื่องจิต-วิญญาณ หรือภูตผีปีศาจ

เพราะฉะนั้นผีกับวิญญาณก็มีข้อแตกต่างกัน ตรงที่เรียกว่า ผีหรือวิญญาณเท่านั้น ผีหรือวิญญาณก็ยังเป็นโรคชนิดหนึ่ง ที่ทำให้คนตายมามากต่อมาก เพราะไม่มียาอะไรรักษาได้ นอกจากพลังจิต อำนาจจิต หรือสมาธิเท่านั้น ผู้เขียนก็ค้นคว้าและรักษาโรคจิตมาถึงปัจจุบันก็ ๔๗-๔๘ ปีแล้ว จึงเห็นผีเห็นวิญญาณมามาก ตายแล้ว วิญญาณออกจากร่าง ล่องลอยไปไหน ไปเกิด หรือไปใช้กรรม ก็แล้วแต่จะว่ากันไป ต่างๆ นาๆ

ท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องการฝึกสมาธิหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องฝึกสมาธิกับปู่สงค์ สามารถขอคำปรึกษามาได้เลย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจ้า